ตระกูลโม่
สามวันผ่านไป ขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังวุ่นวายจัดงานต้อนรับ คนหนุ่มสาวต่างเตรียมความพร้อมสำหรับการคัดเลือกของท่านบรรพบุรุษ แต่ทางด้านโม่ซานกลับใช้ชีวิตอย่างเงียบสงบที่ตำหนักไผ่ขจีโดยที่คนอื่นไม่รู้
ตำหนักไผ่ขจี มีบ้านพักอยู่สองส่วน ส่วนแรกอยู่ทางด้านหน้าคือที่พักของโม่เยว่ซิน ส่วนที่สองอยู่ลึกเข้าไปท้ายป่าไผ่ ตัวบ้านทำมาจากไม้ไผ่เช่นกัน มันมีรูปแบบไม่ต่างจากหลังที่โม่เยว่ซินอาศัยอยู่ ทางด้านซ้ายห่างจากตัวบ้านไม่กี่สิบเมตร มันเป็สถานที่ฝังร่างของสองพี่น้องบรรพบุรุษตระกูลโม่
หลุมศพทำขึ้นมาอย่างง่ายๆ มีเพียงเนินดินกับแผ่นหินที่สลักชื่อเท่านั้น ป้ายหนึ่งสลักชื่อโม่เฉิน อีกป้ายสลักชื่อโม่เยว่เล่อลงไป คนทั้งสองเป็พี่ใหญ่และน้องเล็กของโม่ซาน
นับั้แ่คืนที่โม่ซานพบเจอกับเยว่ซิน เขาก็มาพักอาศัยอยู่ในเรือนท้ายสวนป่าไผ่....ในทุกๆวันเขาจะมาเยี่ยมหลุมฝังศพและทำความสะอาด ก่อนจะเดินทางไปหาเยว่ซิน
โม่ซานรู้สึกถูกชะตาหญิงสาวนางนี้เป็พิเศษ เพราะนอกจากนางจะมีใบหน้าและน้ำเสียงที่คล้ายกับเยว่เล่อ นางยังมีนิสัยใจคอเหมือนกันอีกด้วย กล่าวได้ว่านางเป็ร่างแยกของเยว่เล่อก็ดูจะไม่เกินจริง....ความชอบงานอดิเรก ท่วงท่าการกระทำ มีความคล้ายคลึงไม่ต่างกัน รวมถึงเื่ราวชีวิต นางก็ยังมีความเหมือนกันอยู่หลายส่วน....
หากไม่ใช่โม่ซานเป็คนฝังร่างน้องสาวเองกับมือ โม่ซานก็คงคิดว่าเยว่ซินเป็น้องสาวของเขาไปแล้ว......
เป็เวลาสามวัน ที่โม่ซานได้มาพูดคุยกับเยว่ซิน ในทุกวันเขาจะถามถึงสาเหตุอาการาเ็ของนาง แต่เขาก็ไม่เคยได้รับคำตอบใดๆกลับมา พอเขาเอ่ยถาม นางก็จะหาเื่อื่นมาคุยแทรกอย่างหน้าตาเฉย หากเป็ผู้อื่นโม่ซานคงจะเขกกระบาลไปนานแล้ว
การเสียมารยาทของนาง นอกจากโม่ซานจะไม่โกรธ เขายังอมยิ้มน้อยๆ ขนาดเื่แบบนี้ นางก็ยังเหมือนน้องสาวของเขา...เวลาเยว่เล่อจนตรอกนางก็จะหาเื่อื่นมาเปลี่ยนประเด็นอย่างหน้าตาเฉยเช่นกัน.....เขารู้สึกเอ็นดูเยว่ซิน เสมือนเขาได้น้องสาวคนเดิมกลับคืนมา
เมื่อเยว่ซินไม่อยากพูดถึงอาการาเ็ โม่ซานจึงไม่รบเร้าอีก เขาชวนหญิงสาวพูดคุยเื่ต่างๆไปเรื่อย ส่วนเยว่ซินมีบ้างที่จะเล่าเื่ราวของนางเอง
วันนี้นางก็แต่งกิ่งต้นไม้ของนางเช่นเดิม ขณะตัดแต่งกิ่ง นางก็พูดคุยกับโม่ซาน โดยไม่หันหน้ามามอง นางไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด นางถึงไม่หวาดระแวงในตัวโม่ซาน นางไม่ห่วงกิริยามารยาท ทุกคำพูดนางสามารถเอ่ยออกมาโดยไม่ต้องฉุกคิด....ทั้งที่พึ่งรู้จักกันได้เพียงไม่กี่วัน นางกลับเป็ธรรมชาติยิ่งกว่าตอนที่นางอยู่กับบิดาและมารดาเสียอีก.....
