เช้าวันต่อมาเหตุการณ์วุ่นวายเริ่มสงบลงอย่างรวดเร็ว ซางเย่ศิษย์พี่เ้าสำนักผู้แสนดี ก็ตรงดิ่งมาหาอวีเฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย เนื่องจากมีประชุมหารือกันของแต่ละสำนักเื่เผ่ามารที่อาละวาดทำร้ายชาวบ้านอยู่เรื่อยๆ ทำให้ซางเย่ไม่สามารถปลีกตัวมาได้ในทันที แต่ก็กลับมาเร็วกว่ากำหนดการอยู่มากโข
เดาได้ไม่ยากว่าทันทีที่ซางเย่รู้ข่าวก็คงทิ้งทุกอย่างแล้วรีบขี่กระบี่กลับมาทันที ไม่อย่างนั้นคงไม่มีทางมาถึงเร็วขนาดนี้หรอก
[ระบบเปิดใช้งานคาแรคเตอร์ตัวละครโดยอัตโนมัติเพื่อป้องกันการooc]
และเมื่อมาถึงสิ่งแรกที่ซางเย่ทำก็คือ สำรวจร่างกายของอวี่เฟิงว่าาเ็ตรงไหนหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าไร้าแก็ดึงเข้าไปกอด ปลอบขวัญจนพอใจ แล้วถึงได้โอบประคองอวีเฟิงเข้าไปนั่งคุยกันที่ในเรือนรับรอง
อวีเฟิงไม่ได้ปฏิเสธการััใดๆ ของซางเย่ ไม่ว่าจะเป็การจับมือ ประคอง หรือโอบกอด อย่างมากอวีเฟิงแค่บอกให้ปล่อยเท่านั้น เขาไม่ได้ผลักออกไปทั้งๆ ที่ทำได้ง่ายๆ แต่กลับรอให้อีกฝ่ายปล่อยเอง
ถึงจะรู้อยู่แล้วก็เถอะแต่แบบนี้มันไม่เกินไปหน่อยเหรอ...
ในขณะที่อวีเฟิงและซางเย่กำลังพูดคุยกันหลางผิงเย่ก็ยกน้ำชาและขนมเข้ามาเพื่อรับแขก และออกไปยืนเฝ้าอยู่หน้าประตูเรือนรับรองจึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินคนทั้งสองคุยกัน
"เฟิงเออร์ เ้าเป็อย่างไรบ้างาเ็ตรงไหนหรือไม่ พี่เสียใจนักที่กลับมาไม่ทันช่วยเหลือเ้า"
"ข้าไม่เป็ไร ท่านไปหารือกับสำนักอื่นไม่ใช่หรือแล้วไยจึงกลับมา"
"..เออ เื่พวกนั้นไม่สำคัญเท่ากับเ้า อีกอย่างข้าให้ศิษย์น้องหยางจินไปหารือกับสำนักอื่นแทนข้าแล้วเฟิงเออร์ไม่ต้องเป็ห่วงเื่นี้หรอกนะ"
"ใครห่วงกัน..แล้วก็เลิกเรียกข้าว่าเฟิงเออร์เสียที"
"ได้เห็นเฟิงเออร์ใส่ใจเื่ของศิษย์พี่เช่นนี้ พี่ช่างมีความสุขนัก ขอเฟิงเออร์เป็ห่วงพี่อีกเยอะๆ พี่คงไม่้าอันใดอีกในชีวิตนี้"
"...ไร้สาระ"
"เฟิงเออร์ คราวนี้ศิษย์พี่จะคุยเื่จริงจังแล้วนะ..งานล่าสัตว์อสูรที่กำลังจะมาถึงเ้าสำนักต่างๆ อยากให้เ้าไปร่วมงานด้วย แม้พี่จะรู้ว่าเ้าไม่ชอบสถานที่ที่มีคนพลุกพล่านเช่นนั้น แต่เ้าไม่คิดอยากไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้างหรือ ถือเสียว่าไปท่องเที่ยวก็ได้"
