บทที่ 4
[เื่ที่ใครก็นึกไม่ถึง ]
- U -
ผมเดินวนไปวนมาในห้องนอนอยู่หลายรอบก็ยังหากระเป๋าเงินของตัวเองไม่เจอสักที ไม่รู้ว่าไปเผลอทำมันหล่นไว้ที่ไหนกันแน่ ผมไม่อยากทำมันหายเลยจริงๆ ถึงแม้เงินในกระเป๋าจะมีไม่มากเท่าไรแต่เอกสารสำคัญของผมดันมีอยู่เพียบ
"เจอยังวะ" นิกที่นั่งมองผมอยู่ถามขึ้น
"กูไปวางไว้ตรงไหนวะ"
"ถ้ากูรู้กูคงบอกมึงไปแล้ว"
"อย่าเพิ่งกวนกูดิ" ผมว่าให้มันทั้งที่มือยังสารวนอยู่กับการถกนั่นรื้อนี่เพื่อหากระเป๋าเงิน
"อ่ะ...เอาไป"
“เห้ย! ” ผมรีบรับของอะไรสักอย่างที่อยู่ๆ นิกมันก็โยนมาให้
"เอาของกูไปก่อน มึงรีบนี่”
"กูรู้นะว่ามึงรวย แต่กูไม่เอา" ผมปฏิเสธทันทีที่เห็นว่าของที่มันโยนมาให้ก็คือกระเป๋าเงินของมันนั่นเอง
"กูแค่ให้ยืม ไม่ได้จะให้แล้วให้เลย"
"แต่..."
"เอาไปแค่เงินก็ได้ เท่าไรก็เอาไป...เดี๋ยวพอกูอาบน้ำเสร็จกูจะออกไปหากระเป๋าของมึงให้" พูดจบมันก็เดินเข้าห้องน้ำไปเลย ทิ้งให้ผมยืนคิดอยู่คนเดียวว่าอะไรทำให้มันเชื่อใจผมในเื่เงินทองได้มากขนาดนี้
เวลาในหน้าจอโทรศัพท์มือถือบอกกับผมว่าตอนนี้เก้าโมงกว่าแล้ว ซึ่งผมมีนัดกินเลี้ยงกับสายรหัสตอนสิบโมง เวลาที่เหลืออันน้อยนิดทำให้ผมตัดสินใจเปิดกระเป๋าเงินของนิกเพื่อจะหยิบเอาเงินของมันไปใช้ก่อน เพราะถ้าผมมัวช้ากว่านี้มีหวังไปเลี้ยงสายรหัสสายอีกแน่นอน ผมไม่อยากถูกพวกพี่ๆ ทำโทษโดยการให้ผมเต้นรอบโต๊ะเหมือนคราวก่อนอีกแล้ว
ก่อนที่ผมจะแหวกไปในช่องเก็บเงิน ตาของผมก็สะดุดเข้ากับรูปที่อยู่ในนั้น มันเป็รูปผู้ชายคนหนึ่งกำลังนั่งกอดเด็กผู้ชายที่นั่งอยู่บนตักของเขาและทั้งคู่ต่างก็ยิ้มให้กล้องกันอย่างมีความสุข ผมเดาว่าผู้ชายคนนี้คือพ่อไอ้นิก ความสุขจากรอยยิ้มของทั้งคู่มันล้นทะลักออกมานอกรูปจนผมอดยิ้มกลับไปให้รูปนั้นไม่ได้ ผมค่อยๆ ดึงรูปออกมาเพื่อจะดูให้ชัดๆ ว่าไอ้นิกตอนเด็กมันขี้เหร่แค่ไหน จนพบว่ามีรูปอีกบานหนึ่งซ่อนอยู่ข้างหลังรูปนี้ด้วย
พอได้เห็นอีกรูปที่ซ่อนอยู่ สมองผมก็สั่งว่าให้รีบเก็บทุกอย่างคืนที่เดิมของมัน และจากนั้นผมก็โยนกระเป๋าใบนั้นลงบนที่นอนของเ้าของมันโดยไม่คิดจะหยิบเงินออกมาสักบาทเดียว ผมไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังเผชิญกับความรู้สึกอะไรอยู่ ผมรู้แค่ว่าเป็ความรู้สึกด้านลบที่ผมก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน
ก่อนจะมัวมาคิดว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร ผมควรถามตัวเองก่อนดีไหมว่าทำไมผมต้องรู้สึกแย่กับรูปนั้นด้วย การแต่งกายของคนสองคนในรูปบ่งบอกว่าเป็รูปที่ถ่ายเมื่อสมัยมัธยมปลาย นิกมันกำลังกอดคอดาร์ฟแนบไว้กับอกของมัน ทั้งสองคนต่างยิ้มอย่างมีความสุขแบบที่ผมเองก็ไม่เคยเห็นจากมันทั้งคู่มาก่อน ผมไม่เคยรู้เลย...ว่ามันเคยเป็มากกว่าเพื่อนกันมาก่อน
*
*
"ถึงคอนโดมึงแล้ว" เสียงพี่ดรีมพี่รหัสของผมทำให้ผมเริ่มได้สติกลับมาอยู่กับตัวหลังจากที่เผลอปล่อยความคิดตัวเองให้หลุดลอยไปไกล
"งั้นผมไปนะพี่" ผมบอกกับพี่ดรีมและเตรียมจะลงจากรถ
"เดี๋ยว...วันนี้มึงดูแปลกๆ ว่ะ เครียดอะไรอยู่วะ" พี่ดรีมถาม
"พี่..." ผมหยุดคิดสักพักก่อนจะขยับตัวกลับมานั่งเหมือนเดิม
"ว่า…"
"ถ้าเพื่อนสนิทมันปิดบัง หรือโกหกพี่ พี่จะรู้สึกแย่หรือเปล่าวะ"
"ก็...ต้องดูก่อนว่ะ ว่าเื่อะไร"
"ถ้าเป็เื่ส่วนตัวมันล่ะ แบบว่าเราเคยถามมันแล้วแต่มันโกหก"
"อืม...ถ้าเป็เื่ส่วนตัวกูคงไม่ว่าอะไรนะ คนเราก็ต้องมีเื่ที่ไม่อยากเล่าไม่ใช่เหรอวะ"
"ก็ใช่...ที่จริงผมก็รู้นะว่าผมไม่มีสิทธิ์ แต่..."
"แต่...."
“แต่มันก็รู้สึกอยู่ดีว่ะ”
“ไอ้ยูเอ้ยยย ...แล้วเื่นั้นมันเกี่ยวกับมึงไหมล่ะ”
“ไม่เกี่ยว” พอผมตอบพี่ดรีมไปแบบนั้นผมก็เงียบและรอรับฟังอะไรก็แล้วแต่ที่พี่มันกำลังจะพูด อาจจะด่าผมก็ได้เพราะผมตอบไปแล้วว่าเื่นั้นมันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจอยู่แล้วว่ามันไม่เกี่ยวกับผมแต่ผมก็ยังไม่เจียมยังจะไปโกรธเ้าของเื่มันอีก
"กูว่านะ...บางที...มึงอาจไม่ได้รู้สึกแย่เพราะว่ามึงถูกโกหกหรอก”
“แล้วมันยังไง...”
“มึงรู้สึกแย่กับความจริงที่มึงได้รู้มากกว่า" สิ่งที่พี่ดรีมพูดมามันก็น่าเก็บมาคิด แต่แค่นิกกับดาร์ฟเคยเป็แฟนกันมาก่อนทำไมมันถึงเป็ความจริงที่ผมต้องรู้สึกแย่ด้วยล่ะ แม่งโคตรไม่น่าจะเอามาใช้เป็เหตุผลอะไรได้เลย