โม่ซานโกหกว่าเขาเป็เพียงคนเฝ้าสุสาน เขาออกเดินทางไปแผ่นดินใหญ่ พอได้สัญญาณรวมตัวของตระกูล เขาจึงรีบเดินทางกลับมา พอเยว่ซินได้ยินคำว่าแผ่นดินใหญ่ ดวงตาของนางพลันเกิดประกายแวววาว หนังสือที่นางอ่านหลายเล่ม ล้วนมาจากแผ่นดินใหญ่ ที่นั่นปลูกชาหลากหลายชนิด ของขึ้นชื่อคือชานิรันดร์
ตามหนังสือที่นางอ่าน ชานิรันดร์สามารถทำให้เทวะเข้าสู่ห้วงจิต และมีโอกาสเล็กน้อยในการััวิถีไหลเวียนของฟ้าดิน มันเป็ชาที่มีประโยชน์ต่อระดับจักรพรรดิและเทวะเป็อย่างมาก ในรอบร้อยปีโรงประมูลจะนำมาแลกเปลี่ยนเพียง20กาเท่านั้น
ราคาของมันสูงเสียดฟ้า ชานิรันดร์ไม่ใช่สิ่งที่ตระกูลระดับกลางอย่างตระกูลโม่จะจับต้องได้ เพราะมันต้องใช้อุปกรณ์ระดับปฐีในการแลกเปลี่ยน ซึ่งตระกูลของนางไม่มี
"ชานิรันดร์มันก็ดีแค่ชื่อเท่านั้น ข้าจะให้เ้าลองดื่มชาหยาด์ แล้วเ้าจะไม่นึกถึงชานิรันดร์อีกเลย" โม่ซานหยิบอุปกรณ์ชงชาออกมา หนึ่งในนั้นมีถ้วยชาที่ทำจากไม้ไผ่ มันเป็ถ้วยใบเดียวกันกับที่เขาเอาออกมาในคืนฝนตก ลักษณะถ้วยถูกทำขึ้นมาอย่างง่ายๆ มันไม่มีลวดลายอะไร เพียงแค่เหลาเปลือกไม้ไผ่ออกและลบคมนิดหน่อย ท้ายก้นถ้วยถูกสลักอักษรลงไป อักษรที่โม่ซานอ่านไม่ออก แต่เขารู้ว่ามันหมายถึงอะไร..มันสลักคำว่า RoZa..ซึ่งเป็ชื่อของท่านเซียน!!!
"ท่านลุง ชาหยาด์คืออะไรหรือคะ ในสารบัญใบชาระดับสูง มันไม่มีชื่อนี้นะ" โม่เยว่ซินวางกรรไกรลง นางหันมาเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ ดูเหมือนนางจะเริ่มสนใจใบชาชนิดนี้ขึ้นมา ในความเป็จริง นางไม่ได้ชื่นชอบการดื่มชา แต่เพราะบิดาของนางล้มเหลวในการทะลวงขั้นถึงสองครั้ง นางจึงอ่านหนังสือทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับของวิเศษหรือพืชพรรณสมุนไพร....
หลังจากเยว่ซินเดินไม่ได้ นางก็ตั้งใจศึกษาอ่านหนังสือมากมาย นางเพียงแค่หวังว่าความรู้ของนาง อาจจะช่วยให้บิดาบรรลุระดับเทวะได้
และชานิรันดร์ก็เป็หนึ่งในนั้น ซึ่งเป็สิ่งที่นางต้องจดจำให้ขึ้นใจ ว่ามันมีประโยชน์ในการทะลวงระดับของบิดานาง ส่วนชาหยาด์ นับเป็ครั้งแรกที่นางได้ยินชื่อ
โม่ซานไม่ได้ตอบคำถาม เขาเพียงยิ้มหัวเราะน้อยๆ ก่อนจะทำการชงชาต่อ.... ผ่านไปเพียงไม่นาน เขาก็ยกถ้วยชาไม้ไผ่ มาวางไว้ยังเบื้องหน้าของนาง กลิ่นหอมของใบชามันลอยอบอวลทั่วเรือนไม้ไผ่ ต้นไม้รอบๆตัวเรือนใบของมันสั่นไหวเหมือนถูกลมพัด ยิ่งต้นหยาดพิรุณมันเริ่มออกดอกและบานสะพรั่งด้วยความเร็วที่ไม่น่าเป็ไปได้
"เ้าลองดื่มดูก่อน แล้วข้าจะบอกว่ามันคือใบชาอะไร" โม่ซานยิ้มแก้มปริกล่าวออกมา รอยยิ้มของเขาเหมือนแฝงความขี้เล่นเอาไว้บางส่วน ทางด้านเยว่ซินแม้ว่านางจะไม่ชอบดื่มชา แต่พอนางได้กลิ่นของใบชา จิตใจของนางพลันสงบอย่างที่นางไม่เคยเป็มาก่อน นางยกถ้วยไม้ขึ้นมาสูดดมไอร้อน