[แจ้งเตือนภารกิจ:เข้าร่วมงานล่าสัตว์อสูร+200แต้ม]
[ตกลง/ยอมรับ]
เอาอีกแล้วภารกิจบังคับให้ต้องไปมาอีกแล้ว
"..มันก็อีกตั้งนานมิใช่หรือ แต่หากท่านสั่งข้าจะไป"
"จะให้พี่สั่งเ้าได้อย่างไร..เอาเถอะหากเ้าไม่อยากไป ใครหน้าไหนก็ไม่อาจหาญกล้าบังคับเ้าได้ ไม่ว่าเ้าจะไปหรือไม่พี่ก็ตามใจเ้าอยู่แล้ว"
"เอาเถิด ข้าไปก็ได้"
"ดียิ่ง..ศิษย์พี่จะดูแลเฟิงเออร์เป็อย่างดี"
"ไม่จำเป็"
"อืม จำเป็อย่างที่สุด..ว่าแต่ศิษย์น้องเ้าเคยได้ยินเื่ไหมปลิดิญญาหรือไม่"
"อืม ไหมปลิดิญญาได้มาจากหนอนกู่เจ็ดสีที่หาได้ยากยิ่ง มันเติบโตได้ด้วยการแย่งชิงชีวิตของสิ่งอื่นหรือพวกเดียวกัน"
"เ้าคิดว่าในแผ่นดินนี้มีผู้ใดสามารถเลี้ยงหนอนกู่เจ็ดสีและใช้ไหมปลิดิญญาได้บ้าง"
"..ข้า"
"มีผู้อื่นอีกหรือไม่"
"มีน้องชายของหลางอ้าวเทียนอีกคน แต่ตอนนี้เขาทำไม่ได้แล้ว"
"ทำไมหรือ"
"เขาหลับอยู่ หลางหย่งหนิงผนึกตัวเองเมื่อสิบห้าปีก่อน"
หมายความว่ายังไงระบบนี่ใครอีกล่ะเนี่ยอย่าเพิ่มอะไรซี้ซั้วจะได้ไหม
"ยังมีผู้อื่นสามารถทำได้อีกหรือไม่"
"ตอนนี้..ไม่มีหรอก"
"? "
"ไม่ใช่ว่าใครก็สามารถเลี้ยงมันได้ ผู้ที่เลี้ยงมันได้คือผู้ที่มีสายเืพิเศษ หรือไม่ก็เป็เหมือนกับข้า..ส่วนเื่ไหมปลิดิญญาหากข้าเป็ผู้ใช้จะสามารถดึงพลังของมันออกมาได้อย่างสมบูรณ์และใช้ต่อสู้ได้ประมาณ 4 ชั่วยาม หากท่านเป็คนใช้จะดึงพลังออกมาได้ครึ่งหนึ่งและใช้สู้ได้ประมาณครึ่งชั่วยาม"
"อาา อย่างนั้นหรือเช่นนั้นก็ช่างเื่ไหมเื่หนอนกู่นั่นเถอะ พี่ไม่อยากรู้แล้ว"
"ที่ถามข้าเพราะมันสำคัญมิใช่หรือ"
"ก็จริงอยู่ที่มันสำคัญ แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปมากกว่าเ้า หากเื่หนอนกู่และไหมปลิดิญญาเกี่ยวข้องกับอดีตของเ้า พี่ก็ไม่มีความจำเป็ใดต้องถามต่ออีก"
หมายความว่ายังไงอย่าบอกนะว่าจะมีอดีตของอวิเฟิงตอนที่ 2 อีกน่ะ
"เหตุใดจึงเชื่อข้าโดยไม่คิดแคลงใจสงสัยเช่นนี้"
"เพราะเ้าคืออวีเฟิง"
"อย่าได้เชื่อข้า"
"พี่ย่อมเชื่อเ้า"
"สักวันท่านจะตายเพราะเชื่อข้า"
"เมื่อเลือกแล้วก็ไม่คิดเสียใจ"
"ท่านมันบ้า.."
