น้ำพริกตำสดของดวงฤทัยในตอนนี้ขายดีมาก แล้วชื่อเสียงของน้ำพริกก็ส่งผลดีต่อยอดขายของป่าอื่น ๆ ด้วย ตรีจึงไม่จำเป็ต้องใส่หาบไปเดินเร่ขายอีก
แต่ถึงน้ำพริกจะขายดีแค่ไหน สองสามีภรรยาก็ไม่คิดที่จะมาขายเพิ่มใน่เสาร์อาทิตย์ ไม่ใช่กลัวการเหน็ดเหนื่อย ทั้งคู่เผชิญกับความลำบากมาจนชินแล้ว แต่เพราะลูก ตรีและดวงฤทัยอยากมีเวลาให้กับลูกบ้าง จึงได้ตกลงกันว่าจะใช้เวลากับลูกให้เต็มที่ใน่วันหยุด
แต่แล้วก็มีข้อเสนอที่ไม่อยากปฏิเสธเข้ามา
ดวงตานิ่วหน้า “ถ้าขายตลาดเย็นกว่าจะกลับบ้านไม่ดึกดื่นเที่ยงคืนหรอกหรือ ตีสามตีสี่ก็ต้องออกไปใหม่อีก มันอันตรายแล้วก็ไม่ดีต่อสุขภาพลูกทั้งสองนะ”
“แต่ถ้าได้ขายตลาดเย็นเพิ่ม รายได้จะเพิ่มเป็หลายเท่าตัวเลยนะแม่” ดวงฤทัยเอ่ยอย่างเสียดาย แม้ตอนนี้ฐานะทางบ้านจะไม่ตึงตัวเหมือนเก่า ยังพอมีเงินเก็บไว้่ฉุกเฉินบ้างแล้ว แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่ามีฐานะอยู่ เมื่อมีคนมาเสนอให้เซ้งที่สำหรับขายในตลาด่เย็น ตรีและดวงฤทัยจึงสนใจมาก เธออยากสร้างฐานะ มีเงินเยอะพอสำหรับลูกในการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ได้เรียนโรงเรียนดี ๆ ไม่น้อยหน้าใคร
ดวงตาถอนหายใจเมื่อเห็นแววตาที่แน่วแน่ของสองหนุ่มสาว
“ว่าแต่ตอนนี้มีเงินเก็บกันเท่าไร”
“สามหมื่นกว่าได้นะแม่” ดวงฤทัยตอบตามจริงและมองหน้าแม่อย่างสงสัย
“งั้นไปหาบ้านเช่าในตัวเมืองอยู่ จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวกลับ ค่อยกลับมาบ้านอีกที่เสาร์อาทิตย์ดีไหม” ดวงตาเสนอ
ตรีและดวงฤทัยสบตากันก่อนจะเหลียวไปมอง
อัญจรีที่นั่งฟังผู้ใหญ่เงียบ ๆ อยู่ด้านข้าง
สองสามีภรรยาไม่อยากห่างจากลูกเลย แม้บางวันจะเจอหน้าลูกก็ตอนหัวค่ำไปแล้ว แต่อย่างน้อยก็ยังได้นอนกอดร่างเล็ก ๆ อุ่น ๆ ของเธอในทุกวัน ลูกสาวคนนี้เป็แรงใจสำคัญที่ทำให้ตรีและดวงฤทัยยอมทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย หากต้องเจอหน้าเธอเฉพาะแค่่เสาร์อาทิตย์เกรงว่าจะทำใจได้ยาก
“แต่ฉันไม่อยากอยู่ห่างลูกนะแม่” ยิ่งลูกสาวโตขึ้นทุกวัน อีกไม่เท่าไรก็เจ็ดขวบแล้ว ถึงวัยที่ต้องเข้าเรียนระดับชั้นประถม ต้องห่างจากอกเธอไปเรื่อย ๆ เธอจึงอยากใช้เวลาอันมีค่าที่เหลืออยู่นี้กับลูกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อัญจรีสนับสนุนเื่เช่าบ้านในตัวเมืองอย่างเต็มที่ บางทีการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะช่วยให้พ่อกับแม่ไม่ต้องเผชิญกับเื่ร้ายแรงเหมือนในชีวิตก่อนอีกต่อไป เธอเกือบจะโพล่งปากบอกไปว่าเธอสามารถไปอยู่กับพ่อแม่ในตัวเมืองได้ แต่เมื่อนึกถึงว่าพ่อกับแม่ต้องมาพะวักพะวนกับเธอจนขายของได้ไม่เต็มที่ เธอจึงเลือกที่จะนั่งดูเหตุการณ์แบบเงียบ ๆ ต่อไป
“งั้นให้น้องอัญไปอยู่ในเมืองด้วย” กลับกลายเป็ดวงตาที่พูดประโยคนี้แทนเธอ
“แบบนี้แม่ก็ต้องอยู่ที่นี่คนเดียวสิ” น้ำเสียงของ
ดวงฤทัยก็ไม่เห็นด้วยในวิธีนี้เช่นกัน
ดวงตามองค้อน “ฉันก็ต้องไปอยู่ด้วยสิ จะทิ้งให้น้องอัญกินกับข้าวถุงทุกวันได้ยังไง ใส่อะไรในนั้นบ้างหรือเปล่าไม่รู้ เอาไว้ว่างเสาร์อาทิตย์พวกเราค่อยกลับบ้าน”
ดวงตารับหน้าที่สรุปจบโดยที่ตรีและดวงฤทัยไม่คิดจะพูดคัดค้านอีก วิธีนี้ดีที่สุดแล้ว แม้จะต้องจ่ายค่าเช่าบ้านเพิ่มเพราะต้องหาบ้านที่กว้างพอสำหรับสี่ชีวิต แต่ทั้งคู่ก็ไม่กังวล อย่างน้อยครอบครัวยังได้อยู่ด้วยกัน
