ตอนที่ 28 ความสงสัยของฝ่ายบริหาร
บรรยากาศในเช้าวันพฤหัสบดีบนชั้น 18 ของอาคารสำนักงานใหญ่เต็มไปด้วยความคึกคักที่แตกต่างไปจากทุกวัน แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าที่สาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ไม่ได้ช่วยลดทอนความตื่นเต้นที่ลอยอวลอยู่ในอากาศได้เลย ทันทีที่ผมก้าวเท้าพ้นประตูบานเลื่อนไฟฟ้าเข้ามาในแผนกไอที สายตาหลายคู่ก็จับจ้องมาที่ผม พร้อมกับเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นเป็ระยะๆ
ผลงานอันโดดเด่นในห้องประชุมเมื่อวานนี้... การที่ผมสามารถตอกกลับพี่ท๊อปจนหน้าหงายและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างอยู่หมัด... กลายเป็ประเด็นร้อนแรงที่ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแผนก ทุกคนต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ถึงเหตุการณ์นั้น บางคนส่งยิ้มให้ผมอย่างชื่นชม บางคนพยักหน้าให้กำลังใจ แต่ก็มีบางคนที่มองมาด้วยสายตาเคลือบแคลงสงสัย
"น้องตง เมื่อวานสุดยอดไปเลยนะพี่บอกตรงๆ" พี่วิทย์ โปรแกรมเมอร์รุ่นพี่เดินเข้ามาตบไหล่ผมเบาๆ "เห็นไอ้ท๊อปหน้าเสียแบบนั้น พี่ล่ะสะใจจริงๆ"
"ขอบคุณครับพี่วิทย์ ผมก็แค่ทำตามหน้าที่น่ะครับ" ผมตอบกลับด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ พยายามถ่อมตัวให้มากที่สุด แม้ในใจจะรู้สึกพองโตกับคำชมนั้น รอยยิ้มของผมอาจจะดูสุภาพและถ่อมตน แต่ลึกๆ แล้วผมยังคงประหม่ากับสายตาของคนรอบข้างที่จับจ้องมาเหมือนผมเป็ตัวประหลาดหรือดาวเด่นดวงใหม่ของแผนก
แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางเสียงชื่นชมเ่าั้ ผมก็ััได้ถึงคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเงียบๆ ข่าวลือด้านลบเริ่มแพร่สะพัดไปทั่วออฟฟิศอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง ข่าวลือที่ว่าผมเป็ 'เด็กปั้นเ้านายสาว' ที่ใช้เส้นสายและความสัมพันธ์ส่วนตัวเพื่อให้ได้คุมโปรเจกต์ระดับชาติอย่าง 'ไซเบอร์ชิลด์'
ผมรู้ดีว่าต้นตอของข่าวลือพวกนี้มาจากไหน... พี่ท๊อป... ผู้ชายที่ถูกผมฉีกหน้ากลางห้องประชุมเมื่อวานนี้ เขากำลังใช้ทุกวิถีทางเพื่อดิสเครดิตผม และพยายามดึงผมลงมาจากจุดที่ผมยืนอยู่ ความแค้นของเขากำลังกลายเป็อาวุธที่อันตรายที่สุดในเกมการเมืองของบริษัทแห่งนี้ เขาคงเดินสายปล่อยข่าวใส่ร้ายผมให้กับพนักงานคนอื่นๆ ฟังใน่พักกลางวันหรือ่เลิกงาน
และที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ... ข่าวลือเ่าั้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในแผนกไอที แต่มันหลุดรอดไปถึงหูของผู้บริหารระดับสูงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว ผมเริ่มสังเกตเห็นสายตาของพนักงานจากแผนกอื่นที่มองมาเวลาผมเดินผ่านโถงทางเดิน พวกเขากระซิบกระซาบกันและหัวเราะคิกคัก มันเป็ความรู้สึกอึดอัดที่ทำให้ผมต้องก้มหน้าหลบสายตาอยู่บ่อยครั้ง
เวลา 10.00 น. เสียงโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานของผมดังขึ้น ขัดจังหวะการเขียนโค้ดที่ผมกำลังจดจ่ออยู่ ผมยกหูขึ้นรับสาย