"ข้ายอมบ้าก็ได้หากมีเฟิงเออร์คอยดูแล"
"น่ารำคาญ..มีเื่อะไรอีกหรือไม่หากไม่มีก็กลับไปเสีย"
"มีอีกเื่ศิษย์น้องิอี้และศิษย์น้องหานตง ขอความร่วมมือกับเ้าในการกำจัดมารอัคคีและมารสายหมอกน่ะ เ้าอยากออกไปเปลี่ยนบรรยากาศบ้างหรือไม่ หากไม่พี่จะส่งศิษย์ในสำนักไปแทนเ้า"
"ก็แค่มารอัคคีกับมารสายหมอก จำเป็ต้องให้ข้าไปช่วยด้วยหรือ"
"..เฟิงเออร์เ้าไม่ควรใช้เกณฑ์พลังของเ้าในการวัดระดับพลังตามปกติ หากให้กล่าวตามจริงคือมารทั้งสองมีระดับพลังที่เท่ากันหรือมากกว่าศิษย์น้องิอี้และศิษย์น้องหานตง เพราะฉะนั้นจะประมาทมิได้"
"..? "
"เ้าคงไม่คุ้นชินกับการที่ต้องประเมินพลังของศัตรูสินะ..ก็จริงเื่พวกนี้ไม่สำคัญกับเ้ามาแต่ไหนแต่ไรแล้วนี่เนอะเฟิงเออร์"
"ช่างข้าเถอะ..แค่ไปก็พอสินะ"
"อืม"
_
หลังจากที่ซางเย่กลับไปแล้ว ผมก็ยังคงนั่งคิดเื่ความสัมพันธ์ของอวีเฟิงและซางเย่อยู่นาน มันยังมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผมไม่เข้าใจและยังไม่สามารถปะติดปะต่อเื่ราวต่างๆ ได้
ั้แ่ที่ระบบเพิ่มนั่นนู่นนี่ขึ้นมา จนทำให้นิยายของผมแทบจะไม่เหลือเค้าโครงเดิมอยู่อีกแล้ว ตอนนี้ผมแทบไม่รู้จักนิยายเื่'บุปผางามในม่านหมอก'เวอร์ชันรีไรท์อีกต่อไป และเพื่อทำให้ทุกอย่างกระจ่างชัด ผมจำเป็ต้องรู้เื่ราวในอดีตของอวีเฟิงและซางเย่
นี่ระบบฉันอยากดูเนื้อเื่ลับของซางเย่
[แจ้งเตือนเนื้อเื่ลับ:ความ้าของเ้าคือความปรารถนาของข้า จะถูกปลดล็อกโดยใช้ค่าความฟิน 500 คะแนน]
[ตกลง/ปฏิเสธ]
แน่นอนว่าผมต้องตกลงอยู่แล้ว
[แจ้งเตือน:ระบบทำการเปิดเนื้อเื่ลับเรียบร้อย]
[ค่าความฟินคงเหลือ 1000 คะแนน]
ติ๊ง!!
[ความทรงจำของอวีเฟิงออริจะถูกปลดล็อกในอีก 5 4 3 2..]
