
สุปรีดิ์ยกวิสกี้เพียวๆ ขึ้นดื่ม เดินออกมาที่ระเบียงขอรีสอร์ตเล็กๆ ที่แวดล้อมไปด้วยไม้ดอกไม้ประดับ ไม่มีใครอยู่แถวนี้
แม้บรรยากาศของรีสอร์ตจะรมรื่นแต่ก็ไม่อาจต้านทานความร้อนแรงของอุณหภูมิภายนอกได้ แขกคนอื่นๆ จึงหลบอยู่ในห้องแอร์ใน่เวลาร้อนระอุเช่นนี้
แหงล่ะ ก็อากาศเดือนเมษายนที่แสงแดดร้อนแรง คงไม่มีใครออกมาชื่นชมความร้อนอบอ้าวกันหรอก
เขาเดินทางมาที่จังหวัดลำปางได้สี่วันแล้ว แต่ก็ยังไรข่าวคราวของอริสรา
ก่อนหน้านี้เพราะเสียเวลาตามหาเธอที่กระบี่ตามที่อยู่ที่เธอส่งพัสดุจำนวนมากไปที่นั่น แต่ต้องพบกับความล้มเหลว
เธอไม่เคยกลับไปที่กระบี่ และอีกฝ่ายก็เป็เพียงญาติห่างๆ แต่เขารู้ว่าอริสรากับส่งสิ่งของมีค่าหลายอย่างไปให้อีกฝ่าย
พอรู้ว่าอริสราไม่ได้อยู่ที่นั่น สุปรีดิ์ก็ไม่ได้สนใจอยากรู้เื่ของญาติพี่น้องของเธอแล้ว
ส่วนข่าวทางนิวซีแลนด์ก็ไม่มีอะไรเป็ชิ้นเป็อัน
ล่าสุดที่สุปรีดิ์ได้รับข่าวคือ คาดว่า...อริสราอาจจะอยู่ที่ลำปาง
ชายหนุ่มก็อดใจไม่ไหว ดังนั้นเขาจึงเดินทางมาที่ลำปางทันทีโดยไม่ได้คิดอะไรมากมาย เพียงแค่หวังว่าอาจจะได้พบหญิงสาวคนรักอีกครั้ง
นักสืบทั้งหลายที่จ้างไว้ยังไม่สามารถหาเบาะแสร่องรอยใดๆ ได้เพิ่มแม้แต่น้อย
ตลอดสี่เดือนที่ผ่านมาสุปรีดิ์สนใจเื่การทำมาหากินน้อยเหลือเกิน เขาสนใจในทุกสิ่งทุกอย่างน้อยลงไปหมดทั้งนั้นแหละ ยกเว้นการตามหาแม่ของลูกเขา
ทุกวันนี้สิ่งที่เขาชอบทำมากที่สุดคือการขับรถไปตามถนน โดยเฉพาะตามโรงพยาบาลหรือคลินิกสูตินรีทั่วเมืองลำปาง
ด้วยความหวังว่าเขาอาจจะมีโชคได้พบเธอเข้าก็เป็ได้ แม้ความหวังนั้นจะริบหรี่แค่ไหนก็ตาม
ชายหนุ่มไม่สามารถนั่งรอข่าวจากนักสืบหลายสำนักที่เขาว่าจ้างได้อีกต่อไป ยิ่งเวลาผ่านไปในแต่ละวัน ใจเขาก็ยิ่งทนทรมานมากยิ่งขึ้นไป
ทุกชั่วขณะที่คิดว่าเธอจะเป็เช่นไร ไปอยู่ที่ไหน ตอนนี้กำลังทำอะไรอยู่ เธอจะลำบากมากหรือไม่ที่ต้องอุ้มท้องเพียงลำพัง
ทุกความคิดทุกคำถามล้วนบาดลึกลงกลางใจ
...เพียงหนึ่งวันหลังจากเธอเช็คเอาท์จากโรงแรมเมื่อเข้าส่งนักสืบตามหาเธอ หลังจากวันนั้นก็ราวกับว่าอริสรา การสอน นางแบบสาวชื่อดังได้ระเหิดหายไปจากโลก คนของเขายังไม่เคยได้เห็นแม้แต่เงาของเธออีกเลย
