เมื่อเห็นโจวเจียฮุ่ยแซวน้องสาวที่แสนเชื่องราวกับลูกแกะน้อยหูหลันเยวี่ยก็รู้สึกหวงน้องสาวขึ้นมาจับใจ
"พี่สาว น้องถิงถิงของฉันออกจะเรียบร้อยอย่าเอาเรื่องไม่เข้าท่ามาพูดล้อเล่นกับน้องสิ" หูหลันเยวี่ยสบตาโจวเจียฮุ่ยด้วยสายตาอันคมกริบเป็นการเตือนอย่างจริงจัง
โจวเจียฮุ่ยทำเสียงฮึดฮัด"ถิงถิงโตเป็นสาวขนาดนี้แล้วเธอยังเห็นน้องเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาอยู่อีกเหรอ?"
หูหลันเยวี่ยมองถิงถิงด้วยความเอ็นดู"ไม่ว่าถิงถิงจะโตแค่ไหน สำหรับฉันน้องสาวก็ยังเป็นเด็กที่ต้องปกป้องอยู่ดีค่ะ"
"พี่สาว พี่อิจฉาที่หนูมีพี่สาวคอยปกป้องใช่ไหมล่ะ?" ถิงถิงยักคิ้วให้โจวเจียฮุ่ยอย่างภาคภูมิใจ
"ฉันไม่ได้อิจฉาซะหน่อย ฉันมีพี่ชายที่พวกเธอไม่มีนะ" โจวเจียฮุ่ยพูดอย่างนั้น แต่ลึกๆก็อิจฉาความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นของพี่น้องคู่นี้
เธอกับพี่ชายก็รักกันดีแต่พอพวกเธอโตขึ้นเรื่อยๆ ก็ดูเหมือนว่าจะมีระยะห่างมากขึ้นทุกที
ดังนั้นโจวเจียฮุ่ยจึงไม่มีใครในบ้านที่สามารถระบายความในใจให้ฟังได้เลย
หลังจากสามสาวคุยเล่นกันอีกสักพักหูหลันเยวี่ยก็บอกว่าจะเล่านิทานให้โจวเจียฮุ่ยกับถิงถิงฟัง
"พี่คะ จะเล่านิทานอะไรให้หนูกับพี่เจียฮุ่ยฟังเหรอคะ?" ถิงถิงถามด้วยความอยากรู้
หูหลันเยวี่ยตอบ"ก็ไม่เชิงนิทานหรอก เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวน่ะ"
เมื่อเห็นโจวเจียฮุ่ยกับถิงถิงสนอกสนใจหูหลันเยวี่ยก็เริ่มเล่าเรื่องราวของเธอ
"ทางบ้านพ่อแม่อุปถัมภ์ของฉันมีเพื่อนบ้านคู่หนึ่งสองสามีภรรยาเป็นข้าราชการกินเงินเดือน มีลูกชายหญิงอย่างละคน ลูกสาวสวยมากแต่ก็เป็นคนซื่อๆ พออายุราวๆ สิบแปดสิบเก้าปี เธอก็ไปคบกับหนุ่มข้างถนนพ่อแม่รู้ประวัติผู้ชายคนนั้นแล้วก็ค้านหัวชนฝา แต่ลูกสาวดื้อรั้น แถมผู้ชายก็ยังพูดเอาใจเก่งสุดท้ายหญิงสาวก็ทิ้งพ่อแม่และพี่ชายที่คอยห่วงใยเธอหนีตามผู้ชายที่ครอบครัวไม่เห็นด้วยไปพวกเธอคิดว่าหลังจากหนีตามกันไปแล้วพวกเขาจะเป็นยังไงต่อ?"
ขณะที่พูดหูหลันเยวี่ยก็สังเกตสีหน้าของโจวเจียฮุ่ยไปด้วย
เรื่องที่เธอถ่ายทอดให้ฟังก็คือเรื่องราวในชาติที่แล้วของโจวเจียฮุ่ย
"ผู้หญิงคนนั้นทิ้งพ่อแม่แล้วหนีตามผู้ชายไปได้ยังไงกัน ช่างอกตัญญู"หลังจากฟังเรื่องเล่าจบแล้วถิงถิงก็แสดงความรู้สึกออกมาอย่างตรงไปตรงมา
หูหลันเยวี่ยพูดตามถิงถิง"นั่นสิ พ่อแม่เลี้ยงดูมาตั้งนานกว่าจะโตเป็นสาวถ้าผู้ชายคนนั้นดีจริงคงไม่ยุให้ผู้หญิงทิ้งครอบครัวหนีตามไปหรอกเดี๋ยวนี้ตำรวจในเมืองเข้มงวดมากนะ ถ้าอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงานแค่มีคนแจ้งความก็อาจจะโดนจับได้เลยนะ"
เมื่อได้ยินว่าอยู่ด้วยกันโดยไม่ได้แต่งงานอาจจะโดนจับสีหน้าของโจวเจียฮุ่ยก็ซีดเผือดลงทันตา "จริงเหรอ!น่ากลัวมากเลย เยวี่ยเยวี่ย เธอพูดจริงใช่ไหม?"
