บทที่ 6: ทางเลือกที่หายไป
POV : Shin
กลิ่นอายของหยาดเหงื่อและความเร่าร้อนที่เจือจางอยู่ในอากาศยามเช้าภายในห้องนอนใหญ่ของเพนต์เฮาส์หรูไม่ได้ช่วยปัดเป่าความว้าวุ่นใจของผมให้สงบลงได้เลย เสียงครางแ่สั่นเครือปนเปความเสียวซ่านของผมเองยามที่จำยอมทอดร่างอยู่ใต้เรือนกายแกร่งของ เคียวยะ ดันเต้ ต่อหน้าดวงตากลมโตสั่นระริกคู่นั้นของมิกะเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมายังคงดังก้องสะท้อนอยู่ในโสตประสาท ทุกย่างก้าวที่ผมเดินผ่านทางเดินปูพรมหนานุ่มอันเงียบสงัดจึงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิดบาปอันหนักอึ้งดุจหินผาที่บดทับลงบนแผ่นอกจนแทบก้าวขาไม่ออก
ในตอนที่เวลาเพิ่งจะก้าวพ้นตีห้าครึ่งมาได้ไม่นาน ผมลืมตาตื่นขึ้นมาท่ามกลางความมืนสลัว ร่างกายยังคงปวดหนึบสะบักสะบอมจากัับดเบียดของชายร่างสูงใหญ่เมื่อคืน ผมพาตัวเองก้าวเข้าไปในห้องน้ำ ยืนประจันหน้ากับเงาสะท้อนของตนเองในกระจกเงาบานใหญ่ แสงไฟสลัวส่องกระทบให้เห็นรอยฟกช้ำและรอยขบเม้มสีแดงเข้มที่พาดผ่านลาดไหล่และต้นคอ รอยแผลพวกนี้คือหลักฐานของสัญญารักและความเป็เ้าของที่เคียวยะสลักลงบนเรือนร่างของผม
ผมก้มลงวักน้ำเย็นเฉียบเข้าลูบหน้าหลายครั้งเพื่อเรียกสติที่กระจัดกระจายให้กลับคืนมา หลับตาลงแน่นทว่าภาพของมิกะกลับฉายชัดขึ้นมาทันที ดวงตากลมโตคู่สวยที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาแห่งความหวาดกลัวและอับอายขณะมองดูพวกเราสองคนร่วมรักกันเมื่อคืน ความรู้สึกผิดบาปอันหนักหน่วงโถมกระหน่ำในใจ ผมคือบอดี้การ์ดและคู่รักของเคียวยะ แต่เมื่อคืนนี้ผมกลับปล่อยให้อารมณ์ดิบครอบงำจนก้าวล่วงลูบไล้ผิวกายของเด็กสาวคนนั้นอย่างบ้าคลั่ง การกระทำแบบสามคนกึ่งขืนใจนั้นทำให้ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็ปีศาจร้ายที่ร่วมมือกับอสูรกายรังแกเหยื่อตัวน้อย
ผมถอนหายใจยาว สวมใส่ชุดสูทสีเข้มประณีตที่เป็เครื่องแบบบอดี้การ์ด ติดกระดุมเสื้อเชิ้ตสีขาวจนชิดคอหอยเพื่อบดบังรอยขบเม้มและรอยรัก ปรับแต่งซองปืนพกข้างลำตัว ปลอบใจตัวเองให้กลับมาสวมหน้าที่ไร้ความรู้สึกอีกครั้ง ก่อนจะก้าวเดินออกไปตรวจตราความเรียบร้อยของเพนต์เฮาส์
ผมเดินลาดตระเวนไปตามระเบียงทางเดินยาวของเพนต์เฮาส์ระดับไฮเอนด์ที่ตั้งอยู่บนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าใจกลางเมืองหลวง มองออกไปภายนอกกระจกบานกว้างเห็นทิวทัศน์ของมหานครที่ยังคงปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ ยามเช้าและแสงไฟประปรายจากท้องถนนเบื้องล่าง บรรยากาศเงียบสงบอ้างว้างดุจบ้านร้าง ทั้งที่ความจริงแล้วที่นี่เต็มไปด้วยการป้องกันที่แ่าที่สุดเท่าที่เงินและอำนาจมาเฟียจะจัดหามาได้
ผมก้าวเดินไปยังห้องนอนปีกซ้ายของตัวประกันตัวน้อย ซึ่งเป็พื้นที่เงียบสงบห่างไกลจากห้องทำงานหลักของเคียวยะ
ผมหยุดฝีเท้าลงที่หน้าบานประตูไม้โอ๊คหนาหนัก ยกมือขึ้นเคาะเบา ๆ สองสามครั้ง "คุณมิกะครับ... ตื่นหรือยังครับ? ผมขออนุญาตเข้าไปตรวจความเรียบร้อยนะ"
ไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ ความเงียบงันจนได้ยินเสียงระบบปรับอากาศทำงานทำให้ผมใจคอไม่ดี ผมลองบิดลูกบิดประตูดูจึงพบว่ามันไม่ได้ถูกล็อกไว้ ผมจึงรีบผลักบานประตูเปิดก้าวเท้าเข้าไปทันที
ห้องนอนทั้งห้องว่างเปล่าไร้เงาร่างของเด็กสาว แสงแดดสีทองรำรายามเช้าสาดส่องผ่านผ้าม่านโปร่งสีครีมที่โบกปลิวไสวตามสายลมหนาวที่พัดผ่านเข้ามาทางบานระเบียงกระจกที่เปิดแง้มทิ้งไว้ เตียงนอนหลังใหญ่กว้างขวางยังอยู่ในสภาพตึงเรียบสนิทดุจไม่มีคนล้มตัวลงนอน ข้าวของทุกชิ้นในห้องยังอยู่ในตำแหน่งเดิมอย่างเป็ระเบียบ ไม่มีร่องรอยการรื้อค้นเสื้อผ้าหรือจัดกระเป๋าใด ๆ เพราะเธอไม่มีสิ่งของส่วนตัวติดตัวมาั้แ่แรกนอกจากชุดทำงานตัวเก่าที่เปียกชุ่มรอยรักซึ่งถูกถอดกองไว้บนเก้าอี้ไม้ข้างเตียง
ผมเดินเข้าไปใกล้เตียงนอน ยื่นมือไปแตะแผ่นหลังและผ้าห่มก็พบว่ามันเย็นชืด ไร้ความอบอุ่นของร่างกายมนุษย์ แสดงว่าเธอคงหลบหนีไปหลายชั่วโมงแล้ว ผมหันไปมองในห้องน้ำส่วนตัว เห็นผ้าเช็ดตัวเปียกชื้นแขวนทิ้งไว้พร้อมกลิ่นสบู่ลาเวนเดอร์อ่อน ๆ ที่ยังเจือจางในอากาศ
ทว่าสิ่งที่สะดุดตาผมที่สุดคือกระดาษโน้ตสีขาวแผ่นเล็กที่ถูกวางทับไว้ด้วยโคมไฟทองเหลืองบนโต๊ะเขียนหนังสือไม้ตัวยาวหลังห้อง
ผมก้าวเดินเข้าไปหยิบมันขึ้นมาถือไว้ ลายมือเขียนตัวอักษรหวัดตรงไปตรงมาของมิกะปรากฏชัดเจนบนเนื้อกระดาษที่สั่นระริกตามนิ้วมือของผม
'มิกะไม่ได้คิดจะหนีหนี้ห้าสิบล้านค่ะ มิกะจะรับผิดชอบและทำงานที่ Pluvia ต่อ ส่งงานตามสัญญาอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน... มิกะยังทำใจยอมรับมันไม่ได้ มิกะสับสนเกินไป มิกะขอเวลาและพื้นที่ส่วนตัวเพื่อทบทวนตัวเองสักพักนะคะ หวังว่าคุณเคียวยะจะเข้าใจ'
ผมจ้องมองลายมือหวัดของเธอด้วยความอัดอั้นในใจ ลายปากกาลูกลื่นสีดำที่ตวัดอย่างรีบร้อนทว่ามั่นคงบ่งบอกถึงสภาพจิตใจที่มั่นคงเด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ของมิกะ เธอไม่้าเป็แค่เหยื่อขัดดอกหรือตัวตลกในเกมรักของพวกเรา เธอเลือกที่จะเอาชีวิตรอดและรักษาศักดิ์ศรีของตนเองด้วยสติปัญญาที่เธอมี ผมััแผ่นกระดาษเบา ๆ ดุจจะรับรู้ร่องรอยไออุ่นสุดท้ายของเธอที่ยังเหลือค้างไว้
ผมนิ่งอึ้งไปนานหลายนาที นิ้วมือบีบเค้นขอบกระดาษจนยับย่นคามือด้วยความปั่นป่วนใจ ความกังวลและความใพุ่งทะยานขึ้นสูง เด็กสาวตัวเล็ก ๆ อายุเพียงสิบแปดปีจะสามารถเล็ดลอดผ่านระบบเวรยามคุ้มกันที่แ่าของลูกน้องมาเฟียและแอบเจาะระบบรักษาความปลอดภัยดิจิทัลของเพนต์เฮาส์หลบหนีออกไปอย่างไร้ร่องรอยในเวลาค่ำคืนได้อย่างไร? แต่แล้วสมองผมก็ตระหนักดี... มิกะคือแฮกเกอร์อัจฉริยะผู้สร้างระบบความปลอดภัยไซเบอร์ทั้งหมดของ Pluvia และเคยสแกนรหัสผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของตึกนี้ั้แ่วันแรกที่เข้ามา ในสายตาของเธอ กล้องวงจรปิดและระบบเซ็นเซอร์ทั้งหมดคงมีจุดบอดและมุมอับที่เธอรู้ดีกว่าใคร และสามารถก้าวเดินเข้าออกได้ตามใจชอบโดยไม่มีใครเอะใจ