หลังจากภาพกล้องวงจรปิดในวันนั้นที่เธอเช็คเอาท์ออกจากโรงแรมที่พักก็ไม่มีอะไรคืบหน้าอีก นักสืบหลายสำนักที่จ้างไว้ไม่สามารถหาเบาะแสใดๆ ที่พอจะยืนยันได้ว่า อริสรา การสอน มีตัวตนอยู่บนโลกได้
เธอบอกเลิกสัญญากับตัวแทนจัดหางาน ปิดบัญชีธนาคารและยกเลิกบัตรเครดิตด้วย ไม่มีใครเห็นและไม่ข่าวจากอริสรา การสอนมาสามเดือนแล้ว
อ้อ...ไม่จริงซะทีเดียว
เธอโทร.หาเขาที่คอนโดฯ เมื่อสองสัปดาห์ก่อน และได้พูดกับนิลลดาด้วย แต่อริสราวางหูไปโดยไม่ยอมบอกว่าโทร.มาทำไม หรือตอบคำถามว่าเธออยู่ที่ไหน แถมเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้โทรมาตอนนี้ก็ติดต่อไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
สุปรีดิ์อดสบถไม่ได้ทุกครั้งที่คิดถึงโทรศัพท์เ้ากรรมครั้งนั้น แล้วถ้าเป็เขาอยู่ที่นั่นและรับสายล่ะ เธอจะบอกเขาไหมว่าอยู่ที่ไหน
สุปรีดิ์มาร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของผู้ว่า งานเลี้ยงวันนี้เขาให้คนรู้จักหาช่องทางให้ ไม่ใช่ว่าเขาสนใจอะไรผู้ว่าคนนั้นเหรอ แต่สุปรีดิ์คิดว่าในเมื่อมีความเป็ไปได้ที่อริสราจะอยู่ที่ลำปางแห่งนี้ การทำความรู้จักกับคนท้องถิ่นไว้อาจจะมีประโยชน์
เขามายังที่จังหวัดที่ไม่แม้แต่จะคุ้นหูเพียงเพราะได้ยินข่าวคราวของเธอ การที่เธอเลือกที่นี้อาจเป็ไปได้ว่าอริสราคุ้นเคย ถึงนักสืบที่เขาจ้างจะไม่มีข้อมูลอะไรเพิ่มเติมที่เชื่อมโยงอริสรากับจังหวัดแห่งนี้ไม่ได้ แต่สัญชาตญาณบอกสุปรีดิ์ว่าเธอไม่ใช่คนที่จะทำอะไรโดยไม่คิด
เห็นได้จากการที่เธอลบร่องรอยตัวตนทั้งหมดของ อริสรา การสอน ในเวลาสั้นๆ ดังนั้นหากเธอเลือกลงหลักปักฐานที่ลำปาง มีความเป็ไปได้สูงว่า ที่นี้เธอมีที่ให้พึงได้
สุปรีดิ์ถือแก้วเหล้าเลี่ยงออกมาจากวงสนทนา หลังจากพบปะพูดคนกับผู้คนในงานส่วนใหญ่แล้วก็ยังไม่ได้ยินข่าวคราวหรือข้อมูลอะไรที่พอจะเชื่อมโยงไปถึงอริสราได้ ทำให้ชายหนุ่มหมดความสนใจในงานเลี้ยงวันนี้แล้ว
เสียงพูดคุยดังแว่วมาถึงระเบียงสวนที่เกือบร้างผู้คน สุปรีดิ์ได้แต่ถามตัวเองว่ามาเสียเวลาอยู่ที่นี่ทำไม แล้วหมุนตัวตั้งใจจะกลับเสียที
สายตาเขาพลันเหลือบไปเห็นสตรีนางหนึ่งเข้าพอดี เธอยืนหันหลังให้เขา ผมยาวหยักศกลงมาถึงกลางหลัง เงาหลังนั้นช่างดูคุ้นตา
เธอขยับตัว มือจับราวระเบียงไว้ แหงนหน้าขึ้นสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด
“อริสรา!”
