สิ่งที่อยู่ในท้องไป๋ฝูฉวีไม่ใช่แค่เด็กชายแต่เป็นแฝดชาย
นี่ถือเป็นข่าวดีมากเลยทีเดียว
ท่านหมอได้รับเงินรางวัลส่วนหนึ่งคนของตระกูลอานก็พาตัวไป๋ฝูฉวีไปทันที สุดท้ายเด็กที่อยู่ในท้องก็เป็นเด็กชายสองคนทายาทของตระกูลอานที่อานฮูหยินต้องการเกรงว่าจะอยู่ภายในครรภ์นั้นแล้ว
สถานศึกษาตระกูลหยวนรังเกียจหญิงสาวที่ประพฤติตนนอกจารีตอย่างไป๋ฝูฉวีเป็นอย่างยิ่งเกือบจะไปซื้อประทัดมาเพื่อขับไล่ไป๋ฝูฉวีให้ออกไปอยู่แล้ว
ไป๋ฝูฉวีเห็นสาวใช้รุ่นใหญ่ที่มารับนางแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าหรูหราระหว่างการสนทนาก็เต็มไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน นางจึงคิดว่าวันที่ดีของตนได้มาถึงแล้วใบหน้าของนางจึงปกปิดร่องรอยของความปีติเอาไว้ไม่ได้
การมาเมืองหยางโจวของนางไม่ใช่เรื่องง่ายทว่านางกลับไม่ได้พบหน้าคนของตระกูลอานเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงสาวใช้รุ่นใหญ่ของตระกูลอานไม่กี่คนอีกทั้งยังโดนขังอยู่ในจวนที่คับแคบและมีสายตาคอยจับจ้อง บอกให้ทำตามแบบแผน ไม่ให้ออกไปวิ่งเพ่นพ่านทำได้เพียงดูแลเด็กในครรภ์เท่านั้น
ไป๋ฝูฉวีโกรธจนสุดจะทนนางยังไม่รู้ว่ามารดาของนางได้ขายนางแล้ว ในใจของนางยังคงอยู่กับความคิดที่ว่าบุตรคนนี้จะเปลี่ยนสถานะของมารดาให้สูงส่งขึ้นยามพูดจาหรือทำนั่นทำนี่จึงอดมิได้ที่จะแสดงท่าทางของการเป็นเจ้านายออกมา ซึ่งแสดงการดูถูกสาวใช้รุ่นใหญ่รวมอยู่ด้วย
ไม่เพียงแค่นั้นนางยังต้องการใช้สิ่งนั้นเพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นชนชั้นสูง กลายเป็นโรคคลั่งความร่ำรวยต้องการกินอยู่และสวมเสื้อผ้าราคาหลายพันตำลึงทองอีกทั้งยังต้องใช้เครื่องประดับที่ดูดีคิดแค่ว่าเด็กแฝดชายที่อยู่ในท้องของตนเป็นบุตรเพียงสองคนของอานหยาง ตระกูลอานจึงจำเป็นต้องปฏิบัติต่อนางเช่นนั้น
เมื่อข่าวไปถึงหูอานฮูหยินอานฮูหยินไม่ได้มีความรู้สึกใดต่อความเจ้าเล่ห์ของไป๋ฝูฉวีความปีติจากการให้กำเนิดบุตรแฝดของไป๋ฝูฉวีถูกการกระทำที่ชอบทรมานคนรอบข้างของนางทำลายไปจนหมดสิ้น
อย่างที่คาดการณ์เอาไว้ว่าเป็นเพียงสินค้าที่มิอาจนำมาให้เชยชมได้!