"คุณตงคะ ท่านรองประธานกรรมการบริหาร คุณอนันต์ ้าพบคุณที่ห้องทำงานเดี๋ยวนี้ค่ะ" เสียงเลขาฯ หน้าห้องของคุณอนันต์ดังลอดมาตามสาย น้ำเสียงของเธอราบเรียบแต่แฝงไปด้วยคำสั่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้
หัวใจของผมกระตุกวูบ 'คุณอนันต์' ... ชื่อนี้เป็ที่รู้จักกันดีในหมู่งานบริหารของบริษัท เขาคือรองประธานกรรมการบริหารอีกฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็ขั้วอำนาจตรงข้าม และเป็ไม้เบื่อไม้เมากับคุณรสรินมาโดยตลอด การที่เขาเรียกตัวผมไปพบเป็การส่วนตัวแบบนี้... ไม่ใช่เื่ดีอย่างแน่นอน
ผมลอบกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ พยายามควบคุมสติไม่ให้เตลิด "ครับ... ผมจะไปเดี๋ยวนี้ครับ"
ผมวางสายลง ลุกขึ้นยืนช้าๆ จัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ ก่อนจะเดินออกจากแผนกไอที มุ่งหน้าไปยังชั้น 25 ซึ่งเป็ชั้นของผู้บริหารระดับสูง ทุกย่างก้าวที่เดินไป หัวใจของผมเต้นระรัวราวกับจังหวะกลองรบ ความรู้สึกกดดันและหวาดหวั่นถาโถมเข้ามาในอกอย่างไม่อาจควบคุมได้ ผมรู้ดีว่านี่ไม่ใช่การเรียกตัวไปชื่นชมผลงาน แต่มันคือการซักฟอกที่อาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของผม... และรวมถึงคุณรสรินด้วย
ระหว่างที่อยู่ในลิฟต์ ผมพยายามสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทบทวนสิ่งที่ผมเตรียมตัวมา ภาพของคุณรสรินที่กำลังยิ้มเยาะด้วยความพอใจเมื่อคืนยังคงติดตา เธอสอนให้ผมเข้มแข็ง สอนให้ผมเผชิญหน้ากับความกดดัน "อย่าให้พวกนั้นเห็นความอ่อนแอในตัวเธอ ตง... เธอคือคนของฉัน" เสียงกระซิบของเธอยังคงดังก้องอยู่ในหัว ช่วยเพิ่มความกล้าหาญให้ผมขึ้นมาบ้าง
เมื่อผมเดินมาถึงหน้าห้องทำงานของคุณอนันต์ เลขาฯ วัยกลางคนพยักหน้าให้ผมเป็เชิงอนุญาต ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ดึงความกล้าหาญทั้งหมดที่มี ก่อนจะผลักประตูบานไม้โอ๊กสีเข้มเข้าไป
ภายในห้องทำงานขนาดใหญ่ถูกตกแต่งด้วยโทนสีขรึม โต๊ะทำงานไม้สักทองตั้งตระหง่านอยู่กลางห้อง ด้านหลังเป็ผนังกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นทิวทัศน์ของเมืองหลวงในมุมสูง บรรยากาศในห้องเงียบสงัดจนน่าอึดอัด มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ดังหึ่งๆ เป็ระยะ แสงสว่างจากภายนอกส่องเข้ามากระทบกับเฟอร์นิเจอร์ราคาแพง สร้างความรู้สึกโอ่อ่าแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดทับ
คุณอนันต์ ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วม สวมแว่นตากรอบทอง นั่งเอนหลังอยู่บนเก้าอี้หนังสีดำตัวใหญ่ สายตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นจ้องมองมาที่ผมราวกับเหยี่ยวที่กำลังจ้องมองเหยื่อ บนโต๊ะทำงานของเขามีแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลวางอยู่ ซึ่งผมเดาได้ไม่ยากว่ามันคือ 'ประวัติส่วนตัว' ของผมที่เขาเพิ่งสั่งให้ HR ส่งมาให้
"นั่งสิ... คุณตง" คุณอนันต์ผายมือไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม น้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่แฝงไปด้วยอำนาจที่กดดันจนผมแทบจะหายใจไม่ออก
ผมนั่งลงบนเก้าอี้อย่างระมัดระวัง พยายามรักษาสีหน้าให้เป็ปกติที่สุด "สวัสดีครับคุณอนันต์... มีเื่อะไรให้ผมรับใช้หรือเปล่าครับ?"
