ตำนานแห่งซีน : บันทึกเก้าจันทรา (ตีพิมพ์ สนพ. อาเธน่า)

    บทที่ 2 : ดาบดำ (1/10)

    เอเทเซียหนึ่งในไม่กี่ประเทศในซีนที่รอดพ้นจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย นครแห่งนี้มีประวัติศาสตร์อันยาวนานควบคู่กับซีนมาตั้งแต่ยุคโบราณ อัศวินศักดิ์สิทธิ์ นครศักดิ์สิทธิ์อัลกราด หอคอยสวรรค์ ชื่อเหล่านี้ล้วนเป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าของอาณาจักรเก่าแก่แห่งนี้
    ลูนาร์เคยแวะเวียนมาทวีปแห่งนี้หลายครั้งเพื่อค้นหาวัตถุดิบในการสร้างอาวุธจนเรียกได้ว่าคุ้นเคยกับเมืองต่างๆ เป็นอย่างดี แต่เธอก็ยังไม่มีโอกาสที่จะจัดการกับประตูนรกของดินแดนนี้ เธอจึงคิดที่จะทำให้เรื่องทุกอย่างจบลงในการเดินทางครั้งนี้
    มูนไลท์ถูกนำไปซ่อนไว้ในที่รกร้างแห่งหนึ่งที่ค่อนข้างห่างไกลจากผู้คนเพื่อป้องกันความแตกตื่น คราวนี้มันไม่ได้ถูกซ่อนในทะเลสาบ แต่ลูนาร์ก็ไม่ได้กังวลนักเพราะเชื่อมั่นว่าเหล่าบรรดามนุษย์กลที่เธอสร้างจะดูแลมันได้อย่างดี
    “ข้าอยากได้ตำราอาหารเล่มใหม่ค่ะ” ช็อกโกพายมนุษย์กลผู้มีหน้าที่เป็นแม่ครัวย้ำกับลูนาร์ที่ผิดสัญญากับเธอหลายต่อหลายครั้ง ลูนาร์มักจะบ่นเรื่องที่ช็อกโกพายเป็นแม่ครัวแท้ๆ แต่กลับทำอาหารได้เพียงไม่กี่อย่าง แต่นั่นก็เพราะลูนาร์ละเลยที่จะนำข้อมูลใหม่ๆ มาให้เธอเรียนรู้นั่นเอง
    “รู้แล้วน่า ย้ำอยู่ได้ คราวนี้ไม่ลืมหรอก” ลูนาร์ตอบแบบปัดรำคาญ นี่ถ้าไม่กลัวว่าอาจจะเกิดเรื่องวุ่นวายตามมาทีหลังเธอคงจะอนุญาตให้มนุษย์กลทั้งหลายเข้าเมืองไปซื้อข้าวของกันเองแล้ว “คราวนี้จดไว้แล้ว รับรองว่าครบทุกคนทุกอย่าง” ลูนาร์ย้ำอีกครั้ง
    เอ็ดวานสงสัยว่าลูนาร์เอาทุนจากไหนมาใช้ตั้งมากมาย ใช่ว่าของทุกอย่างจะหยิบฉวยเอาได้ตามอำเภอใจเหมือนอย่างหินแร่หรือของที่เธอเก็บจากเดวัลที่เธอล่า
    เธอเล่าให้ฟังว่าแรกเริ่มที่เธอแยกตัวออกมาอยู่เอง เธอมีทรัพย์สมบัติติดตัวมาไม่มากนัก แต่เพราะสิ่งประดิษฐ์ทั้งหลายที่เธอสร้างนั้นขายได้ราคาดีมาก เธอจึงหากำไรได้อยู่มากโข ไม่เพียงแค่นั้นเธอยังมีหัวการค้าเป็นอย่างดี เหตุที่เธอรู้ว่าแต่ละทวีปนั้นถูกตัดขาดจากกันจึงได้เลือกหาสินค้าที่ราคาถูกจากดินแดนหนึ่งไปขายในอีกที่ที่ขาดแคลนจนได้กำไรมหาศาล เงินที่ได้นั้นเธอก็ไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ แต่นำมันไปซื้อบ้านและที่ดินอีกนับไม่ถ้วนเพื่อเก็บค่าเช่า
    ถ้าจะบอกว่าลูนาร์เป็นมหาเศรษฐีย่อมๆ คนนึงก็คงจะไม่ผิดนัก
