บทที่ 15 มาทวงหนี้ด้วยท่าทีแข็งกร้าว
วันรุ่งขึ้น รถหินจอดอยู่ที่สำนักไป๋เย่
“ผิงเหยียน ให้พ่อบ้านของสำนักไป๋เย่ออกมา”
เฉินชิงหยวนนั่งจิบชา
“ได้ขอรับ” แม้จะไม่รู้ว่าเฉินชิงหยวน้าทำอันใด แต่หลินผิงเหยียนก็ไม่ได้ถามมาก เขารีบวิ่งไปที่ประตูทางเข้าของสำนักไป๋เย่
หลินผิงเหยียนแสดงตนอย่างสุภาพ และรอการแจ้งจากศิษย์ที่ประตู
เห็นหลินผิงเหยียนทำตามกฎเกณฑ์เช่นนี้ เฉินชิงหยวนรู้สึกอึดอัดใจ ะโเสียงดังว่า “เ้าเป็ผู้าุโฝ่ายในของสำนักเสวียนชิง ไฉนจะต้องรออยู่ที่ประตูเล่า ศิษย์เฝ้าประตูของสำนักไป๋เย่ไม่รู้มารยาทหรือไร เตะประตูเข้าไปเลย”
เฉินชิงหยวนอยู่ในรถหิน คำพูดทั้งหมดวิ่งไปถึงหูของหลินผิงเหยียน “ท่านผู้าุโเฉิน นี่ไม่เหมาะสมนะขอรับ!”
เตะประตูทันทีที่พูดไม่ลงรอยกัน นี่ไม่สอดคล้องกับหลักการของหลินผิงเหยียน
“ไม่เหมาะสมบ้าบอกระไร สำนักไป๋เย่เป็เพียงสำนักชั้นสองเท่านั้น เ้าในฐานะผู้าุโฝ่ายในของสำนักเสวียนชิง พวกเขากลับไม่เชิญเ้าเข้าไปโดยตรง นั่นก็คือไม่ให้เกียรติสำนักเสวียนชิงของพวกข้า เื่นี้หากแพร่งพรายออกไป ต่อไปศิษย์ของสำนักเสวียนชิงของพวกข้าออกไปข้างนอก ต้องถูกรังแกแน่นอน”
เฉินชิงหยวนตั้งใจพูดเกินจริงถึงความรุนแรงของเื่นี้ ก็เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้หลินผิงเหยียน
“คงไม่ได้รุนแรงขนาดนั้นหรอก!” หลินผิงเหยียนหันหลังมองรถหินที่ไม่ได้อยู่ไกลนัก
“ผิงเหยียน ข้ายังเป็ท่านาุโของเ้าอยู่หรือไม่?” เห็นหลินผิงเหยียนยังลังเลอยู่ เฉินชิงหยวนตัดสินใจใช้ลำดับรุ่นมากดดันแทน
“ใช่ขอรับ” หลินผิงเหยียนรีบตอบรับ
“เช่นนั้นก็ฟังคำของข้า เตะประตูให้มันพังเสีย!” เฉินชิงหยวนพูดเสียงดัง “วันนี้ถ้าเ้าไม่เตะประตูนี่ ข้าก็จะไม่ไปที่ดินแดนอวิ้นไห่ซิงแล้ว แล้วก็จะไม่ยอมรักษารากฐานด้วย ให้มันตาย ๆ ไปเสียเถอะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น หลินผิงเหยียนก็รู้สึกร้อนใจขึ้นมาทันที
หากเฉินชิงหยวนไม่ยอมรักษาาแจริง ๆ หลินผิงเหยียนคงจะต้องใช้ชีวิตที่เหลืออยู่ด้วยความรู้สึกผิดไปตลอด
ปัง!