คุณอนันต์ไม่ตอบในทันที เขาหยิบแฟ้มเอกสารตรงหน้าขึ้นมาเปิดดูช้าๆ พลิกกระดาษไปมาสองสามหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองผมอีกครั้ง การกระทำที่เชื่องช้าแต่เจาะจงของเขามันสร้างความกดดันให้ผมอย่างมหาศาล ผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็แค่มดปลวกที่กำลังถูกแว่นขยายส่องให้มอดไหม้
"ผลงานของคุณในห้องประชุมเมื่อวาน... เป็ที่น่าประทับใจมากทีเดียวนะ" คุณอนันต์เริ่มต้นด้วยคำชม แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความประชดประชัน "การที่เด็กจบใหม่ อายุแค่ 24 ปี อย่างคุณ สามารถรับมือกับปัญหาเฉพาะหน้า และอธิบายโครงสร้างระบบความปลอดภัยที่ซับซ้อนได้อย่างฉะฉาน... มันทำให้ผมอดสงสัยไม่ได้จริงๆ"
คำพูดนั้นไม่ได้เจือความชื่นชมแม้แต่น้อย มันแฝงไปด้วยหนามแหลมที่พร้อมจะทิ่มแทงผมให้เป็แผลลึก ผมรู้สึกได้ถึงความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านจากสายตาของเขา ท่าทีที่เหนือกว่า อำนาจที่แผ่ออกมาจากทุกอากัปกิริยาของคุณอนันต์ ชี้ให้เห็นถึงความกดดันในระดับที่พนักงานธรรมดาอย่างผมไม่เคยต้องเผชิญ
"สงสัย... เื่อะไรเหรอครับ?" ผมถามกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น ผมบีบมือตัวเองที่วางอยู่บนหน้าตักแน่นจนข้อขาว ความประหม่าและความหวาดหวั่นก่อตัวขึ้นเป็ริ้วๆ แต่ผมก็พยายามเตือนตัวเองถึงคำสอนของคุณรสริน 'นิ่งเข้าไว้ตง... อย่าแสดงความอ่อนแอให้พวกหมาป่าเห็น'
คุณอนันต์วางแฟ้มลงบนโต๊ะ ประสานมือไว้ที่คาง จ้องมองผมด้วยสายตาที่จับผิด "ผมสงสัยว่า... ทำไมคุณรสริน ถึงได้ไว้วางใจให้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาทำงานได้ไม่กี่เดือนอย่างคุณ เป็คนคุมโปรเจกต์ระดับชาติที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างไซเบอร์ชิลด์... ทั้งๆ ที่เรามีบุคลากรที่มีประสบการณ์และาุโกว่าตั้งมากมาย"
คำถามนั้นเปรียบเสมือนหมัดฮุกที่พุ่งเข้าใส่ผมอย่างจัง ผมรู้ดีว่าเขากำลังพยายามโยงเื่นี้เข้ากับความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผมกับคุณรสริน เพื่อหาช่องโหว่ในการโจมตีและดิสเครดิตเธอ เขากำลังทดสอบว่าผมจะหลุดปากพูดอะไรที่สามารถนำไปใช้เป็อาวุธทิ่มแทงคุณรสรินได้หรือไม่
"ผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบโปรเจกต์นี้เพราะความสามารถและความเหมาะสมครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น พยายามดึงความมั่นใจที่คุณรสรินเคยสอนผมออกมาใช้ "ผมศึกษาโครงสร้างระบบของไซเบอร์ชิลด์อย่างละเอียด และสามารถเขียนโค้ดเพื่อปิดช่องโหว่ที่คนอื่นมองข้ามได้... คุณรสรินเห็นถึงศักยภาพในจุดนี้ จึงให้โอกาสผมได้พิสูจน์ตัวเองครับ"
"ศักยภาพงั้นเหรอ?" คุณอนันต์หัวเราะในลำคอเบาๆ "ผมดูประวัติของคุณแล้ว... คุณจบจากมหาวิทยาลัยรัฐบาลธรรมดาๆ เกรดเฉลี่ยก็แค่ปานกลาง ไม่มีประสบการณ์การทำงานที่โดดเด่นอะไรเลย... แล้วจู่ๆ คุณก็ก้าวขึ้นมาเป็หัวหน้าโปรเจกต์ข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น... คุณคิดว่าผมจะเชื่อคำกล่าวอ้างเื่ศักยภาพของคุณงั้นเหรอ?"