หากมิใช่เพราะอานหยางกล่าวว่านางต้องการเข้ามาในจวนเพื่อล้างเท้าให้กลายเป็นคนชนชั้นสูงนางก็อาจมีความคิด “แยกมารดาออกจากบุตร”ตั้งแต่แรกแล้ว
ช่างเถิดเห็นแก่หน้าของหลานชายตัวอ้วนทั้งสองคน ให้นางได้ใช้ชีวิตต่อไปอีกสักสองเดือนก็แล้วกัน
รอเด็กๆคลอดออกมาแล้วค่อยนำมาเลี้ยงไว้ข้างกาย นางเป็นผู้อบรมสั่งสอนด้วยตนเองตลอดชีวิตนี้จะไม่ให้พวกเขาและไป๋ฝูฉวีได้พบหน้ารู้จักกัน ไป๋ฝูฉวีจะเป็นได้เพียงบ่าวที่มีหน้าที่คอยล้างเท้าเท่านั้น
ทว่าก็ยังต้องรอให้อานหยางเลือกฮูหยินเสียก่อนไม่จำเป็นต้องเลือกชาติกำเนิดให้มากมาย เพียงเป็นคนที่มีนิสัยอ่อนโยนอบอุ่นและสามารถดูแลอานหยางได้ดีเด็กทั้งสองคนจำชื่อของนางได้ เช่นนั้นต่างหากถึงจะได้ชื่อว่าเป็นบุตรชายคนโตอย่างสมภาคภูมิ
อานฮูหยินปลอบใจตัวเองเช่นนั้น
ท้องของไป๋ฝูฉวียิ่งวันยิ่งโตมากขึ้นเรื่อยๆยังไม่ถึงสิบเดือนครรภ์ก็เกิดอาการปวดขึ้น เป็นอาการของการคลอดก่อนกำหนด
ช่วงนี้เป็นปลายเดือนห้าต้นเดือนหกอากาศของเมืองหยางโจวร้อนระอุเป็นอย่างยิ่ง แต่ละวันไป๋ฝูฉวีแทบจะกลืนอาหารไม่ลงท้องสีหน้ายิ่งนับวันก็ยิ่งแย่มากขึ้นเรื่อยๆ
ยามกลางวันของต้นเดือนหกในที่สุดถุงน้ำคร่ำของไป๋ฝูฉวีก็แตก มีอาการกระตุกและปวดที่ช่วงท้อง ดูเหมือนกำลังจะคลอดแล้ว
หมอตำแยถูกเตรียมพร้อมเอาไว้แล้วไป๋ฝูฉวีเข้าไปในห้องทำคลอดพร้อมเสียงกรีดร้องโอดโอย
แต่คิดไม่ถึงเลยว่าการคลอดของนางจะไม่ราบรื่น
เดิมทีไป๋ฝูฉวีเป็นเด็กผู้หญิงร่างเล็กที่มีกระดูกเชิงกรานแคบอายุยังน้อย อีกทั้งยังเป็นการคลอดบุตรครั้งแรก มันจึงมิใช่เรื่องง่าย
นอกจากนี้ตำแหน่งของทารกในครรภ์ก็ยังไม่ถูกต้องต้องขอบคุณที่ก่อนหน้านี้เฉินเหลียนเอ๋อร์และเยี่ยนเจาเจามีการ “ดูแลเป็นอย่างดี” ทารกฝาแฝดที่อยู่ในครรภ์ของไป๋ฝูฉวีจึงมีขนาดตัวที่มากกว่าทารกปกติมาก
ไป๋ฝูฉวีใช้เวลาทำคลอดหนึ่งวันหนึ่งคืนก็ยังคลอดไม่ได้อีกทั้งยังมีสถานการณ์ตกเลือดที่คลุมเครืออยู่ด้วย
“อะ...โอ๊ยเจ็บ...”
“ออกแรงหน่อย!อย่ามัวแต่บ่นว่าเจ็บสิ ยังไม่เห็นแม้แต่หัวด้วยซ้ำอีกหน่อยเด็กหายใจไม่ออกแล้วจะทำอย่างไร?”
“โอ๊ยเจ็บ...”
