“เอ่อ...ต้องขออภัยด้วยขอรับ สงสัยจะมาผิดงาน งั้น ข้าขอลาเลยละกัน” เท่งกล่าวพลางหันหลังกลับไปด้วยความประดักประเดิด
“ช้าก่อน! น้องชาย ข้านี่แหละคือคนที่เ้ามาหา”
ออกญาเสนาภิมานกล่าว พลางยกบทกวีขึ้นเอ่ยด้วยสำเนียงแปร่งหูเหมือนคนญี่ปุ่นพูดไทย
“มิตรภาพ หาใช่มีแต่ในแก้วสุรา
แม้ในจอกน้ำชา มิตรแท้ก็ปรากฏในนั้นได้”
เท่งรู้ว่า นี่คือบทกวีที่เขากล่าวไว้ที่หอคณิกาสีชมพู ดังนั้นเชื่อว่าผู้ที่กล่าวบทกวีนี้ ต้องเป็ยามาดะอย่างแน่ เพียงแต่ใบหน้าที่อยู่ใต้หมวกทรงสูงคล้ายเจดีย์เท่านั้นที่ไม่ใช่ เท่งหยุดชะงักเท้าไม่ก้าวเดินออกไป พลางหันหลังกลับมองท่านเ้าเมืองผู้มีใบหน้าเคร่งขรึม แววตาคมกล้า งามสง่า น่าเกรงขาม สวมชุดขุนนางสยามระดับสูงนั่งอยู่บนบัลลังก์ว่าความ เท่งมองท่านออกญาเสนาภิมานอย่างเพ่งพินิจด้วยความประหลาดใจ โดยที่ไม่รู้จะกล่าวคำใดออกมา
“น้องชาย เื่รูปโฉมใบหน้าของข้า อย่าได้สงสัย ไว้มีโอกาส ข้าจะอธิบายให้ฟัง” ออกญาเสนาภิมานกล่าวเสียงเข้ม
“บางครั้งข้าชอบเป็ซามูไรเ้าสำราญ แต่ด้วยภาระหน้าที่ของ ออกญาเสนาภินาน ช่างเถอะ! นั่นมิใช่สาระสำคัญ...”
ออกญาเสนาภิมานเว้นวรรค ขณะนั่งสูดลมหายใจอยู่บนบัลลังก์กล่าวต่อ
“น้องชาย ตอนนี้ข้ามีเื่เร่งด่วนสำคัญต่อความเป็ความตายของชาวเมืองต้องรีบสะสาง ได้ยินว่าเ้ารู้วิธีกำจัดผีปอบที่ออกอาละวาดกัดกินผู้คนได้แล้วงั้นรึ ?”
“ใช่! ขอรับ ท่านเ้าเมือง”
เท่งกล่าวอย่างนอบน้อม ทั้งเซอร์ไพรส์ ทั้งดีใจที่ตามมาพบความจริงว่า ยามาดะมิตรใหม่ของเขามีศักดิ์เป็ถึงเ้าเมืองแห่งนี้ เท่งครุ่นคิดและเชื่ออย่างสนิทใจ ‘นี่คือตัวจริงของท่านเ้าเมือง ส่วนยามาดะซามูไรเ้าสำราญนั้นเป็ตัวปลอม เพราะเื่หน้าตามันแปลงโฉมกันได้ไม่ยาก’
จากนั้นจึงเล่าเื่ที่เขาได้เผชิญหน้ากับชายซอมบี้ผีดิบ และส่งมันกลับลงหลุมได้ด้วยะุทองคำ... หลังจากเล่าจบก็มาสรุปขมวดปมอยู่ที่
“แท้จริงแล้วมันไม่ใช่ผีปอบ แต่เป็แมงกะพรุนที่มีเกราะล่องหน แล้วเข้าไปสิงสะกดิญญาอยู่ในร่างคน เื่นี้ข้าไม่รู้ว่า มันทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไร แต่ข้ารู้ว่าต้องใช้ทองคำบริสุทธิ์ มาทำเป็อาวุธจึงจะสามารถกำจัดพวกมันได้ เื่นี้ข้ามีเพื่อนเป็พยานรู้เห็น พวกเขารอข้าอยู่ข้างนอกนี่เอง”
เท่งกล่าวพร้อมเอ่ยอ้างถึงเพื่อน ๆ ที่มาด้วยกัน ก็รู้เห็นเป็พยานได้
“อืมม์! ไม่เป็ไร น้องชาย ข้าเชื่อว่าสิ่งที่เ้าเล่ามาเป็ความจริง”
ออกญาเสนาภิมานผงกศีรษะยอมรับ เมื่อฟังเื่ราวที่เท่งเล่ามาทั้งหมด พลางกวาดตามองทุกคนในที่ประชุม
“แต่ประเด็นก็คือ เราไม่มีทองคำมากพอที่นำมาหลอมเป็อาวุธ”
คุณหนูโอชินผู้เปรื่องปราดจึงกล่าวแทรกบอก
“ท่านพ่อ ลองนำอาวุธมาชุบด้วยทองคำบริสุทธิ์ ก็น่าจะใช้ได้ ลองดูก่อนสักอันสองอัน หากอาวุธชุบทองคำบริสุทธิ์ใช้ได้ผล คราวนี้ค่อยนำทองคำทั้งหมดไปหลอมที่โรงเหล็ก แล้วจึงค่อยชุบอาวุธด้วยทองคำ เมื่ออาวุธพร้อมครบมือ จากนั้นค่อยจู่โจมเผด็จศึกพวกมันให้ย่อยยับไป ก็ยังไม่สาย”