แรงกดดันในห้องทำงานเพิ่มสูงขึ้นจนผมรู้สึกอึดอัดไปหมด สายตาของคุณอนันต์ที่จ้องมองมาเหมือนกับมีดแหลมคมที่พยายามจะกรีดลอกหน้ากากของผมออก เขากำลังต้อนผมให้จนมุม หวังให้ผมหลุดปากพูดอะไรบางอย่างที่เป็ผลเสียต่อคุณรสริน ผมรับรู้ได้ถึงเหงื่อที่ซึมออกมาตามไรผม ความตึงเครียดทำเอาผมหายใจได้ไม่เต็มปอด
"ผมไม่สามารถบังคับให้คุณเชื่อในศักยภาพของผมได้หรอกครับ" ผมสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เรียกสติกลับคืนมา "แต่ผลงานของผม... การพรีเซนต์ในห้องประชุมเมื่อวาน... และโค้ดที่ผมเขียนเพื่อแก้ปัญหาของระบบ... น่าจะเป็เครื่องพิสูจน์ความสามารถของผมได้ดีที่สุดครับ"
คุณอนันต์หรี่ตามองผมอย่างพิจารณา เขาคงไม่คิดว่าผมจะกล้าต่อปากต่อคำกับเขาแบบนี้ เด็กจบใหม่หน้าจืดที่ควรจะตัวสั่นงันงกเมื่อเจอผู้บริหารระดับสูงอย่างเขากลับกล้าที่จะเผชิญหน้าและสู้ด้วยเหตุผล
"งั้นผมขอถามเื่เทคนิคหน่อยก็แล้วกัน" คุณอนันต์เปลี่ยนกลยุทธ์ "ในรายงานของคุณเมื่อวาน คุณพูดถึงการใช้ระบบ AI เข้ามาช่วยในการตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ... คุณช่วยอธิบายให้ผมฟังหน่อยได้ไหมว่า อัลกอริทึมที่คุณใช้ มันทำงานยังไง และทำไมคุณถึงคิดว่ามันดีกว่าระบบเดิม?"
ผมลอบยิ้มในใจ... นี่คือจุดแข็งของผม ผมใช้เวลาหลายคืนในการศึกษาและพัฒนาระบบนี้จนทะลุปรุโปร่ง และผมก็พร้อมที่จะตอบทุกคำถาม
ผมอธิบายถึงหลักการทำงานของระบบ AI ที่ผมพัฒนาขึ้นอย่างละเอียด อธิบายถึงการใช้ Machine Learning ในการวิเคราะห์รูปแบบของข้อมูล การดักจับความผิดปกติแบบ Real-time และการปรับตัวของระบบเพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ผมใช้ศัพท์เทคนิคอย่างคล่องแคล่วและแม่นยำ พร้อมทั้งยกตัวอย่างการจำลองสถานการณ์การโจมตีเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างระบบเดิมกับระบบใหม่
ผมลงลึกไปถึงการเข้ารหัสและสถาปัตยกรรมเครือข่ายที่ซับซ้อน ซึ่งผมแน่ใจว่าคนระดับบริหารอย่างเขาอาจจะไม่คุ้นเคยกับรายละเอียดเชิงลึกขนาดนี้ ผมใช้ความรู้ทั้งหมดที่ผมมีเพื่อสร้างเกราะป้องกันตัวเองจากการโจมตีอันไร้เหตุผลของเขา
ยิ่งผมอธิบายมากเท่าไหร่ สีหน้าของคุณอนันต์ก็ยิ่งเคร่งเครียดมากขึ้นเท่านั้น เขาพยายามจะหาช่องโหว่ในคำอธิบายของผม พยายามยิงคำถามแทรกเพื่อจับผิด แต่ผมก็สามารถตอบกลับได้อย่างฉะฉาน ไร้ที่ติ และเป็เหตุเป็ผล จนเขาไม่สามารถหาจุดอ่อนเพื่อโจมตีผมในเื่งานได้เลย
