“เ้าอย่าได้ใส่ร้ายผู้อื่น!”จางซื่อไม่รู้ว่าใจฝ่อหรือโกรธจัดลุกขึ้นอย่างโมโหวิ่งสองสามก้าวไปตรงหน้าฉินเอ๋อร์ ง้างแขนสุดชีวิตตบหน้านาง
ฉินเอ๋อร์กรีดร้องหมอบอยู่บนพื้นหันกลับมาชี้จางซื่อ “เ้าเพียงริษยาที่ท่านโหวใส่ใจข้ารับข้าเป็คนในห้องถึงหาเหตุผลจะกำจัดข้า!เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อยพวกนั้นของเ้า หลอกลวงได้เพียงท่านโหวที่หูเบาเท่านั้น! จะหลอกเหล่าไท่จวินได้อย่างไรกาน้ำชานั้นข้าเป็คนสั่งให้เล่นเล่ห์กลก็จริง แต่ข้าฟังคำสั่งของผู้ใดทุกคนรู้อยู่แก่ใจ!”
“หญิงแพศยา เ้ายังกล้าพูดจาเหลวไหล!”จางซื่อไม่สนใจภาพลักษณ์อีกต่อไปยกเท้าถีบหัวไหล่ของฉินเอ๋อร์จนนอนถ่างแข้งถ่างขาอยู่บนพื้นจากนั้นขี่บนร่างนางตบซ้ายตบขวาราวกับระบายความแค้นตบตีฉินเอ๋อร์สิบกว่าครั้งติดต่อกัน จนใบหน้าของฉินเอ๋อร์บวมเหมือนหมั่นโถวปากแตกเืไหล อีกทั้งทุกครั้งก็ด่าว่า ‘หญิงแพศยา’ หรือ ‘คนเนรคุณ’ เป็ต้น
ทั้งที่จางซื่อชี้ฉินเอ๋อร์ด่าทุกประโยคแต่กลับทำให้ไป๋หย่งชุนฟังแล้วในใจรู้สึกอึดอัด เบะปากเบือนสายตาหนี
“ท่านแม่ พอเถอะ พอแล้ว!”ไป๋ซีมู่ทนดูอานลู่โหวฮูหยินลงโทษคนรับใช้อย่างโหดร้ายเช่นนี้ไม่ไหวจริงๆแพร่ออกไปจะไม่น่าฟัง จึงเข้ามาประคองนางไว้
พี่สะใภ้หลิวซื่อเห็นแล้วก็คว้ามือของจางซื่อจากอีกฝั่ง“ฮูหยินท่านโปรดระงับโทสะ รักษาสุขภาพสำคัญกว่า”
ในสายตาของจางซื่อบุตรชายคนโตในอนุภรรยาเป็การดำรงอยู่ของส่วนเกินเป็ประจักษ์พยานว่าสามีของตนพึ่งไม่ได้ดังนั้นไป๋ซีหย่วนจึงไม่เป็ที่ชื่นชอบมาโดยตลอด เก็บกดั้แ่เด็กจนโตนิสัยซื่อบื้ออ่อนแอ จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้ทำการทำงาน เอาแต่อ่านหนังสืออยู่ในจวนและไม่อาจสอบได้ตำแหน่งอีกทั้งไม่ค่อยมีสหายคบค้าสมาคม ยิ่งไม่มีแม้แต่ผู้สืบสกุล เขาไร้ประโยชน์เช่นนี้ทำให้หลายปีมานี้ภรรยาอย่างหลิวซื่อต้องอยู่อย่างระวังเื่เล็กน้อยมากพูดคุยเสียงดังยังไม่กล้า เรียกจางซื่อว่าท่านแม่ยิ่งเป็ไปไม่ได้นางได้แต่เรียกว่าอานลู่โหวฮูหยินตามสามี
จางซื่อเหนื่อยจนหอบหายใจหืดหาดผมเผ้ายุ่งเหยิงปิ่นและต่างหูแกว่งไกวยิ่งทำให้นางแลดูเปล่งประกายแวววาวหรูหราสง่างาม
ฉินเอ๋อร์ถูกตบจนใบหน้าผิดรูปไม่มีความสวยสดงดงามเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ท่าทางมุมปากแตกเืไหลยิ่งบิดเบี้ยวชี้จางซื่อด่าเสียงอู้อี้ “เ้าสั่งให้ข้าไปใส่ร้ายซื่อจื่อฮูหยินสั่งข้าไปติดสินบนคนรับใช้เดิมของเรือนชิ่นหยวนให้ไม่ตั้งใจรับใช้ซื่อจื่อสั่งข้าเล่นเล่ห์กลกับกาน้ำชา ยังสั่งข้า...”