    ลูนาร์แวะเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งทั้งเพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมและแวะเก็บค่าเช่าที่ไปในตัว เธอพบว่าเมืองดูแตกต่างจากที่เธอเคยรู้จัก บ้านเรือนส่วนใหญ่มีร่องรอยความเสียหาย ผู้คนในเมืองก็ดูหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
    “เกิดอะไรขึ้นคะ ทำไมเมืองถึงเป็นแบบนี้” ฮาจาเป็นคนแรกที่ยิงคำถามใส่ผู้คนที่เดินผ่านไปมาอย่างรีบร้อน แต่ผู้คนเหล่านั้นกลับไม่สนใจคำถามของเธอและเร่งฝีเท้าจากไป มีชาวบ้านคนหนึ่งหยุดมองพลางส่งสายตาหวาดระแวงมาให้
    “เจ้ามาจากไหนกัน นี่ใกล้จะมืดค่ำ รีบหาที่พักได้แล้ว จะได้เวลาที่พวกมันออกมาแล้วนะ” ยังไม่ทันอธิบายให้รู้เรื่องชายที่แต่งกายด้วยชุดโทรมๆ นั้นก็รีบเร่งเดินจากไป
    ทั้งสามยังคงไม่เข้าใจ แต่แล้วก็เกิดลมกระโชกขึ้นฉับพลัน ลมนั้นหอบเอากลิ่นบางอย่างมาแตะจมูกพวกเขา กลิ่นเน่าเหม็นของซากอะไรสักอย่างทำให้พวกลูนาร์แทบจะเอามือมาปิดจมูกไว้ไม่ทัน
    สังหรณ์ของฮาจาร้องเตือนขึ้นในทันที เธอรู้สึกถึงเหล่าศพคืนชีพที่เคยมาเยือนเมืองนี้และความรู้สึกนั้นรุนแรงมากขึ้นในทิศที่เมืองหลวงตั้งอยู่
    “แหวะ กลิ่นเน่าพวกนี้แย่ชะมัด ถ้ามีตัวอะไรตาย พวกชาวบ้านก็น่าจะกำจัดทิ้งบ้างสิ” ลูนาร์ทำหน้าเบ้ เธอเอ่ยทีเล่นทีจริงขณะมองไปยังทิศเดียวกันกับฮาจา
    “ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พวกเราหาที่พักกันไว้ก่อนดีกว่า” เอ็ดวานเอ่ย
    “ข้าพอจะมีที่ดินอยู่แถวนี้นะ” ลูนาร์บอก
    “งั้นคืนนี้เราพักที่นั่นก็แล้วกัน” เอ็ดวานตัดสินใจให้ทันทีแต่ถูกอีกฝ่ายร้องขัดขึ้น
    “ไม่ได้ ที่นั่นเป็นพื้นที่เปล่าเอาไว้เพาะปลูก”
    “แล้วเจ้าจะพูดทำไม”
    “แค่อยากบอกเฉยๆ ว่าข้ามีที่ดินอยู่ที่นี่”
    “...” เอ็ดวานคันมือยิบๆ รู้สึกอยากต่อยคนก็คราวนี้
    “ถ้าอย่างนั้นเราหาห้องพักในเมืองก็ได้ค่ะ น่าจะมีอยู่หลายแห่งที่ว่าง ตรงมุมถนนด้านโน้นก็มีค่ะ เราไปกันเถอะ” ฮาจาสัมผัสได้ถึงรังสีทะมึนจากคนข้างกาย จึงหลุดออกจากภวังค์แล้วรีบช่วยพูดไกล่เกลี่ยสถานการณ์ เธอจูงมือเพื่อนร่วมเดินทางทั้งสองไปยังโรงแรมทันที ทว่าเมื่อไปถึงลูนาร์กลับโพล่งขึ้นมา
    “ไม่เอา ที่นี่เก่า”
    คำวิจารณ์นี้ดังมากพอที่เจ้าของโรงแรมเล็กๆ แห่งนั้นจะได้ยิน นักบวชสาวก้มหัวเชิงขอโทษไปให้ ก่อนจะถูกหญิงในร่างชายผู้เรื่องมากลากออกมา
    ทั้งสามเดินวนในเมืองอยู่นานกว่าจะพบโรงแรมที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้ ถึงกระนั้นลูนาร์ก็มีท่าทีไม่พอใจอยู่ดี
    “เอาเถอะ อย่างน้อยที่นี่ก็สูงจนมองเห็นได้ทั่วเมืองล่ะน่ะ”
