เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นหน้าจวนไม่ได้ส่งผลกระทบกับงานสมรสของฉินจื่อฉิงและซูหยุนหรานแม้แต่น้อย ทั้งสองเข้าพิธีไหว้ฟ้าดินอย่างราบรื่นท่ามกลางสักขีพยาน โดยตระกูลฉินและตระกูลลั่วต่างยกขบวนมาที่จวนฉิงอ๋องกันทุกคน แม้จะมีเพียงคนจากสองตระกูล แต่บรรยากาศในงานกลับเต็มไปด้วยความสุขและรอยยิ้มแห่งความยินดี
“ข้าแทบหมดหวังกับเื่มงคลของจื่อฉิงไปแล้ว แต่ไม่คิดว่าแม่หนูหยุนหรานจะยอมแต่งกับเขา ชีวิตนี้จื่อฉิงไม่ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว” ผู้เฒ่าฉินปาดน้ำตา เขาเป็ถึงอดีตแม่ทัพใหญ่ของแคว้นที่ผ่านสนามรบและความเป็ความตายมามากมาย ไม่มีผู้ใดเคยเห็นน้ำตาของเขามาก่อน แต่วันนี้เขากลับกลั้นน้ำตาแห่งความดีใจไว้ไม่อยู่ “ผู้เฒ่าลั่ว ข้าขอบใจจริงๆ ที่ท่านยอมให้หลานสาวมาแต่งกับหลานชายของข้าโดยไม่สนใจข่าวลือเกี่ยวกับคำสาปพวกนั้น”
“ผู้เฒ่าฉินอย่าได้กล่าวเช่นความ” ลั่วฝานกล่าวอย่างละอายใจ “เดิมทีเมื่อข้าทราบว่าฝ่าาพระราชทานสมรสให้พวกเขา ข้ารู้สึกคัดค้านอยู่ในใจ แต่เป็หรานเอ๋อที่ยืนยันว่านางพอใจและเต็มใจกับงานสมรสในครั้งนี้ นางยังบอกอีกว่านางไม่สนใจข่าวลือที่ไม่มีมูลเ่าั้แม้แต่น้อย ทั้งนางยังพูดให้ข้าได้คิดว่าหากหลานเขยเป็ดาวหายนะจริง เช่นนั้นเขาจะชนะศึกกลับมาทุกครั้งได้อย่างไร เฮ้อ...ข้าที่อายุปูนนี้จนมีผมขาวขึ้นเต็มหัวกลับคิดไม่ได้และยังต้องให้หลานสาวมาคอยเตือน ควรเป็ข้าที่ละอายต่อจื่อฉิงของเรามากกว่า”
ผู้เฒ่าฉินได้ฟังอย่างนั้นก็มองไปที่หลานสะใภ้อย่างชื่นชม เป็เพราะหลานชายของเขาช่างน่าสงสาร เกิดมาแม่ก็ไม่รักพ่อก็ไม่ปลื้ม ซ้ำพี่น้องยังไม่ยอมนับญาติ ชาติกำเนิดสูงศักดิ์ที่มีสายเืของโอรสั แต่เพราะคำทำนายของนักพรตที่ไม่ทราบที่มาที่ไปทำให้ชีวิตพลิกผันจนต้องถูกตัดชื่อออกจากราชวงศ์แล้วมาใช้ชีวิตภายใต้ครอบครัวนักรบที่ไม่มีแม้แต่ยศถาบรรดาศักดิ์ หากไม่เพราะฉินจื่อฉิงมีความสามารถโดดเด่นด้านการรบและยังชนะศึกเหนือใต้ทำให้แคว้นรอดพ้นจากการถูกรุกรานมานับครั้งไม่ถ้วน ฝ่าาคงไม่พระราชทานตำแหน่งอ๋องนอกราชวงศ์ให้
ผู้เฒ่าฉินยกมือขึ้นเช็ดน้ำตาอีกครั้ง “ข้าหวังว่าพวกเขาทั้งสองคนจะครองรักกันไปจนแก่เฒ่า เท่านี้ข้าก็ตายตาหลับแล้ว”
“ท่านกลายเป็คนเ้าน้ำตาั้แ่เมื่อใด วันมงคลกลับเอาแต่ร้องไห้ เอาอย่างนี้ ไหนๆ ก็ส่งตัวบ่าวสาวเข้าห้องหอแล้ว เช่นนั้นเรามาหาอะไรทำแก้เบื่อดีกว่า” ลั่วฝานเอ่ยชวนเพื่อเปลี่ยนเื่