ผมคุยกับพี่ดรีมต่อจากนั้นอีกไม่กี่ประโยคก็ลาพี่ดรีมลงจากรถอีกครั้ง ระหว่างที่ผมเดินมาที่ห้องผมก็หมกมุ่นอยู่กับความคิดของตัวเองมาตลอดทาง ผมรู้แค่ว่าผมกำลังรู้สึกไม่ดี แต่ผมตอบตัวเองไม่ได้เลยว่าทำไมผมต้องรู้สึกแบบนี้ จนตอนนี้มันเริ่มกลายเป็ความรู้สึกหงุดหงิดที่ผมจัดการไม่ได้แล้ว
"กลับดึกจังวะ" นิกที่กำลังนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะของมันหันมาถามผมที่เพิ่งมาถึง ผมไม่รู้จะตอบมันว่าอะไรเลยทำได้แค่คว้าผ้าขนหนูจากราวแขวนเพื่อจะหนีมันไปอาบน้ำ
"เงินมึงก็ไม่เอาไป เกิดจำเป็ต้องใช้ขึ้นมาจะทำไงวะ" แม้ผมจะออกมาจากห้องนอนแล้วแต่ผมก็ได้ยินสิ่งที่มันพูดตามหลังผมมาทุกคำ ผมทำเป็ไม่ได้ยินเพื่อจะได้ไม่ต้องตอบอะไรมัน
ผมยืนนึกถึงข้อความที่เขียนไว้ในรูปนั้น
‘เป็คนของนิกตลอดไป'
ถึงแม้ประโยคมันจะดูเชยไปหน่อยแต่ก็ทำให้ผมได้รู้ว่าทั้งคู่มีความรู้สึกต่อกันมากมายแค่ไหน ไม่แน่ว่าที่ผมซึมๆ อยู่นี่อาจจะเป็เพราะว่าผมผิดหวังที่พวกมันใช้ข้อความแนบรูปได้โคตรเชยก็ได้นะ
"กูเจอกระเป๋ามึงแล้วนะ คนในคอนโดเก็บได้” มันบอกทันทีที่ผมเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ผมเห็นกระเป๋าเงินของผมวางอยู่ที่โต๊ะของมันผมเลยค่อยๆ ต้องเดินเข้าไปหยิบมา
"เออ ขอบใจที่เป็ธุระให้" ผมบอก
"เป็อะไร" มันหันมามอง
"อะไร"
"ไปกับสายรหัสไม่สนุกเหรอวะ หน้ามึงดูไม่โอเคเลย"
"ก็ดี" ผมยักไหล่ให้มันแล้วมานอนที่เตียงตัวเองก่อนจะจัดการสำรวจของในกระเป๋าว่าทุกอย่างยังอยู่ครบดีหรือเปล่า
"วันหลังก็ระวังๆ " มันบอกแล้วหันกลับไปทำงานต่อ
"มึงเคยมีแฟนไหม" ผมถามทั้งที่ใจบอกว่าอย่าถามอะไรแบบนี้ แต่ปากผมตอนนี้ก็เหมือนไม่ใช่ปากของผมอีกแล้ว
"ห้ะ! ...นึกไงถามวะ" มันหันกลับมามองด้วยสีหน้าแปลกใจ
"ถามไม่ได้เหรอ" ผมมองมันเพื่อรอฟังคำตอบ ส่วนมันก็นิ่งคิดอยู่สักพักก่อนจะตัดสินใจให้คำตอบผม
"กูแค่เคย… แค่เคยรักว่ะ"
"แปลว่าแอบรักเค้าแต่เค้าดันไม่รับรักเหรอวะ"
"เออ"
"หล่อแบบมึงเนี่ยนะ" ผมไม่อยากจะเชื่อคำพูดมันเลยสักนิด
"หญิงที่ไหนหักอกมึงมาวะ ถึงมาหลอกถามอะไรกูแปลกๆ เนี่ย" มันพูดติดตลกก็จริงแต่ผมกลับไม่ขำด้วย ผมถอนหายใจออกมาอย่างตั้งใจก่อนจะยันตัวเองขึ้นนั่งเพื่อแสดงออกให้รู้ว่าผมกำลังตั้งใจคุยกับมันอยู่