คุณหนูคนสวยเอ่ยอย่างมั่นใจเห็นฟันขาวเรียงเป็ระเบียบในปากราวไข่มุก ทุกคนในที่ประชุมต่างเห็นชอบในความคิดของคุณหนูโอชิน
ออกญาเสนาภิมานจึงสั่งให้ คิฮะ ซามูไรตาหวาน นำเื่นี้ไปจัดการ แล้วลองทดสอบประสิทธิภาพดูก่อน ได้ผลอย่างไรแล้วรีบกลับมารายงาน จากนั้นจึงกล่าวปิดประชุม
คืนนี้ฟ้าเปิดพระจันทร์เต็มดวง หมู่ดาวพราวแสง ลมเย็นโชยอ่อน ม่านหมึกคลี่กางปกคลุมจวนเ้าเมือง แสงไฟสีส้มสว่างเรืองจากตะเกียงบนป้อมปราการกำแพงสูง ที่พวกทหารเวรยามจุดขึ้น
ภายหลังอิ่มหนำสำราญจากอาหารมื้อค่ำอันโอชารสกันแล้ว ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย บ็อบออกไปเดินเล่นด้านนอก
แม่หญิงมะขามกับเ้าเทิดน้องชาย ขอตัวเข้าห้องพักไปก่อน เพราะเ้าเทิดบ่นออดว่า มันง่วงนอน ดังนั้นถือเป็การนอนเอาแรง เพื่อเตรียมตัวกลับบ้านในวันรุ่งขึ้น เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจไกด์อาสา
กัปตันริด ไม่ขึ้นฝั่งมาด้วย บอกว่าจะอยู่โยงเฝ้าเรือเป็ห่วงกลัวเรือหาย
ส่วนเท่งบอกกับทุกคนว่า จะไปจิบชาโขกหมากรุกกับออกญาเสนาภิมานบนระเบียงชั้นบนหอดูดาว ยามนี้ คนทั้งสองคุยกันไปพลาง จิบชาไปพลางอย่างเพลิดเพลินเจริญสุข...
ทันใดนั้น บนฟ้า เกิดดาวตกวูบขึ้นดวงหนึ่ง ลากหางยาวเป็ประกายไฟ พุ่งวาบลงมาอย่างรวดเร็วจากท้องฟ้า ออกญาเสนาภิมานมองเห็นพอดี จึงสะกิดให้เท่งมองดูปรากฏการณ์ดาวตก พลางกล่าวบอก
“น้องชาย เ้าอธิษฐานทันไหม?”
เท่งรู้ดีว่านั่นคืออะไร เพียงมิอาจบอกกล่าวความลับ์ จึงได้แต่แย้มยิ้มตอบแทนการเอ่ยวาจา
จากนั้นสหายทั้งสองก็เปลี่ยนเื่สนทนา โดยไม่ได้ใส่ใจกับเื่ดาวตก สนทนากันไปสักพัก เห็นว่าถึงเวลาเหมาะสม ออกญาเสนาภิมานจึงกล่าวเปิดประเด็นใหม่ ด้วยสำเนียงแปร่งหูเหมือนคนญี่ปุ่นพูดไทยว่า
“น้องชาย ถึงเวลาแล้ว ที่เ้าควรได้รู้ความจริง”
กล่าวจบก็ฉวยหน้ากากหนังออกจากอกเสื้อ แล้วสวมใส่หน้ากากหนังนั้นทันที ต่อหน้าต่อตาเท่ง
พริบตานั้น ออกญาเสนาภิมานก็เปลี่ยนโฉมหน้ากลับเป็ยามาดะ ซามูไรเ้าสำราญคนเดิม เท่งทั้งฉงนทั้งปีติยินดี เมื่อเห็นยามาดะคนเดิมปรากฏอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ พลางฉีกยิ้มกว้างอุทานดัง โอ้!
“สุดยอด! นับเป็การปลอมแปลงใบหน้าที่ยอดเยี่ยมมาก ท่านยามาดะ เอ้ย! ท่านเ้าเมือง นับถือ ๆ...” เท่งประสานมือยกจอกชาจิบ พลางกล่าวต่อ “ข้าเองคงไม่สบายใจไปตลอดชาติ หากไม่ได้เปิดเผยความจริงกับท่านเื่นี้เช่นกัน”
ยามาดะวางจอกชาลง เลิกคิ้วมองเท่งด้วยความสนใจ กล่าวถามน้ำเสียงเริงร่า
“ฮาฮ่า เรืองอะไรหรือ น้องชาย”
ว่าแล้วชายหนุ่มใบหน้ากรุ้มกริ่มขี้เล่นก็หันหลังให้ ใช้นิ้วกดปลายจมูกโตของตัวเองแปลงร่างคืนกลับเป็ ‘ขุนชัย กำแหงฤทธิ์’
ชูแว๊บ!