“จื่อฉิงบอกว่าการเดินหมากของท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก เช่นนั้นวันนี้เรามาเดินหมากกัน” ผู้เฒ่าฉินตอบรับอย่างรู้เจตนา
ลั่วฝานส่ายหน้า “เดินหมากมันเก่าไปแล้ว หรานเอ๋อสอนให้ข้าเล่นของเล่นใหม่เรียกว่าไพ่นกกระจอก ข้าเพิ่งเรียนรู้จากนางมาไม่นาน ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะได้เปรียบ เดี๋ยวข้าสอนวิธีเล่นให้เอง”
ลั่วฉือเดินถือสำรับไพ่นกกระจอกเข้ามาอย่างรู้งาน ไม่กี่วันก่อนหลานสาวเพิ่งสอนให้คนที่บ้านเล่นไพ่นกกระจอก ต้องบอกว่าของเล่นชิ้นใหม่นี้ช่างสนุกจริงๆ “ท่านลุงฉิน ท่านพ่อ ข้าเตรียมของมาพร้อมแล้วขอรับ”
“ท่านปู่ฉิน ท่านปู่ ไพ่นกกระจอกต้องเล่นสี่คน พวกท่านมีกันแค่สองคน ต้องรวมท่านพ่อกับข้าเข้าไปด้วยขอรับ ทำเช่นนี้ผู้เล่นถึงจะครบ” ลั่วซิ่วหยางนั่งลงก่อนบิดา “ท่านพ่อรีบนั่งสิขอรับ”
“เอาล่ะ ข้าจะอธิบายวิธีเล่นให้ท่านฟัง...” ลั่วฝานรับอาสาสอนวิธีเล่นไพ่นกกระจอกให้ผู้เฒ่าฉินอย่างกระตือรือร้น
ต้องบอกว่าผู้เฒ่าฉินช่างมีพร์ เขาจดจำไพ่และวิธีการเล่นได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นทั้งสี่คนก็เริ่มเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างสนุกสนานจนลืมวันลืมเวลาไปเลยทีเดียว
“ท่านพี่ไม่คิดจะเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาวให้ข้าสักหน่อยหรือเ้าคะ ข้าหายใจไม่ออกแล้ว” ซูหยุนหรานบอกเมื่อรู้สึกว่าฉินจื่อฉิงมายืนตรงหน้าตนนานแล้ว แต่เขากลับไม่ยอมเปิดผ้าคลุมหน้าให้นางสักที หรือว่าเขิน...เช่นนั้นคงต้องแกล้งสามีสักหน่อยแล้ว “หรือว่าท่านเกลียดข้าจนไม่อยากมองหน้าข้าแล้วเ้าคะ”
“ไม่ใช่นะ!” ฉินจื่อฉิงรีบพูด จากนั้นเขาก็ใช้ไม้คันชั่งเปิดผ้าคลุมหน้าเ้าสาว เมื่อเห็นใบหน้าสดสวยและรอยยิ้มที่จริงใจของนาง เขาก็อดที่จะหน้าแดงขึ้นมาไม่ได้
“ท่านพี่! ท่านมีไข้หรือเ้าคะ ทำไมหูแดงหน้าแดงขนาดนี้” ซูหยุนหรานใช้สองมือประคองใบหน้าชายหนุ่มแล้วจ้องเขานิ่ง
ฉินจื่อฉิงไม่เคยใกล้ชิดกับสตรีใดมาก่อน อีกทั้งเวลานี้เขาเริ่มมีใจให้ซูหยุนหรานแล้ว เมื่อถูกนางััใบหน้า ความเขินก็มีมากขึ้นและหัวใจก็เต้นแรงขึ้นด้วย “ข้า...ข้าไม่ได้เป็ไข้”
“แล้วทำไมท่านถึงหน้าแดงเ้าคะ” ซูหยุนหรานยังแกล้งต่อ