หญิงสาวหันขวับมาทางเสียงของเขา หัวใจของชายหนุ่มบีบแน่นจนเจ็บร้าว ก่อนกระตุกวูบโหวงหลังเห็นหน้าเธอชัดๆ
แม้ดูภายนอกเ้าหล่อนจะคล้ายคลึงกับอริสราถึงหกเจ็ดส่วนจนแทบว่าเป็พี่น้องกันได้ สาวเ้าก็ไม่ใช่นางแบบสาว คนรักคนนั้นของเขาอยู่ดี
เธอยิ้มอวดฟันขาวเป็ประกายอยู่ท่ามกลางแสงไฟเย็นตาที่ระเบียงด้านนอก “หวัดดีค่ะ ฉันไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ที่นี่ด้วย”
“ผมออกมาปลีกวิเวกน่ะครับ” เขาสารภาพ
เธอส่งยิ้มให้อีก “ฉันเข้าใจเลยค่ะว่าคุณหมายความว่าอะไร ฉันชอบงานเข้าสังสรรค์นะคะ แต่บางครั้งบางคราคนเยอะๆ ก็ทำเราหงุดหงิดได้เหมือนกัน ฉันก็แค่ขอได้ออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างเท่านั้นเอง”
เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังยิ้มได้เป็ครั้งแรกในเวลาหลายเดือนที่ผ่านมา “ถ้าอย่างนั้นผมไม่กวนคุณผู้หญิงแล้ว”
เธอโบกมือ “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันไม่รังเกียจที่จะแบ่งโอโซนน้อยๆ แห่งความเงียบสงบนี้ให้คุณบ้าง คุณว่าคุณรู้จักอริสราหรือคะ”
“ครับ ผมรู้จัก”
“เธอเป็นางแบบชั้นยอดจริงๆ เลยนะคะว่ามั้ย ดูเป็ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความไร้เดียงสากับความเร่าร้อนจนส่งให้เธอเคยขึ้นเป็นางแบบแถวหน้า แต่แย่หน่อยที่เธอไม่ยอมมารับงานแสดงหรืออะไรที่ต้องออกทีวีเลย ไม่อย่างนั้นเธอต้องโด่งดังไปทั่วฟ้าเมืองไทยได้แน่ๆ เลย”
“เธอชอบทำงานถ่ายแบบมากกว่านี่ครับ”
หญิงสาวคู่สนทนาทำหน้าแปลกๆ “ค่ะ ฉันก็ว่าเธอคงชอบแบบนั้น”
“คุณเอาแต่พูดถึงเธอเหมือนรู้จักเธอดีนะครับ” หรือเขาจะได้เจอคนที่รู้จักอริสราเข้าแล้วจริงๆ
“ค่ะ แต่น่าเสียดาย อริสรา การสอนจากไปแล้วน่ะสิคะ”
ทุกอย่างในกายเขาหยุดชะงัก
“หมายความว่ายังไงที่ว่าจากไปแล้ว”
หญิงสาวถอนใจ “ตามที่พี่สาวฉันว่ามานะคะ อริสรา การสอน เสียชีวิตไปแล้ว หรือไม่ก็ถูกฝังไปเรียบร้อยแล้วค่ะ”
คำพูดพวกนั้นเหมือนกับสายฟ้าที่ฟาดร่างเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนรู้สึกเหมือนเข่ากำลังทรุดล้มพับลงไปอยู่ตรงนั้น มือหนาเอื้อมเปะปะหาราวระเบียง มีเพียงแรงใจมุ่งมั่นที่ทำให้เขายังทรงกายอยู่ได้
“เธอตายแล้วรึ?”
