# บทที่ 17 — ทางเลือกใต้บันไดหิน
เืสีดำไหลออกจากมุมปากของเติ้งหานเป็เส้นบาง ๆ ก่อนหยดลงบนขั้นบันไดหิน
มันไม่ใช่พิษที่ออกฤทธิ์ช้าอย่างที่เสิ่นเยว่โหรวเคยรับมือในเรือนโอสถ กลิ่นคาวกลับเจือกลิ่นกำยานเย็นจัด ราวกับมีใครจุดธูปอยู่ใต้ดิน แม้ทางลับตรงหน้าเพิ่งถูกเปิดออก แต่ลมที่พัดขึ้นมากลับเย็นจนแสงคบเพลิงของศิษย์ฝ่ายกฎหมายสั่นไหว
“อย่าขยับเขา” เสิ่นเยว่โหรวพูดทันที นางคุกเข่าลงข้างคนเจ็บ ปลายนิ้วกดที่ชีพจรข้อมือของเติ้งหาน แล้วหยิบเข็มเงินออกมาสามเล่ม “ตรานี้ผูกกับลมหายใจ ไม่ใช่แค่เื หากร่างกายเขาดิ้นรนหรือพลังปราณปะทุ มันจะกัดกินหัวใจเร็วกว่าเดิม”
เติ้งหานกำหมัดแน่น เหงื่อเม็ดใหญ่ไหลลงขมับ “ข้า...ข้าไม่ได้อยากฆ่าเขา ข้าแค่ต้องเอายาถ้วยนั้นเข้าไปให้ได้ พวกมันสัญญาว่าจะส่งยาให้น้องชายข้า”
โม่เฉินมองตราดำที่ลามจากใต้กระดูกไหปลาร้าขึ้นมาถึงลำคอ เขาไม่ได้ตอบความผิดหรือความถูกของอีกฝ่ายในทันที เพราะคำตอบนั้นไม่ได้ทำให้เส้นเืดำหยุดเคลื่อนไหว
เจียงอวี้หลานยืนอยู่ด้านหลัง สีหน้าของนางแข็งขึ้น “เขาเป็ผู้ต้องสงสัยในคดีลอบสังหาร และทางลับนี้อาจเป็กับดัก เรามีเหตุผลพอจะใช้เขานำทาง”
“มีเหตุผล” โม่เฉินตอบ “แต่ไม่จำเป็ต้องทำ”
นางหันมามองเขา “เ้าคิดว่าคนสวมหน้ากากทองจะยอมให้พยานรอดไปถึงศาลอีกคนหรือ”
“เพราะมันไม่ยอม ข้าจึงไม่ควรทำงานแทนมัน”
คำตอบนั้นทำให้ความเงียบตกลงเพียงชั่วอึดใจ เสิ่นเยว่โหรวไม่เงยหน้าจากคนเจ็บ แต่แววตานางอ่อนลงเล็กน้อย ส่วนลั่วชิงเสวี่ยที่ยืนถือกระบี่อยู่ตรงปากทางลับ ขยับมาด้านข้างเพื่อบังลมเย็นที่พัดใส่เติ้งหาน
หน้าต่างโปร่งแสงสีดำลอยขึ้นข้างสายตาโม่เฉิน ดวงตาอีโมจิบนมุมหน้าต่างหรี่ลงราวกับกำลังยิ้มเยาะ
“โฮสต์มีทางเลือกที่ประหยัดกว่า” เสียงของระบบชะตาวายร้ายดังขึ้นในหูเขาเพียงคนเดียว “ปล่อยผู้ต้องสงสัยลงบันได เขาอาจกระตุ้นกับดักและเปิดแผนที่ให้เ้าโดยไม่ต้องเสียแต้มชะตาแม้แต้มเดียว”
“ถ้าเขาตาย” โม่เฉินถามในใจ “ข้าจะได้อะไร”
“ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์ ศัตรูที่ระวังตัวกว่าเดิม และร่องรอยทางศีลธรรมที่เ้าต้องอธิบายเอง” ระบบตอบอย่างราบเรียบ ก่อนดวงตาบนหน้าต่างจะกะพริบ “ข้อเสนอเดิมจึงไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไร”
หน้าต่างเปลี่ยนรูปทันที ขอบสีดำขยายเป็หน้าร้านขนาดเล็ก ภายในมีภาพยันต์แผ่นหนึ่งสีเทาเงิน วงลายบนแผ่นยันต์คล้ายโซ่สองชั้น