"ดาร์ฟดูสำคัญกับมึงขนาดนั้น ทำไมไม่คบกันวะ" ผมเลือกเมินสิ่งที่มันเพิ่งคาดเดาออกมาเมื่อครู่ และตัดสินใจถามสิ่งที่ผมอยากรู้ออกไปแทน ในรูปนั้นทั้งคู่ต่างก็ดูมีใจให้กันขนาดนั้น แล้วจะมาบอกว่าแค่แอบรักกันแค่นั้นมันเชื่อได้เหรอวะ
"ดาร์ฟเป็เพื่อนกู"
"กูก็เพื่อน" ผมสวนมัน ผมไม่สนแล้วว่าไอ้ความรู้สึกลบๆ ที่ผมกำลังรู้สึกอยู่นี่มันคืออะไร หรือเกิดขึ้นเพราะอะไร ผมรู้แค่ผมอยากได้คำตอบอะไรบางอย่าง และผมรู้ดีว่าผมไม่ควรกระแทกเสียงใส่มันแต่ผมก็ดันหยุดตัวเองไม่ได้แล้ว
"เป็อะไรของมึงวะยู" มันย่นคิ้วเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจในอาการของผมที่เป็อยู่ตอนนี้
"ก็เพื่อนกันทั้งนั้น แต่มึงใส่ใจดาร์ฟมากกว่าเพื่อนคนอื่นไม่ใช่หรือไง ถ้าที่กูพูดไม่จริงมึงก็ปฏิเสธกูมา" พอผมพูดจบมันก็ถอนหายใจใส่ผม ท่าทางของมันดูหนักใจที่โดนผมพูดจากดดัน
"ที่มึงพูดนี่มึงคิดดีหรือยังวะยู" มันลุกขึ้นถาม
"หรือไม่จริงวะ”
"ถ้ามึงคิดแบบนี้ กูก็คงทำอะไรไม่ได้ว่ะ"
"งั้นกูขอถามตรงๆ เลยแล้วกัน”
“ว่ามาสิ”
“มึงกับดาร์ฟเคยเป็แฟนกันไหม” ผมจ้องเข้าไปในดวงตาของมันเพื่อรอฟังคำตอบและกำลังพยายามตัดสินว่าคำตอบของมันต่อจากนี้เป็ความจริงหรือโกหก แต่แล้วคนถูกถามก็ไม่ยอมตอบอะไรออกมาเลย
“...”
“มึงเคยคบกัน...ทำไมมึงต้องปิดกู"
"มึงว่าไงนะ! " มันทำหน้าใ
"กูเห็นรูปในกระเป๋ามึงแล้ว"
"คือกู..."
"แค่พูดความจริง มันยากมากเหรอวะ" ผมลุกจากเตียงแล้วเดินไปหามัน ตอนนี้ผมไม่ได้โกรธ แต่ผมกำลังกังวล เพราะผมรู้ว่าผมกำลังทำไม่ดีกับมันและผมกลัวว่ามันจะโกรธ ขนาดผมกลัวผมยังไม่หยุดเลย ผมกลายเป็คนนิสัยเสียแบบนี้ั้แ่เมื่อไรกัน
"ทำไมมึงดูจริงจังกับเื่ดาร์ฟจังวะ"
"แล้วยังไง" ผมถามพร้อมกับสบตามันด้วย
"มึงชอบดาร์ฟเหรอ"
“ห้ะ! ” คำถามของมันทำเอาผมอึ้งไปทันที ความสับสนภายในใจที่มีอยู่แล้วทำให้ผมต้องลองหยุดทบทวนดูก่อนว่าที่ผมกำลังเป็บ้าเป็บออยู่นี่มันเกิดจากผมรู้สึกอะไรกับดาร์ฟแบบที่นิกมันสงสัยหรือเปล่า ผมกำลังเผลอใจชอบดาร์ฟโดยไม่รู้ตัวอย่างนั้นเหรอ
“มึงชอบดาร์ฟเหรอยู” เ้าของคำถามทวงคำตอบจากผมที่ในสมองตอนนี้กำลังตีกับตัวเองจนยุ่งเหยิงไปหมด
“กู…”
“กูยืนยันคำเดิม กูไม่เคยคบกันมากกว่าเพื่อน กูไม่เคยคิดกับดาร์ฟมากกว่าเพื่อน”
"คือว่ากู...กู..."