ผมรีบติดต่อศูนย์ควบคุมความปลอดภัยของตึกทันที สั่งการให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดย้อนหลังอย่างละเอียด ผมก้าวเดินลงบันไดส่วนตัวตรงไปยังห้องควบคุมความปลอดภัยส่วนกลางที่มีเซิร์ฟเวอร์หลักและหน้าจอมอนิเตอร์กว่าสามสิบจอตั้งตระหง่านอยู่ หัวหน้าหน่วยรักษาความปลอดภัยชื่อกันต์ยืนเหงื่อตกค้อมหัวให้ผมด้วยความเกรงกลัว
"คุณชินครับ... สัญญาณกล้องวงจรปิดบริเวณทางหนีไฟด้านทิศตะวันออกและลิฟต์ขนของมีสัญญาณรบกวนจนกลายเป็ภาพลูปนิ่งเป็เวลาสองนาทีเต็ม ๆ ใน่เวลาประมาณตีสามครับ ซึ่งนั่นเป็่เวลาที่คุณมิกะน่าจะใช้หลบหนีออกไป" กันต์รายงานพลางเปิดภาพหลักฐานบนหน้าจอให้ดู
หน้าจอคอมพิวเตอร์หลักแสดงผลบันทึกการเชื่อมโยงระบบ (System Log) ชัดเจน:
`[2026-07-11 03:14:02] Connection established Pluvia_Bridge_09`
`[2026-07-11 03:14:05] Exploit payload: Loop_cctv.sh executed successfully`
`[2026-07-11 03:14:10] Sensor override: SUCCESS`
`[2026-07-11 03:16:12] Pluvia_Bridge_09 disconnected`
"เธอใช้วิธีเจาะระบบส่งรหัสสั่งการผ่านทาง Master key ของ Pluvia ลบประวัติการทำงานของเซ็นเซอร์และตัดสัญญาณกล้องชั่วคราวสินะ" ผมเอ่ยเสียงนิ่งงัน
"ครับ... นอกจากนี้เธอยังเจาะเข้าระบบ IoT ควบคุมไฟและการระบายอากาศของส่วนกลาง สั่งลัดวงจรชั่วคราวศูนย์จุดห้าวินาทีเพื่อดึงระบบกักเก็บพลังงานสำรองให้ทำงานล่าช้าไปสองนาที ทำให้กล้องวงจรปิดไม่มีสัญญาณภาพบันทึกใน่ที่เธอเดินเล็ดลอดออกทางลานจอดรถชั้นใต้ดินสามครับ จากนั้นเธอน่าจะแอบเดินออกไปเรียกรถแทกซี่ทั่วไปที่ถนนด้านนอก โดยหลีกเลี่ยงการใช้โทรศัพท์ส่วนตัวทำให้เราไม่สามารถติดตามพิกัด GPS ได้เลยครับ"
"เข้าใจแล้ว จับตาดูความเคลื่อนไหวต่อไป" ผมสั่งการสั้น ๆ ก่อนจะถือจดหมายกระดาษโน้ตก้าวเดินไปยังห้องทำงานส่วนตัวของเคียวยะ
เมื่อผมผลักประตูห้องทำงานเข้าไป กลิ่นควันบุหรี่หนาทึบและกลิ่นกาแฟดำโชยเข้าปะทะจมูก เคียวยะนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน รอบตัวเขาเต็มไปด้วยหน้าจอคอมพิวเตอร์หลายเครื่องที่กำลังแสดงผลข้อมูลเครือข่ายไอพีและรหัสผ่านคีย์ความปลอดภัยไซเบอร์สลับไปมาอย่างรวดเร็ว เคียวยะสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีเข้มที่ไม่ได้ติดกระดุมคอเสื้อสองเม็ดบน ปล่อยให้เห็นแผงอกแกร่งและรอยสักัสีดำที่พาดสยาย แววตาดุจเหยี่ยวของเขาแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและอ่อนล้าเนื่องจากไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน บนโต๊ะทำงานมีแก้วบรั่นดีหรูที่น้ำแข็งละลายไปหมดแล้วตั้งอยู่ข้างที่เขี่ยบุหรี่
เขากำลังส่งเสียงตวาดกร้าวใส่โทรศัพท์มือถือสั่งงานหัวหน้าทีมไอทีอย่างดุดัน
"หาตัวเธอเจอหรือยัง?! ฉันจ่ายเงินพวกแกเดือนละเป็ล้าน ๆ แต่กลับแกะรอยเด็กสาวอายุสิบแปดปีคนเดียวไม่ได้งั้นเหรอ?!" เคียวยะสบถคำรามต่ำพลางเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนโต๊ะทำงานจนเสียงดังปัง เขาเหลือบสายตาคมกริบมามองผมที่ยืนค้อมหัวรออยู่ "ชิน... นายได้เื่อะไรไหม?"
