ในที่สุดวันงานเลี้ยงต้อนรับองค์หญิงิอานก็มาถึง จ้าวซูเซียวถูกจินอี้ฟางแต่งตัวด้วยชุดพิธีการสีชมพูอ่อนมีลวดลายดอกโบตั๋นสวยงามปราณีตและสวมทับด้วยเสื้อคลุมขนจิ้งจองเงิน ขนจิ้งจอกเงินในแคว้นเฉียนเหลียงถือว่าล้ำค่า แม้ในแคว้นโจวที่มีจิ้งจอกเงินมากกว่าก็ยังถือว่าเป็ของล้ำค่าที่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงมักเลือกสวมใส่ เส้นผมเงางามถูกลวบขึ้นเป็ทรงมวยเก้าเทพประดับหยกล้ำค่ามากมายจนจ้าวซูเซียวรู้สึกหนักไปหมด
เกี้ยวคันใหญ่เคลื่อนตัวออกจากประตูตำหนักมู่ตานมุ่งสู่กำแพงสูงใหญ่ของวังหลวงใช้เวลาร่วมชั่วโมงในที่สุดจ้าวซูเซียวก็ได้ยินเสียงเครื่องสายบรรเลงเพลงดังขับขานชวนให้รื่นเริงใจมือบางกำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว ทั้งชีวิตนางเป็เพียงท่านหญิงบ้านนอกไม่เคยแม้แต่เข้าเมืองหลวงด้วยซ้ำไม่ต้องกล่าวถึงงานเลี้ยงยิ่งใหญ่ที่มีฮ่องเต้ประทับอยู่แบบนี้เลย เมื่อเกี้ยวหยุดลงจ้าวซูเซียวสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามรักษาสีหน้าสงบนิ่งไว้ให้มากที่สุด
“ถึงจุดเข้างานเลี้ยงแล้วเพคะองค์หญิง” เสียงจินอี้ฟางดังขึ้นพร้อมเลิกม่านเปิดออก จ้าวซูเซียวก้าวลงด้วยท่าทีงดงามนางมองของบรรณาการที่ตั้งขบวนอยู่ด้านหลังยาวเหยียด จินอี้ฟางััถึงความตื่นเต้นในดวงตาของจ้าวซูเซียวจึงเขยิบเข้ามากระซิบปลอบขวัญ
“ภายในงานขอเพียงพระองค์รักษาท่าทีสงบนิ่งไว้ได้ อย่างไรก็ไม่มีใครกล้ารังแกพระองค์ที่เป็ถึงองค์หญิงแคว้นเฉียนเหลียงเพคะ หน้าที่ยังต้องทำให้ดีพระองค์ยังต้องสร้างความประทับใจให้ชินอ๋องนะเพคะ”
“ข้ารู้แล้ว”
จ้าวซูเซียวก้าวเดินนำขบวนไปด้านหน้า เมื่อเข้าสู่ประตูงานเลี้ยงเสียงขานชื่อนางดังขึ้นเรียกความสนใจของบรรดาขุนนางน้อยใหญ่ รวมถึงเหล่าฮูหยินและคุณหนูคนสำคัญให้หันมามองนาง
“องค์หญิงิอานเสด็จ !!”
ต้องรู้ไว้ว่างานเลี้ยงในครั้งนี้ถูกจัดขึ้นเพื่อต้อนรับนางโดยเฉพาะ และชื่อเสียงของนางก็โด่งดังั้แ่มีราชโองการพระราชทานสมรสระหว่างนางกับชินอ๋อง ผู้คนแคว้นโจวต่างล่ำลือว่าองค์หญิงิอานงดงามราวเทพธิดา โอวหยางอู่ตี้จึงประทานนางให้แก่พระอนุชาเพียงพระองค์เดียวอย่างชินอ๋อง ทำให้เหล่าคุณหนูคนสำคัญที่คาดหวังตำแหน่งชินหวางเฟยเกิดความริษยาั้แ่ยังไม่พบหน้าองค์หญิงต่างแคว้นพระองค์นี้
จ้าวซูเซียวหาได้สนใจสายตามากมายที่มองมาทางนางไม่ นางยังคงก้าวเดินตามนางกำนัลไปยังตำแหน่งที่นั่งราชฑูตอย่างสง่างามไม่บกพร่อง จ้าวซูเซียวนั่งลงประจำตำแหน่งด้านขวามีจินอี้ฟาง ด้านซ้ายมีเสี่ยวซียืนคอยรับใช้ นางยกแก้วชาชั้นดีขึ้นจิบด้วยท่าทางไม่สนใจสิ่งใดบรรดาขุนนางและคุณชายคนสำคัญต่างพากันตกตะลึงในความงดงามขององค์หญิงิอาน ส่วนบรรดาคุณหนูคนสำคัญต่างมองนางด้วยสายตาริษยา
“ชินอ๋องเสด็จ !!”
เสียงประกาศดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงก้าวเดินเข้ามาในงานด้วยท่าทางสง่างาม จ้าวซูเซียวเงยหน้าขึ้นมองบุรุษเ้าของชื่อด้วยความรู้สึกหลากหลาย ชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อเป็บุรุษรูปร่างสูงสง่า ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงความเ็าชัดเจน ดวงตาคมฉายชัดถึงความไม่สนใจใต้ล้า ทุกย่างก้าวแสดงถึงอำนาจจากภายในที่ถูกถ่ายถอดออกมาฉลองพระองค์สีม่วงขลิบทองยิ่งทำให้ท่าทางของชินอ๋องดูสูงส่ง เสี้ยววินาทีที่ชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อปลายตามาทางจ้าวซูเซียวเมื่อดวงตานางสบกับดวงตาคมเ็าจู่ๆหัวใจนางก็เต้นแรงโดยไม่รู้ตัว แต่เพียงแวบเดียวเท่านั้นโอวหยางหย่งเล่อก็หันหน้าออกไปทำราวกับนางเป็เพียงอากาศธาตุ
สำหรับจ้าวซูเซียวแล้วโอวหยางหย่งเล่อถือเป็บุรุษหล่อเหลาที่สุดเท่าที่นางเคยพบ ไม่แปลกใจจริงๆบรรดาคุณหนูคนสำคัญเ่าั้ถึงมองนางผู้เป็ว่าที่พระชายาด้วยสายตาริษยาอย่างเปิดเผย
หลังจากชินอ๋องเสด็จไม่นานเสียงดนตรีบรรเลงก็เงียบลง พร้อมกับเสียงประกาศดังกังวานว่าผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในงานนี้ปรากฏตัว
“ฮ้องเต้เสด็จ !! ฮองเฮาเสด็จ !!”
ร่างสูงในฉลองพระองค์ลายัสีทองก้าวเดินไปประทับบนบัลลังก์สูงสุด พร้อมกับร่างอรชรในชุดสีทองปักลายหงษ์ของฮองเฮาคู่บัลลังก์ บรรดาขุนนางน้อยใหญ่รวมถึงเชื้อพระวงศ์ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนยอบกายประสานมือคาราวะโอรส์ โอวหยางอู่ตี้เป็บุรุษอายุราวสามสิบเจ็ดปี ใบหน้ามีความคล้ายครึงกับชินอ๋องหลายส่วนเนื่องจากทั้งสองพระองค์เป็พี่น้องที่เกิดจากอดีตฮองเฮาองค์เดียวกัน
โอวหยางอู่ตี้ประทับบนเก้าอี้ลายั พร้อมมองทุกคนด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา สุรเสียงเปี่ยมอำนาจดังขึ้น
“ตามสบายเถิด เราขอประกาศให้งานเลี้ยงเริ่มได้” สิ้นคำทุกคนจึงนั่งบนเก้าอี้ เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงบทเพลงสนุกสนานอีกครั้งอาหารมากมายถูกนางกำนัลยกเข้ามาวางไว้ ตอนนี้จ้าวซูเซียวไม่รู้สึกอยากทานอะไรนางเพียงกินขนมไปหนึ่งชิ้นและยกชาชั้นดีขึ้นจิบเท่านั้น เวลาผ่านไปซักพักใหญ่โอวหยางอู่ตี้ยกพระหัตถ์ขึ้นเหล่านางรำที่ลานแสดงต่างหยุดร่ายรำ เสียงดนตรีผ่อนบางเบาลงทุกคนหันมาให้ความสนใจกับผู้ที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ั