พริบตานั้น ปรากฏขุนนางสยามใบหน้าหล่อเหล่า ปานสลักเสลาด้วยฝีมือของจิตรเอก รูปร่างสูงใหญ่กำยำสมชายชาตรี นั่งอยู่แทนที่เท่งต่อหน้าต่อตาของยามาดะทันที ซามูไรเ้าสำราญสะดุ้งอุทานดัง โอ๊ะ! ผงะถอยด้วยความประหลาดใจ กะพริบตาถี่ราวกับไม่เชื่อสายตาตนเอง พลันได้ยินบุรุษรูปงามเบื้องหน้าเอื้อนเอ่ยบทกวีคุ้นเคย
“เมื่อชีวิตสั้นลงทุกขณะ ามีแต่กักขฬะ รบราฆ่าฟัน
แก่งแย่งชิงเด่นต่อยตี บารมียิ่งมาก ยิ่งเหมือนแบกสัมภาระหนัก
เดินทางไกล ปล่อยวางมายาลงเถิดสหาย แล้วใช้มือคู่นั้น
ยกจอกน้ำชา...ดื่ม!”
ขุนชัย กำแหงฤทธิ์เอ่ยบทกวีที่ยามาดะเป็ผู้กล่าวไว้ขึ้นมา พลางฉีกยิ้มกว้าง เห็นฟันขาวเรียงเป็ระเบียบ
“เป็ท่าน!”
ยามาดะอุทาน ยามนี้ไม่สงสัยเื่บทกวี เพราะเซอร์ไพรส์ ที่จู่ ๆ ใบหน้าเท่ง กลับเปลี่ยนเป็ใบหน้าหล่อเหลาแบบลูกครึ่ง ของบุรุษผู้เป็ตำนานในหมู่นักรบอาสา ซึ่งออกญาเสนาภิมานและทหารอาสาชาวญี่ปุ่นรู้จักดี ในนาม ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ นักรบผู้พิชิตทัพอสูรหนวดหมึกจากทวาย จึงแทบไม่อยากจะเชื่อว่า บุรุษในตำนานผู้นี้มาปรากฏอยู่ต่อหน้าตนเอง
“ขุนชัย กำแหงฤทธิ์!”
“เป็ข้าเองท่านยามาดะ”
“ที่แท้แล้วท่านปลอมเป็เท่งนี่เอง มิน่าล่ะ เท่งถึงได้มีเชิงมวยเยี่ยมยุทธ์ปานนี้ ฮ่ะ ๆ ฮ่า ๆ สมจริงดังคำร่ำลือว่า อโยธยามหานครซ่อนพยัคฆ์”
ยามาดะะเิเสียงหัวเราะชอบใจขึ้นอีกครา
หลายวันมานี้ รอยยิ้มมิได้ปรากฏบนใบหน้าของยามาดะเลย แต่ทว่าบัดนี้ ใบหน้าของยามาดะเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาทันที ราวกับขุนชัย กำแหงฤทธิ์ผู้นี้ ได้ยกูเาลูกใหญ่ออกไปจากอก
ยามาดะนั้นปกติเป็คนฟุ้งซ่าน คิดวิตกกังวลสับสนวุ่นวาย จึงชอบที่จะปลอมตัวเป็ซามูไรเ้าสำราญ ออกท่องเที่ยวคลายความกังวล น่าอัศจรรย์ที่ยามนี้แม้ไม่ได้ออกท่องเที่ยว แต่เขากลับรู้สึกจิตใจสงบเย็นผ่อนคลายมีความสุข เมื่ออยู่ต่อหน้าของขุนชัยผู้นี้ ดังนั้นเมื่อบวกกับความนิยมชมชอบอยู่แล้วเป็ทุนความรู้สึกดี ๆ จึงเพิ่มพูนไปอีกหลายเท่าพันทวี
สหายต่างวัยทั้งสอง นั่งสนทนาซักถามกันไปมาอย่างถูกคอ ราวกับเพื่อนสนิทคบหารู้ใจกันมานาน โดยมิได้เอ่ยถึงเื่ซอมบี้ หรือแม้แต่เื่งานบริหารบ้านเมืองเลยให้เสียบรรยากาศ จวบกระทั่งสมควรแก่เวลา คนทั้งสองจึงจำแลงกายกลับเป็คนเดิม ก่อนแยกย้ายกันไปเข้านอน...
ภายในห้องพัก ขณะที่เท่งกำลังจะดับตะเกียงล้มตัวลงนอน ได้ยินเสียง แอ๊ด! ทันใดนั้น หน้าต่างก็เปิดออก พร้อมกับอาวุธลับชนิดหนึ่งซัดพุ่งเข้ามาใส่หน้าอย่างเร่งร้อน
เฟี้ยว!