“เรา...เรายังทำพิธีไม่เสร็จสิ้น” ฉินจื่อฉิงรีบหมุนตัวไปหยิบถาดใส่ขนมและน้ำ “เราต้องป้อนขนมกับน้ำให้กัน จากนั้นค่อยคล้องแขนดื่มสุรามงคล”
ซูหยุนหรานปฏิบัติตามอย่างว่าง่าย แต่หลังจากที่นางดื่มสุราลงไปหมดจอก นางกลับไม่ยอมคลายแขน ทำให้ทั้งสองคนยังอยู่ในท่าคล้องแขนอยู่อย่างนั้น
“เ้า...เ้าปล่อยก่อนเถอะ ข้า...ข้าต้องออกไปต้อนรับแขก ค่ำๆ ถึงจะกลับมาหาเ้า” ฉินจื่อฉิงพูดอย่างตะกุกตะกักซึ่งไม่เหลือคราบเทพแห่งาผู้เคร่งขรึมแม้แต่น้อย
ซูหยุนหรานวางแขนลงแล้วพูดอย่างน้อยใจ “ท้องฟ้าด้านนอกมืดขนาดนี้แล้วยังไม่เรียกว่าค่ำอีกหรือเ้าคะ ท่านบอกความจริงมาเถิดเ้าค่ะว่าแท้จริงแล้วท่านไม่อยากอยู่ร่วมหอกับข้า”
“ไม่...ไม่ใช่ ข้า...ข้าแค่อยากให้เ้ามีเวลาปรับตัว” ฉินจื่อฉิงพูดออกไปอย่างไม่ทันคิด และเมื่อทบทวนคำพูดของตนเองให้ดี นี่ไม่เท่ากับเขาบอกนางเป็นัยหรือว่าคืนนี้ระหว่างบ่าวสาวจะเกิดอะไรขึ้นหรอกหรือ คิดได้อย่างนั้นฉินจื่อฉิงก็หน้าแดงขึ้นมาอีกรอบ
ซูหยุนหรานหัวเราะออกมาเบาๆ “ข้าไม่แกล้งท่านแล้ว ในเมื่อท่านอยากออกไปข้างนอกท่านก็ไปเถิดเ้าค่ะ เครื่องประดับที่ติดอยู่บนหัวมันหนักมาก ข้าจะได้เรียกให้สาวใช้มาช่วยถอดออก”
“เมื่อครู่เ้าตั้งใจแกล้งข้าเช่นนั้นรึ” ฉินจื่อฉิงหรี่ตาถาม
ซูหยุนหรานยุ่งกับการถอดเครื่องประดับจึงไม่ทันสังเกตถึงน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปของสามี “ก็ใช่น่ะสิเ้าคะ ท่านปล่อยให้ข้าอยู่ในห้องคนเดียวตั้งนาน พอมาถึงก็จะรีบออกไปดื่มสุราอีกแล้ว ข้าก็เลยแกล้งท่านนิดๆ หน่อยๆ เพื่อเป็การเอาคืนเท่านั้นเ้าค่ะ”
ฉินจื่อฉิงมีความคิดที่อยากจะแกล้งหญิงสาวคืนบ้าง เขาเปลี่ยนมานั่งข้างนางพร้อมโอบรอบเอวนางจากด้านหลัง “ข้าเปลี่ยนใจแล้ว ในเมื่อเ้าไม่อยากอยู่คนเดียว เช่นนั้นข้าจะอยู่เป็เพื่อนเ้า”
ซูหยุนหรานถูกลมหายใจของชายหนุ่มเป่ารดต้นคอ จากที่เคยแกล้งเข้าหาสามี กลายเป็เวลานี้นางรู้สึกเขินจนอยากผลักสามีออก “ท่าน...ท่านปล่อยข้าก่อนได้หรือไม่เ้าคะ ข้ายัง...ข้ายังถอดเครื่องประดับไม่เสร็จ”
“เดี๋ยวข้าช่วย” ฉินจื่อฉิงพูดลากเสียง จากนั้นเขาก็เริ่มถอดเครื่องประดับช่วยภรรยา และทุกครั้งที่ขยับมือ ปลายนิ้วแสนซุกซนของเขาต้องััโดนร่างกายของภรรยา แต่ไม่รู้เพราะอะไรจากที่แกล้งนางอยู่ดีๆ กลายเป็ตอนนี้ร่างกายของเขาเกิดความ้าขึ้นมาเสียอย่างนั้น ฉินจื่อฉิงรีบคลายอ้อมกอดแล้วเตรียมจะลุกขึ้น