“หุบปาก!” จางซื่อถีบไหล่ฉินเอ๋อร์อีกครั้งจากนั้นคำรามว่า “หญิงรับใช้ เย็บปากของสาวใช้ผู้นี้ใช้กระดานตีให้ตาย!”
“เ้าค่ะ!”
หญิงรับใช้สูงใหญ่แข็งแรงที่รออยู่สองฝั่งก้าวเข้ามาทันทีไม่รู้หาเข็มใหญ่กับด้ายป่านสำหรับเย็บกระสอบมาจากที่ใด สองคนจับตัวฉินเอ๋อร์คนหนึ่งบีบปาก อีกคนหนึ่งเริ่มแทงเข็มร้อยด้ายบนริมฝีปากของฉินเอ๋อร์ทิ่มแทงจนฉินเอ๋อร์กรีดร้องเสียงอู้อี้ เจ็บจนหมดสติไป
ฉีเมี่ยวหน้าซีดหลับตามือหยกอดกำหมัดแน่นไม่ได้
นี่มันโลกอะไรกัน! ชาติก่อนนางอยู่ในสังคมยุคปัจจุบันเคยอ่านทัณฑ์ทรมานยุคโบราณพวกนี้จากหนังสือบัดนี้เหตุการณ์จริงเืไหลชุ่มโชกอยู่ตรงหน้า เสียงโหยหวนและคาวเืนั้นรวมทั้งหน้าตาที่บิดเบี้ยวอัปลักษณ์และมือที่จับคนไว้ของผู้ลงทัณฑ์อีกทั้งความชั่วร้ายของผู้ออกคำสั่ง...
หลากหลายเหตุการณ์นี้ล้วนเป็สิ่งที่คนยุคปัจจุบันทั่วไปเห็นกับตาก็ไม่อาจยอมรับ
ความทรงจำของฉีเมี่ยวตัวจริงอยู่ในหัวมาโดยตลอดเพียงแต่ฉีเมี่ยวไม่ยอมไปหวนนึกเท่านั้น บัดนี้คิดดูลงโทษคุกเข่าบนพื้นหิมะกินน้ำแข็งในฤดูหนาวอะไรก็ไม่นับว่าเป็ทัณฑ์ทรมานแล้วเพราะพวกนั้นไม่ได้ถึงแก่ชีวิตทันที
ซ้ำยามนี้คนที่ลงโทษฉินเอ๋อร์ยังเป็ศัตรูของตนพอดี!
หากแพ้แล้วจะมีจุดจบอย่างไรฉินเอ๋อร์คือตัวอย่าง!
คนโดนเย็บปากถูกลากไปในลานบ้านหญิงรับใช้สูงใหญ่แข็งแรงหยิบกระดานไม้ไผ่กว้างสามนิ้วยาวหนึ่งจั้ง[1]ครึ่งมาลงโทษปะาชีวิตกระดานแรกลงไป ฉินเอ๋อร์เจ็บจนฟื้นขึ้นจากการสลบไสล จะกรีดร้องก็ไม่ได้ดึงรั้งแผลเย็บบนริมฝีปากรังแต่จะยิ่งเ็ป
เสียงพลั่กๆจากการฟาดกระดานและเสียงกรีดร้องอู้อี้เหมือนฆ่าสุกร ฟังแล้วน่าขนลุกจริงๆ
ฉีเมี่ยวเหงื่อเย็นออกท่วมสันหลัง
อยากกลับบ้านจริงๆ! นางอยากกลับยุคปัจจุบันจริงๆ!เป็เพียงหมอยาจีนธรรมดารักษาคนป่วยช่วยคนใกล้ตาย ไม่ต้องรุ่งเรืองร่ำรวยมีเกียรติไม่ต้องเป็ใหญ่เป็โต เพียงใช้ชีวิตเรียบง่ายจะดีเพียงใด!