"ถ้าเป็มึง...กูโอเค" มันตอบมาแค่นั้นก่อนจะกลับไปนั่งที่เก้าอี้ทำงานของมันตามเดิม นิกทำเหมือนกับว่าการที่ผมชอบดาร์ฟมากกว่าเพื่อนไม่ใช่เื่ใหญ่อะไรเลย ทั้งที่ตลอดเวลาที่ผ่านมานิกมันคอยทำตัวเป็ไม้กันหมากีดกันผู้ชายทุกคนที่เข้ามายุ่งกับดาร์ฟอยู่ตลอด
“มึงไม่หวงดาร์ฟเหรอ”
"ถ้าเป็คนอื่นกูไม่ไว้ใจ แต่ถ้าเป็มึง… กูว่ากูโอเค" มันพูดด้วยเสียงที่นิ่งเรียบ ซึ่งผมไม่เห็นว่ามันกำลังแสดงออกทางสีหน้าอย่างไร
"เออ" ผมคงต้องยอมรับกับมันแบบนี้ไปก่อนเพราะหัวของผมกำลังจะะเิอยู่แล้วผมคิดอะไรไม่ออกเลย ผมทำได้แค่ยืนมองแผ่นหลังของนิกที่ดูท่าทางตั้งใจทำงานตรงหน้าเหลือเกิน
จนถึงเช้าผมก็ยังหาคำตอบให้กับความบ้าบอของตัวเองที่เกิดขึ้นเมื่อวานไม่ได้ ตอนนี้ผมหายหงุดหงิดแล้ว และผมรู้ตัวดีว่าผมผิดทุกอย่าง ผมผิดทุกเื่ ผมทำไม่ดีกับเพื่อนสนิทที่มันทำดีกับผมเสมอ ถึงแม้มันจะกวนตีนไปบ้างแต่มันก็ไม่เคยงี่เง่าให้ผมต้องลำบากใจแบบที่ผมทำกับมันไป
ผมไม่รู้จะเริ่มคุยกับนิกมันอย่างไร และกำลังรู้สึกปวดหัวมาก เพราะผมนอนไม่หลับเลยทั้งคืน
"แปบนะ" นิกหันมาบอกก่อนจะค้นนั่นรื้อนี่แถวหัวเตียงตัวเอง มันไม่ได้ทำตัวแปลกไปจากเดิมเลยสักนิด คงจะมีแต่ผมนี่แหละที่กังวลอยู่คนเดียวเพราะเพิ่งสร้างเื่ไปสดๆ ร้อนๆ
"กูช่วยหาไหม" ผมถาม
"เจอละ" มันยื่นบัตรนักศึกษาให้ผมดู
"กูก็นึกว่าหาอะไร ทำอย่างกับได้ใช้ทุกวัน" ผมว่าให้ซึ่งมันก็ไม่ตอบโต้อะไรกลับมานอกจากยิ้มเท่ๆ แบบที่มันชอบทำ พอทุกอย่างเรียบร้อยเราก็พากันเดินออกจากห้อง และนิกก็ยังคงทำหน้าที่เดิมของมันนั่นก็คือการล็อกประตูห้อง ผมไม่ได้เป็ง่อยนะ นิกมันทำของมันเอง
ระหว่างทางมาเรียนผมได้แต่หันไปมองข้างทางเพราะไม่กล้าชวนนิกคุย แม้ว่าคนขับรถมันจะดูเป็ปกติดีทุกอย่าง แต่นั่นก็ไม่ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาได้เลย จนถึงนาทีนี้ผมก็ยังไม่รู้เลยว่าทำไมผมต้องงี่เง่าใส่มันมากมายขนาดนั้น ตอนนี้ผมรู้สึกผิดกับมันมากจนไม่กล้าชวนมันคุยเลยสักคำ
"กินข้าวไม่ทันแน่เลยว่ะ" หลังจากจอดรถเข้าที่แล้ว นิกมันก็พูดประโยคเดิมๆ ที่ผมได้ยินเกือบทุกวัน นอกจากแม่ก็มีมันนี่แหละที่ใส่ใจการกินการนอนของผมเหลือเกิน ปากของมันพูดเหมือนกลัวเข้าเรียนสายก็จริง แต่ผมไม่เห็นว่ามันจะมีท่าทางเร่งรีบอะไรเลยสักนิด มันนั่งกอดพวงมาลัยรถและมองตรงไปข้างหน้าเหมือนกำลังคิดอะไรในใจซึ่งผมเองคงได้แค่นั่งมองเพราะไม่กล้าถามอะไรมันอีกแล้ว
"มึงไปรอที่ห้องเรียนนะ เดี๋ยวกูซื้อขนมปังตามไปให้" มันเริ่มขยับตัวและเตรียมปลดเข็มขัดนิรภัยของมันออก
"นิก"
"หืม.." มันหยุดชะงักและมองผม
"เื่เมื่อคืน...กูขอโทษนะ" ผมรวบรวมความกล้าเพื่อแสดงความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป มันกระตุกยิ้มหนึ่งทีและมองผม สายตาที่มองมายังเป็สายตาของนิกคนเดิม มันไม่โกรธผมเลย
"กูว่ากูเข้าใจ มึงอย่าเก็บมาคิด"
"ที่จริงกูรู้นะว่ากูไม่มีสิทธิ์งี่เง่าใส่มึง...ไม่มีสิทธิ์คาดคั้นมึงเลย”
"เออๆ บอกแล้วไงว่าเข้าใจ" พอมันพูดจบเราต่างคนต่างเงียบไปชั่วขณะหนึ่ง ผมเชื่อว่านิกมันไม่ได้โกรธผมจริงๆ แต่เพราะมันไม่โกรธนั่นแหละเลยยิ่งทำให้ผมรู้สึกผิดไปใหญ่
"กูคงแค่นอยเพราะคิดว่าถูกมึงปิดบัง...ก็กูกับมึงสนิทกันนี่หว่า กูก็บอกไม่ถูกว่ะ" ผมเว้นวรรค์พูดและถอนหายใจอีกที
"ยู..."