"กระบวนการทำงานทุกอย่างของผม โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้ครับ" ผมสรุปปิดท้ายด้วยน้ำเสียงมั่นใจ "ผมมีการทำเอกสารรายงานความคืบหน้า และบันทึกการเปลี่ยนแปลงของโค้ดทุกบรรทัดไว้ในระบบ... หากคุณอนันต์้าตรวจสอบ ก็สามารถเรียกดูได้ตลอดเวลาครับ"
ความเงียบโรยตัวลงในห้องทำงานอีกครั้ง บรรยากาศในห้องเย็นเยียบลงถนัดตา เสียงเครื่องปรับอากาศที่เคยเบากลับดังก้องในโสตประสาทของผมราวกับพายุที่กำลังก่อตัวขึ้นช้าๆ ผมพยายามรักษาสีหน้าให้เรียบเฉยที่สุด ทั้งที่ในใจกำลังเต้นระส่ำราวกับรัวกลอง การเผชิญหน้ากับระดับผู้บริหารที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอย่างคุณอนันต์ ทำให้ผมตระหนักว่าเส้นทางนี้มันไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ คุณอนันต์จ้องมองผมด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก เขาคงรู้ตัวแล้วว่าไม่สามารถเล่นงานผมเื่งานได้ แต่เขาก็ยังไม่ยอมแพ้
"เก่ง... เก่งมากเลยทีเดียว" คุณอนันต์ปรบมือเบาๆ สองสามครั้ง "ดูเหมือนว่าคุณรสริน จะตาแหลมจริงๆ ที่เลือกคุณมาทำงานนี้... แต่คุณรู้ไหม... ว่าในโลกธุรกิจ ความเก่งอย่างเดียวมันไม่พอหรอกนะ"
คุณอนันต์โน้มตัวมาข้างหน้า ประสานมือไว้บนโต๊ะ สายตาของเขาจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับพยายามจะค้นหาความลับที่ซ่อนอยู่ข้างใน
"การที่คุณเป็เด็กโปรดของคุณรสริน... มันอาจจะทำให้คุณก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว... แต่มันก็ทำให้คุณกลายเป็เป้าหมายได้ง่ายๆ เช่นกัน" เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "ในเกมการเมืองของบริษัท... ไม่มีใครเป็มิตรแท้ หรือศัตรูถาวรหรอกนะ... คุณแน่ใจเหรอว่า... คุณรสรินจะปกป้องคุณได้ตลอดไป?"
คำพูดของคุณอนันต์ทำให้ผมรู้สึกขนลุกซู่ เขากำลังข่มขู่ผมอย่างอ้อมๆ เขากำลังบอกให้ผมรู้ว่า เขาจับตามองผมอยู่ และเขาพร้อมที่จะเล่นงานผมทุกเมื่อ หากผมก้าวพลาดเพียงนิดเดียว ความประหม่าของผมเริ่มกลับมาอีกครั้ง แต่ผมก็ต้องกัดฟันสู้
"ผมไม่ค่อยเข้าใจเื่การเมืองในบริษัทหรอกครับ" ผมตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ พยายามซ่อนความหวาดหวั่นไว้มิดชิด "ผมสนใจแค่เื่การเขียนโค้ด และการทำงานให้บรรลุเป้าหมายเท่านั้น... ส่วนเื่อื่น ผมปล่อยให้เป็หน้าที่ของผู้บริหารครับ"