เมื่อเห็นว่าโจวเจียฮุ่ยเริ่มกลัวหูหลันเยวี่ยก็เติมเชื้อไฟเข้าไปอีก "จริงแท้แน่นอนค่ะ!ญาติของเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนมัธยมต้นของฉันก็อยู่กินกับแฟนโดยที่ยังไม่ได้จดทะเบียนสุดท้ายเพื่อนบ้านไปแจ้งความ โดนจับเข้าสถานีตำรวจพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายเกือบจะโดนไล่ออกจากโรงงานเพราะเรื่องนี้ด้วยซ้ำ"
"พี่เจียฮุ่ย พี่คิดว่าสองคนที่หนีตามกันไปจะใช้ชีวิตต่อไปยังไงคะ?"หูหลันเยวี่ยเล่านิทานเรื่องนี้ก็เพื่อเตือนสติโจวเจียฮุ่ย
แน่นอนว่าเธอต้องการให้โจวเจียฮุ่ยใส่ใจกับเรื่องเล่านี้อย่างจริงจัง
โจวเจียฮุ่ยครุ่นคิดอย่างหนักแล้วตอบ"พวกเขาโดนจับเพราะอยู่ด้วยกันอย่างผิดกฎหมายจริงๆ เหรอ?"
หูหลันเยวี่ย"ฉันไม่รู้ว่าโดนจับหรือเปล่า แต่หลังจากนั้นหนึ่งปีผู้หญิงคนนั้นก็เที่ยวอุ้มลูกขอทานอยู่ข้างถนนเธอรู้ว่าการกระทำของตัวเองมันทำให้พ่อแม่เสียหน้าและผิดหวังเธอเลยไม่มีหน้ากลับไปหาพวกเขา ได้แต่อุ้มลูกที่ไม่มีพ่อขอทานอยู่ข้างถนนค่ะ"
"แล้วผู้ชายคนนั้นล่ะ?" โจวเจียฮุ่ยถามอย่างระมัดระวัง
"ผู้ชายคนนั้นทิ้งเธอไปแล้วน่ะสิ" หูหลันเยวี่ยหัวเราะเยาะ"ผู้ชายคนนั้นหน้าตาดี แล้วก็รู้วิธีเอาใจผู้หญิงหลังจากหลอกผู้หญิงดีๆ คนหนึ่งหนีตามไปได้ไม่นาน เขาก็ไปรู้จักกับผู้หญิงคนอื่นผู้หญิงคนนั้นเป็นแม่ม่ายที่ร่ำรวยเอาเรื่อง ฉันลืมบอกไปเลยเมื่อก่อนผู้ชายคนนั้นทำงานขุดถ่านในเหมือง พอเจอแม่ม่าย เขามีคนเลี้ยงดูก็ทิ้งงานในเหมืองแถมยังทิ้งผู้หญิงกำลังท้องโต คนที่หนีตามมาด้วย"
เมื่อได้ยินว่าชายหนุ่มที่หลอกล่อผู้หญิงให้หนีตามไปแล้วทอดทิ้งคนนั้นทำงานในเหมืองโจวเจียฮุ่ยก็ถึงกับหน้าเปลี่ยนสี แต่ก็กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ถิงถิงโกรธจนตัวสั่น"ผู้ชายคนนั้นแย่มาก พี่สาวคนที่ถูกทิ้งน่าสงสารจังเลยค่ะพี่คะ แล้วหลังจากนั้นล่ะ? พี่สาวน่าสงสารคนนั้นได้กลับไปหาพ่อแม่ไหมคะ?"