ชาหยาด์มันมีกลิ่นที่เหมือนละอองฝน กลิ่นของมันหอมเย็นสดชื่น ให้ความรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย
ในขณะที่นางจะวางถ้วยชาเพื่อถามโม่ซาน นางกลับรู้สึกว่าถ้วยชาไม้ไผ่เหมือนมีชีวิต มันไม่ยอมให้ปล่อยมือออกจากมัน ซ้ำนางยังลดมือลงไม่ได้อีก เสมือนว่ามัน้าให้นางดื่มชาในแก้วเข้าไป...ถึงเยว่ซินจะแปลกใจแต่นางก็ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องดื่มชาหยาด์ พอความร้อนไหลผ่านลำคอ สติสัมปชัญญะก็เริ่มหลุดลอย นางไม่รู้ว่าใช้เวลาไปนานเท่าไหร่ จนเสียงหัวเราะของใครบางคนดังขึ้น เยว่ซินถึงได้รู้สึกตัว
" ผู้าุโนี่มันชาอะไรกัน มันทำมาจากต้นอะไรเ้าคะ " หญิงสาวพูดสุภาพอย่างเป็ทางการ
"เ้าพูดเช่นเดิมเถอะ แต่ถ้าเ้ามีมารยาทจริง ก่อนอื่นเ้าก็นั่งลงซะ..... " โม่ซานเงยหน้ามองพูดกลับนาง น้ำเสียงของเขามีความขี้เล่น เขายิ้มบางๆพร้อมกับหัวเราะ
หลังจากเยว่ซินได้ดื่มชาลงไป เพียงไม่ถึงครึ่งก้านธูป จู่ๆนางก็ลุกขึ้นจากรถเข็น โม่ซานเห็นนางยืนหลับตาอย่างนั้นมานานหลายนาที จนเขากลั้นหัวเราะไม่อยู่
พอเยว่ซินรู้สึกตัวนางถึงกับผงะ ขาของนางสั่นเล็กน้อย ก่อนจะล้มฟุบลงไปบนรถเข็นเช่นเดิม เยว่ซินนางใมากเมื่อครู่นางััได้ถึงเท้าทั้งสองข้างของนาง ความรู้สึกที่ห่างหายไปนานของร่างกายส่วนล่าง นางกลับรู้สึกถึงมันได้อีกครั้ง แม้จะเป็เพียงแค่ชั่วเวลาสั่นๆ แต่นางก็เสมือนได้พบแสงสว่างที่เรียกว่าความหวัง....
เยว่ซินนางนั่งนิ่งก่อนน้ำอุ่นๆจะไหลผ่านดวงตาทั้งสองข้างของนาง
"ผู้าุโ ข้าขอบคุณท่านมากเ้าค่ะ แม้จะเป็เพียงเวลาสั่นๆ แต่ข้าก็มีความสุขจริงๆ " เยว่ซินเอามือมาเช็ดน้ำตา แล้วหันหน้ามาพูดกับโม่ซานด้วยดวงตาที่แดงก่ำ
" ช่างน่าเสียดายจริงๆ ร่างกายของเ้ามันสาหัสเกินไป ข้าคงช่วยเ้าได้เพียงเท่านี้ " โม่ซานรู้ดี เมื่อครู่ที่นางยืนขึ้นมาได้ มันมาจากวิถีฟ้าในถ้วยชา ่ที่วิถีฟ้าหมุนเวียนเข้าสู่ร่างกาย จึงทำให้ชีพจรเสมือนได้รับแหล่งพลังงาน มันเลยสามารถขยับเขยื้อนได้ แต่นางไม่มีแหล่งกักเก็บพลังงานภายใน... วิถีฟ้าเลยกระจายตัวออกจากร่างของนางจนหมด ร่างกายของนางมันขาดสมดุลหยินหยาง ยังดีที่ร่างกายของนางสามารถดูดซับวิถีดินได้ หาไม่แล้วชีวิตนางคงจะต้องจบลงเช่นเดียวกับเยว่เล่อเป็แน่
ผ่านไปไม่นาน เยว่ซินสงบสติอารมณ์ลงมาได้บ้าง แต่นางมีท่าทีกระวนกระวายเหมือนว่านางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง นางบิดมือไปมา สายตาของนางอยู่ไม่นิ่ง นางเม้มริมฝีปากไว้แน่น เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