คุณอนันต์หัวเราะหึๆ ในลำคอ เขาเอนหลังกลับไปพิงพนักเก้าอี้ตามเดิม "ดี... หวังว่าคุณจะคิดแบบนั้นจริงๆ นะ... เอาล่ะ คุณกลับไปทำงานได้แล้ว... แต่จำไว้นะคุณตง... ว่าผมจับตาดูคุณอยู่... ทุกฝีก้าว"
"ขอบคุณครับคุณอนันต์" ผมลุกขึ้นยืน ก้มหัวให้เขาเล็กน้อย ก่อนจะเดินหันหลังออกจากห้องทำงานไป
ทันทีที่บานประตูห้องทำงานปิดลง ผมพ่นลมหายใจออกมาอย่างแรง รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก ขาทั้งสองข้างสั่นเทาจนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ แรงกดดันในห้องทำงานเมื่อครู่นี้มันมหาศาลจนผมแทบจะขาดใจ ผมรีบเดินกลับไปที่ลิฟต์ กดปุ่มชั้น 18 อย่างรวดเร็ว
ผมรอดพ้นจากการซักฟอกมาได้อย่างหวุดหวิด ต้องขอบคุณแผนการรับมือที่คุณรสรินเคยนัดแนะและเตือนสติผมเอาไว้ล่วงหน้า ทำให้ผมสามารถตั้งรับและตอบโต้ได้อย่างเป็ธรรมชาติ โดยไม่เผยให้เห็นจุดอ่อนใดๆ การเตรียมตัวและข้อมูลที่แ่าเป็โล่ป้องกันตัวชั้นดีในยามนี้
ผมเดินกลับมาที่แผนกไอทีด้วยความรู้สึกอ่อนล้า แต่พอนั่งลงที่โต๊ะทำงานได้ไม่ถึงห้านาที เสียงข้อความในโทรศัพท์มือถือก็ดังขึ้น
**[รสริน]: มาหาฉันที่ห้องทำงาน... ตอนนี้**
ข้อความสั้นๆ แต่แฝงไปด้วยความเร่งด่วน ทำให้ผมต้องรีบลุกขึ้นยืนอีกครั้ง ผมกวาดสายตามองไปรอบๆ ออฟฟิศ พนักงานหลายคนกำลังก้มหน้าก้มตาทำงาน ไม่มีใครสนใจผม ผมจึงรีบสาวเท้าเดินตรงไปยังห้องทำงานของผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการทันที
ก๊อก... ก๊อก... ผมเคาะประตูเบาๆ สองครั้งก่อนจะเปิดเข้าไป
คุณรสรินนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน ใบหน้าของเธอเคร่งเครียดกว่าปกติ เธอเงยหน้าขึ้นมองผมทันทีที่ผมก้าวเข้ามาในห้อง
"ล็อกประตูด้วย" เธอสั่งเสียงเบา
ผมทำตามอย่างว่าง่าย ล็อกกลอนประตูอย่างแ่า ก่อนจะเดินเข้าไปหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของเธอ
"คุณอนันต์เรียกเธอไปพบเื่อะไร?" เธอเปิดฉากถามทันทีโดยไม่เสียเวลาอ้อมค้อม น้ำเสียงของเธอเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด แววตาที่เคยแข็งกร้าวและทรงอำนาจอยู่เสมอ บัดนี้กลับฉายแววความห่วงใยออกมาจนผมััได้ ร่างบางในชุดสูทผู้บริหารที่ดูสง่างามก้าวเข้ามายืนประชิด กลิ่นหอมของน้ำหอมกุหลาบดำผสมมัสก์ที่ผมหลงใหลโชยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นเดียวกับที่เย้ายวนผมเมื่อคืนก่อน แต่ในเวลานี้มันกลับเป็กลิ่นที่คอยดึงสติและมอบความอบอุ่นให้ผมอย่างประหลาด