**ยันต์ตรึงชะตาชั่วคราว**
ราคา: 30 แต้มชะตา
ผล: ตรึงการทำงานของตราควบคุมหนึ่งชนิดได้นานหนึ่งชั่วยาม
เงื่อนไข: ผู้ใช้ต้องอยู่ภายในระยะสิบก้าวและรับรู้ตำแหน่งของผู้ถูกตรึง
ผลข้างเคียง: ไม่รักษาาแเดิม และใช้ได้เพียงครั้งเดียว
ตัวเลขมุมล่างของหน้าต่างบอกชัดว่าเขามีสี่สิบแต้ม หากซื้อ เขาจะเหลือเพียงสิบแต้ม ทันทีที่ทางลับนี้พิสูจน์ว่าเป็ของจริง เขาอาจ้าผงซ่อนกลิ่นปราณหรือเครื่องมือวิเคราะห์อื่นมากกว่า
แต่คำว่า “ชั่วยาม” ก็เพียงพอสำหรับพาเติ้งหานออกจากจุดที่ศัตรูมองเห็น หรือให้เสิ่นเยว่โหรวหาวิธีรักษาต่อ
“ซื้อ” เขาตอบ
ใบหน้าอีโมจิบนหน้าต่างทำปากเป็เส้นตรงอย่างเสียดาย “การซื้อสำเร็จ เหลือแต้มชะตา 10 แต้ม โฮสต์ยังคงเป็ลูกค้าที่ไม่ชอบเก็บเงินไว้ใช้ยามตายจริง ๆ”
ยันต์สีเทาเงินปรากฏบนฝ่ามือโม่เฉิน ความเย็นจากมันไม่เหมือนพลังมารหรือพลังปราณของสำนัก เขาจึงกำมันไว้ในแขนเสื้อ ก่อนย่อตัวลงข้างเติ้งหาน
“ข้าจะตรึงตรานี้ให้ชั่วคราว” เขาพูด “ระหว่างนั้นเ้าต้องบอกทุกอย่างที่รู้ ไม่ใช่เพื่อแลกกับการล้างผิด แต่เพื่อให้น้องชายเ้าไม่กลายเป็คนต่อไปที่ถูกใช้เป็เชือกผูกคอ”
เติ้งหานมองเขาอย่างไม่เข้าใจ “เหตุใด...เ้าถึงช่วยข้า”
“เพราะเ้าทำผิดแล้ว และคนที่บังคับเ้าอยากให้ความผิดนั้นเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่”
โม่เฉินวางยันต์ลงเหนือรอยดำ แสงสีเทาเงินแตกออกเป็เส้นบาง รัดรอยตราไว้ทีละชั้น เติ้งหานสะดุ้งจนหลังเกร็ง เสิ่นเยว่โหรวกดไหล่เขาไว้และปักเข็มเงินสามเล่มลงตามจุดชีพจร เส้นเืดำหยุดลามตรงลำคอชั่วคราว
“ได้ผล” นางกล่าวเร็ว ๆ “แต่ไม่ใช่การถอนตรา ข้าต้องพาเขากลับไปยังห้องโอสถก่อนชั่วยามหมด”
“ไม่ต้องพาเขาลงไป” เจียงอวี้หลานตัดสินใจทันที “ให้สองคนคุมตัวเขากลับพร้อมป้ายคำสั่งของข้า อีกสองคนปิดปากทางนี้ไว้ ห้ามผู้ใดแตะบันไดจนกว่าจะมีคำสั่ง”
นางไม่ได้โต้แย้งการตัดสินใจของโม่เฉินอีก แต่เปลี่ยนแผนตามข้อมูลใหม่ นั่นเป็เหตุผลที่เขาไว้วางใจนางมากกว่าคนที่มีแต่อำนาจ
“ก่อนกลับ” โม่เฉินกล่าว “เขายังต้องบอกทาง”
เติ้งหานกลืนน้ำลาย “ข้าเคยลงไปสองครั้ง...ครั้งแรกแค่ส่งกล่องกำยาน ครั้งที่สองเอายาเข้าไป ข้างล่างมีสามทาง เมื่อถึงแอ่งน้ำแห้งให้เลี้ยวซ้าย ทางขวาเป็บ่อลึก พวกมันเรียกมันว่าบ่อเงา ห้ามมองลงไปนาน ๆ”
“ทางซ้ายไปไหน” ลั่วชิงเสวี่ยถาม