และคนที่ใจเสียที่สุดเมื่อรู้ข่าวว่าทั้งครอบครัวกำลังจะย้ายไปอยู่ในเมืองคือธรรม เขาเอาแต่นั่งเงียบเมื่อรู้ครั้งแรก มันเป็เื่ทำใจยากที่จะต้องแยกจากอัญจรี จากที่เคยเจอกันแทบทุกวัน บางวันก็เข้าไปหาเห็ด หาหน่อไม้ ไปเก็บผลไม้ป่าด้วยกัน กลับกลายเป็ว่านาน ๆ ได้เจอกันทีแบบนี้
อัญจรีก็ใจหายไม่แพ้กัน
“อัญจะกลับมาบ่อย ๆ แล้วอีกสี่ปีตอนพี่ก็เข้าไปเรียนในเมือง เราก็ได้เจอกันบ่อยเหมือนเดิม” ไม่ใช่เพียงแค่พูดปลอบแต่เธอมั่นใจว่าต้องเป็แบบนั้น หากเขาไม่เป็ฝ่ายเดินมาหาเมื่อถึงเวลานั้น เธอก็จะเป็ฝ่ายเดินไปหาเขาเอง
พูดว่าจะย้ายก็ไม่ใช่ปุบปับจะย้ายได้โดยง่าย ตรีและดวงฤทัยใช้วิธีสอบถามหาบ้านเช่ากับบรรดาแม่ค้าไปทั่วตลาดและเดินเข้าไปดูใน่วันหยุดว่าที่ไหนเหมาะสม ซึ่งใช้เวลาถึงหนึ่งเดือนเต็ม
บ้านที่ทั้งคู่เลือกอยู่ไม่ไกลจากตลาดและที่สำคัญอยู่ติดกับโรงเรียนเทศบาลขนาดกลางที่ทั้งคู่หมายมั่นปั้นมือจะให้ลูกสาวเรียนระดับชั้นประถมศึกษาที่นี่ บริเวณรอบ ๆ ก็คึกคักด้วยร้านค้า มีผู้คนเดินขวักไขว่ไปมาตลอดเวลา
บ้านที่เลือกเป็ทาวน์เฮาส์สองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ เพื่อนบ้านส่วนมากก็เป็พ่อค้าแม่ค้าที่รู้จักกันในตลาด แม้ค่าเช่าจะสูงถึงหนึ่งพันบาทต่อเดือน แต่เพื่อสภาพแวดล้อมที่ดีแบบนี้ทั้งคู่ก็ยอมจ่าย
เมื่อจัดการหาที่อยู่เรียบร้อยแล้วก็กลับมาจัดการเื่ที่บ้านต่อ ผักในแปลงปลูกไม่มีปัญหาเพราะให้ธรรมทำแทนก่อนหน้านี้แล้ว ไม่เท่านั้นยังได้มอบกุญแจบ้านให้ด้วย เพื่อที่ธรรมจะสามารถเข้ามาดูแลผักได้ตลอดเวลา ซึ่งธรรมจะช่วยดูแลและเก็บกวาดบ้านให้ด้วย ส่วนเื่เข้ามาซื้อของป่าเพื่อนำไปขาย ตรีจะเข้ามาหาซื้อทุกวันอังคาร พฤหัสบดี และวันอาทิตย์เหมือนปกติ
ใน่เช้าวันอาทิตย์ต้นเดือน วันนี้ทั้งครอบครัวจะย้ายไปนอนในเมืองเป็คืนแรก ทั้งสี่ชีวิตต่างเงยหน้ามองบ้านอิฐบล็อกที่ไม่มีความสวยงามใด ๆ ตรงหน้าด้วยสีหน้าอาลัย ถึงบ้านหลังนี้จะไม่มีความสะดวกสบายให้ ไม่มีความสวยงามพอที่จะอวดใครได้ แต่ที่นี่ก็คือบ้าน เป็บ้านที่คอยคุ้มฝนคุ้มหนาวให้ทุกคนมาหลายปี ทำเอาใจหายอยู่ไม่น้อยที่ต้องจากไปแบบนี้
“ถ้าว่างเสาร์อาทิตย์จะกลับมานะ” ดวงตาพูดเบา ๆ เหมือน้าบอกให้บ้านได้รับรู้
อัญจรีเองก็อาลัยบ้านหลังนี้อยู่ไม่น้อย อาจเพราะความคิดถึงบ้านในชีวิตก่อนยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำ ทำให้ความรู้สึกใจหายจึงมีไม่แพ้ผู้ใหญ่ แต่เพื่อชีวิตที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เพื่อชะตาชีวิตของพ่อและแม่จะได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตจึงจำเป็ต้องจากไปสักระยะ
เธอสัญญาและสาบานเลยว่าเมื่อใดที่ชีวิตครอบครัวสามารถลืมตาอ้าปากได้อย่างแท้จริง เธอจะปรับปรุงบ้านหลังนี้ให้สวย ให้ทั้งครอบครัวอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างอบอุ่นและสะดวกสบายมากที่สุด
เพราะตรีทยอยขนย้ายข้าวของไปแล้วก่อนหน้านี้ วันนี้ทั้งสี่ชีวิตจึงพากันนั่งรถโดยสารเข้าเมืองไปแบบตัวเปล่า ทั้งสี่คนต่างมองไปยังทิศเบื้องหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังและมีรอยยิ้มน้อย ๆ เปื้อนอยู่เต็มหน้า ขณะที่ธรรมเองนั้นก็มองตามรถโดยสารที่ทั้งสี่คนนั่งผ่านไปด้วยสายตาที่มุ่งมั่นเช่นกัน