เท่งฉวยผ้าขาวม้าที่คอสะบัดรับไว้ มองเห็นเงาดำสายหนึ่งพุ่งออกไปจากหน้าต่าง เท่งจึงถลันกายพุ่งตามไปทางประตู
เห็นร่างอ้อนแอ้นสวมชุดนินจาดำ พลิ้วกายลงจากระเบียงไปที่ลานประลอง พอเท้าแตะพื้นได้ก็พลิ้วร่างลอยลิ่วขึ้นบนหลังคาเรือน วิ่งะโลัดเลาะไปข้างหน้าอย่างเร็วจี๋
เท่งพลิ้วกายลงจากเรือนรับรอง วิ่งกวดไล่ตามติด ลัดเลาะไปตามตรอก เห็นนินจาวิ่งบนหลังคา แล้วทิ้งกายโลดลิ่วลงสู่สะพานไม้ พลันโผร่างพุ่งทะยานขึ้นสู่กำแพงสูงด้วยวิชาตัวเบา แล้ววิ่งตะบึงไปบนกำแพงเบื้องหน้าอย่างรวดเร็วราวภูตพราย
เท่งขณะสาวเท้าวิ่งตาม พลันฉุกคิดได้ จึงกดปลายจมูกโตของตนเองแปลงกายเป็ขุนชัย กำแหงฤทธิ์ อีกครา
ชูแว๊บ!
พริบตานั้น ปรากฏร่างขุนชัย กำแหงฤทธิ์เหาะเหินขึ้นสู่อากาศ ทะยานร่างไล่จี้กวดตามนินจาที่วิ่งไปบนกำแพงทันที ผ้าคลุมสีดำสะบัดชายพลิ้วอยู่ด้านหลัง... เพียงอึดใจเดียวเขาก็เหาะไล่ตามทัน
ขุนชัยเอื้อมมือตะโปบเข้าที่ด้านหลังของนินจา พลันนินจาหันหน้ากลับมาใช้ฝ่ามือฟาดออก ขุนชัยรีบชักมือวูบกลับ เห็นดวงตาคู่งามกลมโตกระจ่างใสซ่อนอยู่ในผ้าคลุมหน้าสีดำ
ด้วยความรวดเร็วว่องไว นินจาฟาดฝ่ามือออกแล้วทิ้งร่างโผลงที่พื้นนอกกำแพงเมือง แล้วฉวยะเิควันออกปา
ฟุบ!
พอควันจางร่างนินจาก็อันตรธานไปกับม่านหมึกแห่งราตรีกาล
ขณะที่ขุนชัยไม่คิดติดตาม จึงร่อนร่างลงสู่พื้นภายในกำแพงเมือง แล้วกดปลายจมูกตนเองแปลงร่างคืนกลับเป็ เท่งดังเดิม ชูแว๊บ! เท่งก้าวเท้าเดินกลับไปเรือนรับรอง ด้วยใจครุ่นคิด
‘นั่นต้องเป็สตรีอย่างแน่ เอ...เราไม่เคยมีเื่บาดหมางกับใคร เหตุใดต้องลอบทำร้ายเรา?’
บนจวนเ้าเมือง หน้าต่างบานหนึ่ง ถูกแหวกม่านชมดูเหตุการณ์มาโดยตลอด คนผู้นั้นซุ่มดูอยู่เงียบ ๆ เพียงลำพัง พลันฉีกยิ้มกว้างอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นเหตุการณ์สิ้นสุดยุติลง
กลางดึกสงัดในคืนนั้น เมื่อทุกคนต่างหลับใหล นอกเรือนรับรอง สายลมกระโชกแรง โคมไฟสั่นไหววูบวาบ ภายในห้องนอนของแม่หญิงมะขามกับเ้าเทิดน้องชาย ยามนี้ทั้งคู่กำลังหลับใหลไม่ได้สติ
ทันใดนั้น เงาดำลึกลับปรากฏขึ้น มันเดินตรงดิ่งมาที่เรือนร่างของแม่หญิงผู้มีเส้นผมขาวยาวสยายปกคลุมหมอน จากนั้นจึงขึ้นคร่อมร่างที่หลับใหลอยู่ทันที แล้วเริ่มดูดพลังบางอย่างออกจากตัวเธอ ปรากฏควันสีดำพวยพุ่งขึ้นหมุนตีวงในอากาศ ไหลเวียนมาที่ปากของเงาดำ มันดูดกลืนควันดำอย่างเอร็ดอร่อยราวกับเป็อาหารอันโอชะก็ปาน
งเ้าเทิด แล้วกากแม่หอนร่างของแม่หต่น้อยมิตรกระทั่งควันดำเริ่มกลายเป็สีเทา และจางหายไปในที่สุด มันจึงผละจากร่างแม่หญิงมะขาม แล้วมาทำแบบเดียวกันนี้กับร่างที่หลับใหลอยู่ของเ้าเทิดเช่นเดียวกัน เมื่อดูดกลืนควันดำที่พวยพุ่งออกจากกายของเ้าเทิดหมดสิ้นแล้ว เงาดำก็ผละออกมายืนเลียริมฝีปากที่ปลายเท้าเ้าเทิด จากนั้นก็อันตราธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย
วันรุ่งขึ้น อากาศยามเช้า เย็นรื่นสดชื่นใจ ที่จวนเ้าเมือง หมอกบางเบาเจือจาง ภายในกำแพงเมืองบริเวณเรือนรับรอง เจือยแจ้วไปด้วยเสียงไก่ขัน พวกชาวบ้านผู้อพยพลี้ภัยเริ่มทยอยตื่นกันมาหุงหาอาหาร