"กูขอโทษ” ผมหันไปสบตากับมันอีกครั้ง ผมอยากให้มันรู้ว่าผมขอโทษมันจากใจจริง ผมควรรับผิดชอบต่อทุกการกระทำที่ผมพลั้งเผลอทำร้ายมันไป เราสนิทกันและอยู่ด้วยกันแทบทุกเวลา ผมรู้ใจมัน นิกมันก็รู้ใจผม และคงเพราะสนิทกันมากเลยทำให้ผมหลงตัวเองไปว่ามีสิทธิ์คาดคั้นเื่ส่วนตัวของมัน
"เราสองคนไม่เคยขาดเรียนเลยว่าไหม" ผมพยักหน้าตอบมัน เราไม่เคยขาดเรียนเลยแม้แต่คาบเดียว อาจจะมีเข้าเรียนสายบ้างแต่นิกมันก็มานะเข้าเรียนทุกคาบโดยไม่เคยบ่นให้ได้ยินสักคำซึ่งก็ทำให้ผมกลายเป็เด็กดีตามมันไปด้วย
"ถามทำไมวะ" ผมถาม
"งั้นโดดสักวันแล้วกัน" พูดจบมันก็กดล็อกเข็มขัดนิรภัยที่มันปลดคาไว้จากนั้นก็สตาร์ทรถเลย ผมที่กำลังงงๆ อยู่เลยได้แต่หันซ้ายหันขวาเพราะทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่ามันกำลังคิดจะทำอะไร
“จะโดดไปไหนวะ”
“จะโดดไหมล่ะ” มันถาม
“เออๆ จะไปไหนก็ตามใจมึง”
“แค่นั้น” มันกระตุกยิ้มแล้วจัดการถอยรถออกจากที่จอดอย่างคล่องแคล่ว นาทีนี้ผมขอทำตัวว่าง่ายตามใจมันไปก่อนแล้วกัน
ผมคิดว่าผมเผลอหลับไปนานมากแล้ว แต่พอตื่นขึ้นมากลับพบว่ารถยังคงแล่นอยู่บนถนน ทางข้างหน้าทอดยาวออกไปไกลจนทำให้รู้ว่าตอนนี้เรากำลังเดินทางออกมานอกเมือง
"จะไปไหนวะ" ผมถามหลังจากที่ตั้งสติได้และมั่นใจว่ามันกำลังพาออกนอกเมืองแน่นอน
"ไปบ้านกูไง"
"ห้ะ! เชียงใหม่อ่ะนะ" ผมหันขวับไปมองมันแบบ้าคำอธิบาย อะไรดลจิตดลใจให้มันอยากกลับบ้านที่มันไม่ค่อยจะกลับอย่างกระทันหันแบบนี้ แล้วบ้านของมันอยู่ใกล้ๆ ที่ไหนกันล่ะ
"มีบางเื่ที่อยากให้มึงรู้...ไปกับกูหน่อยนะ"
"แล้วแต่มึงเถอะ" มันยิ้มนิดๆ เพราะรู้ว่าสิ่งที่ผมพูดออกมาคือการตอบว่าผมยอมไปด้วยกับมัน
ระยะทางก็ไกลไม่ใช่เล่น เราใช้เวลาเกือบแปดชั่วโมงกว่าจะมาถึงบ้านของมัน บ้านของนิกใหญ่โตอย่างที่ผมคิดไว้ไม่มีผิด และแน่นอนว่ารวยๆ แบบมันต้องมีคนออกมาต้อนรับเหมือนที่ผมเคยเห็นในทีวี แต่ต่างกันตรงที่ทุกคนมีท่าทางที่ดูเป็กันเองกับนิกเหมือนเป็ญาตินิกมากกว่าจะเป็แค่เ้านายกับลูกจ้าง
นิกให้แม่บ้านทำอาหารมื้อเย็นให้เรากินก่อนเพราะระหว่างทางเรากินแค่ขนมรองท้องมา ในใจของผมเองก็อยากจะเร่งมันนะว่าเื่ที่มันจะบอกผมคือเื่อะไร แต่สุดท้ายผมก็ทำได้แค่ตามใจมันไปเรื่อยๆ มันอยากทำอะไรก่อนอะไรหลังก็แล้วแต่มัน เอาที่มันสบายใจเลย
