ล้อรถม้าบดถนนเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด บ่าวรับใช้ที่ชื่อเสี่ยวเตี๋ยมิได้ขึ้นรถมานั่งเป็นเพื่อนหมิงเป่าจูจึงได้แต่เก็บคำถามเอาไว้ในใจ
ในเมื่อมาแล้ว ก็จงอยู่อย่างเป็นสุข นางจึงสงบจิตใจรอจนกระทั่งรถม้าจะถึงที่หมาย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยาม รถม้าก็หยุดลง เสียงของเสี่ยวเตี๋ยดังมาจากด้านนอก“ท่านหมอหมิง เชิญท่านลงรถเจ้าค่ะ”
หมิงเป่าจูค้อมตัวก้าวออกจากรถม้า ชั่วพริบตาที่เงยหน้าขึ้นก็พบกับสีเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา
แม้จะล่วงเข้าสู่ปักษ์ชิวเฟิน[2]แล้ว แต่ต้นไผ่ก็ยังคงสีสันเดิมไว้ได้อย่างน่าอัศจรรย์
ป่าไผ่เขียวสดสวยผืนใหญ่ยืนต้นตระหง่านต้านแรงลม มิสูญสิ้นความทระนง
“ท่านหมอหมิง เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” เสี่ยวเตี๋ยชี้ไปทางหนึ่ง หมิงเป่าจูจึงเดินตามไปโดยไม่กล้าหันหลังกลับไปมองหาเงาร่างของหลี่ไหวฺอวี้
ใต้ฝ่าเท้าเป็นทางเดินเล็กๆ ปูด้วยแผ่นหิน หนทางคดเคี้ยวทอดลึกไปยังเบื้องหน้า
นางคลับคล้ายว่าจะมองเห็นประกายระยิบระยับอยู่รำไร ที่แท้ก็อยู่ริมทะเลสาบนี่เอง
นางไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลมั่งคั่งสกุลใดมาปลูกเรือนอยู่ในสถานที่เช่นนี้มาก่อน
เมื่อเข้าใกล้ริมน้ำ ก็พบกับสิ่งก่อสร้างรูปทรงเรือลำใหญ่ แต่มิใช่เรือจริงๆเพราะมิได้ลอยอยู่ในน้ำ แต่กลับมั่นคงแข็งแรง น่าจะมีการสร้างฐานรากเอาไว้
“ ‘หู ซิน เสี่ยว จู้’ [3]เจ้านายของเจ้าอยู่ที่นี่หรือ” บนแผ่นป้ายเขียนตัวอักษรโบราณเอาไว้สี่ตัว
ถึงแม้จะโอ่อ่าหรูหรา แต่ด้วยขนาดและสถานที่ตั้งเช่นนี้ คงมิใช่ที่พักอาศัยถาวรน่าจะเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจชั่วครั้งชั่วคราวมากกว่า
“เรียนท่านหมอหมิง หูซินเสี่ยวจู้คือเรือนพักตากอากาศที่นายท่านสร้างขึ้นเพื่อให้ฮูหยินพักฟื้นโดยเฉพาะฮูหยินโปรดปรานความเงียบสงบ ปกติจะมาพักอยู่ที่นี่เป็นส่วนใหญ่”
คราวนี้เสี่ยวเตี๋ยกลับตอบอย่างละเอียด มิได้ปกปิดเหมือนยามอยู่หน้าประตูหมิงเฉ่าถัง
หมิงเป่าจูพยักหน้า ไม่เอ่ยถามสิ่งใดอีก
“ท่านโปรดรอสักครู่ บ่าวจะเข้าไปรายงานก่อนเจ้าค่ะ” เสี่ยวเตี๋ยยอบกายเล็กน้อยก่อนเดินเข้าไปด้านในโดยไม่รอให้หมิงเป่าจูเอ่ยปาก
รอบด้านเงียบสงัด แม้แต่ข้ารับใช้สามนายผู้ติดตามรถม้าก็ไม่รู้ว่าไปไหนแล้ว
หมิงเป่าจูหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ถนนสายเล็กที่นางเข้ามาเมื่อครู่นี้ มีเงาร่างหนึ่งแวบหายไปรวดเร็วเสียจนเห็นใบหน้าไม่ชัด ทว่านางรู้ว่าเป็นผู้ใด