"ยังครับ... ทีมไอทีระดับท็อปของกลุ่มดันเต้พยายามเจาะระบบเพื่อแกะรอยพิกัด IP แอดเดรสที่เชื่อมต่อรีโมตเข้ามาทำระบบหลังบ้านของ Pluvia ตลอดหลายชั่วโมงที่ผ่านมา แต่คุณมิกะสร้างระบบป้องกันซ้อนและเปลี่ยนพร็อกซีเซิร์ฟเวอร์สลับพิกัดไปมาข้ามประเทศตลอดเวลาจนไม่มีใครจับสัญญาณที่แท้จริงของเธอได้เลยครับ" ผมรายงานความจริงพลางยื่นกระดาษโน้ตของมิกะส่งให้เขา
เคียวยะคว้ากระดาษโน้ตไปอ่านอย่างรวดเร็ว ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นพลันเปลวไฟแห่งโทสะลุกโชนรุนแรงยิ่งกว่าเก่า เขาขยำกระดาษโน้ตจนกลายเป็ก้อนกลมแล้วปาทิ้งลงบนพื้นอย่างฉุนเฉียว
"ยัยเด็กดื้อเอ๊ย! คิดว่าจะหนีพ้นเงื้อมมือของฉันงั้นเหรอ?!" เคียวยะคำรามต่ำพลางเหวี่ยงหมัดทุบโต๊ะทำงานเสียงดังสนั่นจนแก้วกาแฟสั่นคลอน เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางยกมือขึ้นนวดขมับขวาด้วยความตึงเครียดสะสมอย่างแสนสาหัส ความเย่อหยิ่งดุดันของมาเฟียผู้ทรงอิทธิพลพังทลายลงชั่วคราว เหลือเพียงชายหนุ่มที่กำลังสติหลุดกระวนกระวายใจเพราะความกังวลในความปลอดภัยของมิกะจนแทบคลั่ง
ผมยืนมองแผ่นหลังกว้างของเ้านายด้วยความรู้สึกอึดอัดแน่นอยู่ในอก ความเงียบงันโรยตัวลงมาระหว่างเราจนอากาศในห้องอึดอัดดุจถูกบีบอัด ความรู้สึกผิดบาปจากเหตุการณ์ที่เกิดบนโซฟาเมื่อคืนยังคงแผดเผาจิตใจ ทว่ามันกลับเทียบไม่ได้เลยกับความน้อยเนื้อต่ำใจในสถานะของตัวเองที่เก็บสะสมมานานนับั้แ่เขาดึงเด็กสาวคนนี้เข้ามาในบ้าน
ผมกุมมือตัวเองแน่นจนข้อนิ้วกลายเป็สีขาว ข่มความเ็ปในอกและตัดสินใจเอ่ยถามคำถามที่ค้างคาใจในที่สุด
"คุณเคียวยะครับ..." ผมเอ่ยขึ้นเสียงพร่าแ่ เบี่ยงหน้าหลบสายตาคมกริบที่ตวัดขึ้นมามอง
"มีอะไรชิน? ถ้านายจะพูดเื่ไร้สาระตอนนี้ฉันไม่มีอารมณ์ฟัง" เคียวยะเอ่ยเสียงขุ่นมัว
"ตอนนี้... คุณมิกะสำคัญที่สุดสำหรับคุณแล้วใช่ไหมครับ?"