แต่ซูหยุนหรานรู้ทัน นางรีบหันหลังกลับแล้วเปลี่ยนมากอดเขาไว้ “ท่านพี่ คืนนี้เป็คืนเข้าหอของเรานะเ้าคะ”
ฉินจื่อฉิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก “ข้ารู้ แต่ว่าเ้า...เ้าปล่อยข้าก่อนเถิด”
“แม่นมเฟิงกับป้าสะใภ้ปูผ้าขาวไว้ให้เราแล้ว หากพรุ่งนี้ผ้าขาวยังไม่มีรอย ทุกคนจะคิดกับข้าอย่างไรเ้าคะ”
ฉินจื่อฉิงคิดตามก็เห็นว่าจริง “กรีดนิ้วดีไหม เดี๋ยวข้ากรีดนิ้วแล้วเอาผ้าขาวมาเช็ด เท่านี้ทุกคนก็ไม่สงสัยแล้ว”
ซูหยุนหรานนึกสงสัยอยู่ในใจ ไม่ใช่ว่าคนโบราณทะลุมิติไปเป็คนเขียนบทละครนะ เพราะไม่ว่าละครกี่เื่ต่อกี่เื่ หากพระเอกนางเอกไม่ได้เข้าหอกันอย่างแท้จริง ทุกคู่เป็ต้องกรีดนิ้วเพื่อใช้แทนเืพรหมจรรย์
“ตามใจท่านเถิดเ้าค่ะ” ซูหยุนหรานพูดอย่างยอมแพ้ นางเปิดโอกาสให้ขนาดนี้แล้วแต่เขากลับไม่เข้าใจ ‘เฮ้อ...วันคืนอีกยาวไกล เอาไว้เ้าพร้อมแล้วเราค่อยเข้าหอกันอย่างถูกต้องก็แล้วกัน แต่ว่าหนุ่มน้อย เ้าช่างทำร้ายจิตใจข้าเหลือเกิน ชาติที่แล้วแม้ข้าจะมีคนรักมาแล้วหลายคน แต่ร่างกายข้ายังเป็สาวบริสุทธิ์ เมื่อข้ามีโอกาสได้เข้าพิธีแต่งงานอย่างถูกต้อง ข้าก็อยากจะมีคืนเข้าหอที่ร้อนแรงเหมือนคนอื่นเขาบ้าง ติดที่เ้ากลับไม่ยินยอม เอาเถอะ...ข้าจะรอวันที่เ้าพร้อมก็แล้วกัน’
ซูหยุนหรานคิดอย่างปลงตก แต่นางก็เข้าใจสถานการณ์ นางกับเขาตกลงว่าจะศึกษากันไปก่อน รอให้แน่ใจในความรู้สึกของตัวเอง ต่อจากนั้นพวกเขาถึงจะใช้ชีวิตเป็คู่สามีภรรยากันอย่างแท้จริง
“ข้าจะไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า หากท่านจะออกไปดื่มสุรากับสหาย เช่นนั้นข้ารบกวนท่านเรียกเซียงเซียงเข้ามาหาข้าทีนะเ้าคะ” ซูหยุนหรานพูดจบก็เตรียมเดินไปหลังฉากกั้น
ฉินจื่อฉิงคว้าข้อมือนางไว้ “หากข้า...เอ่อ...หากข้าทำเช่นนั้นแล้วเ้าจะไม่เสียใจภายหลังใช่หรือไม่”
“ข้าตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตร่วมกับท่านอย่างเต็มใจ อีกทั้งข้าไม่เคยคิดเื่หย่า แล้วข้าจะต้องเสียใจเื่อะไรหรือเ้าคะ” ซูหยุนหรานบอกอย่างชัดเจน
ฉินจื่อฉิงไม่เหลือความลังเลอีกต่อไป ในเมื่อนางเต็มใจและไม่เคยคิดเื่หย่า เขาก็จะไม่มีความคิดนั้นเช่นกัน และเขายังจะทำตามคำสัญญาคือจะมีนางเป็พระชายาเพียงคนเดียว
เช่นนั้นคืนนี้เขากับนางควรเป็หนึ่งเดียวกันและเป็สามีภรรยาที่ถูกต้องทั้งตามประเพณีและการปฏิบัติ เมื่อแสงเทียนดับลง เสียงชายหญิงและเสียงโยกของขาเตียงก็สลับกันดังขึ้นเป็ระยะ