นางพรูลมหายใจช้าๆ ประตูเรือนพักเปิดออก เสี่ยวเตี๋ยยืนอยู่หน้าประตูมองมาที่นาง
“ท่านหมอหมิง เชิญท่านเข้าไปด้านในเจ้าค่ะ ฮูหยินรอท่านอยู่”
เสาแกะสลักคานวาดลวดลายงามวิจิตร ฉากบังตาหยกเฝ่ยชุ่ย ทุกสิ่งทุกอย่างภายในห้องล้วนแสดงถึงความหรูหราที่ไม่โอ้อวด
ดูเผินๆ เรียบง่ายสง่างาม ทว่าเพียงของประดับชิ้นเดียวก็มีมูลค่ามหาศาล ชั่วชีวิตหนึ่งของคนธรรมดาก็ไม่อาจซื้อหาได้
เมื่อเดินเข้าไปด้านในก็เป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีสตรีรูปโฉมงดงามผู้หนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ตำแหน่งประธานเรือนร่างอ้อนแอ้นเพรียวบาง ราวกับกิ่งหลิวพลิ้วไสวไปตามแรงลม คิ้วงามเพียงขุนเขาห่างไกลในภาพเขียนดวงตาดุจเร้นสายน้ำฤดูสารท ดูราวกับน้องหญิงหลินวัยกลางคน
“เจ้าคือท่านหมอหมิงแห่งหมิงเฉ่าถัง แพทย์หญิงมือเอกด้านโรคสตรี ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วอำเภอติ้งเหลียงใช่หรือไม่”
ซางรั่วฉินเองก็กำลังพิจารณาสตรีตรงหน้า ดวงตารูปผลซิ่งใสกระจ่าง ช่วงกลางถึงหางคิ้วเชิดขึ้นเล็กน้อยขับเน้นความน่าเกรงขามให้กับดวงหน้า แต่ไม่ถึงกับแข็งกร้าวจนเกินไป
ได้ยินว่าชาติกำเนิดเป็นชาวบ้านธรรมดา ไม่นึกว่ารูปโฉมกลับสง่าผ่าเผย ตรงกับความชมชอบของนางยิ่ง
หมิงเป่าจูลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงพยักหน้ารับ หมิงเฉ่าถังเป็นร้านที่นางเปิดขึ้นมาจริงแต่เรื่องที่มีชื่อเสียงโด่งดังนางมิกล้ารับ การค้าของนางเพิ่งจะเริ่มดีขึ้นช่วงสองวันมานี้เอง
“บังอาจนัก! พบฮูหยินของพวกเรา เหตุใดไม่ยอมคำนับ!”
สาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านซ้ายถลึงตาเอ่ยปากตวาดใส่หมิงเป่าจูด้วยท่าทางหยิ่งผยอง
“ข้าไม่ทราบมาก่อนว่าจวนแห่งนี้สาวใช้มีอำนาจตัดสินใจ เจ้านายยังมิทันเอ่ยปากเจ้ากลับยุแยงปลุกปั่น ดูท่าคงลืมไปแล้วจริงๆ ว่านายหญิงของเจ้าเชิญข้ามาด้วยเหตุอันใด”
หมิงเป่าจูแค่นเสียงเยาะ ตอบโต้กลับอย่างเฉียบขาด นางไม่คิดจะยอมให้ใครฉุดลงจากอาชา[4]ตั้งแต่ก้าวแรกที่มาถึง
าชุนเถา! ห้ามเสียมารยาท!” ซางรั่วฉินเอ็ดสาวใช้
แต่ดวงตาทั้งคู่มิได้ละไปจากตัวของหมิงเป่าจู เด็กสาวคนนี้องอาจกล้าหาญ คล้ายคลึงกับนางเมื่อครั้งยังเยาว์วัยยิ่งนัก
“เช่นนั้นลองบอกมาสิ ข้าเชิญเจ้ามาวันนี้ด้วยเหตุใด”
ขวัญกล้าไม่เบา สุขุมหนักแน่น แต่ไม่รู้ว่าจะเฉลียวฉลาดเพียงพอหรือไม่
“ฮูหยินเชิญคนที่ไม่เกี่ยวข้องคนหนึ่งมาถึงจวน ต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่นอนส่วนตัวข้านั้น ไม่มีสิ่งใดสักอย่าง นอกจากวิชาแพทย์ติดตัว นอกจากรักษาโรคแล้ว ก็ไม่ทำอย่างอื่น”