ห้องคลอดจะให้ลมเข้าไม่ได้บรรยากาศในห้องจึงได้มีกลิ่นคลุ้งของคาวเลือดเจือปน อากาศร้อนยิ่งนัก ร่างกายเต็มไปด้วยเหงื่อจึงยิ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิดเหลือจะทน
อานฮูหยินที่อยู่ด้านนอกรู้สึกว่าโชคไม่ดีมากจริงๆแต่ก็มิอาจปล่อยมือไม่ยุ่งเกี่ยวได้ ในตอนที่คนในห้องต่างพากันวิ่งวุ่นอย่างกังวลใจจู่ๆ ด้านนอกก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น
ช่วงเวลาคลอดบุตรเช่นนี้ใครจะมานั่งใส่ใจว่าคนที่มาเคาะประตูเป็นผู้ใด ทั้งแรงเคาะและเสียงตะโกนราวกับมีคนหลายคน
เสียงที่อยู่ด้านนอกวุ่นวายเป็นอย่างยิ่งฟังแล้วเหมือนมีทั้งเสียงเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็ยังพอฟังออกว่าเป็นกลุ่มบุรุษ เหมือนว่ากำลังร้องเรียกชื่อของใครให้ออกไป
ตะโกนเรียกชื่อฟู่กุ้ยคล้ายกับการเรียกสุนัข
แต่ในจวนแห่งนี้ไม่มีใครนามฟู่กุ้ยและไม่มีสุนัขด้วยสาวใช้รุ่นใหญ่รู้สึกสับสน ไม่รู้จริงๆ ว่าคนเหล่านี้ต้องการตามหาใครกันแน่
คาดไม่ถึงว่าหลังจากที่ได้ยินเสียงตะโกนร้องเรียกไป๋ฝูฉวีที่นอนอ่อนแรงอยู่บนเตียงก็เริ่มตัวสั่นเทาอย่างรุนแรง ราวกับกำลังรู้สึกตกใจกลัวครั้งใหญ่เดิมทีบริเวณหน้าผากก็มีเหงื่อไหลมากอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งไหลลงมามากกว่าเดิมใบหน้าที่เคยขาวซีดตอนนี้ไม่ต่างอะไรไปจากกระดาษ ดูน่ากลัวยิ่งนัก
นางกรีดร้องออกมาหลายครั้งในช่องท้องรู้สึกราวกับลำไส้กำลังขดตัวเข้าหากัน ความเจ็บปวดเหมือนคลื่นทะเลที่ซัดเข้ามาครั้งแล้วครั้งเล่าทำให้ไป๋ฝูฉวีรู้สึกเหมือนตายทั้งเป็น
ร้องตะโกนอยู่กว่าครึ่งวันคอของนางรู้สึกแหบแห้งมานาน ไม่สามารถส่งเสียงออกมาได้ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงอ้าปากกว้างหายใจเข้าลึกผ่านส่วนกลางของหน้าอกสองครั้ง ในที่สุดก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่อุ่นแปลกๆไหล “ฟึบ” ออกมาจากส่วนล่างของนาง
ความอุ่นร้อนแปลกๆมาพร้อมกับเสียงร้องดังฟังชัด ที่แท้บุตรคนแรกก็คลอดออกมาแล้ว
เด็กคนแรกคลอดออกมาแล้วแน่นอนว่าหมอตำแยต้องรู้สึกดีใจเป็นอย่างยิ่ง กลุ่มคนเหล่านั้นต่างพากันมารวมตัวอยู่ที่นี่เพื่อเฝ้าดูทารกแรกเกิดมีเพียงสาวใช้รุ่นใหญ่คนหนึ่งที่เห็นว่าช่วงล่างของไป๋ฝูฉวีมีเลือดไหลออกมาจำนวนมากเตียงที่นอนอยู่ก็เปียกชุ่มไปเกือบหมดแล้ว
“นางเสียเลือดมาก!”
สาวใช้รุ่นใหญ่คนหนึ่งร้องออกมาด้วยความตกใจหมอตำแยเองก็สับสนมากเช่นกัน นางมองไปยังอานฮูหยินซึ่งเป็นแม่งานของเรื่องนี้ สายตาของนางปรากฏคำถามออกไป
“ดูแลเจ้าตัวเล็กก่อนผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องไปสนใจ”
สาวใช้รุ่นใหญ่มองไป๋ฝูฉวีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจนั่นแสดงให้เห็นว่าในสายตาของคนจวนตระกูลอานรู้สึกรังเกียจไป๋ฝูฉวีมากเพียงใด
เมื่อได้รับคำสั่งหมอตำแยก็รู้ทันทีว่าตนควรทำอย่างไร
คนหนึ่งให้ไป๋ฝูฉวีดื่มน้ำแกงก่วนจีเพื่อเพิ่มกำลังอีกคนก็ต้มน้ำร้อน เตรียมหญ้าอี้เฉ่าสำหรับการห้ามเลือดแต่แม้ทุกอย่างจะมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี บุตรคนที่สองก็คลอดออกมาช้าจนเกินไป
หลังจากนอนเจ็บปวดมาเนิ่นนานตอนที่ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีขาว ไป๋ฝูฉวีถึงสามารถคลอดบุตรชายคนที่สองของตนออกมาได้