“หอหลอมเก่า แต่ยังไม่ถึงห้องในสุด มีประตูหินอีกบาน คนสวมหน้ากากทองไม่เคยลงมารับของเอง เขาใช้กระจกดำสั่งการ...สตรีชุดขาวเป็คนส่งของ นางพูดว่าคัมภีร์พิธีถูกย้ายไปแล้ว และต้องรอ ‘กลีบสุดท้าย’”
“วันไหน” เจียงอวี้หลานถาม
“คืนพรุ่งนี้”
เสียงนั้นทำให้ทุกคนชะงักลง
ก่อนหน้านี้พวกเขารู้เพียงว่าพิธีจะเกิดไม่เกินไม่กี่วัน แต่คำให้การนี้บีบกรอบเวลาให้เหลือหนึ่งคืนเต็มเท่านั้น คนสวมหน้ากากทองไม่ได้ถอยเพราะแผนพัง เขาเพียงเร่งพิธีให้เร็วขึ้นหลังคนของตนถูกจับทีละคน
“คัมภีร์อยู่ตรงไหน” โม่เฉินถามต่อ
เติ้งหานส่ายหน้า “ข้าไม่เห็น ข้าได้ยินนางพูดว่า ‘ย้ายตำราออกจากเตาหลอมก่อน ให้เืของผู้เปิดทางมาแทน’ เท่านั้น”
คำว่าเืของผู้เปิดทางทำให้ปลายนิ้วโม่เฉินเย็นลง ชายหน้ากากทองไม่ได้้าให้เขาแค่ไขผนึกอีกต่อไป มันเตรียมใช้เขาเป็ส่วนหนึ่งของพิธีแล้ว
“ส่งเขากลับ” เขาบอกเสิ่นเยว่โหรว “ข้าจะไม่ให้เ้าลงไปกับเรา”
นางเงยหน้าทันที “ตราที่ข้าไม่เคยเห็นอาจมีผลกับคนอื่นในทางลับ และเ้า้าผู้รู้เื่โอสถ ถ้าพบร่องรอยน้ำค้างตะวัน—”
“ยิ่งเพราะอย่างนั้น เ้าต้องอยู่ใกล้ทางออก” โม่เฉินตัดคำ “หากพวกเราติดกับดัก อย่างน้อยเ้าต้องมีคนช่วยถอนพิษและพาคนเจ็บออกไป”
เสิ่นเยว่โหรวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนเข็มเล่มหนึ่งจากเติ้งหานแล้วเก็บเข้ากล่อง “ข้าจะอยู่ที่ปากทาง ไม่ลงลึกเกินกว่าที่ทีมของข้ามองเห็น และถ้าข้าสั่งให้ถอย เ้าต้องถอย”
“ตกลง”
ลั่วชิงเสวี่ยปรายตาใส่เขา “เ้ารับปากง่ายเกินไป”
“เพราะครั้งนี้นางมีเหตุผล” โม่เฉินกล่าว
“ครั้งอื่นข้าไม่มีหรือ”
“ข้าไม่กล้าตัดสิน”
แม้สถานการณ์ตึงเครียด มุมปากของลั่วชิงเสวี่ยกลับขยับเพียงนิดเดียว แล้วนางก็หันกลับไปจับด้ามกระบี่แน่นกว่าเดิม
หลังเติ้งหานถูกพากลับไป ทีมเล็กของเจียงอวี้หลานจึงเริ่มตรวจทางลับอย่างเป็ระบบ ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคนหนึ่งใช้เชือกผูกกับเสาหินด้านนอก อีกคนถือแผ่นหยกส่งสัญญาณ ส่วนเสิ่นเยว่โหรวติดเม็ดโอสถกลิ่นอ่อนบนข้อมือของทุกคน หากมีใครสูดพิษหรือเืไหลผิดปกติ เม็ดโอสถจะเปลี่ยนเป็สีแดง
ป้าผู้าุโของโม่เฉินมาถึงในเวลานั้น นางไม่ถามว่าเหตุใดเขายังยืนอยู่ตรงปากทางลับ เพียงมองรอยสีดำที่เหลือบนพื้นแล้วกล่าวเสียงต่ำ “เ้าจะเข้าไปได้ไม่เกินยี่สิบก้าว และต้องเดินในวงผนึกของฝ่ายกฎหมาย หากผิดข้อตกลง ข้าจะลากเ้ากลับเอง”
“ขอรับ” โม่เฉินตอบทันที
