ทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ)

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 106 ไม่เข้าใจ

            “เจ้าจับตาดูหญิงผู้นั้นไว้ให้ดีหากนายท่านถาม ก็บอกว่าข้ากลับไปจัดการงานที่บ้านเกิด”

            เดิมทีหลี่ซื่อคิดจะส่งลูกน้องไปสืบที่อำเภอเฉาแต่ตอนนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปแล้ว จึงเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องไปเอง

            มารดาสิ! ช่างน่าเหลือเชื่อ! ทั้งที่เขาวางแผนรัดกุมเพียงนั้นเหตุใดจึงยังมีช่องโหว่อีก

            ทางด้านนี้ชีเหนียงที่ติดตามตู้หมิงเจวียนมาจนถึงลำธารปากทางภูเขาแห่งหนึ่งสถานที่แห่งนี้มีลำธารธรรมชาติหนึ่งสาย ทิวทัศน์ตระการตา เมื่อมองไปก็เห็นสตรีผู้หนึ่งแต่งกายงดงามมานั่งรออยู่ที่ศาลาด้านข้างอยู่แล้วพอเห็นพวกนางก็รีบกวักมือเรียก

            “หมิงเจวียนทางนี้!”

            เสียงใสของหญิงสาวทำให้ดูออกว่าเป็นคนนิสัยร่าเริง

            ตู้หมิงเจวียนดึงมือชีเหนียงให้เดินไปด้วยกัน “ชีเหนียงนี่คือสหายที่ข้าเคยพูดถึง เฝิงช่านหราน” พูดจบก็แนะนำชีเหนียงให้เฝิงช่านหราน “ช่านหรานนี่ก็คือเทพเซียนที่เจ้าบ่นอยากเจอนัก ตอนนี้สมปรารถนาแล้วสินะ”

            “เหตุใดข้าจะไม่อยากเจอสามารถแปลงโฉมสตรีให้งามขึ้นได้ ยังไม่นับว่าเป็นเทพเซียนอีกหรือ!” เฝิงช่านหรานหยอกล้ออย่างไม่ใส่ใจนักและมองชีเหนียงด้วยใบหน้ายิ้มแย้มกระทั่งอดไม่ได้ที่จะเดินสำรวจตัวนางหลายรอบ

            “ก็เป็นสตรีธรรมดานี่นาเหตุใดจึงมีความคิดที่แปลกประหลาดมากมายนัก?” เฝิงช่านหรานที่เดินวนรอบตัวนางเกิดความสงสัยขึ้นมาทำให้ชีเหนียงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกจนใจ

            เดิมทีคิดว่าจะเป็นคนเข้าถึงยากคิดไม่ถึงว่าจะเป็นคนน่ารักเช่นนี้

            “ชีเหนียงเจ้าอย่าได้เห็นว่านางออกเรือนมีครอบครัวแล้วเชียว นิสัยของนางนั้นยังเหมือนเด็กอยู่เลยเวลาอยากร้องไห้ก็ร้อง ประเดี๋ยวนางคงต้องร้องไห้ขอให้เจ้าเล่าความคิดของเจ้าให้นางฟังแน่เจ้าต้องเตรียมรับมือไว้นะ!”

            “หมิงเจวียนน้อยตัวดีกล้าฟ้องข้าต่อหน้าท่านพี่ลั่ว ข้าจะจัดการเจ้า” เฝิงช่านหรานพูดพร้อมถลกแขนเสื้อขึ้นและเริ่มโจมตีตู้หมิงเจวียนสตรีทั้งสองหัวเราะกันสนุกสนาน ไร้ซึ่งการวางมาดดั่งเช่นเวลาอยู่ข้างนอก

            ชีเหนียงเองก็คิดไม่ถึงว่าพวกนางจะไม่รักษาภาพลักษณ์ต่อหน้าตนเองเช่นนี้เห็นได้ชัดว่าพวกนางเห็นตนเป็นหนึ่งในคนกันเอง

            ชีเหนียงเองก็ไม่ใช่คนเล่นตัวเมื่อเห็นพวกนางจริงใจเช่นนี้ นางเองก็ต้องจริงใจกลับ ทั้งสามคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนที่หัวข้อสนทนาจะเปลี่ยนไปเป็นเรื่องเรือนพักผ่อนอันหยางที่ชีเหนียงกำลังสร้างในช่วงนี้

            “ท่านพี่ลั่วที่เรือนพักผ่อนมีชานมให้ดื่มหรือไม่?”

            ชีเหนียงพยักหน้า “ต้องมีแน่นอน! ที่เมืองหลวงร้านชานมยังไม่เปิดอีกหรือ?”