“งานเลี้ยงในครั้งนี้เราจัดขึ้นเพื่อต้อนรับคณะราชฑูตแห่งแคว้นเฉียนเหลียง หวังว่าองค์หญิงิอานจะพอใจกับการต้อนรับของแคว้นโจวในครั้งนี้”
จ้าวซูเซียวลุกขึ้นยืนพร้อมก้าวเดินไปเบื้องหน้าโอวหยางอู่ตี้ นางยอบกายทำความเคารพตามแบบสตรีชั้นสูง ทุกท่วงท่างดงามสูงส่งไร้ความตื่นตระหนก
“หม่อนฉันองค์หญิงิอานขอเป็ตัวแทนราษฏรแคว้นเฉียนเหลียงถวายพระพรฝ่าาเพคะ ขอพระองค์ทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
เสียงใสเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานแต่แฝงด้วยความมั่นใจ โอวหยางอู่ตี้พยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มเช่นเดียวกับฮองเฮา
“กราบทูลฝ่าา งานเลี้ยงในครั้งนี้ยิ่งใหญ่ตระการตางดงามเพียบพร้อมไปหมดทุกส่วนเพคะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า องค์หญิงหมินอานเชิญตามสบายเถอะ ท่านเองเดินทางมาไกลนับพันลี้หวังว่าตำหนักและการต้อนรับจากแคว้นโจวจะทำให้ท่านสำราญใจได้”
“หามิได้เพคะ ทุกสิ่งที่ฝ่าาประทานให้ไม่มีสิ่งใดบกพร่อง ิอานขอเป็ตัวแทนชาวแคว้นเฉียนเหลียงขอบพระทัยในพระเมตตาของฝ่าา” โอวหยางอู่ตี้มองจ้าวซูเซียวด้วยสายตาชื่นชม
“ได้ยินชื่อเสียงความงดงามขององค์หญิงมาเนินนานวันนี้ได้เห็นกับตาไม่แปลกใจที่ผู้คนเล่าลือว่าองค์หญิงิอานงดงามราวเทพธิดาแห่งแคว้นเฉียนเหลียง”
เป็เสียงของฮองเฮาที่เอ่ยขึ้นมานางเป็สตรีอายุราวสามสิบสองปี แต่ใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์กว่าอายุจริงมากนัก ใบหน้าอ่อนหวานนุ่มนวลยังคงมีรอยยิ้มอ่อนหวานประดับตลอดเวลา
“ฮองเฮาทรงกล่าวชมเกินไปแล้วเพคะ หม่อมฉันไม่กล้าน้อมรับ”
จ้าวซูเซียวเผยใบหน้าเขินอายเล็กน้อยให้พองาม ทำให้ฮองเฮาทรงเเย้มสรวงบางเบา จ้าวซูเซียวเหลือบสายตามองบุรุษในชุดม่วงที่นั่งอยู่ด้านข้างที่ทำราวกับไม่สนใจความเป็ไปของงานเลี้ยงแวบหนึ่ง เขาไม่ได้สนใจนางที่เป็จุดเด่นของงานในครั้งนี้ด้วยซ้ำอนาคตของนางในตำหนังชินอ๋องดูท่าจะไม่ง่ายเสียแล้ว จ้าวซูเซียวปรับท่าทางตัวเองยอบกายลงอีกครั้ง
“ิอานเดินทางไกลมาครั้งนี้เป็ตัวแทนของแคว้นเฉียนเหลียงเพื่อแสดงความจริงใจต่อแคว้นโจว เดินทางนับพันลี้ไม่ได้มาเพียงตัวแต่นำความจริงใจของฮ่องเต้แห่งเฉียนเหลียงมามอบให้ฝ่าาเพคะ” สิ้นเสียงหวานกงกงข้างกายนางได้นำหนังสือที่ทำจากผ้าแพรสีทองล้ำค่าหลายเล่มมามอบให้จ้าวซูเซียว มือบางหยิบหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่งพร้อมกางออกอ่านเสียงดัง