"ฮ่าๆ มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ ไม่รู้รึว่าเ้าทำหน้าตลกขนาดไหน" โม่ซานหัวเราะร่า เขาชอบการแสดงออกของหญิงสาว มันเหมือนเขาได้ย้อนอดีตกลับไปอยู่ในห้วงแห่งความสุขอีกครั้ง
"ผู้าุโ ท่าน....ท่านพอจะแบ่งใบชาบางส่วนให้ข้าได้หรือไม่ ข้าไม่้ามาก ขอเพียงชาถ้วยเดียวก็พอเ้าค่ะ" เยว่ซินรวบรวมความกล้ากล่าวออกมา
นางไม่รู้ว่าชาหยาด์มีราคาเท่าไหร่ แต่มันต้องล้ำค่าเป็แน่ ชาที่ทำให้เข้าถึงวิถีฟ้าดินได้อย่างง่ายเช่นนี้ มันจะต้องไม่ใช่อะไรที่คนระดับนางจะหาได้ เยว่ซินรู้สึกเสียดายจริงๆ หากชาถ้วยนั้นเป็พ่อของนางที่ได้ดื่มมัน บางทีพ่อของนางอาจจะเข้าใจวิถีฟ้าดินก็เป็ได้
สำหรับคนเฝ้าสุสานที่นางพึ่งรู้จัก สิ่งล้ำค่าอย่างชาหยาด์ครั้นจะให้นางเอ่ยปากขอตรงๆ ก็คงจะไม่ได้ แต่ในเมื่อยังไม่หมดหวัง นางจึงเอ่ยปากขอร้องด้วยความจริงใจ
"เ้าจะเอาไปทำอะไร มันไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายของเ้าหรอก ถึงเ้าจะดื่มเป็สิบกา มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ มีแต่จะไปเพิ่มภาระให้ร่างกายของเ้าเสียเปล่า..." โม่ซานเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี
"ข้าไม่ได้กินเองเ้าค่ะ ข้าจะเอาไปให้ท่านพ่อของข้า เขาใกล้จะบรรลุระดับเทวะแล้วเ้าค่ะ"
"ประมุขใกล้บรรลุระดับเทวะแล้วรึ!!! ข้าว่าแค่ถ้วยเดียวมันคงจะไม่พอ บางทีอาจจะต้องใช้ถึงหนึ่งกา เพียงแต่ว่า....." โม่ซานแสร้งแสดงสีหน้าใ เขารู้อยู่แล้วว่าโม่หยางอยู่ในระดับครึ่งก้าวสู่เทวะ แต่โม่หยางาเ็ภายในจึงแทบไม่มีโอกาสในการบรรลุ
"ผู้าุโโปรดเมตตา ท่านบอกความ้ามาเถอะ หากข้าทำได้ข้าจะไม่ปฏิเสธ " เยว่ซินพยายามจะลงจากรถเข็น นาง้าคุกเข่าขอร้องอ้อนวอน แต่โม่ซานดึงห้ามเอาไว้ เพียงแค่นางขยับเขาก็รู้แล้วว่านางตั้งใจจะทำอะไร เขาตบไหล่ของนางแล้วหัวเราะเบาๆออกมา
"ฮ่าๆ เ้านี่ตลกจริงๆ ข้ายังไม่ได้พูดเลยว่าจะไม่ให้ แล้วเ้าจะตื่นตูมไปไย ชานี้ข้าก็บังเอิญได้มาถูกๆ ถึงจะมีไม่มาก แต่ก็คงจะพอให้ท่านประมุขบรรลุได้ " โม่ซานโกหกหน้าตาเฉย ในหมู่บ้านสุดท้ายคนที่ได้ใบชาไปมากที่สุดไม่ใช่ใครอื่น นอกจากโม่ซานซะเอง เขามีใบชาเก็บไว้อีกมากโข มีทั้งชาหยาด์ และชาเหมันต์
"ถ้างั้นผู้าุโ.." เยว่ซินดวงตาเบิกกว้าง นางดีใจเป็อย่างมาก
"ไม่!!! ข้าจะไม่ช่วยฟรีๆ หากเ้ารับปากข้าสามข้อข้าจะให้เ้า1กา" โม่ซานยิ้มเ้าเล่ห์ออกมาโดยไม่หลบซ่อน
"ท่านผู้าุโบอกความ้ามาเถอะเ้าค่ะ ข้าจะไม่ปฏิเสธ" เยว่ซินพูดออกมาอย่าหนักแน่โดยไม่ต้องคิดอะไรให้มากความ