ในห้องนอนเรือนรับรอง แม่หญิงมะขามตื่นขึ้นมา ก็รู้สึกตัวเบาใจเบาสบายปลอดโปร่งกว่าที่เคยเป็ พอดีเ้าเทิดน้องชายตื่นมาก่อน เห็นพี่สาวมีบางอย่างผิดปรกติ จึงนั่งเฝ้าเพื่อรอคอยร้องทักบอกข่าวดี
“พี่มะขามหายแล้ว พี่มะขามผมหงอกหายแล้ว”
แม่หญิงมะขามนั้นปรกติเป็คนมักโกรธ ไม่ชอบให้ใครมากล่าวปมด้อยเื่เส้นผมหงอกขาวของนาง แต่ทว่าเช้านี้พบว่า จิตใจกลับนิ่งสงบเย็น ไม่รู้สึกโกรธเหมือนที่เคยเป็ จึงไม่คิดถือสาหาความ แม้จะไม่เชื่อถ้อยคำที่เ้าเทิดกล่าว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะลุกไปส่องดูตัวเองที่บานกระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง
พบว่าสิ่งที่น้องชายบอกนั้น เป็ความจริง เงาในกระจกสะท้อนภาพรูปโฉมและเส้นผมของเธอ บัดนี้มันกลับดำสนิทเหมือนหญิงสาวปรกติทั่วไป เธอตื่นเต้นดีใจมาก ว้าว! สำหรับแม่หญิงมะขามเื่นี้นับเป็นิมิตหมายสู่ชีวิตใหม่กันเลยทีเดียว ความอับอายเื่เส้นผมของเธอที่ถูกเก็บกดมาั้แ่เด็ก ได้สูญหายไปสิ้นแล้ว น้ำตาเอ่อคลอหน่วย เธอไม่ได้เสียใจ แต่เธอกำลังดีใจอย่างท่วมท้นต่างหาก แม่หญิงมะขามครุ่นคิดอยู่หน้ากระจก
‘เื่นี้น่าจะเกิดจากบารมี หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบางอย่างที่อยู่ในตัวพี่เท่งอย่างแน่’
ตอนแรกตั้งใจว่า เช้านี้เธอกับน้องชายจะพากันกลับบ้าน ในฐานะผู้นำครอบครัวซึ่งมีกันอยู่สองคนพี่น้อง แต่เมื่อเกิดเื่ดีงามเช่นนี้ขึ้น เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนแผนชีวิตใหม่ทันทีว่า จะไม่กลับบ้าน แต่จะขอเริ่มต้นชีวิตใหม่ ด้วยการติดตามเท่งและคณะต่อไปแทน หลังจากพูดคุยวางแผนชีวิตใหม่กับน้องชายแล้ว เธอก็ประหลาดใจยิ่งขึ้นไปอีก เมื่อพบว่า
เช้านี้เ้าเทิดมันดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ไม่หงอยเหงาซึมเซาเหมือนเคย แถมพูดอะไรมันก็เออออเชื่อฟัง ความดื้อรั้นของเ้าเทิดน้องชาย หายไปหมดสิ้นแล้วยามนี้
‘ว้าว!’ เกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอและเ้าเทิดน้องชายเนี่ย แม่หญิงมะขามสุดอัศจรรย์ใจกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหันเพียงชั่วข้ามคืน เธอรีบจัดแจงทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อย ขณะที่แม่บ้านเริ่มทยอยยกสำหรับอาหารส่งกลิ่นหอมฉุยมาให้ในห้อง...
ในที่ไม่ไกลจากจวนเ้าเมือง ภายในเรือนพักของคิฮะ ซามูไรชุดขาวขลิบม่วง ใบหน้าเหลี่ยม กับซามูไรชุดดำบริวารคนสนิท กำลังนำเหรียญทองคำและเครื่องประดับชนิดต่างๆที่เป็ทองคำใส่กล่อง เพื่อนำไปหลอมชุบใส่อาวุธ ตามคำสั่งที่ได้รับมา เสียงเอ่ยอย่างขัดเคืองใจเป็ภาษาญี่ปุ่น (แปลไทยว่า)
“ข้ารู้สึกไม่ค่อยชอบหน้ามันเลย... ไอ้พวกคนจร หน้าตาก็ออกจะกะล่อน ไม่รู้ว่านายท่านไปหลงคารมคบหามันเป็สหายได้อย่างไร และดูสิมันพูดอะไรก็เชื่อมันหมด” คิฮะซามูไรชุดขาวเบ้ปากกล่าว พลางส่ายหน้า
“ใช่ขอรับ ท่านคิฮะ ข้าเองก็คิดเช่นนั้น ใต้เท้าไม่น่าเชื่อมันง่ายเกิน อย่างน้อยน่าจะทดสอบความจริงกันดู” ซามูไรชุดดำกล่าวเสริม
“ใช่! ถูกต้อง ว่าแต่จะทดสอบอย่างไร ไหนเ้าลองว่ามาสิ?”