“นี่คือหนังสือรายละเอียดเครื่องบรรณาการที่หม่อมฉันนำมาเพคะ เล่มนี้กล่าวถึงทองคำจำนวนสิบหีบ หยกขาวแปดหีบ ไข่มุกราตรี ทองคำ …” จ้าวซูเซียวยังคงกล่าวของบรรณาการต่อไปจนครบ 5 เล่ม โอวหยางอู่ตี้ฟังด้วยท่าทางพึงพอใจ
“บรรณาการและความจริงใจของฝูซีหยวนฮ่องเต้เรายินดีน้อมรับไว้ นับต่อแต่นี้ทั้งสองแคว้นจะเป็ดั่งแคว้นพี่แคว้นน้อง ไร้าชาวประชาร่มเย็นทั่วล่า” โอวหยางอู่ตี้กล่าวประกาศดังกังวานเหล่าขุนนางต่างลุกขึ้นกล่าวยินดี จ้าวซูเซียวยังคงยืนอยู่นางเพียงเผยรอยยิ้มบางเบาพร้อมรับสุราขึ้นดื่มตามธรรมเนียม
แม้ใบหน้าจะประดับรอยยิ้มแต่ภายในใจจ้าวซูเซียวไม่ได้สงบเพียงนั้นนางรู้อยู่แก่ใจดีว่าความสงบสุขเบื้องหน้าไม่อาจอยู่ได้นาน ความ้าเบื้องลึงของแคว้นโจวนางไม่อาจรู้ แต่ความ้าแท้จริงของฝูซีหยวนฮ่องเต้มิได้เรียบง่ายเพียงนั้น ความสงบสุขไม่ใช่สิ่งที่ฝูซีหยวนฮ่องเต้้า แต่าที่สามารถชนะแคว้นโจวต่างหากคือผลลัพธ์ที่โอรส์แห่งเฉียนเหลียงปราถนา
“ชินอ๋อง” สุรเสียงทรงอำนาจเอ่ยเรียก ร่างสูงของบุรุษผู้ถูกเอ่ยนามก้าวเดินมาเบื้องหน้าหยุดยืนห่างจากจ้าวซูเซียวแค่่ตัว
“พ่ะย่ะค่ะเสด็จพี่”
ทันทีที่บุรุษหล่อเหลาและสตรีผู้งดงามยืนเคียงข้างกันช่างเป็ภาพที่ดูเหมาะสมคู่ควรกันจนหลายคนไม่อาจปฏิเสธได้ แต่ภาพนี้ยิ่งสร้างความชิงชังที่เหล่าคุณหนูคนสำคัญมีต่อองค์หญิงต่างแคว้นมากยิ่งขึ้น
“ในเมื่อวันนี้เป็วันดี เราขอออกราชโองการประกาศสมรสพระราชทานวันมงคลระหว่างชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อและองค์หญิงหญิงอาน คือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ปีนี้”
“น้อมรับราชโองการพ่ะย่ะค่ะ/น้อมรับราชโองการเพคะ”
โอวหยางหย่งเล่อและจ้าวซูเซียวรับราชโองการสีทองคนละฉบับ เหล่าขุนนางต่างทำเป็ยินดีแต่หลายคนกลับไม่พอใจต่อราชโองการนี้ ชินอ๋องโอวหยางหย่งเล่อถือเป็พระอนุชาแท้ๆเพียงพระองค์เดียวของฮ่องเต้โอวหยางอู่ตี้อำนาจในราชสำนักมีมากมาย เก่งกาจทั้งบุ๋นและบู้เคยนำทัพรบชนะมาแล้วจนต่างแคว้นยำเกรง พวกเขา้ายกบุตรสาวคนสำคัญของตนให้แต่งเป็พระชายาชินอ๋องมานาน แต่จู่ๆฮ่องเต้กลับตัดเส้นทางอำนาจมอบตำแหน่งพระชายาชินอ๋องให้กับองค์หญิงบรรณาการจากเฉียนเหลียง แค่นี้ก็รู้ว่าพระองค์ไม่้าให้อำนาจนี้ตกไปอยู่ในมือของตระกูลสำคัญตระกูลใด
ท่ามกลางเสียงยินดีจ้าวซูเซียวเหลือบมองโอวหยางหย่งเล่อเล็กน้อย เสี้ยวใบหน้าด้านข้างของบุรุษผู้นี้ยังคงหล่อเหลาคมสันและแฝงความเยือกเย็นในทุกท่วงท่า นางหันกลับมาเมื่ออีกฝ่ายไม่คิดมองมาทางนางสักเพียงนิด