_
..ผมทำได้เพียงยืนมองเหตุการณ์ต่างๆ อยู่เงียบๆ ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงอะไรได้ ราวกับเป็บุคคลที่สามที่ยืนมองเหตุการณ์ผ่านหน้าจอใหญ่
อวีเฟิงที่ในมือถือกระบี่สีดำสนิทมืออีกข้างอุ้มเด็กทารก ตามเนื้อตัวของเขาเต็มไปด้วยเืสีแดงสดที่ชโลมอยู่ทั่วทั้งร่าง เขาเดินโซซัดโซเซไปหยุดอยู่ที่กระท่อมทรุดโทรมที่อยู่ใกล้ชายป่าห่างจากหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่น้อย
อวีเฟิงฝากทารกให้หญิงชราช่วยเลี้ยงดูพร้อมบอกชื่อทารกน้อยในอ้อมแขน และกำชับให้หญิงชราบอกเด็กน้อยเมื่อเขาอายุครบสิบสี่ปีให้เดินทางเข้าไปสอบที่สำนักเซียนอันดับหนึ่งให้จงได้ พร้อมกับมอบเงินก้อนหนึ่งให้หญิงชราในการเลี้ยงดูเด็กคนนี้ ก่อนเดินจากไป
แต่ด้วยสภาพร่างกายที่สาหัสบวกกับาแลึกและกว้างทำให้เืไหลออกมาไม่หยุด ก่อนที่ร่างกายจะรับไม่ไหวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหน้าศาลเ้าร้างผู้คนแห่งหนึ่ง แม้สติเริ่มเลือนรางแต่ก็ยังสามารถรับรู้ได้ถึงผู้ที่มาใหม่
อวีเฟิงชี้กระบี่สีดำสนิท ใส่ผู้มาใหม่อย่างไม่ยินยอม
"เจ็บขนาดนี้ยังมีแรงหันกระบี่ใส่ข้าอีกหรือ..น่าสนใจดีนี่ แต่ว่าข้าไม่ใช่ศัตรูของเ้าหรอกนะ"ผู้มาใหม่พูดขึ้นแล้วยิ้มอย่างเป็มิตร
"คำพูดของคนไม่รู้จักเชื่อถือได้สักแค่ไหนกัน.."
"อ่าา ข้าชื่อซางเย่ข้าทำแผลเป็นิดหน่อย เ้า..ช่วยลดกระบี่ลงก่อนเถิด ข้าจะทำแผลให้เ้าแล้วเราค่อยคุยกันนะ"อวีเฟิงยอมลดกระบี่ลง แต่ก็ยังไม่คลายความระวัง
เมื่อทำแผลเสร็จเรียบร้อยซางเย่จึงถามขึ้น "เ้าชื่ออะไรหรือ"
"..อวีเฟิง"
"เฟิงเออร์สินะ..เรียกข้าว่าซางเกอเกอก็ได้นะเฟิงเออร์"
"อยากตายหรือ.."
"ไม่อยากตาย..เฟิงเออร์กินยาแล้วนอนพักเถอะจะได้ดีขึ้น"
"หากยังไม่อยากตายอย่าได้ริอ่านเรียกข้าเช่นนี้อีก"
"หึ เฟิงเออร์อย่าได้โมโหนักเลย ยิ่งโมโหจะยิ่งเหนื่อยเอานะ"
"..ทำไมถึงช่วยข้า"อวีเฟิงถามขึ้นด้วยความสงสัย
"เห็นคนเจ็บอยู่ตรงหน้าจะไม่ช่วยได้อย่างไร.."