นางมองเขาเหมือนรู้ว่าเขารับปากเพราะคำนวณแล้ว ไม่ใช่เพราะเชื่อฟังอย่างแท้จริง แต่ก็ไม่ได้ห้ามอีก รอยขีดสีแดงห้าจุดถูกวาดไว้บนพื้นหินตามระยะ นั่นเป็ขอบเขตที่ทีมสำรวจจะไม่ล้ำเข้าไปโดยไม่มีข้อมูลใหม่
บันไดใต้กำแพงตะวันตกแคบและเก่า กลิ่นความชื้นไม่ใช่กลิ่นดินธรรมชาติ หากเป็กลิ่นเถ้าไฟที่ซึมอยู่มานานหลายสิบปี ระหว่างทางไม่มีคบเพลิงติดผนัง มีเพียงรอยคราบน้ำมันเก่าที่บอกว่าคนเคยใช้ทางนี้เป็ประจำไม่นานมานี้
เมื่อก้าวลงไปถึงขั้นที่สิบเอ็ด เจียงอวี้หลานยกมือห้าม ทุกคนหยุดพร้อมกัน นางหยิบเหรียญทองแดงจากถุงแล้วโยนลงบันไดต่อหน้า เหรียญกลิ้งผ่านขั้นที่สิบสอง สิบสาม และหยุดนิ่งตรงขอบขั้นที่สิบสี่
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นางจึงหยิบก้อนหินขนาดกำปั้นออกมา วางมันบนปลายกระบี่แล้วส่งไปข้างหน้า พอก้อนหินแตะขั้นที่สิบสี่ เส้นอักขระดำใต้ฝุ่นก็สว่างวาบ เงาที่ทอดจากทุกคนบนผนังหินยืดยาวผิดธรรมชาติ ก่อนพุ่งเข้าหาก้อนหินจนมันแตกละเอียด
“กับดักกินเงา” ลั่วชิงเสวี่ยกล่าวเบา ๆ
“ถ้ามีคนเดินลงมา” ศิษย์ฝ่ายกฎหมายคนหนึ่งถาม
“เงาจะถูกตรึงก่อน ร่างกายจะขยับไม่ได้” เจียงอวี้หลานตอบ “จากนั้นคนวางกับดักคงมีเวลาพอจะเลือกว่าจะจับหรือฆ่า”
คำให้การของเติ้งหานช่วยให้พวกเขาไม่ต้องแลกชีวิตเพื่อเรียนรู้เื่นี้ เขาอาจเป็ผู้กระทำผิด แต่การช่วยเขาก็เพิ่งช่วยทุกคนกลับมาด้วย
โม่เฉินย่อตัวมองขอบขั้นหิน สังเกตเห็นรอยขูดเล็ก ๆ สามเส้นที่ด้านข้าง ไม่ใช่อักขระ เขาลูบมันด้วยปลายนิ้วแล้วบอก “มีคนผ่านกับดักนี้โดยใช้แผ่นรองเงา”
“รู้ได้อย่างไร” เจียงอวี้หลานถาม
“รอยขูดเกิดซ้ำในระยะเท่ากัน ของแข็งถูกลากมาทับบนผิวหิน ไม่ใช่รองเท้า”
ลั่วชิงเสวี่ยดึงกระจกเงาขนาดเล็กจากห่อผ้า นางไม่ใช้มันส่องหน้า แต่สะท้อนแสงคบเพลิงเข้าไปในด้านใต้ขั้นบันได หลังเงียบไปครู่หนึ่ง นางชี้ไปยังร่องแคบใต้ขอบหิน “มีแผ่นเหล็กบาง ๆ ซ่อนอยู่ ถ้ากดจากด้านข้าง อักขระอาจหยุดทำงานชั่วคราว”
เจียงอวี้หลานไม่สั่งให้ผู้ใดลองทันที นางใช้ด้ามมีดสอดเข้าไปโดยยืนหลังวงผนึก พอแผ่นเหล็กถูกดัน เส้นอักขระดำก็ดับลงทีละเส้น
พวกเขาข้ามขั้นที่สิบสี่ไปได้โดยไม่เสียใครแม้แต่คนเดียว
ทางลงสิ้นสุดที่แอ่งน้ำแห้งตามคำบอกของเติ้งหาน ผนังด้านซ้ายเต็มไปด้วยคราบควัน ส่วนด้านขวาเป็อุโมงค์มืดที่ไม่มีลมผ่าน โม่เฉินมองลงไปในความมืดเพียงชั่วครู่ ก่อนย้ายสายตาออก เขาไม่รู้ว่าบ่อเงาทำอะไร แต่คำเตือนที่ละเอียดเกินไปมักไม่ได้มีไว้ให้ทดสอบ