“ก็ไม่ยากนี่ท่านคิฮะ หลังชุบอาวุธทองเสร็จ ก่อนออกทดสอบประสิทธิภาพ ท่านคิฮะก็ชวนมันมาร่วมทดสอบดูด้วยจะเป็ไร ให้มันแสดงฝีมือออกมาให้ชม ดูสิว่ามันจะทำเยี่ยงไร หากต้องเจอกับผีปอบตัวจริงที่มีเกราะล่องหน เดี๋ยวก็รู้ว่ามันของจริง หรือแค่ราคาคุย
แต่ก่อนที่จะให้มันได้แสดงฝีมือ ข้าว่าเราน่าจะนำะเิติดไปทดสอบดูด้วย คาดว่าไม่น่าจะมีสิ่งใดทานทนแรงะเิได้ ต่อให้พวกมันมีเกราะก็เถอะ เละแน่งานนี้ ข้าว่า!”
“ฮ่ะ ฮ่า ความคิดเข้าท่า ข้าชอบ ตกลงตามนั้น”
คิฮะซามูไรชุดขาวะเิเสียงหัวเราะชอบใจ ดวงตาฉายแววเ้าเล่ห์เด่นชัด ขณะปิดกล่องใส่ทองคำ แล้วพยักหน้าให้ซามูไรชุดดำบริวาร ยกกล่องใส่ทองคำใบเขื่องไปขึ้นรถม้าที่จอดรอคอยอยู่หน้าเรือน พร้อมด้วยนายช่างเ้าของโรงเหล็ก จากนั้นซามูไรทั้งสองและช่างตีเหล็ก จึงพากันโดยสารรถม้าออกไปจากกำแพงเมืองทันที
คล้อยหลังรถม้าของ คิฮะซามูไร และบริวารไปเพียงอึดใจ...
ด้านหน้าซุ้มประตูจวนเ้าเมือง ปรากฏพระเถระรูปหนึ่งห่มจีวรสีกรัก ประคองบาตร สะพายย่าม มายืนรอรับบิณฑบาตอยู่ด้วยกิริยาสงบสำรวมน่าเลื่อมใส เบื้องหน้าพระคุณเ้าคุณหนูโอชินกำลังใส่บาตรท่านอยู่
แม่หญิงมะขามเห็นแล้วเกิดศรัทธา จึงนำอาหารที่แม่บ้านจัดเตรียมไว้ให้ แบ่งออกไปใส่บาตรบางส่วน เดินประคองถาดอาหารใส่บาตรมาใกล้ถึง เห็นพระเถระรูปนั้นกับคุณหนูคนสวยกำลังสนทนากันอยู่ แม่หญิงมะขามจึงหยุดอยู่ตรงนั้น รอคอยโอกาส ได้ยินเสียงพระเถระรูปนั้นกล่าวข้อธรรมอย่างชวนฟังว่า
“...สิ่งใดที่ละได้แล้ว สละได้แล้ว สิ่งนั้นจักเป็ไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุขต่อโยม”
“หากเป็เื่ที่ไม่รัก ไม่หวงแหนมันก็ง่ายที่จะสละ แต่ถ้าเป็เื่ที่รัก ที่หวงแหน โยมว่าคงยากที่จะสละออกไปได้ เ้าค่ะ” คุณหนูใจบุญลูกครึ่งญี่ปุ่นสยาม กล่าวโต้ตอบด้วยเสียงกังวานสดใสไพเราะ
“ภายใต้กฎแห่งจักรวาลนี้ พระพุทธองค์ทรงแบ่งธรรมะออกเป็สองระดับ คือโลกุตระ กับโลกียะ ผู้ที่สละสมมุติได้แล้ว ชื่อว่าบุคคลพ้นโลก จิติญญาของท่านโคจรอยู่ในระดับโลกุตระ เหมือนบัวพ้นน้ำ ส่วนผู้ที่ยังยึดติดอยู่กับสมมุติ ยังละไม่ได้สละไม่ได้ ชื่อว่าจมอยู่ในโลก จิติญญาของเขายังท่องเที่ยวอยู่ในระดับโลกียะ เหมือนบัวที่จมอยู่ในน้ำ”
“เ้าค่ะ โยมชอบศึกษาเื่นี้ แต่ภาคปฏิบัติยังทำไม่ได้...”