            “ท่านพี่ลั่วไม่รู้เสียแล้ว หมิงเจวียนตระหนี่นัก บอกว่าสถานความงาม นางก็ยุ่งมากพอแล้วไม่มีเรี่ยวแรงเปิดร้านชานม! ทำเอาทุกครั้งที่ข้าอยากดื่มก็ต้องวิ่งโร่ไปขอดื่มที่จวนสกุลหยาง”

            ที่ตู้หมิงเจวียนไม่ได้เปิดร้านชานมก็เพราะนางคิดว่านี่คือสิ่งที่ชีเหนียงเป็นคนริเริ่ม เหมือนกับสถานความงามแต่ชีเหนียงกลับบอกว่า สกุลลั่วไม่มีหน้ามีตาในเมืองหลวง ถึงแม้สถานความงามจะแขวนป้ายชื่อสกุลลั่วเกรงว่าผู้อื่นไม่เพียงไม่ยอมรับ อาจจะยังสร้างปัญหาให้นางก็เป็นได้ นางจึงไม่อยากให้เกิดเรื่องเหมือนคราวของเฉินเจ๋อหมิงอีก

            เพราะการคิดล่วงหน้าของชีเหนียงเฉินเจ๋อหมิงที่เคยให้คนมาสืบเกี่ยวกับสถานความงาม เมื่อรู้ว่าคือกิจการของตู้หมิงเจวียนก็ล้มเลิกความคิดที่จะเข้ามาครอบครองไป

            “เจ้าหาได้รู้สถานการณ์อันใดไม่ถึงได้พูดเช่นนี้ ตอนชีเหนียงเปิดร้านชานมที่อำเภอเฉามีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ตอนนี้สถานการณ์ของนางยังไม่มั่นคงเท่าใดนักย่อมไม่อาจทำกิจการการค้าอย่างเปิดเผยได้” ตู้หมิงเจวียนบอกเล่าเรื่องที่เฉินเจ๋อหมิงก่อขึ้นในอำเภอเฉาอย่างคร่าวๆเฝิงช่านหรานเมื่อได้ฟังก็รู้สึกว่าเฉินเจ๋อหมิงช่างน่ารังเกียจนัก

            “เชอะเจ้าลูกสุนัขอย่างเฉินเจ๋อหมิงรู้จักแต่รังแกผู้อื่น! ช่วงนี้พวกเจ้าวางใจได้เจ้าลูกสุนัขเฉินคงมาสร้างเรื่องอันใดไม่ได้แล้ว”

            “เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ชีเหนียงสงสัยว่าเหตุใดนางจึงพูดเช่นนี้

            เฝิงช่านหรานแย้มยิ้มอย่างสะใจ “เฉินเจ๋อหมิงถูกนายท่านเจ๋อโบยได้ยินว่าอาการหนักเอาเรื่อง คาดว่าครึ่งปีก็คงยังไม่หายดี”

            “พวกเจ้าไม่รู้สินะว่าเหตุใดเขาถึงโดนทำโทษ!” เฝิงช่านหรานหัวเราะคิกคัก “ก็ใครใช้ให้เขาฝันสูงเกินเอื้อมกันการที่ถูกพ่อทำโทษคือเรื่องเล็ก แต่หากเรื่องฝันสูงถูกแพร่ออกไป คาดว่าคงไม่ใช่แค่ถูกโบยแต่อาจโดนโทษหนักแทน”

            ตู้หมิงเจวียนเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาเมื่อเห็นนางลีลาไม่ยอมเข้าประเด็นเสียที ก็รู้สึกโมโหขึ้นมา

            “ไว้ชีวิตด้วยไว้ชีวิตด้วย ข้าจะพูดแล้ว! พูดเดี๋ยวนี้!” เฝิงช่านหรานสูดหายใจก่อนจะเล่าต่อ “เจ้าลูกสุนัขนั่นอยากเป็นคางคกอยากกินเนื้อหงส์ถึงขั้นมอบปิ่นหยกที่มีมูลค่าให้แก่ท่านหญิงชิงเฉิงในพิธีปักปิ่นของท่านหญิง การมอบปิ่นปักผมให้หมายความเช่นไรเล่า? นั่นคือของที่มอบให้คนรักกันอย่างไร! ช่างกล้าแท้!”