ไม่มีทางเลือก! หลินผิงเหยียนตัดสินใจเตะออกไปทันที เกิดเสียงดังสนั่น ประตูใหญ่ของสำนักไป๋ถูกเตะจนพัง
ในชั่วพริบตา มีร่างคนปรากฏขึ้นมากมายเหนือท้องฟ้าของสำนักไป๋เย่ อยากจะดูว่าใครกล้ามากระทำการหยาบคายที่สำนัก ทำให้บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นมาในทันที
“ผู้าุโหลิน ท่านทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” เหล่าผู้าุโของสำนักไป๋เย่ปรากฏตัวขึ้น เมื่อรู้ว่าหลินผิงเหยียนมาถึง ก็รีบเดินมา พอดีเห็นเหตุการณ์ที่เตะประตูซะก่อน จึงได้ไม่พอใจ
“ไม่มีสิ่งใดหรอก” หลินผิงเหยียนรู้สึกผิดอยู่บ้างในใจ แต่ภายนอกยังต้องทำเป็ใบหน้าเฉยชา
ในตอนที่ทั้งสองฝ่ายกำลังตกอยู่ในสถานการณ์คับขัน เฉินชิงหยวนที่อยู่ในรถหินก็พูดขึ้น
เฉินชิงหยวนหยิบของชิ้นหนึ่งที่พบได้ทั่วไปออกมานั่นคือ หลอดส่งเสียง
สิ่งนี้สามารถขยายเสียงให้ดังขึ้นหลายสิบเท่าหรือแม้กระทั่งร้อยเท่า แต่สำหรับผู้บำเพ็ญแล้วไม่ค่อยมีประโยชน์อะไรมากนัก
เฉินชิงหยวนยืนอยู่ที่ด้านหน้าของรถศึก นำหลอดส่งเสียงมาไว้ที่ปาก ะโเสียงดังไปทางทิศของพวกสำนักไป๋เย่ “ผิงเหยียนเป็ผู้าุโของเสวียนชิง ลูกชายแท้ ๆ ของประมุขสำนักมาเยี่ยม แต่สำนักไป๋ปิดประตูขังไว้ข้างนอก พวกเ้าไม่ได้เห็นแก่หน้าของข้าและสำนักเสวียนชิงเลยหรือ?”
ไม่ว่าจะถูกหรือผิด ก่อนอื่นต้องสวมหมวกใหญ่ใส่สำนักไป๋เย่ซะก่อน
“เฉินชิงหยวน เป็เขาจริง ๆ ด้วย”
หลายคนจากสำนักไป๋เย่จำเฉินชิงหยวนได้ทันทีที่เห็น พวกเขาพึมพำกันเบา ๆ ครุ่นคิดอยู่ในใจ
“สำนักไป๋เย่ไม่มีเจตนาเช่นนั้นเลย” ท่านผู้าุโท่านหนึ่งรีบกล่าว
“ตามกฎแล้ว เมื่อศิษย์ผู้เฝ้าประตูแจ้งแล้ว จึงจะอนุญาตให้ผู้มาเยือนเข้ามาได้”
“กฎบ้าบออะไรกัน” เฉินชิงหยวนด่าออกมาตรง ๆ “หากท่านผู้าุโของสำนักหยก์มา สำนักไป๋เย่จะไม่ให้พวกเขาเข้าประตูหรือ? สำนักไป๋เย่ไม่ให้เกียรติสำนักเสวียนชิงขนาดนี้ ดูเหมือนจะคิดว่าสำนักเสวียนชิงตกต่ำแล้ว จึงคิดจะรังแกได้ง่าย ๆ อย่างนั้นหรือ!”
“ท่านผู้าุโเฉินอย่าได้โกรธเลย สำนักไป๋เย่เสียมารยาทจริง ๆ ที่ดูิ่ท่านผู้าุโหลินไป”
ท่านผู้าุโใหญ่ของสำนักไป๋เย่ออกหน้า บอกให้คนอื่น ๆ อย่าได้พูดอะไร เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์ยิ่งรุนแรงขึ้น
“รู้ผิดก็ดีแล้ว” น้ำเสียงของเฉินชิงหยวนผ่อนคลายลงเล็กน้อย
“เชิญท่านผู้าุโทั้งสองเข้ามาเถิด ในเรือนรับรองได้จัดชาไว้พร้อมแล้ว” ท่านผู้าุโใหญ่ของสำนักไป๋เย่คำนับด้วยการประสานมืออย่างสุภาพ
“ไม่จำเป็” เฉินชิงหยวนปฏิเสธ “วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อมาคิดบัญชี ไม่ได้มาดื่มชา!”