คุณหนูโอชินกล่าวแววตาเป็ประกาย พลางหันมองมาทางแม่หญิงมะขามเห็นรอใส่บาตรอยู่ จึงกล่าวต่อ
“กราบขอบพระคุณมาก ที่ช่วยชี้แนะ โยมไม่รบกวนเพลาแล้วเ้าค่ะ”
“ขอเจริญพรคุณโยม”
เมื่อคุณหนูคนสวยเปิดโอกาสหลีกไป แม่หญิงมะขามจึงขยับเข้ามาใส่บาตรบ้าง... พอใส่บาตรรับพรเสร็จเรียบร้อย ทว่าพระเถระรูปนั้นยังคงยืนอยู่ที่เดิมไม่ไปไหน ราวกับท่านมายืนรอใครอยู่ก็ปาน แม่หญิงมะขามจึงพนมมือถาม
“ไม่ทราบว่าพระคุณเ้า รอใครอยู่หรือเปล่าเ้าค่ะ ?”
“ใช่! โยม อาตมากำลังรอคนที่ยังนอนไม่ตื่นอยู่จ๊ะ”
แม่หญิงมะขามรู้ขึ้นมาทันทีว่า ท่านหมายถึงใคร จึงแหงนมองขึ้นไปชั้นบนที่ห้องนอนของเท่ง เห็นบ็อบเปิดประตูห้องออกมาพอดี แม่หญิงมะขามจึงเดินไปบอกให้บ็อบช่วยปลุกเท่ง พร้อมกับเล่าเื่ให้ฟัง...
ไม่กี่อึดใจต่อมา เท่งลืมตางัวเงียเปิดประตูออกมาจากการปลุกของบ็อบ พบเห็นหลวงพ่อสมเด็จพระพุทโธ ยืนรอบิณฑบาตอยู่หน้าซุ้มประตู
เท่งจึงรีบจัดแจงนำอาหารออกมาใส่บาตรด้วยความกระตือรือร้น...เมื่อใส่บาตรรับพรเสร็จแล้ว เท่งจึงถามท่านเ้าประคุณด้วยความเคารพว่า
“หลวงพ่อสมเด็จฯ เมตตามาโปรดกระผมถึงนครศรีธรรมราช ไม่ทราบว่า มีกระไรจะแนะนำกระผมหรือไม่ ขอรับ”
หลวงพ่อสมเด็จไม่ตอบ ยังคงมองเท่งด้วยแววตาอ่อนโยน ประหนึ่งมองแชมป์หรือขุนชัย กำแหงฤทธิ์ก็ปาน ไม่ว่าเท่งจะจำแลงกายอยู่ในรูปร่างใด ก็ไม่อาจตบตาพระผู้ทรงอภิญญา[1]อย่างหลวงพ่อสมเด็จได้ เพราะในแววตาของหลวงพ่อสมเด็จ มีร่างของขุนชัย กำแหงฤทธิ์ปรากฏอยู่ในนั้น หลวงพ่อสมเด็จส่งยิ้มเล็กน้อย พลางประคองบาตรมาไว้ด้านข้าง แล้วปลดย่ามที่สะพายอยู่มายื่นส่งให้เท่งซึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้า พร้อมยักคิ้วบอกใบ้เป็นัยบางอย่าง
เท่ง รู้ดีว่าหมายถึงอะไร จึงล้วงมือลงไปในย่ามพระใบนั้น แล้วฉวยเอาจดหมายสีแดงขลิบทองฉบับหนึ่งออกมาถือไว้ในมือด้วยความฉงน ท่ามกลางสายตาของสหายหลายคนที่จับจ้องเท่งและหลวงพ่อสมเด็จอยู่ด้วยความสนใจในที่ไม่ไกล
“นี่คือข่าวสารจากเบื้องบน ซึ่งจำเป็ต่อการกลับวิมานของเอ็ง เมื่อบรรลุภารกิจแล้ว” หลวงพ่อสมเด็จเอ่ยด้วยความเมตตา
เท่งรับคำพลางก้มมองจดหมายซองแดงในมือ แล้วแกะเปิดอ่าน
ถึงอริยะขุนศึกและคู่หู
บัญญัติห้าประการนี้ เป็วิถีกลับสู่วิมานได้โดยสวัสดี
๑. ห้ามฆ่าสัตว์มนุษย์
๒. ห้ามลักทรัพย์
๓.ห้ามผิดลูกผิดเมียเขา
๔. ห้ามโป้ปดหลอกลวง
๕.ห้ามดื่มสุราเมรัย
ขอให้ท่านและคู่หูถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
ด้วยความปรารถนาดีจากทีมฝั่ง
ผู้ไม่ประสงค์ออกนาม
พอเท่งอ่านจบ จดหมายฉบับนี้ก็อันตรธานหายวับไปต่อหน้าต่อตาอย่างน่าอัศจรรย์ พอดียังมีอีกเื่ที่ตนคาใจ เท่งจึงถามด้วยความฉงน
“เอ่อ...หลวงพ่อสมเด็จขอรับ ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร กระผมจึงจักเรียกอาวุธคู่บารมีออกมาใช้งานได้ในที่แห่งนี้ ขอรับ”
“อธิษฐานจิต แล้วท่องคาถากำกับ ว่า...