“มื้อนี้ป้าทำของโปรดคุณนิกเลยนะ” ป้านัน แม่ครัวของบ้านวางถ้วยลงบนโต๊ะด้วยสีหน้ายิ้มแย้มและดูภูมิอกภูมิใจกับอาหารที่ตัวเองตั้งใจทำมาให้ เมื่อผมได้เห็นว่ากับข้าวในถ้วยนั้นคืออะไรผมถึงกับต้องหันไปมองนิกมันทันที เพราะนี่ไม่ใช่แกงส้มมะละกอที่มันชอบแต่เป็แกงจืดแตงกวาหมูสับที่ผมไม่เคยเห็นมันกินเลยสักครั้ง
“ขอบคุณครับ” มันยิ้มให้ป้านัน
“ส่วนนี่ ทอดมันปลากรายค่ะ คุณนิกบอกว่าน้องยูชอบ” ป้านันวางจานทอดมันปลากรายลงบนโต๊ะ ตอนนี้ผมไม่ติดใจเื่อาหารแล้วล่ะ ผมติดใจเื่ที่ป้านันเรียกผมว่า 'น้องยู' มากกว่า
“เอ่อ...เรียกผมว่ายูเฉยๆ ก็ได้ครับ”
“กูไม่เกี่ยวนะ ป้านันเค้าเรียกของเค้าเอง” นิกรีบแก้ตัวซึ่งผมไม่รู้ว่าผมควรจะเชื่อมันดีไหม
“ป้าอยากเรียกเองค่ะ เพราะน้องยูหน้าตาน่ารักมากเลย เหมือนหลานชายที่บ้านป้าเลย” ป้าพูดไปยิ้มไปเหมือนมันเป็เื่ที่น่ายินดีมากที่ผมดันน่ารักเหมือนเด็กในสายตาของป้า
“มึงจงภูมิใจเถอะ เพราะหลานชายป้านันน่ารักมากจริงๆ ”
“แล้วหลานป้านันอายุเท่าไรวะ” ผมหันไปถาม
“ห้าขวบ”
“เวร! ” คำด่านี้ผมด่าใส่ไอ้นิกมันด้วยเสียงกระซิบนะครับ กลัวป้านันแกจะใในความสุภาพของผม
“พาน้องยูมาบ่อยๆ นะคะ อยากกินอะไรบอกป้าได้เลย” ป้านันพูดไปยิ้มไป แล้วลูบหลังนิกมันเบาๆ ก่อนจะเดินออกไปจากตรงนี้เพื่อให้ผมกับนิกได้ทานอาหารกันสองคน
“มึงเตี๊ยมป้านันมากวนตีนกูใช่ไหม” ผมชี้หน้ามัน
“ป้านันก็ไม่ใช่คนแรกนะที่ทักว่ามึงน่ารักเหมือนเด็ก” มันย้อนผม ผมว่าผมก็เป็ผู้ชายที่โตตามวัยปกตินะ แต่ก็ชอบมีคนมาทักว่าผมหน้าเด็กกว่าอายุ ผมมองนิกที่กำลังตักแกงจืดไปกินแล้วก็นึกได้ว่าผมกำลังสงสัยเื่อาหารอยู่
“มึงชอบแกงจืดด้วยเหรอวะ”
“อืม”
“เออ กูจะได้บอกแม่”
“แต่กูชอบแกงส้มมากกว่า” มันพูดแล้วก็ตักทอดมันปลากรายไปหนึ่งชิ้น ผมนั่งมองมันที่กำลังตั้งใจตัดแบ่งทอดมันชิ้นนั้นออกเป็ชิ้นเล็กๆ จากนั้นมันก็ตักทั้งหมดนั่นมาใส่ในจานของผม
“เห้ย! ...กูทำเองได้”
“กินๆ เข้าไป” ผมถอนหายใจเบาๆ เพราะรู้ว่าคงห้ามมันไม่ได้ นิกมันชอบด่าว่าผมทำตัวดื้อเหมือนเด็ก แต่ที่จริงแล้วมันเองนั่นแหละที่ชอบทำเหมือนผมเป็เด็กที่ต้องมีมันคอยดูแล เื่บางเื่ก็ไม่จำเป็ต้องทำให้กันหรอก
หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารของป้านัน นิกมันก็ทำตัวนวยนาดอยู่พักใหญ่กว่าจะยอมพาผมขึ้นรถออกมานอกบ้าน และสุดท้ายมันก็มาจอดรถอยู่ในวัด ไม่ว่าจะมองอย่างไรที่ตรงนี้ก็คือวัด!