แต่นางกลับไปไม่ได้!
บังคับตนเองลืมตาไม่ไปมองคนที่ถูกตีจนใกล้จะกระดูกหักเอ็นขาดในลานบ้านและไม่อยากให้คนมองออกว่านางหวาดกลัว เพราะนางรู้ดีว่าในเมื่อจะลงโทษย่อมไม่มีเหตุผลให้ลงโทษต่อหน้าเ้านายสิ่งสกปรกพวกนั้นจะให้พวกเ้านายเห็นได้อย่างไร
แต่อานลู่โหวฮูหยินทำเช่นนี้อีกทั้งดูท่าเหล่าไท่จวินก็ยอมรับโดยปริยาย จุดมุ่งหมายนี้มีเพียงเชือดไก่ให้ลิงดู
ถ้านางหวาดกลัวไม่ใช่ว่าตรงใจพวกเขาพอดี? ต่อให้กลัว นางก็จะไม่แสดงความกลัวต่อหน้าผู้อื่น
ไป๋ซีอวิ๋นนั่งหลุบตามองด้วยหางตาเห็นสีหน้าขาวซีดของภรรยารักแล้วสงสารเหลือเกิน แต่ไม่อาจอยู่ดีๆก็ไปปลอบโยนกลับจะดึงดูดความสนใจของคนนอก
เพียงแต่ไป๋ซีอวิ๋นรู้ชัดในละครดุเดือดฉากนี้มีคนไม่น้อยรอดูสะใภ้ใหม่ปล่อยไก่ ยิ่งมีคนที่จ้องมองหญิงงามตาเป็มันเช่นไป๋หย่งชุนนี้อีกด้วย
ไป๋ซีมู่ควบคุมตนเองไม่ให้ห่วงใยฉีเมี่ยวข่มกลั้นความสงสารในใจ หันไปประคองอานลู่โหวฮูหยินนั่งลง
ไป๋หย่งชุนแทบอยากโอบกอดนางไว้ในอ้อมแขนตั้งใจทะนุถนอมตั้งนานแล้วสาวใช้ที่เมื่อวานยังสนุกสนานเริงร่ากับเขาถูกตีให้ตายเช่นนั้นแม้ในใจเขาติดขัดอยู่บ้าง คราวนี้ก็ถูกแทนที่ด้วยความคิดหวังจะได้ฉีเมี่ยวมาครอง
“ฮูหยิน บ่าวต่ำต้อยนางนั้นตายแล้ว”หญิงรับใช้ผู้ลงทัณฑ์รายงานที่ทางเดิน
จางซื่อจัดเสื้อผ้าหน้าผมนั่งตัวตรงบนตำแหน่งหลักรองพูดเสียงเรียบ “ฝังเสียเถอะ”
“เ้าค่ะ”
คนถูกพาไปแล้ว
นอกจากนี้มีคนรับใช้หิ้วน้ำมาถูพื้น
ในอากาศราวกับเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเืเข้มข้น
จางซื่อมองฉีเมี่ยวยิ้มอ่อนโยนพูดว่า “ฉีซื่อ บัดนี้พอใจแล้วกระมัง?คนที่ทำร้ายเ้าผู้นั้นตายแล้ว นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่เ้า้ามาโดยตลอดหรือ”
เดิมทีฉีเมี่ยวไม่สบายจนเืคล้ายจะเยือกแข็งแต่ประโยคเดียวของจางซื่อ กลับจุดเพลิงโทสะของนางอย่างไม่น่าแปลกใจ
นางมองจางซื่ออย่างเ็าหน้าตาเพริศแพร้วยิ่งดุดันเพราะความโกรธ “แม่สามีช่างล้อเล่นเสียจริงผลลัพธ์ที่ข้า้าเป็เพียงเหตุผลเท่านั้น ข้าเคยบอกยามใดว่า้าให้คนตายยิ่งกว่านั้น ต่อให้ฉินเอ๋อร์มีส่วนเกี่ยวข้องข้าเชื่อว่าบัดนี้คนลงมือที่แท้จริงเื้ัก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อยฉินเอ๋อร์เพียงตายอย่างไม่เป็ธรรมเท่านั้น”