            ชีเหนียงไม่รู้ว่าท่านหญิงชิงเฉิงที่พวกนางกล่าวถึงคือใครตู้หมิงเจวียนจึงรีบอธิบาย

            “ท่านหญิงชิงเฉิงคือบุตรีในองค์หญิงเฉาหยางแห่งราชวงศ์ปัจจุบันองค์หยิงเฉาหยางคือองค์หญิงที่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ที่สุดคำพูดของนางมีผลต่อฮ่องเต้ ดังนั้นสถานะย่อมสูงส่ง และด้วยเหตุนี้บุตรีหนึ่งเดียวของพระองค์ ซึ่งก็คือท่านหญิงชิงเฉิง จึงกลายเป็นบุคคลที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียงได้ในเมืองหลวง”

            เมื่อตู้หมิงเจวียนพูดจบเฝิงช่านหรานก็เสริมอีก “นอกจากนี้ ท่านพ่อของนางยังเป็นเหวินหย่วนโหวนั่นคือคนระดับใด! แน่นอนว่านั่นก็คือยอดคนแห่งจอหงวนท่านหญิงชิงเฉิงไม่เพียงแต่รูปโฉมงดงามหาใดเทียบ ยิ่งกว่านั้นคือมีปัญญาเป็นเลิศเฉินเจ๋อหมิง เจ้าคนไร้ค่าไม่รู้ฐานะของตน ถึงขั้นกล้าคิดถึงท่านหญิงชิงเฉิงหากฮ่องเต้รู้เข้า นายท่านเฉินก็คงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วยเป็นแน่”

            “ไม่รู้จริงๆว่าองค์หญิงเฉาหยางคิดอย่างไร บุตรีล้ำค่าของตนถูกคนเช่นนี้เฝ้าคะนึงหา แต่นางกลับไม่มีท่าทีโกรธเคืองทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้นายท่านเฉินอย่าเก็บไปใส่ใจบอกว่าคนวัยหนุ่มล้วนมีหัวใจที่ดีงาม” เฝิงช่านหรานก็เป็นหนึ่งในสตรีที่ได้รับการเชิญจากท่านหญิงชิงเฉิงย่อมรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้นอยู่บ้าง อีกทั้งองค์หญิงเฉาหยางหลายปีมานี้มักจะได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ จึงมีนิสัยเอาแต่ใจสำหรับคนที่พูดจาไม่สำเหนียกตน นางย่อมไม่เคยปรานี

            ตอนนี้นางโอบอ้อมอารีกับเฉินเจ๋อหมิงเพียงนี้ทำให้ผู้อื่นไม่เข้าใจ แต่องค์หญิงเฉาหยางกลับได้รับคำชมเชยที่ดีจากเรื่องนี้ทุกคนต่างชื่นชมว่านางจิตใจกว้างขวางและมีเหตุผล หากแต่เรื่องจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ไม่ว่าอย่างไรก็รู้สึกเชื่อไม่ค่อยลงนัก

            “เอาล่ะไม่คุยเรื่องพวกนี้ดีกว่า!” ตู้หมิงเจวียนกลัวจะทำให้ชีเหนียงหวาดกลัวจึงเปลี่ยนหัวข้อ“เรามาคุยเรื่องความคืบหน้าเรือนพักผ่อนของชีเหนียงดีกว่า? จะเปิดกิจการอย่างเป็นทางการเมื่อใด! ถึงเวลาคงต้องไปใช้บริการสักหน่อย!”

            ชีเหนียงรีบยิ้มและตอบ “พวกเจ้าต้องมาให้ได้นะไม่ต้องห่วงเรื่องอาหารการกินอันใดทั้งสิ้นพวกเจ้าจะต้องสำราญเหมือนดั่งอยู่ที่บ้านแน่นอน”

            “เช่นนั้นเมื่อถึงเวลาเราคงได้เล่นสนุกกันเต็มที่”

            “อืมถึงเวลานั้นต้องเล่นให้สนุกให้เต็มที่จึงจะถูก”

            “แล้วเจ้าจะให้พวกเราช่วยป่าวประกาศในเมืองหลวงหรือไม่?” ตู้หมิงเจวียนคิดถึงว่าในอดีตไม่ว่าชีเหนียงจะทำอะไรก็มักจะป่าวประกาศเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้คนจึงได้ถามเช่นนี้

            คิดไม่ถึงว่าชีเหนียงกลับส่ายหน้า “เหมือนที่เคยบอกกับเจ้าไปตอนนี้ตัวข้ายังเปราะบางนัก หากคนใหญ่คนโตในเมืองหลวงมาใช้บริการเกรงว่าจะต้อนรับได้ไม่ทั่วถึงดี ดังนั้นข้าตั้งใจว่าจะเริ่มสร้างชื่อเสียงจากละแวกเมืองอันก่อนต่อไปเมื่อเริ่มมั่นคงกว่านี้ก็ค่อยว่ากัน”

            “เจ้าช่างเป็นคนรอบคอบเสียจริงในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็ไม่ช่วยเจ้าป่าวประกาศแล้ว”

            สำหรับชีเหนียงที่นิสัยระมัดระวังตัวเช่นนี้เฝิงช่านหรานไม่ค่อยเข้าใจเท่าใดนัก หลังจากชีเหนียงจากไปก็ดึงแขนเสื้อของตู้หมิงเจวียน

            -----

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติมาเป็นมารดาของหนูน้อยนำโชคทั้งสาม (จบ) ที่คุณอ่าน