เขาพยายามสูดลมหายใจเข้า แต่ปอดกลับราวถูกอากาศทิ่มแทง แก้วเหล้าในมือแตกไปเรียบร้อยแล้ว เศษแก้วใสบาดเฉือนเข้าไปในผิวเนื้อบนฝ่ามือ
“ตายแล้ว เป็อะไรมากมั้ยคะ” เสียงของหญิงสาวคนนั้นเต็มไปด้วยความกังวลระคนใ
“รออยู่นี่นะคะ เดี๋ยวฉันไปหาชุดทำแผลกับหาอะไรมาเก็บกวาดเศษแก้วพวกนี้ก่อน”
เขาก้มลงมองเืสดๆ บนฝ่ามือ สุปรีดิ์มองเศษแก้วที่บาดฝ่ามือกับเืสีแดงสดที่ไหลออกมา หากความรู้สึกที่เกิดขึ้นมานั้นกับไม่ทำให้เขารู้สึกรู้สาอะไร
เพราะสิ่งเดียวที่เขารู้สึกตอนนี้คือความมึนชา
อริสราตายแล้ว!
และลูกก็จากไปด้วย
สิ่งนั้นกระหน่ำโบยสติสำนึกหนักหน่วงราวกับถูกรถไฟด่วนวิ่งเข้าชน และขับดันความคิดใดๆ ที่มีอยู่ให้หลุดไปจากห้วงสมองของเขา
“วางไว้บนโต๊ะนั่นแหละ” หญิงสาวคนนั้นสั่งการสาวใช้ แล้วยิ้มน้อยๆ ให้สุปรีดิ์
“ฉันไม่อยากให้เกิดเื่วุ่นวายในงานนะคะ”
“คุณบอกว่าอริสราตายแล้ว” บางทีเขาอาจจะฟังผิดไปก็ได้
“ค่ะ” เธอว่าพลางล้างแผลให้ และปิดปลาสเตอร์ลงบนแผลอย่างเบามือ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณใหรอก ลืมไปว่าคนอื่นๆ ยังไม่รู้...” เสียงเธอแ่ไป โดยที่เขาเองก็ไม่ได้คาดคั้นให้พูดต่อ
เขาไม่สนหรอกว่ามีใครรู้เื่อริสราตายแล้วบ้าง
“เป็เพราะ...” เขากลืนน้ำลายอย่างฝืดเฝื่อน “เด็กหรือครับ”
มือที่กำลังปฐมพยาบาลให้อยู่หยุดชะงักกึก
“คุณรู้เื่เด็กได้ยังไง”
เธอตรึงเขาไว้ด้วยั์ตาสีน้ำตาลอ่อนจาง ท่าทางน่ารักเ้าเสน่ห์แปรเปลี่ยนเป็ความหวาดระแวง
“เธอเป็คนบอกผมเอง”
“คุณ คุณคือสุปรีดิ์ เตชะธาดา?”
หญิงสาวคนนั้นถ่มถุยชื่อเขาออกมาราวกับมันเป็ของที่มีรสชาติเน่าบูดอย่างนั้น
“ครับ”
เขาไม่ทันเห็นมือที่เงื้อขึ้น รู้ตัวอีกทีมือน้อยๆ นั้นฟาดเปรี้ยงลงบนซีกหน้าด้านหนึ่ง แรงจนหน้าเขาหน้าหันไปอีกทาง แถมยังเซถอยหลังไปสองก้าว
“สารเลว!”
สบถใส่เขาแล้วแม่สาวคนนั้นก็สะบัดหน้าจากไปทันที
สุปรีดิ์ไม่ได้สนใจว่าเหตุใดเ้าหล่อนถึงต้องตบเขา เพราะความเ็ปใดๆ ก็ไม่สามารถทำให้เขารู้สึกรู้สาไปกว่าการรู้ว่า อริสราตายแล้ว...
ไม่ว่าจะเป็คำพูดหรือการกระทำใดๆ ต่อมาของเ้าหล่อนที่ดูไม่มีเหตุผลก็ไม่อาจจะทำให้สุปรีดิ์สนใจได้ จะให้เขาสนใจไยดีเหตุผลอะไรได้อีก ในเมื่อต้องมาผจญกับความจริงอันโหดร้ายเช่นนี้
เขาหันหลังกลับ ทิ้งเื่วุ่นวายทั้งหลายตรงนี้ไปซะ
เพราะความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใดในโลกนี้คือ...อริสราตายแล้ว!