เพราะหมอตำแยได้รับข้อความจากเจ้านายของตนการรักษาเจ้าตัวน้อยเอาไว้เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นแม้ไป๋ฝูฉวีจะเสียเลือดมากถึงเพียงนี้ก็ไม่มีใครให้ความสนใจทั้งหมดล้วนพากันห้อมล้อมเด็กน้อยสองคน
ไป๋ฝูฉวีนอนอยู่บนเตียงสัมผัสได้ว่าจิตวิญญาณของตนเริ่มหลุดลอยออกไปทีละนิดๆ กระดูกทั่วสรรพางค์กายของนางเจ็บปวดราวกับถูกบดขยี้
เรี่ยวแรงของไป๋ฝูฉวีหดหายราวกับภูเขาที่ถล่มลงเลือดไหลออกจากช่วงล่างของร่างกายราวสายน้ำ ความอบอุ่นของเลือดที่ไหลออกมาราวกับว่าจะไหลจนแห้งเหือดไป
ไม่มีใครใส่ใจนางฝั่งนั้นอุ้มเด็กน้อยในอ้อมแขนอย่างปีติยินดี ส่วนฝั่งนางมีแต่ความหนาวเหน็บ ไม่มีสายตาคู่ใดมองมาที่นางเลยแม้แต่น้อยทั้งๆ ที่เมื่อสักครู่นางใช้ทั้งชีวิตของตนเพื่อให้กำเนิดเด็กน้อยสองคนนี้ออกมา
ไป๋ฝูฉวีค่อยๆตระหนักได้ว่าตั้งแต่ตนมาถึงเมืองหยางโจว ตระกูลอานก็ไม่เคยมาเยี่ยมนางเลยแม้แต่ครั้งเดียวแสดงให้เห็นว่าไม่ได้มีความเสียใจต่อนางเลยแม้แต่น้อย
ตอนนี้เด็กทั้งสองโดนอุ้มออกไปแล้วหากนางต้องเสียชีวิตด้วยอาการตกเลือด เรื่องทั้งหมดก็จะหายไปนางถึงได้ระแวดระวังมากขึ้น พยายามพยุงร่างของตน ร้องขอให้หมอตำแยช่วยเหลือตน
สาวใช้รุ่นใหญ่ของตระกูลอานเห็นไป๋ฝูฉวียังมีเรี่ยวแรงเหลืออยู่บนใบหน้ายังมีร่องรอยของความรังเกียจแฝงอยู่ แต่เมื่อคิดว่าทั้งอานฮูหยินและอานหยางดูเหมือนจะต้องการไว้ชีวิตนางจึงได้ขอร้องให้หมอตำแยช่วยไปดูนางก่อน จากนั้นจะออกไปตามท่านหมอมาดูไป๋ฝูฉวีอีกที
ไม่รู้ว่าชีวิตนี้ของไป๋ฝูฉวีน่าเวทนาเกินไปหรือไม่ตอนคลอดเป็นไปอย่างยากลำบาก พอคลอดเสร็จแล้วก็ยังตกเลือดมากแต่นางก็ยังเอาชีวิตรอดมาโดยไม่เสียชีวิตอันเล็กจ้อยนี้ไปเสียก่อน
เพียงครู่เดียวข่าวที่ว่าไป๋ฝูฉวีให้กำเนิดฝาแฝดผิวขาวตัวอ้วนๆก็ไปถึงจวนตระกูลอาน เด็กฝาแฝดทั้งสองถูกพาตัวไปอยู่ข้างกายอานฮูหยินแล้ว
เด็กทั้งสองคนล้วนรู้ความหลังจากเข้าเต้าของแม่นม แค่ครู่เดียวก็หลับไป
ยามนี้ได้ล่วงเลยช่วงที่ไป๋ฝูฉวีให้กำเนิดบุตรมาหลายวันแล้วร่องรอยบนตัวของเด็กน้อยแรกเกิดได้หายไปจนหมดร่างเล็กถูกห่อด้วยผ้าอ้อมจนเป็นก้อนกลม ดูแล้วช่างบอบบางเหลือเกิน ท่าทีสงบเงียบดูน่ารักเป็นอย่างยิ่ง
แม้อานฮูหยินจะไม่ชอบหน้าไป๋ฝูฉวีแต่นางก็ยังรู้สึกมีความสุขยิ่งนักเพราะเด็กน้อยสองคนนี้ ได้ยินว่าไป๋ฝูฉวีตกเลือดจากการคลอดบุตรจึงมอบรางวัลเป็นสิ่งของชั้นดีจำนวนไม่น้อยแก่นาง อีกทั้งยังมอบโสมเก่าแก่คุณภาพสูงให้บ่าวนำไปต้มเป็นน้ำแกงโสมบำรุงร่างกายแก่นาง
แม้แต่นายท่านอานหลังจากที่ได้เห็นหน้าเด็กน้อยทั้งสองก็มอบของรางวัลให้กับไป๋ฝูฉวี เห็นได้ชัดเจนว่าเด็กน้อยทั้งสองคนนี้น่ารักและเป็นที่โปรดปรานมากเพียงใด
แต่อานหยางกลับไม่มีความรู้สึกรักและเมตตาต่อเด็กทั้งสองเลยแม้แต่น้อย
ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนเลือดเย็นเดิมทีเขาเองก็ไปดูมาแล้วครั้งหนึ่ง อย่างไรเสียเด็กทั้งสองคนนี้ก็มีสายเลือดของเขาไหลเวียนอยู่ไปดูก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรเสียหาย
แต่ไม่รู้ว่าเขาเห็นผีมาหรืออย่างไรตอนที่อานหยางพบหน้าเด็กน้อยทั้งสอง ปฏิกิริยาแรกของเขาไม่ได้มีความปีติหรือความรักใคร่แต่กลับเป็นความรังเกียจที่เกิดจากก้นบึ้งของหัวใจ
เพราะเหตุใดกัน?