เมื่อพิธีสำคัญจบสิ้นลงที่เหลือต่อจากนี้คือความรื่นเริง เป็่เวลาที่เหล่าคุณหนูคุณชายของขุนนางระดับสูงจะร่วมแสดงความสามารถ คุณชายหลายคนแสดงการยิงธนูหรือแม้แต่ประลองฝีมือก็มี คุณหนูหลายนางร่วมเขียนกวี บรรเลงบทเพลงไพเราะสร้างความครื้นเครงให้โอวหยางอู่ตี้เป็อย่างมาก งานนี้นับเป็อีกงานหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เหล่าคุณหนูคุณชายผู้ยังไม่ออกเรือนได้เห็นความสามารถของกันมากขึ้น จ้าวซูเซียวเพียงจิบชาและชมการแสดงเพื่อรอเวลางานเลี้ยงจบลงเท่านั้น
การแสดงตอนนี้เป็ของคุณหนูรองตระกูลฉิน นางร่ายรำดาบได้อย่างงดงามและแข็งเกร่งสมกับที่ตระกูลฉินเป็หนึ่งในตระกูลแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินโจว โอวหยางอู่ตี้เองก็ทรงพอพระทัยต่อการแสดงนี้มาจนตกรางวัลเป็กำไลไข่มุขให้ ใบหน้างดงามของฉินจื่อเยว่ประดับไปด้วยรอยยิ้มงดงามสดใส จ้าวซูเซียวไม่ได้คิดไปเองชั่วขณะหนึ่งนางรับรู้ได้ถึงสายตาไม่พอใจของฉินจื่อเยว่
“ฝ่าาเพคะ การแสดงของเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลสำคัญก็ผ่านมาพอสมควรแล้ว แต่งานนี้นอกจากเาาวแคว้นโจวยังมีราชฑูทจากเฉียนเหลียนร่วมด้วย หม่อมฉันเคยได้ยินว่าองค์หญิงิอานร่ายรำได้งดงามราวเทพเซียนนัก ไม่รู้ว่าพวกเาาวแคว้นโจวจะมีโอกาศได้เห็นการร่ายรำนั้นบ้างหรือไม่”
จ้าวซูเซียวหันไปทางเสียงหวานที่นั่งอยู่ในตำแหน่งข้างกายโองหยางอู้ตี้แต่ต่ำกว่าตำแหน่งฮองเฮา นางคือสตรีวัยยี่สิบกว่าปีใบหน้างดงามแฝงความเย้ายวน นางคือฉินกุ้ยเฟยหนึ่งในสี่สนมเอกของฮ่องเต้โอวหยางอู่ตี้ จ้าวซูเซียวยังไม่แสดงกิริยาอื่นใดนอกจากอมยิ้มบางๆเท่านั้นต่างกับจินอี้ฟางและเสี่ยวสีที่มีสีหน้าวิตกกังวล
การที่ฉินกุ้ยเฟยเสนอให้นางซึ่งเป็ถึงองค์หญิงแห่งเฉียนเหลียงร่วมการแสดงไม่ต่างกับการลบหลู่เกียรติแห่งองค์หญิง คุณหนูคนสำคัญจะร่ายรำบรรเลงดนตรีหรือเขียนกวีถือเป็การแสดงความสามารถให้เหล่าเชื้อพระวงศ์ชื่นชม แต่หากนางผู้เป็ถึงเชื้อพระวงศ์ต้องมาทำการแสดงให้เหล่าขุนนางเชยชมนี่ไม่ต่างอะไรกับการลบหลู่ฐานะองค์หญิงของนาง
โอวหยางอู่ตี้รับฟังถ้อยคำของพระสนมคนโปรดแล้วเพียงแค่แย้มยิ้มรื่นเริงเท่านั้น