สตรีตรงหน้านี้นอกจากภายนอกจะดูอ่อนแอ น้ำเสียงก็ยังแผ่วเบา ไร้กำลังวังชาแม้จะว่ากล่าวตำหนิ แต่หมิงเป่าจูก็สัมผัสความน่าเกรงขามไม่ได้แม้แต่น้อย
ทว่าสาวใช้ที่ชื่อชุนเถา กลับเปลี่ยนท่าทีเป็นอ่อนน้อมคล้อยตามทุกอย่าง ก้มหน้าก้มตาถอยหลังไปหนึ่งก้าวจากหมาป่าเทาตัวร้ายกลายร่างเป็นแกะน้อย แตกต่างจากท่าทียโสโอหังเมื่อครู่โดยสิ้นเชิง
ดูท่าปกติฮูหยินผู้นี้คงจะปกครองบ่าวอย่างเข้มงวด ไม่ใช่คนที่ใครจะสามารถควบคุมได้
“เจ้ามิกลัวว่าจะเป็นศัตรูที่ต้องการมาแก้แค้นหรอกรึ” ซางรั่วฉินเลิกคิ้วขึ้น
ท่าทางเช่นนี้ไม่เหมาะกับรูปลักษณ์ที่อ่อนแอของนางเลย ทว่ากลับให้ความรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก
ราวกับว่าเดิมทีนางควรจะมีอิสรเสรีทำตัวตามอำเภอใจได้อย่างไร้ขอบเขต ไม่ใช่ต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับโรคภัยไข้เจ็บจนหดหู่หงอยเหงาไร้ชีวิตชีวาเช่นตอนนี้
“ข้าเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไม่มีศัตรู”
จะว่าไป นางก็มีศัตรูอยู่คนหนึ่ง แต่เพิ่งถูกจัดการไปเมื่อไม่นานมานี้ ต่อไปจะยังมีชีวิตอยู่หรือไม่นางก็ไม่อาจรู้ได้
อย่างน้อยตอนนี้นางก็รู้ว่าเขาถูกคุมขังอยู่ในคุก
ยิ่งไปกว่านั้น คนผู้นั้นไหนเลยจะไปมีปัญญาไปจ้างวานคนที่มีอิทธิพลเช่นนี้มาช่วยล้างแค้น
“เจ้าช่างกล้าหาญชาญชัย นั่งลงก่อนเถอะ”
ซางรั่วฉินเพียงยกมือซ้ายขึ้นแค่นี้ก็ดูเหมือนจะใช้กำลังทั้งหมดที่มีไปแล้วจึงวางมือลงอย่างรวดเร็ว กระทั่งหมิงเป่าจูนั่งลงแล้ว ถึงเอ่ยปากขึ้นอีกครา
“วันนี้ข้า...”
ขณะกำลังจะบอกแจ้งจุดประสงค์ ก็มีคนสองคนจากด้านนอกผลักประตูเข้ามาเอง โดยไม่มีคนมาแจ้งให้ทราบ
“ท่านแม่! ข้ากลับมาแล้ว!”
น้ำเสียงดังกังวาน หมิงเป่าจูเอี้ยวศีรษะไปมอง ผู้ที่เข้ามาเป็นบุรุษสองคน
คนที่เดินนำหน้ามีใบหน้าหล่อเหลาประดุจหยก คิ้วเข้มตาคม ส่วนคนที่เดินตามหลังมาหน้าตานับว่าใช้ได้ทว่าเมื่อเทียบกับคนข้างๆ แล้ว กลับด้อยลงไปถนัดตา
“เฟิงเอ๋อร์ เช้าขึ้นมาก็ไม่เห็นเจ้าแม้แต่เงา หนีไปเที่ยวเล่นที่ใดมาอีกเล่า”
ซางรั่วฉินกวักมือเบาๆ เรียกคนให้เข้ามายืนตรงหน้า คิดหมายจะใช้ผ้าไหมที่ล้วงออกมาจากอกเสื้อซับเหงื่อที่ซึมออกมาบางๆให้แก่เขา
แต่พอเหมือนจะยกมือขึ้นกลับวางลงมา ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอ่อนแอเกินกว่าจะยกขึ้นได้หรือเพราะคนผู้นั้นสูงเกินกว่าจะเอื้อมถึง
ผู้มาเห็นท่าทีของนาง จึงย่อตัวลงอย่างว่าง่าย ใครจะรู้ว่าซางรั่วฉินกลับโบกมือเรียกสาวใช้ข้างกาย
“ไปซับเหงื่อให้คุณชาย” จากนั้นนางก็ยกมือขึ้นปิดปากและจมูก มุ่นคิ้วเล็กน้อยพลางเอ่ยว่า“หลบไปไกลๆ เลย เหม็นเหงื่อ!”