“คิดบัญชี? บัญชีอะไรกัน?” ท่านผู้าุโใหญ่รู้สึกสงสัยเล็กน้อย ไม่รู้ว่าท่าทางนี้ของเฉินชิวหยวนเป็ของจริงหรือแกล้งทำกันแน่
“ไปถามท่านผู้าุโคนที่สิบสามของท่านสิ” เฉินชิงหยวนถือหลอดส่งเสียงไว้ในมือซ้าย พลางะโเสียงดัง
ต่อมา ท่านผู้าุโใหญ่ก็เรียกท่านผู้าุโคนที่สิบสามมาทันที เขาเป็ชายวัยกลางคนรูปร่างผอม “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ท่านผู้าุโคนที่สิบสามเล่าเื่ราวในอดีตอย่างละเอียด
เมื่อร้อยปีก่อน เฉินชิงหยวนได้ลงทุนในธุรกิจหนึ่ง โดยเปิดสมาคมการค้ากับผู้าุโคนที่สิบสามของสำนักไป๋เย่และแบ่งผลกำไรกันคนละครึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เฉินชิงหยวนประสบเหตุที่เทียนหยวน ผู้าุโคนที่สิบสามก็ไม่ได้ทำตามสัญญา ที่ว่าจะแบ่งผลกำไรจากสมาคมการค้า
ส่วนเฉินชิงหยวนเขาก็ได้สืบสวนเื่นี้อย่างละเอียดแล้ว จึงมาเรียกเก็บเงิน
“ใน่เกือบร้อยปีที่ผ่านมา การดำเนินงานของสมาคมค่อนข้างไม่ราบรื่น ไม่ได้ทำกำไรอะไรมากนัก”
ผู้าุโคนที่สิบสามก้มหน้าลงด้วยความอับอาย
“ข้าไม่สนใจว่าเ้าจะทำกำไรมากหรือน้อย ชดใช้ด้วยเส้นชีพจริญญาระดับกลางหนึ่งเส้น แล้วเื่นี้ก็จะจบ” เฉินชิงหยวนี้เีที่จะไปคำนวณบัญชีกำไรของสมาคมการค้า จึงคิดไว้ก่อนที่จะมา
“เส้นชีพจริญญาหนึ่งเส้นหรือ? เป็ไปไม่ได้!” เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้าุโคนที่สิบสามก็เงยหน้าขึ้นทันที ไม่สามารถยอมรับได้
“ตลอดร้อยปีที่ผ่านมา เ้าไม่ได้แจ้งเื่นี้ให้ทั้งสองฝ่ายทราบ ชัดเจนว่า้ายึดผลประโยชน์ของสมาคมการค้าไว้คนเดียว แต่น่าเสียดายที่เ้าไร้ความสามารถ บริหารจัดการไม่ดี จะโทษใครได้ ให้เ้าชดใช้ด้วยเส้นชีพจริญญาระดับกลางเพียงหนึ่งเส้น ถือว่าเ้าได้กำไรแล้ว ถ้าเป็เมื่อร้อยปีก่อน ข้าคงทำให้เ้าพิการไปแล้ว” แม้ว่าเฉินชิงหยวนจะไม่เหมือนในอดีต แต่ก็ยังคงมีอำนาจบารมี ะโด่าทออย่างดุเดือด
“ท่านผู้าุโเฉิน พวกเราลองนั่งคุยกันดีกว่า!” ผู้าุโใหญ่ไม่อยากให้เื่นี้บานปลาย เพราะถ้าแพร่งพรายออกไปจะกระทบต่อชื่อเสียงของสำนัก
“ไม่มีอะไรต้องคุยแล้ว เขาเป็คนของสำนักไป๋เย่ ดังนั้นสำนักไป๋เย่ต้องรับผิดชอบเื่นี้” เฉินชิงหยวนไม่ให้เกียรติ แม้แต่น้อยและพูดต่อ
“ถ้าเขาให้ไม่ได้ ก็ให้สำนักไป๋เย่จ่ายแทนสิ”
“ผู้าุโเฉินไม่มีเหตุผลขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ท่านผู้าุโใหญ่ เหตุใดใบหน้าจึงขมึงทึงเพียงนั้น?! ท่านดูไม่ค่อยพอใจนะ!”