“เ้านี่มันหญิงชั่ว!” จางซื่อถูกแทงใจดำชี้ฉีเมี่ยวด่าว่า “เพียงน้ำร้อนลวกเท้าของเ้าเป็แผลเ้าก็จะเอาชีวิตคน ชดใช้ด้วยชีวิตคนให้เ้าแล้ว ทั้งยังมีสาวใช้ถูกซื้อไปอีกเ้ายังไม่พอใจ?!ข้าว่าหญิงชั่วเช่นเ้านี้ก็คือต้นตอของความวุ่นวาย”
ฉีเมี่ยวยิ้มน่าเอ็นดู“ที่แท้แม่สามีก็รู้ว่าหญิงชั่วคือต้นตอของความวุ่นวาย” เชิดสายตามองเหล่าไท่จวินที่นับประคำด้วยสีหน้าเมตตาอยู่ตลอด “คิดว่าเหล่าไท่จวินก็คงรู้”
เหล่าไท่จวินหลุบตาอยู่เสมอแม้แต่ลงโทษโบยฉินเอ๋อร์เมื่อครู่ก็ไม่ได้ขยับหนังตาแม้แต่น้อย เปลือกตาของนางบัดนี้เชิดขึ้นทันทีสายตาเ็าจ้องมาทางฉีเมี่ยว
ฉีเมี่ยวก็ไม่ยอมแพ้เพียงเชิดสายตายิ้มแย้มสบตากับนาง สองคนสบตาคมกริบราวกับมองทะลุในใจซึ่งกันและกันได้
จางซื่อเห็นฉีเมี่ยวสบตาคมกริบกับเหล่าไท่จวินโดยไม่รู้จักความเป็ความตายแล้วอดยิ้มเยาะไม่ได้ยามที่เหล่าไท่จวินฆ่าลูกชายในอนุ แม่ของฉีเมี่ยวยังกินนมอยู่เลยเด็กหญิงไร้เดียงสาเช่นนาง กล้าจองหองพองขนกับเหล่าไท่จวิน คงเบื่อชีวิตแล้วจริงๆ
ไป๋หย่งชุนเห็นมารดาเอาแต่จ้องหญิงงามที่รักของเขารู้สึกกังวลอยู่บ้างเลยลุกขึ้นยืนพูดว่า “อีกไม่กี่วันก็เป็วันเกิดปีที่หกสิบแปดของท่านแม่ลูกตั้งใจจะจัดงานใหญ่ให้ท่าน”
ไป๋ซีมู่ก็พูดว่า“ท่านย่า หลานคิดไว้แล้วว่าจะเชิญงิ้วคณะใดมาวันเกิดท่านอีกเดี๋ยวทำรายชื่อให้ท่านดู รับรองว่าท่านต้องชอบ”
บรรยากาศอึมครึมเปลี่ยนไปเหล่าไท่จวินเบนสายตาไปที่อื่น ฉีเมี่ยวถึงรู้สึกกดดันน้อยลงกะทันหัน
นางยังนั่งตัวตรงรอยยิ้มไม่ยินดียินร้าย มองไม่ออกว่ามีอะไรแตกต่างแม้แต่น้อยราวกับนางไม่ได้ใส่ใจการทุบตีเข่นฆ่าและคำพูดเสียดสีเมื่อครู่ด้วยซ้ำ
ไป๋ซีหย่วนกับหลิวซื่อสามีภรรยาที่นั่งตรงข้ามนางก็มองมาทางนางโดยไม่ได้นัดหมาย
ในใจหลิวซื่อเต็มเปี่ยมด้วยความเลื่อมใสถ้าตนเองเป็ฉีเมี่ยว เกรงว่าใจนเข่าอ่อนไปตั้งนานแล้วนางเป็เพียงคุณหนูพึ่งพ้นวัยปักปิ่นเพิ่งแต่งเข้ามาก็รับมือจางซื่อกับเหล่าไท่จวินเช่นนี้ได้เป็สตรีผู้ไม่ยอมเป็รองบุรุษโดยแท้