"เขาเรียกผมไปซักประวัติครับ... ถามเื่ที่ผมได้คุมโปรเจกต์ไซเบอร์ชิลด์... แล้วก็พยายามยิงคำถามเทคนิคเพื่อจับผิดผม" ผมเล่าเหตุการณ์ในห้องทำงานคุณอนันต์ให้เธอฟังอย่างละเอียด รวมถึงคำพูดข่มขู่ในตอนท้ายด้วย
คุณรสรินรับฟังอย่างเงียบๆ คิ้วเรียวสวยของเธอขมวดเข้าหากันแน่น เมื่อผมเล่าจบ เธอก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
"ตาเฒ่าเ้าเล่ห์นั่น... เริ่มลงมือแล้วสินะ" เธอพึมพำกับตัวเอง สายตาของเธอเต็มไปด้วยความโกรธแค้นและกังวลใจ "เขาคงพยายามหาช่องโหว่เพื่อเอามาเล่นงานฉัน ผ่านทางเธอ... เพราะเธอคือจุดอ่อนเดียวของฉันในตอนนี้"
คำว่า 'จุดอ่อน' ทำให้ผมรู้สึกเจ็บแปลบในใจ ผมไม่อยากเป็ตัวถ่วงของเธอ ผมอยากเป็คนที่ยืนเคียงข้างและสนับสนุนเธอได้อย่างเต็มที่
"แต่ผมไม่ได้พูดอะไรให้เขาจับผิดได้เลยนะครับคุณรส" ผมรีบอธิบาย "ผมตอบคำถามเทคนิคไปหมดทุกข้อ อธิบายกระบวนการทำงานอย่างโปร่งใส... เขาไม่มีหลักฐานอะไรมาเล่นงานเราได้หรอกครับ"
คุณรสรินลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ เดินอ้อมโต๊ะมาหาผม เธอวางมือทั้งสองข้างลงบนไหล่ของผม สายตาของเธอเต็มไปด้วยความจริงจังและห่วงใย
"ฉันรู้... ฉันรู้ว่าเธอเก่ง และฉันก็เชื่อใจเธอ" น้ำเสียงของเธออ่อนโยนลง "แต่ในเกมการเมืองระดับสูง... บางครั้งความจริงและความโปร่งใส มันก็ไม่เพียงพอหรอกนะ... พวกเขาพร้อมที่จะสร้างหลักฐานเท็จ บิดเบือนข้อเท็จจริง และใช้ทุกวิถีทางเพื่อทำลายศัตรู"
เธอโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ผม ลมหายใจอุ่นๆ ของเธอรินรดที่ปลายจมูกของผม กลิ่นน้ำหอมของเธอที่ผมคุ้นเคย ทำให้ความรู้สึกหวาดหวั่นเมื่อครู่นี้มลายหายไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงความอบอุ่นและความผูกพันที่อัดแน่นอยู่ในใจ ผมมองสบตากับดวงตาคมกริบของเธอ มองเห็นตัวเองสะท้อนอยู่ในนั้น
"จากนี้ไป... สถานการณ์จะเริ่มอันตรายขึ้นเรื่อยๆ" เธอกระซิบเสียงแ่ "ศัตรูเริ่มขยับตัวเข้ามาใกล้แล้ว... พวกเขากำลังจ้องมองเราทุกฝีก้าว... เพื่อท้าทายความสัมพันธ์และความลับของเรา"
"แล้วเราควรจะทำยังไงดีครับ?" ผมถามด้วยความกังวล
"เราต้องระมัดระวังตัวขั้นสูงสุด" แววตาของเธอเปลี่ยนเป็แข็งกร้าวและเด็ดเดี่ยว "ห้ามแสดงออกถึงความสนิทสนมกันในที่ทำงานโดยเด็ดขาด... ห้ามให้มีพิรุธ... ห้ามให้มีช่องโหว่หรือข้อผิดพลาดใดๆ เกิดขึ้นทั้งสิ้น... เข้าใจไหมตง?"