หูหลันเยวี่ยถอนหายใจ"เธอจะมีหน้ากลับไปได้ยังไงกัน? แต่ฉันหวังว่าเธอจะกลับไปหาพ่อแม่ได้นะถึงแม้ว่าเรื่องโง่เขลาที่เธอทำลงไปจะทำให้พ่อแม่ทั้งเสียหน้าและเสียใจแต่ถ้าพ่อแม่รู้ว่าลูกสาวโดนทิ้ง แล้วต้องไปเป็นขอทานพ่อกับแม่ก็คงรีบไปรับกลับบ้านแน่ๆ คนที่รักเรามากที่สุดในโลกก็คือพ่อกับแม่นะมีแต่พ่อแม่เท่านั้นที่สามารถให้อภัยเราได้โดยไม่มีเงื่อนไขดังนั้นเราต้องไม่ทำอะไรที่ทำให้พ่อแม่เสียใจ"
คำพูดสุดท้ายนี้หูหลันเยวี่ยตั้งใจพูดกับโจวเจียฮุ่ย แต่ก็พูดกับตัวเองด้วย
เมื่อได้เกิดใหม่เธอถึงได้เข้าใจว่าความรักของพ่อแม่ยิ่งใหญ่แค่ไหน
หูหลันเยวี่ยไม่ได้หวังว่าเรื่องเล่าเรื่องนี้แค่เรื่องเดียวจะทำให้โจวเจียฮุ่ยตาสว่างและไม่ทำผิดซ้ำรอยเดิมในชาติที่แล้วอีก
แต่ในเมื่อหูหลันเยวี่ยตัดสินใจแล้วว่าจะช่วยโจวเจียฮุ่ยให้พ้นจากโศกนาฏกรรมในชาติที่แล้วนี่จึงไม่ใช่แค่การเล่านิทานให้ฟังเท่านั้น
การพาโจวเจียฮุ่ยออกไปเปิดหูเปิดตาให้เธอใส่ใจเรื่องงาน คือสิ่งที่หูหลันเยวี่ยต้องทำเป็นลำดับต่อไป
ในเมื่อโจวเจียฮุ่ยมีนิสัยเหมาะกับการเป็นพนักงานขายแล้วก็ฝันอยากไปเปิดร้านในตัวอำเภอหูหลันเยวี่ยก็จะช่วยเหลือจนเธอเปิดร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จให้ได้
สามสาวคุยกันอีกพักใหญ่แล้วค่อยปิดไฟเข้านอน
วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ หูหลันเยวี่ยก็ไปทำงานที่โรงเรียนตามปกติ
หลังจากหูหลันเยวี่ยออกจากบ้านไปโจวเจียฮุ่ยก็เตรียมตัวกลับบ้านเช่นกัน
โจวเจียฮุ่ยไปถึงบ้านก็เกือบเที่ยงแล้ว
เธอหอบของพะรุงพะรังกลับมาด้วย
เมื่อเห็นลูกสาวหอบของมามากมายจ้าวหงซิ่วก็อดไม่ได้ที่จะตำหนิ "ลูกคนนี้ทำไมถึงเอาของบ้านน้ามาเยอะแยะขนาดนี้ล่ะ? ไม่รู้เหรอว่าบ้านเขาลำบาก?"
ถึงแม้ว่าช่วงหลังๆมานี้ชีวิตของบ้านจ้าวหงเหมยจะดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังเทียบกับบ้านจ้าวหงซิ่วไม่ได้
โจวเจียฮุ่ยยิ้มแล้วพูดตอบ"แม่คะ บ้านน้าไม่ได้ลำบากอย่างที่แม่คิดแล้วค่ะของพวกนี้คุณน้าให้หนูเอามาเองทั้งนั้นเลยค่ะ หนูบอกว่าไม่เอา เธอก็โกรธหนูอีก"
ว่าแล้วโจวเจียฮุ่ยก็คลี่ห่อผ้าเอาของข้างในออกมาอย่างกระตือรือร้น
มีลูกพลับแห้งแอปเปิลแห้ง แล้วก็เต้าหู้ทรงเครื่องบรรจุกระป๋องนอกจากนั้นก็ยังมีไข่เค็มอีกยี่สิบฟองด้วย
เมื่อเห็นว่าความเป็นอยู่ของน้องสาวดีขึ้นเรื่อยๆจ้าวหงซิ่วก็พลอยยินดีไปด้วย
ตอนทานอาหารกลางวันโจวเจียฮุ่ยถึงได้เล่าเรื่องที่จะไปเปิดร้านขายเสื้อผ้าในตัวอำเภอให้พ่อแม่ฟัง
"เจียฮุ่ย ลูกอยากไปลองดูที่ตัวอำเภอจริงๆ เหรอ?" โจวเลี่ยงสบตาลูกสาวแล้วถามอย่างจริงจัง
โจวเจียฮุ่ยตอบโดยไม่ลังเล"พ่อคะ หนูอยากไปลองทำอะไรสักอย่างที่ตัวอำเภอจริงๆ ค่ะเยวี่ยเยวี่ยบอกว่าหนูเหมาะกับการเปิดร้านเธอบอกว่าจะร่วมมือและรับความเสี่ยงด้วยกันกับหนูค่ะ พ่อคะ แม่คะไม่ใช่ว่าพ่อกับแม่ก็คิดว่าเยวี่ยเยวี่ยมีฝีมือเหรอคะ ถ้าหนูร่วมมือกับเธอพ่อกับแม่จะมีอะไรต้องห่วงอีกล่ะคะ?"