จางซื่อรวมกลุ่มทุกคนปรึกษาว่าจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดของเหล่าไท่จวินอย่างไรจากนั้นสั่งต่างคนต่างกลับไป
ฉีเมี่ยวประคองไป๋ซีอวิ๋นลุกขึ้นเหมือนอย่างเคยสองคนจับมือไปในลานบ้าน โดยมีก่วนจวินเยี่ยนให้คนเรือนชิ่นหยวนหามเกี้ยวมาทั้งสามพาคนจากไปช้าๆ
เมื่อพวกเขาไปไกลไป๋หย่งชุนถึงพูดอย่างไม่เห็นด้วย “วันนี้ลงโทษโบยคนรับใช้ต่อหน้าผู้คนไม่ควรจริงๆ แลดูพวกเราไร้ความเมตตาเกินไป”
จางซื่อพูดเสียดสี“ท่านกลัวที่รักของท่านใหรือสงสารสาวใช้แพศยานางนั้นที่ข้าตีตาย?!”
“เ้า ไม่มีเหตุผลโดยแท้!”ไป๋หย่งชุนโมโหสะบัดแขนเสื้อออกไป
จางซื่อมองเงาด้านหลังของเขาส่งเสียงฮึดฮัดหลายครั้ง
เหล่าไท่จวินมองจางซื่อที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ส่ายหน้าพูดว่า “เ้าเป็เช่นนี้ ต่อไปช้าเร็วก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของฉีซื่อรู้จักควบคุมอารมณ์หน่อยจะดีกว่า”
“เหตุใดท่านแม่พูดเข้าข้างหญิงสารเลวนางนั้น!”
“ข้าพูดความจริง เมื่อครู่ข้าเห็นเด็กนั่นท่าทางไม่ธรรมดา เ้ารอบคอบหน่อย” เหล่าไท่จวินโบกมือ “ข้าเหนื่อยแล้วพวกเ้าถอยออกไปเถอะ”
จางซื่อไม่กล้าล่วงเกินแม่สามีอย่างไรเสียนางเป็ที่พึ่งในเรือนใน ได้แต่ข่มกลั้นอารมณ์ทำความเคารพจูงไป๋ซีมู่ถอยออกไป ไป๋ซีมู่ยังต้องไปห้องหนังสือแต่ถูกจางซื่อพากลับไปเรือนจินเซียง คุยเล่นอยู่นาน ซ้ำยังบังคับให้กินขนมเยอะแยะเมื่อถามถึงการเรียนจึงปล่อยไป
ไป๋ซีหย่วนและภรรยาเคยชินกับการถูกเมินเฉยตั้งนานแล้วพากันกลับลานบ้านไปเงียบๆ
ทางเรือนชิ่นหยวน
ฉีเมี่ยวประคองไป๋ซีอวิ๋นกลับห้องตรวจชีพจรของสองมือเขาตามเดิม เห็นว่าไม่เป็ไรถึงวางใจ “ท่านพักผ่อนสักพัก อีกเดี๋ยวก็จะกินอาหารกลางวันแล้วข้าไปดูในห้องครัวหน่อย ท่านอยากกินอะไรบ้าง”
ไป๋ซีอวิ๋นส่ายหน้า“วันนี้เ้าไม่ต้องไปเตรียมอาหารกลางวันอยู่เป็เพื่อนข้าสักพักเถอะ”จูงมือฉีเมี่ยวให้นางนั่งข้างกาย “ข้าผิดต่อเ้า วันนี้เ้าคงใแย่แล้ว”
ฉีเมี่ยวส่ายหน้า“ข้ากลัว แต่ไม่ถึงขนาดใแย่แล้วเพียงคิดได้เื่หนึ่ง”
[1] จั้ง หน่วยวัดความยาวของจีน โดย 1 จั้งเท่ากับประมาณ 3.33 เมตร