แม่เสือไม่กินลูกตัวเองแต่เขากลับเกิดความรู้สึกรังเกียจเด็กน้อยสองคนนี้ แม้นายท่านอานและอานฮูหยินจะมีความสุขเพราะเด็กทั้งสองมากเพียงใดแต่เขากลับยังคงรู้สึกรังเกียจ
ราวกับมีความรู้สึกไม่สบายใจพิกลเกิดขึ้นมาในใจอานหยางไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกนี้อย่างไร
อานฮูหยินบอกว่าเด็กน้อยทั้งสองคนหน้าตาเหมือนเขาแต่เขากลับไม่รู้สึกว่ามีตรงไหนที่เห็นว่าเหมือนกัน
ทว่าอานฮูหยินกลับรู้สึกชื่นชอบเด็กแฝดทั้งสองคนนี้เป็นอย่างยิ่งเพราะรักบ้านรวมถึงอีกา [1] ความคิดที่มีต่อไป๋ฝูฉวีจึงเปลี่ยนไปมากได้ยินมาว่าไป๋ฝูฉวีอยู่ที่จวนด้านนอกและเรียนรู้เรื่องการเชื่อฟังแล้ว อานฮูหยินเกิดความรู้สึกเห็นอกเห็นใจขึ้นจึงให้คนไปรับตัวไป๋ฝูฉวีกลับมาเพื่ออยู่เดือนหลังการคลอด
ทว่าเรื่องการสู่ขอเหล่านั้นมิอาจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าอย่างไรไป๋ฝูฉวีก็เกิดมาพร้อมชาติกำเนิดที่ต่ำต้อย นางไม่สมควรได้รับการนั่งเกี้ยวเข้ามาในจวนอย่างสมศักดิ์ศรีทำได้เพียงเข้ามาในจวนยามดึกที่เงียบสงัดไร้ผู้คน ผ่านประตูรองสำหรับคนส่งผักของจวนตระกูลอานเท่านั้น
ไป๋ฝูฉวีคิดว่าการได้เข้ามาในจวนก็ถือเป็นความคืบหน้าที่ยิ่งใหญ่แล้วแต่นางกลับไม่รู้ตัวว่าคนที่จับจ้องอยู่ในมุมมืดก็มีการเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน
วันที่สองหลังจากที่ไป๋ฝูฉวีมาอยู่ที่จวนตระกูลอานเพราะเหตุการณ์ร้ายๆ ที่เฉินเหลียนเอ๋อร์ได้รับ นายหญิงเฉินที่ไม่ได้ออกไปพบแขกมานานก็ได้ส่งจดหมายมายังตระกูลอานบอกว่าขอแสดงความยินดีที่ตระกูลอานให้กำเนิดบุตรชาย
เมื่อนายหญิงเฉินโผล่มาเรื่องนี้จึงทำให้เกิดความรู้สึกค่อนข้างอึดอัดขึ้น
หลังจากที่ถอนหมั้นกับเฉินเหลียนเอ๋อร์ไป๋ฝูฉวีที่มีชื่อเสียงเรียงนามไม่ชัดเจนกลับมาเป็นเมียบ่าวในตระกูลอานอีกทั้งยังให้กำเนิดบุตรชายคนโตของอานหยางอีก ตระกูลอานจึงตกอยู่ในสภาวะที่ยืนไม่ค่อยเต็มเท้าเท่าไรนัก
แต่เพราะเรื่องนี้ไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธนายหญิงเฉินท้ายที่สุดนายหญิงเฉินก็เดินทางมาที่จวนตระกูลอานอย่างราบรื่น
--------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] รักบ้านรวมถึงอีกา หมายถึง รักใครก็รักคนหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับเขาด้วย