"เป็ใครก็จะช่วยหรือ"
"อืม ต่อให้ไม่ใช่เ้าข้าก็ช่วยอยู่ดี ข้ารู้ว่าเ้ายังระแวงข้าอยู่ แต่ว่าข้ามิได้คิดร้ายต่อเ้าแม้แต่น้อยนั่นคือความจริง"
ถึงแม้ซางเย่จะแสดงออกถึงสีหน้าและแววตาที่จริงใจ แต่ไหนเลยที่อวี่เฟิงผู้ถูกความโสมมของโลกหล่อหลอมให้เติบโตจะเชื่อ
"ดื่มยาแล้วพักผ่อนเถอะพรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเ้าไปรักษาตัวที่บ้านของข้า อย่างน้อยก็มีผ้าห่มอุ่นๆ และมียามากพอที่จะรักษาเ้า"
"..."อวี่เฟิงไม่ได้เชื่อบุคคลตรงหน้าแต่เชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง จึงยอมดื่มยาและพักผ่อนเอาแรงในที่สุด เจ็ดวันผ่านไปในบ้านสกุลซาง แม้อวี่เฟิงยังไม่หายดีแต่ก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ เขาพยายามลุกขึ้นจากเตียงเพื่อที่จะไปจากที่แห่งนี้ให้เร็วที่สุด อย่างน้อยก็เพื่อป้องกันไม่ให้ที่นี่ต้องนองเืเพราะมีเขาเป็ต้นเหตุอีก
ซางเย่ "เ้ากำลังจะไปที่ไหนหรือเฟิงเออร์ เ้ายังไม่หายดีไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรลุกออกมาจากเตียง"
"มันไม่เกี่ยวกับเ้า หลีกไป”
“ไม่หลีก อย่างน้อยก็จนกว่าเ้าจะบอกข้าว่าเ้าจะไปที่ไหน แม้ข้าจะไม่อาจรั้งเ้าเอาไว้ได้แต่ข้าจะไปส่งเ้าให้ถึงที่อย่างปลอดภัย”
“..สำนักเซียนอันดับหนึ่ง"
"เ้าจะไปทำไมหรือ เอ๊ะ! หรือเ้าพักอยู่ที่นั่น"
"ไปทำลายทิ้งแล้วสร้างใหม่"
"..?!! "
"ข้าต้องสร้างอนาคตให้เด็กคนหนึ่ง เขาต้องสูญเสียสิ่งที่เขาควรได้รับเพราะความอ่อนแอของข้า"
"เ้าหรืออ่อนแอ ข้าไม่รู้หรอกนะว่าเคยเกิดอะไรขึ้นกับเ้าบ้าง แต่พลังปราณระดับปรมาจารย์เซียนไม่ถือว่าอ่อนแอหรอกนะ"
"..มันยังไม่พอ"
"เอาเถิด..เ้าบอกว่าอยากจะสร้างอนาคตให้เด็กคนหนึ่งสินะเช่นนั้นเรามาก่อตั้งสำนักไปด้วยกัน มันก็น่าสนุกดีเหมือนกันนะ เ้าทำตามความปรารถนาของเ้า ข้าทำตามฝันของข้า ทุกอย่างจะลงตัว"
"...ความฝัน? "
"ใช่ ข้ามีความฝันอยากจะก่อตั้งสำนักเซียนและทำให้สำนักเซียนที่ข้าตั้งยิ่งใหญ่กลายเป็สำนักเซียนอันดับหนึ่งให้จงได้"
"...อยากทำอะไรก็ทำ"
5 ปีผ่านไป
สำนักจันทราพิสุทธิ์มีชื่อเสียงโด่งดังจนเป็ที่โจษจันกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็โลกผู้ฝึกตน โลกมาร ปีศาจ โลกมนุษย์ สรวง์ชั้นฟ้า หรือปรภพดินแดนหลังความตาย จากใต้ดินจรดแผ่นฟ้ามีใครบ้างไม่รู้จักสำนักจันทราพิสุทธิ์ หรือในอีกชื่อที่ถูกเรียกขานกันอย่างลับๆ