"เข้าใจครับคุณรส... ผมจะระวังตัวให้มากที่สุด" ผมรับคำอย่างหนักแน่น
"และเหนือสิ่งอื่นใด..." เธอยกมือขึ้นลูบไล้ใบหน้าของผมเบาๆ ปลายนิ้วของเธอที่ัักับผิวแก้ม ทำให้ผมรู้สึกอบอุ่นวาบไปถึงหัวใจ "ห้ามให้ใครรู้เื่ของเราเป็อันขาด... เพราะถ้าความลับนี้หลุดออกไป... มันหมายถึงจุดจบของเราทั้งคู่"
ผมพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ ผมรู้ดีว่าความสัมพันธ์ของเรามันผิดกฎบริษัท และเต็มไปด้วยความเสี่ยง แต่ผมก็ถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว ผมหลงรักผู้หญิงคนนี้... ผู้หญิงที่ทั้งเก่งกาจ ทรงอำนาจ และมีเสน่ห์เย้ายวนจนเกินห้ามใจ... แม้จะต้องเผชิญหน้ากับอันตรายใดๆ ผมก็พร้อมที่จะยืนหยัดเคียงข้างเธอ ความขี้ขลาดในใจถูกขจัดออกไปเมื่อนึกถึงรสััและบทลงโทษอันแสนหวานของเธอ
คุณรสรินจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผมราวกับพยายามจะค้นหาความมั่นใจในตัวผม เมื่อเห็นว่าผมแน่วแน่ เธอจึงค่อยๆ คลี่ยิ้มออกมาบางๆ เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความโล่งใจและขอบคุณ
"เก่งมาก... เด็กดี" เธอกระซิบ ก่อนจะเขย่งปลายเท้าขึ้นมาประทับริมฝีปากลงบนแก้มของผมเบาๆ เป็การให้รางวัล รอยจูบนั้นแ่เบาแต่กลับร้อนผ่าวและตราตรึงลงไปในความรู้สึก "กลับไปทำงานได้แล้ว... แล้วเจอกันคืนนี้นะ"
ผมหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย หัวใจเต้นแรงจนแทบจะทะลุออกมานอกอก "ครับ... คุณรส"
ผมเดินออกจากห้องทำงานของคุณรสรินด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความโล่งใจที่รอดพ้นจากการซักฟอก ความกังวลเกี่ยวกับภัยคุกคามที่กำลังคืบคลานเข้ามา และความรู้สึกอบอุ่นในหัวใจที่ได้รับรู้ถึงความห่วงใยของเธอ ความรักและความปรารถนาที่ผมมีต่อเธอเป็เหมือนเกราะคุ้มกันความกลัวไปได้มาก
แต่เมื่อผมกลับมานั่งที่โต๊ะทำงาน บรรยากาศในออฟฟิศกลับทำให้ผมรู้สึกอึดอัดขึ้นมาอีกครั้ง ผมััได้ถึงสายตาหลายคู่ที่ลอบมองมาที่ผมเป็ระยะๆ เสียงซุบซิบยังคงดังแว่วมาให้ได้ยิน แม้จะพยายามไม่ใส่ใจ แต่มันก็อดรู้สึกไม่ได้ว่า... ผมกำลังถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด...
ไม่ใช่แค่จากคุณอนันต์... แต่จากทุกคนในแผนก...
และท่ามกลางสายตาเ่าั้... ผมมั่นใจว่า... มีสายตาคู่หนึ่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งร้าย และพร้อมที่จะทิ่มแทงผมจากข้างหลังได้ทุกเมื่อ...
สายตาของพี่ท๊อป... รอยยิ้มเยาะเย้ยที่มุมปากของเขาตอนที่ผมเดินผ่านโต๊ะมันยังคงติดตา เขาคือคนที่จุดชนวนะเิลูกนี้ และเขากำลังรอเวลาที่จะกดปุ่มะเิให้แหลกเป็จุล
าในบริษัทแห่งนี้เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น และผมรู้ตัวดีว่า... ผมไม่มีทางหนีพ้นจากสมรภูมินี้ได้อย่างแน่นอน
ผมพยายามกลับไปโฟกัสกับหน้าจอคอมพิวเตอร์และตัวเลขโค้ดที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า แต่ในหัวกลับมีแต่เื่ราวที่เพิ่งเกิดขึ้นวนเวียนไปมา ผมรู้ดีว่าคุณรสรินไม่ได้พูดเกินจริง ศัตรูกำลังขยับเข้ามาใกล้ และผมก็ตกเป็เป้าหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งเดียวที่ผมทำได้ตอนนี้คือทำงานของตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ใครเอามาเป็ข้ออ้างเล่นงานผมและคุณรสรินได้
เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าในความรู้สึกของผม ทุกครั้งที่มีคนเดินผ่านโต๊ะ ผมจะสะดุ้งเล็กน้อยด้วยความระแวง ผมพยายามบอกตัวเองให้ตั้งสติและทำตัวให้เป็ปกติที่สุด แต่ความรู้สึกเหมือนถูกจับตามองมันก็ยากที่จะสลัดออกไปได้
ผมกดเซฟงานในเครื่อง แล้วถอนหายใจยาวๆ การต่อสู้ในเกมการเมืองบริษัทแห่งนี้เพิ่งเริ่มต้น และผมต้องพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ผมจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายความฝันและอนาคตของผม รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณรสรินด้วย
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*