“หากข้ามิได้มาพูดด้วยเหตุผล ข้ามาทวงหนี้ตรง ๆ คงจะมีศิษย์พี่ศิษย์น้องร่วมสำนักจากสำนักเสวียนชิงมาร่วมอภิปรายด้วยแน่”
เฉินชิงหยวนไม่กลัวถูกข่มขู่ สำนักบางแห่งก็เป็แบบนี้แหละ รังแกคนอ่อนแอกลัวคนแข็งแรง ต้องใช้วิธีนี้จัดการกับพวกเขาเท่านั้น
“เ้า…” เมื่อได้ยินดังนั้น แววตาของท่านผู้าุโใหญ่ก็ฉายแววตื่นตระหนกเล็กน้อย เขาได้ยินมาว่าสำนักเสวียนชิงปฏิบัติต่อเฉินชิงหยวนอย่างไร รักใคร่เอ็นดูถึงขีดสุด ใครจะกล้าพูดจาดุดัน
“ผิงเหยียน ข้าจะงีบสักครู่ก่อน ครึ่งชั่วยามให้หลัง หากสำนักไป๋เย่ไม่ยอมใช้หนี้ ก็ให้ไปประลองกับเหล่าท่านผู้าุโวัยเดียวกัน อ้อ!! อย่าได้ปรานีเชียว” พูดจบ เฉินชิงหยวนก็กลับเข้าไปในรถหิน กินผลไม้ จิบชา ไม่สนใจพวกสำนักไป๋เย่อีกต่อไป
หลินผิงเหยียนคำนับ หันไปทางรถหินหนึ่งครั้ง “ขอรับ”
จากนั้น หลินผิงเหยียนก็หันกลับมาเผชิญหน้ากับสำนักไป๋เย่ ไม่มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย ไม่ว่าผู้าุโใหญ่ของสำนักไป๋เย่จะพูดจาดีแค่ไหน หลินผิงเหยียนก็มีเพียงประโยคเดียว ไม่อะไรก็ไปคุยกับผู้าุโเฉินของข้า”
ครึ่งชั่วยามให้หลัง สำนักไป๋เย่ก็ปรึกษาหารือกันจนได้ข้อสรุป
“รับไป!” เขาไม่ได้อยากโยนเส้นชีพจริญญาขั้นกลางให้เลยจริง ๆ แต่ไม่ให้ก็ไม่ได้!
นิสัยของเฉินชิงหยวนโด่งดังไปทั่วแดนฝูหลิวซิง เขาเป็คนโเี้ พูดแล้วก็ต้องทำ
“เอาไปซะ ถือว่าชดใช้กันไปให้จบ ๆ”
ท่านผู้าุโใหญ่ส่งเส้นชีพจริญญาให้หลินผิงเหยียนด้วยสีหน้าหมองคล้ำ
เมื่อเห็นเส้นชีพจริญญาระดับกลางทั้งหมด หลินผิงเหยียนรู้สึกเหม่อลอยไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าสำนักไป๋เย่จะยอมอ่อนข้อให้จริง ๆ
“ข้ามีธุระ! จึงไม่อาจเชิญผู้าุโหลินเข้าไปดื่มชาด้วยได้”
ท่านผู้เฒ่าใหญ่ปล่อยคำสั่งไล่แขก แล้วจากไปโดยไม่หันหลังกลับมามอง เมื่อกลับมาถึงรถหิน หลินผิงเหยียนวางแหวนเก็บของที่มีเส้นชีพจริญญาอยู่ภายในลงบนโต๊ะ จ้องตรงไปที่เฉินชิงหยวน “ท่านผู้าุโ พวกเราได้เส้นชีพจริญญามาแล้ว”
“อืม” เฉินชิงหยวนยืดเส้นยืดสาย ดูเหมือนจะรู้ผลลัพธ์นี้มาก่อนแล้ว จึงไม่มีสีหน้ายินดียินร้ายใด ๆ
สักพักหนึ่ง เฉินชิงหยวนจึงเลิกคิ้วแล้วเอ่ยว่า “สบายใจแล้วหรือ?”
“หือ?” หลินผิงเหยียนชะงักไปครู่หนึ่ง