'สำนักจันทราอาบโลหิต'ที่มีแิเรียบง่ายตามใจรองเ้าสำนัก ใครขวาง ตาย กล้าขัดแย้งกับรองเ้าสำนัก ตาย ทำให้รองเ้าสำนักรำคาญ ตาย รองเ้าสำนักไม่พอใจก็ตาย
เรียกได้ว่านี่คือยุคมืดอย่างแท้จริงสำหรับหกภพภูมิ
แล้วถ้าถามว่าไม่คิดจะมีใครต่อต้านบ้างเหรอแน่นอนว่ามี แต่ก็ถูกรองเ้าสำนักเก็บกวาดจนไม่เหลือ กระดูกกองพะเนินเท่าูเาจนไม่มีใครกล้าต่อกรใหู้เากระดูกนั้นเพิ่มขนาดใหญ่ขึ้น จนพื้นที่ตรงนั้นถูกเรียกขานว่า'สุสานหกภพ'
ซางเย่ "เฟิงเออร์เ้าฆ่าผู้คนไปมากมายถึงเพียงนี้ไม่กลัวว่าพวกเขาจะร่วมมือกันล้างแค้นหรือ"
"จำเป็ต้องกลัวด้วยหรือ"อวีเฟิงพูดขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ พลางร่ำสุราชมจันทร์อย่างสบายอารมณ์
"แก้แค้นกันไปแก้แค้นกันมาเมื่อไหร่จะจบสิ้น เหตุใดจึงไม่ลองเจรจาใช้สันติวิธีเข้าว่ามิดีกว่าหรือ"
"..ไร้สาระแค่ถอนรากถอนโคนให้หมดก็สิ้นเื่ แต่ในเมื่อท่านเป็เ้าสำนักอยากเจรจาก็ทำไป บอกไว้ก่อนว่าหากคนพวกนั้นขวางหูขวางตาข้าเมื่อไหร่ ข้าจะไม่เก็บพวกมันเอาไว้ให้รกหูรกตา"
"...เฮ้อ!! "
และเมื่อสำนักจันทราพิสุทธิ์เปิดการเจรจาเข้าร่วมพันธมิตร ตัวแทนทั้งหกภพภูมิก็รีบเข้าร่วมเป็พันธมิตรอย่างไม่อิดออด และแทบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา เพราะหากเสียเวลาเพียงนิดอาจทำให้ท่านรองเ้าสำนักเปลี่ยนใจก็เป็ได้
"กฎข้อเดียวคือ'อยู่ให้เป็'สำนักจันทราพิสุทธิ์เป็สำนักเซียนอันดับหนึ่งที่มีชื่อเสียงดีงาม ไม่เคยกระทำเื่เลวร้าย เป็สำนักเซียนที่เปี่ยมด้วยคุณงามความดี..เข้าใจหรือไม่"อวีเฟิงพูดแค่นั้นและไม่พูดอะไรต่ออีก เขาเอาแต่ร่ำสุรานั่งฟังอยู่เงียบๆ
"...?!! "ผู้ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างกู่ร้องในใจ อะไรคือชื่อเสียงดีงาม อะไรคือไม่เคยกระทำเื่เลวร้าย แล้วไอู้เากระดูกที่กองอยู่ตรงนั้นมันฝีมือใคร ไม่ใช่ฝีมือของรองเ้าสำนักจันทราอาบโลหิตหรอกหรือ
ซางเย่จึงต้องอธิบายเสริมเพื่อให้ทุกคนเข้าใจตรงกัน "ศิษย์น้องข้าหมายถึง พูดในสิ่งที่ควรพูด ทำในสิ่งที่ควรทำ และลืมในสิ่งที่ควรลืม..หากไม่เช่นนั้นแล้วข้าคงไม่อาจช่วยพวกท่านได้มากกว่านี้"
"....."