ดูเหมือนว่าคนผู้นั้นจะเคยชินเสียแล้ว จึงได้แต่เอ่ยตอบรับเสียงเบา “ท่านแม่ท่านรังเกียจข้าอีกแล้ว”
น้ำเสียงกลั้วหัวเราะอย่างเด่นชัด แต่ก็ยอมถอยไปด้านข้างแต่โดยดี ปล่อยให้สาวใช้เข้ามาซับเหงื่อให้
เดิมทีหมิงเป่าจูนั่งขมวดคิ้ว พยายามทำตัวให้เล็กที่สุด มิให้ผู้ใดสังเกตเห็นตนอย่างสุดความสามารถแต่พอได้ยินฟางรั่วฉินเอ่ยคำเดียวนางก็อึ้งผงะ
เหตุใดบุคคลผู้นี้ถึงมีสองบุคลิก วาจาแข็งกร้าวเช่นนี้ทลายภาพลักษณ์ภายนอกที่อ่อนโยนดุจวารีของนางโดยสิ้นเชิง!
บัดนี้คนที่เดินตามอยู่ด้านหลังก็ก้าวออกมาข้างหน้า ยกมือทั้งสองข้างขึ้นประสานค้อมเอวคำนับอย่างนอบน้อม
“คารวะซางฮูหยิน ผู้เยาว์มาเยี่ยมท่านขอรับ”
“อื้ม เจ้าช่างมีน้ำใจ”
ซางรั่วฉินมองแขกผู้มาเยือน ทั้งน้ำเสียงและสีหน้าเฉยชาลงมาก แต่ยังนับว่าให้เกียรติอยู่
เชืงอรรถ
[1] น้องหญิงหลิน(林妹妹) ในที่นี้หมายถึงหลินไต้อวี้ ตัวละครเอกหญิงในวรรณกรรมสะท้อนสังคมเรื่อง “ความฝันในหอแดง” (红楼梦) หลินไต้อวี้มีรูปโฉมงดงาม แต่ร่างกายอ่อนแอมักป่วยกระเสาะกระแสะอยู่เป็นนิจ ในที่สุดก็ตรอมใจเสียชีวิตในวันแต่งงานของจฺย่าเป่าอวี้ชายคนรักกับหญิงอื่น
[2] ประเทศจีนมี4 ฤดูกาลใหญ่ ได้แก่ ฤดูใบไม้ผลิ ฤดูร้อน ฤดูใบไม้ร่วง ฤดูหนาว แต่ในปฏิทินหนงลี่(农历) ซึ่งเป็นปฏิทินการเกษตรและปฏิทินจันทรคติจะมีการแบ่งเป็นฤดูกาลย่อยอีก 24 อุตุปักษ์ ปักษ์ชิวเฟิน (秋分) หรือวันศารทวิษุวัต เป็นช่วงกลางฤดูใบไม้ร่วงซึ่งเป็นปักษ์ที่ 16 จาก 24 อุตุปักษ์ จะเริ่มต้นช่วงประมาณวันที่ 22-24 ของเดือนเก้า
[3] หูซินเสี่ยวจู้(湖心小筑) หมายถึง เรือนน้อยกลางทะเลสาบ
[4] ฉุดลงจากอาชา(下马威) หมายถึง การข่มขู่ผู้ที่เพิ่งมาใหม่โดยมากมักใช้กับคนที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่งใหม่ หรือเพิ่งเข้ามาทำงานใหม่