‘อุกาสะ ภายใต้กฎพระไตรลักษณ์
ขออาวุธคู่บารมีของข้าพระพุทธเ้าจงปรากฏ’
อ้าว...ไหนเอ็งลองว่าดูสิ”
เท่งรีบทำตามคำแนะนำของหลวงพ่อสมเด็จทันที เสร็จแล้วชูกำปั้นทั้งสองขึ้นระดับอก พริบตานั้นสนับมือทองคำคู่บารมีก็ปรากฏสวมอยู่ในกำปั้นทั้งสองข้างของเขา
“ว้าว! มาแล้ว สุดยอดเลยขอรับ”
เท่งกล่าวพลางถอดสนับทองคำคู่บารมีเก็บใส่กระเป๋าสี่มิติด้วยความยินดีแล้วกล่าวต่อ
“นอกจากนี้แล้ว หลวงพ่อสมเด็จยังมีอะไรชี้แนะกระผมอีกไหม ขอรับ”
“ศีลนำสู่สุคติ ศีลดึงดูดโภคทรัพย์ ศีลดับทุกข์ร้อนผ่อนเย็น เป็อิสระถึงนิพพาน บัญญัติห้าประการ ภาษาพระใช้คำว่า ศีล ต่อไปนี้ชะตาชีวิตของเอ็งจักเข้มข้นขึ้น ฉะนั้นเอ็งจงรักษาศีลเอาไว้ให้ดี จำไว้
เอาล่ะ...หมดธุระแล้ว เห็นทีข้าต้องกลับวัดเสียที แต่เอ็งไม่ต้องตามไปส่งนะ ข้าไปล่ะ ขอเจริญพร”
กล่าวจบหลวงพ่อสมเด็จพระพุทโธ แห่งวัดป่าโพธิ์ ก็สะพายย่าม ประคองบาตร เดินจากไปด้วยกิริยาสงบสำรวม เท่งก้มกราบลาท่านยังไม่ทันครบสามหน ร่างของหลวงพ่อสมเด็จพลันอันตรธานหายไปทันที ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึง อัศจรรย์ใจของทุกคนในที่นั้น
กึ่งชั่วยามต่อมา ภายหลังเท่งกลับจากร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเช้ากับท่านเ้าเมืองและธิดาคนสวย เท่งกลับเข้ามาภายในห้องพักลำพัง นั่งพิจารณาปิ่นมุกที่ถืออยู่ในมือ ซึ่งเป็อาวุธลับที่นินจาลึกลับซัดเข้ามาทางหน้าต่างเมื่อคืน มันดูคล้ายกับปิ่นมุกที่คุณหนูโอชินปักแซมมวยผมอยู่ไม่มีผิด เท่งครุ่นคิดในใจ
‘หรือสองพ่อลูกคู่นี้ กำลังเล่นเกมบางอย่างกับเรา?’
เท่งคิดคำนึงหาคำตอบอยู่ลำพังในห้อง พลันได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้น เท่งจึงเดินไปเปิดประตูออก เห็นบ็อบกับสองพี่น้องไกด์อาสารอคอยอยู่ด้านนอก บ็อบเอ่ยว่า
“พวกเขา มีเื่สำคัญอยากปรึกษาท่านอาจารย์”
“ได้สิ เชิญเข้ามาข้างใน” เท่งส่งยิ้มให้พลางผายมือเชิญ
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาในห้องพักของเท่ง และนั่งลงเป็ที่เรียบร้อยแล้ว เท่งจึงเอ่ยถาม
“พวกเอ็งมีเื่อะไรกันหรือ ?”
แม่หญิงมะขาม ซึ่งรอคอยจังหวะอยู่หันไปมองหน้าเ้าเทิดน้องชายอีกครั้ง จากนั้นจึงพากันเข้ามานั่งคุกเข่าต่อหน้าเท่ง แล้วเอ่ยขอร่วมติดตามไปกับคณะของเท่งด้วย ส่วนจะให้เธอกับน้องชายทำอะไรนั้น ก็สุดแท้แต่เท่งจะเห็นสมควร เท่าที่เธอและน้องชายมีความสามารถ เท่งจึงถามว่า
“ทำไมแม่หญิงกับน้องชายจึงอยากติดตามข้าล่ะ ?”
[1] อภิญญา : ญาณ หรือความรู้ยิ่ง มี ๖ อย่าง คือ ๑. อิทธิวิธี การแสดงฤทธิ์ได้ ๒. ทิพโสต หูทิพย์ ๓. เจโตปริยญาณ ญาณกำหนดรู้ใจผู้อื่น ๔. ปุพเพนิวาสานุสติญาณ การระลึกชาติได้ ๕. ทิพจักขุ ตาทิพย์ ๖. อาสวักขยญาณ ญาณอันทำให้กิเลสอาสวะสิ้นไป.