ด้านซ้ายมีประตูครึ่งพังและเศษกระเบื้องเตาหลอมกองอยู่บนพื้น บนเศษหนึ่งติดผงสีทองจาง ๆ เสิ่นเยว่โหรวที่รออยู่ด้านหลังเส้นแดงเดินเข้ามาได้เพียงไม่กี่ก้าว เมื่อเห็นมัน นางรีบใช้คีมคีบใส่กล่องหยก
“นี่ไม่ใช่ทอง” นางพูด “เป็ตะกอนของน้ำค้างตะวัน แต่เจือเถ้ามืดมากเกินไป คนใช้มันเป็ส่วนผสมพิธี ไม่ได้เก็บไว้เป็ยา”
โม่เฉินมองกล่องหยกนั้น “พอใช้ถอนพิษข้าได้ไหม”
“ไม่พอ และยังสกปรกเกินไป” นางตอบตรง ๆ “แต่ยืนยันได้ว่าของแท้อยู่ในทางนี้ หรือเคยผ่านทางนี้ไม่นาน”
คำตอบไม่ได้รักษาเขา แต่ตัดเส้นทางเดาสุ่มออกไปอีกหนึ่งทาง
เจียงอวี้หลานให้คนเก็บเศษกระเบื้องทั้งหมด แล้วพบแผ่นโลหะดำซุกอยู่ใต้กองเถ้า มันมีรูปเตาหลอมสลักอยู่ด้านหนึ่ง อีกด้านเป็เส้นทางสั้น ๆ สามจุด: ขั้นบันได, แอ่งน้ำแห้ง, ประตูครึ่งพัง และมีสัญลักษณ์วงกลมทับอยู่หลังประตู
“แผนที่นำส่ง” นางกล่าว “ไม่ใช่แผนที่พิธี”
“แต่พอให้รู้ว่าพวกมันใช้ประตูนี้ส่งของ” โม่เฉินตอบ
ทันใดนั้น ปิ่นกระบี่ในอกเสื้อของลั่วชิงเสวี่ยสั่นขึ้นเบา ๆ นางหยิบมันออกมา ปลายปิ่นที่เคยเงียบมาตลอดกลับชี้ตรงไปยังประตูครึ่งพัง แสงสีเงินละเอียดไหลผ่านลายดอกบัวบนตัวปิ่น
เสียงโลหะเสียดสีกันดังมาจากหลังประตู ไม่ใช่เสียงคนเดิน หากเหมือนกระบี่เก่าเล่มหนึ่งกำลังถูกลากไปบนพื้นหิน
ทุกคนยกอาวุธขึ้นพร้อมกัน
จากความมืดด้านใน มีเสียงสตรีแ่เบาราวกับลมหายใจลอดผ่านเตาหลอมร้าง
“ผู้ถือกระบี่...กลับมาแล้ว”
ลั่วชิงเสวี่ยไม่ก้าวไปข้างหน้า นางกำปิ่นไว้แน่นและหันมามองโม่เฉิน “เสียงนั้นไม่ได้เรียกเ้า”
“ข้ารู้” เขาตอบ “และนั่นทำให้มันอันตรายกว่าเดิม”
เจียงอวี้หลานตัดสินใจทันที “ถอยกลับถึงเส้นแดง เก็บข้อมูลทั้งหมด ปิดทางลับและเปลี่ยนกำลังคุม พรุ่งนี้เราจะเปิดหอหลอมด้วยผนึกเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เดินเข้าไปตามเสียงของศัตรู”
ไม่มีผู้ใดคัดค้าน แม้ปิ่นกระบี่จะยังสั่นอยู่ แต่พวกเขาได้สิ่งที่้าแล้ว: เวลา สภาพของกับดัก เส้นทางนำส่ง และหลักฐานว่าน้ำค้างตะวันอยู่ใกล้กว่าที่คิด
ระหว่างเดินกลับ โม่เฉินหันไปมองประตูครึ่งพังเพียงครั้งเดียว
คนสวมหน้ากากทอง้าให้พวกเขารีบ เพราะความรีบร้อนทำให้คนลืมถามว่าประตูนั้นเปิดไปหาอะไร
คืนนี้ เขาไม่เปิดมัน
แต่คืนพรุ่งนี้ก่อนกลีบสุดท้ายบาน เขาอาจไม่มีสิทธิ์เลือกอีก