“ฉินกุ้ยเฟยกล่าวไม่ผิดนะเพคะฝ่าา หม่อมฉันเองก็เคยได้ยินเื่ความสามารถนี้ขององค์หญิงิอานเช่นกัน” คราวนี้เป็ฮองเฮาที่ก้าวลงมาสนับสนุนคำของฉินกุ้ยเฟย จ้าวซูเซียวเพียงแย้มรอยยิ้มให้กว้างยิ่งขึ้นแต่ยังแฝงความอ่อนหวานนุ่มนวลไว้ นางรับรู้ได้ว่าไม่อาจปฏิเสธการร่ายรำในครั้งนี้หากไม่ทำนางจะล่วงเกินแคว้นโจว ในฐานะเมืองที่เป็รองกว่าเฉียนเหลียงไม่อาจทำให้แคว้นโจวไม่พอใจได้ แต่หากทำศักดิ์ศรีความเป็องค์หญิงของนางจะโดนดูิ่การเป็องค์หญิงบรรณาการนางก็ต้องอยู่กับการดูิ่ของขุนนางแคว้นโจวแล้ว หากเื่ที่นางยังร่ายรำราวนางรำชั้นต่ำอีกฐานะองค์หญิงิอานคงเป็ที่น่าขบขันแล้ว
“ความสามารถของหม่อมฉันมีเพียงน้อยนิดเท่านั้นเพคะ ไม่อาจเรียกว่างดงามราวเทพเซียนได้คงทำให้ฮองเฮากับฉินกุ้ยเฟยผิดหวังแล้ว”
“องค์หญิงหมินอานถ่อมตัวไปแล้ว ฝ่าาเพคะเห็นทีหม่อมฉันคงไม่อาจมีวาสนาได้เห็นการร่ายรำที่งดงามครั้งนี้แล้ว เพียงตัวหม่อมฉันย่อมไม่เป็ไรแต่น่าเสียดายนักที่งานเชื่อมสัมพันระหว่างแคว้นครั้งนี้ยังไม่ยิ่งใหญ่พอ” ฉินกุ้ยเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย นางเป็ที่รักของโอวหยางอู่ตี้ไม่ว่าจะขออะไรโอวหยางอู่ตี้แทบจะให้นางทุกสิ่งครั้งนี้พระนางเองก็มั่นใจว่าโอวหยางอู่ตี้จะสนันสนุนนาง ยิ่งนางอาศัยงานสำคัญระหว่างสองแคว้นมาเป็เงื่อนไข โอวหยางอู่ตี้เพียงส่งยิ้มอ่อนโยนมอบให้พระสนมผู้เป็ที่รัก ใช่พระองค์ไม่รู้การกลั้นเเกล้งกันของสตรีแต่พระองค์้ารู้ว่าองค์หญิงแห่งเฉียนเหลียงพระองค์นี้จะชาญฉลาดจนเอาตัวรอดอย่างไรต่างหาก
“เมื่อเป็เช่นนี้องค์หญิงิอานคิดเห็นเช่นไรดี”
เมื่อโอวหยางอู่ตี้ไม่ได้คัดค้านหรือสนันสนุนเพียงถามความเห็นของนาง จ้าวซูเซียวยิ่งไม่อาจปฏิเสธได้อีกความสำคัญระหว่างสองแคว้นกับศักดิ์ศรีขององค์หญิงบรรณาการเป็ใครก็รับรู้ว่านางจะเลือกอะไร
“กราบทูลฝ่าาความสามาถของิอานไม่มากมายเพียงนั้นจริงเพคะ แต่ในเมื่อวันนี้เป็วันดีิอานก็มีการแสดงหนึ่งน้อมถวายพระองค์ เพียงแต่ว่าการแสดงนี้หม่อมฉันต้องใช้เวลาเตรียมตัวซักครู่หากทรงอนุญาตให้หม่อมฉันได้เปลี่ยนอาภรณ์เพคะ”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ได้ ! เราอนุญาต !”
จ้าวซูเซียวลุกขึ้นยอบกายแล้วเดินตามนางกำนัลคนหนึ่งไปยังตำหนักด้านข้าง นางบอกสิ่งที่้ากับนางกำนัลผู้นั้นเพื่อให้อีกฝ่ายไปจัดเตรียมให้นาง
ใช้เวลาไม่นานในที่สุดเสียงดนตรีก็ดังขึ้นอีกครั้งพร้อมการแสดงขององค์หญิงแห่งเฉียนเหลียง เสียงดนตรีที่ดังขึ้นเป็ทำนองกลองที่อ่อนหวานและหึกเหิม เป็ทำนองที่ทุกคนต่างรู้จักดี
ท่วงทำนองแห่งการบวงสรวงทวยเทพ !!
????????????เพิ่งมาถึงน้องก็โดนแกล้งแล้วววว