"..เมื่อศิษย์น้องข้า้าเช่นนั้นพวกท่านก็จงทำเช่นนั้นเถิด มิเช่นนั้นูเากระดูกคงจะมีขนาดใหญ่ขึ้นอีกไม่น้อย"ผู้ที่ได้ยินเช่นนั้นต่างตัวชาวาบ ขนลุกชันพร้อมเพรียงกันอย่างห้ามไม่ได้
และเมื่ออวีเฟิงได้คำตอบที่้าก็เดินออกจากห้องไปโดยไม่ใส่ใจที่จะฟังรายละเอียดยิบย่อยหรือข้อเสนออะไรอีก จึงทำให้บรรยากาศห้องประชุมใหญ่ผ่อนคลายลงไม่น้อย
หนึ่งเดือนให้หลังจากการประชุมเข้าร่วมพันธมิตร ชื่อเสียงก่อนหน้าของสำนักจันทราพิสุทธิ์ถูกกลบฝังภายใตู้เากระดูกจนมิดชิดพร้อมกับตำนานของสำนักจันทราอาบโลหิต
ไม่มีใครกล้าพูดถึงราวกับยุคมืดที่แสนโหดร้ายนั้นไม่เคยมีอยู่จริง แต่ถึงจะเป็อย่างนั้นความกลัวที่ถูกฝังไว้ในสายเืก็ไม่เคยจางหายกลับกันยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ
แม้จะไม่มีใครกล้าพูดถึง แต่ใช่ว่ามันจะไม่เคยมีอยู่
สิบปีผ่านไป
ทุกคนใช้ชีวิตอย่างปกติสุขภายใต้สัญญาการเป็พันธมิตรที่ดีของสำนักจันทราพิสุทธิ์ ูเากระดูกยังคงตั้งตระหง่านอยู่เช่นเดิมเพิ่มเติมคือมีเถาวัลย์และไม้เลื้อยปกคลุมทั่วทั้งลูกจนดูเหมือนูเาธรรมดาๆ ลูกหนึ่ง
แต่ผู้ที่รู้เื่ราวดีก็ไม่มีใครกล้าคิดเช่นนั้น บางทีก็มีคนคิดต่อต้านสำนักจันทราพิสุทธิ์และสุดท้ายก็จบลงด้วยการเพิ่มขนาดของูเากระดูกเพียงเท่านั้น
"ผ่านไปนานถึงเพียงนี้เ้าก็ยังคงใจร้อนอยู่เช่นเดิม"
"..ไม่พอใจที่ข้าฆ่าคนพวกนั้นหรือ"อวีเฟิงถามซางเย่พลางจิบสุราอยู่เช่นเดิม
"มิใช่ หากนั่นคือความ้าของเ้าข้าไม่เคยขัด ข้าปรารถนาให้เ้ามีความสุข..ความ้าของเ้าคือความปรารถนาของข้า ขอเพียงเ้ามีความสุขข้าก็มีความสุข"
"..ท่านไม่เคยเปลี่ยนไปแม้แต่น้อย..แต่ข้าก็ไม่ได้เกลียดที่เป็แบบนี้หรอกนะ"เมื่อซางเย่ได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข พลางกอดกุมมืออวีเฟิงอย่างหวงแหน
…………………………
เนื้อหาที่ไม่ปรากฏในนิยาย
ข้ามีนามว่าซางเย่เป็บุตรชายเพียงคนเดียวของสกุลซางซึ่งถือได้ว่าเป็ตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง ท่านพ่อข้าเป็กุนซือขององค์จักรพรรดิที่มีอำนาจล้นเหลือ ไม่ว่าจะเป็ข่าวสาร ทหาร หรือนักฆ่า ข้าถูกเลี้ยงดูมาด้วยความรักและตามใจมาโดยตลอด
จนกระทั่งข้ามีอายุประมาณสิบขวบ ข้าได้หนีออกมาเที่ยวเล่นนอกจวนเป็ครั้งแรก เพราะเบื่อพวกพี่เลี้ยงที่คอยตามติดอยู่ตลอดเวลา พอออกจากจวนได้ไม่นานขากลับถูกจับไปขังไว้ยังสถานที่ที่โหดร้าย'ตำหนักอสูรครวญ'คือสถานที่ที่ข้าถูกจับตัวมา
ข้าอยู่ในห้องขังรวมกับเด็กคนอื่นๆ ข้าได้เห็นเหตุการณ์ภายในถ้ำผ่านกระจกบานใสซ้ำแล้วซ้ำเล่า เด็กผู้ชายถือมีดคู่ไล่ฆ่าฟันเด็กคนอื่นๆ ภายในถ้ำเพื่อแย่งชิงน้ำและอาหาร จนในที่สุดเด็กคนนั้นก็ได้ออกไปจากถ้ำ
เมื่อข้ารู้ตัวอีกทีตำหนักอสูรครวญแห่งนี้ก็ถูกเด็กคนนั้นทำลายจนสิ้นแล้ว เขาพังกรงขังเพื่อให้คนอื่นออกมารวมถึงข้าด้วย นั่นเป็ครั้งแรกที่ข้าได้เห็นใบหน้านั้นชัดๆ และมันคงเป็ใบหน้าที่ข้าไม่อาจลืมไปได้ชั่วชีวิต
แม้ร่างกายจะถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงสดแต่มันก็ไม่อาจปกปิดความงดงามที่มีได้เลยแม้แต่น้อย ราวกับประติมากรรมน้ำแข็งที่ถูกแต่งแต้มสีสันให้งดงามสะกดทุกสายตา
เขาช่างเป็สิ่งมีชีวิตที่งดงามตรึงตาตรึงใจนัก...