    เอ็ดวานได้ยินลูนาร์บ่นพึมพำแล้วรู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด เท่านั้นยังไม่พอ ลูนาร์ยังคงยืนกรานที่จะใช้เงินเช่าห้องพักสามห้อง ไม่ยอมพักร่วมห้องกับเขา นี่เขาน่ารังเกียจขนาดนี้เลยรึ
    “ข้าว่าอย่าเช่าสามห้องเลยค่ะ เปลืองเงินค่าห้องพักเปล่าๆ ท่านลูนาร์พักกับข้าก็ได้นี่คะ”
    ชายแท้หนึ่งเดียวภายในกลุ่มที่ยังไม่รู้ความจริงเรื่องลูนาร์หันขวับคอแทบเคล็ดทันทีที่ได้ยินประโยคนั้นจากปากของฮาจา
    “ก็ดีนะ ข้าพักห้องเดียวกับฮาจาก็ได้ ถ้าเช่นนั้นขอเปลี่ยนเป็นเช่าสองห้องคืนเดียวก็แล้วกัน” ประโยคหลังลูนาร์หันไปบอกกับเจ้าของโรงแรม หลังจากได้กุญแจห้องแล้วทั้งสองก็แยกตัวไปยังห้องพักของตน ทิ้งให้เอ็ดวานยืนเหวออยู่ที่ห้องโถงโรงแรม
    ...สองคนนี้ไปถึงขั้นไหนกันแล้วเนี่ย!!...
    ฮาจาและลูนาร์กลับลงมาที่ห้องโถงอีกครั้งเพื่อกินอาหารเย็น ทั้งสองแปลกใจเล็กน้อยที่เห็นเอ็ดวานนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
    “ลงมาเร็วนะคะ หิวล่ะสิ” ฮาจาเอ่ยแซวเสียงใสก่อนจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง “อ้าว ท่านเอ็ดวานยังไม่ได้ขึ้นไปเก็บสัมภาระเลยนี่คะ”
    “อา...ช่างข้าเถอะ”
    ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสะเทือนใจ หรือเกิดความหึงหวงอะไร เขารู้สึกห่อเหี่ยวยิ่งกว่าเดิมเมื่อเห็นทั้งสองคนตรงหน้าเดินควงแขนกันสนิทสนมราวกับคู่รัก
    อาหารหน้าตาน่าอร่อยถูกยกมาวางโดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าสั่งอะไรไป มารู้ตัวอีกครั้งก็เมื่อได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคนในห้องโถง
    “ครับ อย่างที่เรียนไปแล้ว ตอนนี้ไม่ว่าที่ไหนก็มีพวกอันเดดปรากฏตัวขึ้นในหลายๆ เมือง ทางการเองก็กำลังหาต้นตออยู่ครับ แต่ข้ารับรองว่าที่นี่มีเวรยามตลอดเวลา รับรองความปลอดภัยได้ครับ” พนักงานโรงแรมพยายามอย่างยิ่งที่จะอธิบายโดยไม่ทำให้แขกของเขาหวาดกลัวจนเกินไป แต่สีหน้าท่าทางของเขาบอกได้ชัดเจนว่าตัวเขาเองก็หวาดกลัวมาก
    “ข้าเพิ่มเงินอีกเท่านึงให้เจ้าจ้างเวรยามมาเฝ้าที่ห้องข้าด้วย” นักเดินทางคนหนึ่งร้องขึ้นพลางชูถุงเงินในมือก่อนยื่นให้พนักงานผู้นั้น
    “ข้าให้สามเท่า มาเฝ้าที่ห้องข้าด้วย ขอพวกที่มีฝีมือดีนะ” นักเดินทางผู้แต่งกายหรูหรากว่าชูถุงเงินสูงพนักงานชายผู้นั้นทำสีหน้าลำบากใจเพราะในสถานการณ์เช่นนี้ถึงแม้จะมีเงินมากแค่ไหนก็ไม่สามารถจ้างคนมีฝีมือดีมาดูแลโรงแรมในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ได้
    “ที่นี่เกิดอะไรขึ้นรึ” เอ็ดวานนึกขึ้นได้ว่าพวกเขายังไม่รู้อะไรเกี่ยวกับสถานการณ์พิลึกพิลั่นของเมืองนี้เลย จึงเอ่ยถามหนึ่งในนักเดินทางที่นั่งอยู่แถวนั้น