"ข้าชื่อซางเย่ขอบคุณที่ช่วยเหลือ ไม่ทราบผู้มีพระคุณมีนามว่าอะไร"
"ข้าไม่ได้คิดจะช่วยเ้า..แค่บังเอิญเท่านั้น"เขาพูดเพียงแค่นั้นแล้วเดินจากไป แต่มีหรือที่ข้าจะยอมอย่างน้อยขอรู้ชื่อผู้ที่ช่วยชีวิตหน่อยจะเป็ไรไป
"ถ้าเช่นนั้นช่วยบอกชื่อให้ข้ารู้ได้หรือไม่อย่างน้อยข้าจะได้จดจำไว้..บิดาข้าเคยกล่าวว่ามีบุญคุณย่อมต้องทดแทน"
"ไม่จำเป็"
"โปรดบอกชื่อข้าหน่อยเถิดอย่างน้อยขอให้ข้าได้จดจำชื่อของผู้มีพระคุณเท่านั้นก็ยังดี"
"...อวี่เฟิง"จากนั้นคนคนนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
หลังจากวันนั้นเป็ต้นมาข้าเฝ้าคะนึงหาใบหน้าที่ติดอยู่ในความทรงจำ และข้าเชื่อว่าจะได้พบเขาในสักวันหนึ่งข้างหน้าอย่างแน่นอน
ข้าตั้งใจศึกษาเล่าเรียน ไม่ว่าจะเป็ศาสตร์หรือศิลป์แขนงใด จากตอนนั้นทำให้ข้าได้รู้คุณค่าของการมีชีวิต จนตอนนี้ข้าอายุได้ยี่สิบปี ตลอดเวลาที่ผ่านมาข้าได้ยื่นมือเข้าช่วยเหลือผู้คนมากมาย เพราะข้าอยากมอบโอกาสการมีชีวิตให้ผู้อื่นเช่นเดียวกับที่ข้าเคยได้รับมา
และโชคชะตานำพาให้ข้าได้ช่วยเหลือเขาคนนั้น ผู้ที่เคยหยิบยื่นโอกาสการมีชีวิตอยู่ให้แก่ข้า
'..อวี่เฟิง'
เขาแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดเนื้อตัวยังคงอาบย้อมไปด้วยเืสีแดงสด แต่มันกลับน่ามองจนข้าไม่อาจถอนสายตาจากบุคคลตรงหน้าได้ ไม่ว่าจะเมื่อก่อนหรือตอนนี้ความงดงามที่เคยมีก็ยังคงอยู่...
จะเป็อันใดหรือไม่หากข้าปรารถนาที่จะเฝ้ามองความงดงามนี้ต่อไป ตราบเท่าที่ร่างกายนี้ยังมิแหลกเป็ผุยผง
ต่อให้ต้องผิดต่อคนทั้งใต้หล้าขอแค่มีเ้าอยู่เคียงข้างข้าก็เพียงพอ...ตัวข้าคิดเช่นนั้น
ขอบคุณสำหรับการติดตามผลงานของนามิ
รักลีดเดอร์ทุกคนค่ะ
จากใจ
นามิแค่อยากอ่านนิยาย
จุ๊บๆ