ตอนแรกที่ขับรถเข้ามาแต่ผมไม่ได้ทักอะไรเพราะผมคิดว่านิกน่าจะใช้วัดเป็ทางลัดทะลุไปที่ไหนสักที่เท่านั้นแต่นี่มันจอดแล้วจอดเลย มันจอดรถทั้งที่ข้างหน้าก็มีแต่เจดีย์ใส่อัฐิเรียงรายเต็มไปหมด
"นี่ก็เย็นมากแล้ว มึงพากูมาวัดทำไมเนี่ย" ผมถาม
"มึงไม่กลัวผีนี่"
"กูไม่กลัว แต่ไม่ชอบบรรยากาศแบบนี้"
"ลงมาเร็ว" มันไม่ได้สนใจคำพูดผมเลยสักนิดแถมยังสั่งผมให้ลงจากรถตามมันไปอีก
ผมยอมลงจากรถอย่างว่าง่ายโดยคิดในใจว่าผมยอมตามมันมาถึงขนาดนี้แล้วจะให้ผมขัดอะไรมันได้อีก นิกเดินนำผมไปเงียบๆ และผมก็เดินตามมันไปแบบเงียบๆ เช่นกัน ผมเป็คนไม่กลัวผีอย่างที่นิกมันพูดจริงๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าผมชอบมาเดินท่อมๆ อยู่ในวัดตอนที่ท้องฟ้ามืดแล้วแบบนี้
เราสองคนหยุดอยู่หน้าเจดีย์ใส่อัฐิของใครคนหนึ่ง แต่ยังไม่ทันที่ผมจะได้มองอะไรให้ถนัดนิกมันก็เอาตัวของมันเข้ามาขวางหน้าผมเอาไว้ก่อน
“อะไรวะ” ผมถามด้วยความไม่เข้าใจในท่าทางของมันที่ผมรู้สึกว่าดูไม่ปกติ
"มึงค่อยๆ ดูรูปอัฐิที่อยู่ข้างหลังกูนะ พอดูแล้วก็อย่าใ" คำพูดของมันชวนให้ผมสงสัย ถึงแม้ว่าผมจะอยากฟังคำอธิบายจากมันให้กระจ่างก่อน แต่สุดท้ายผมก็เลือกที่จะทำทุกอย่างตามที่มันบอกไปทีละขั้น ผมพยักหน้าให้มัน หลังจากนั้นนิกก็ค่อยๆ ถอยออกไป และ...
"เห้ย! " คนในรูปนั้นหน้าเหมือนดาร์ฟไม่มีผิดเพี้ยน! นิกที่ยืนอยู่ข้างผมไม่ได้แสดงอาการอะไรออกมาจากเดิม มันมองที่รูปนั้นแล้วนิ่งเหมือนรู้อยู่แล้วว่าผมต้องใ ผมตั้งสติและจ้องที่รูปนั้นอีกครั้งให้แน่ใจว่าคนในรูปหน้าเหมือนดาร์ฟจริงๆ
"ชื่อไม่ใช่ แต่นามสกุลเดียวกับดาร์ฟ...นี่ใครวะ" ผมหันไปถามคนที่เอาแต่ยืนเงียบ มันถอนหายเบาๆ สายตาที่มองผมมันคล้ายกับสายตาที่ผมได้เห็นทุกครั้งที่มันชอบนั่งเหม่อ
"ดิว...น้องสาวฝาแฝดดาร์ฟ"
"ห้ะ! " เสียงอุทานของผมบ่งบอกได้อย่างดีว่าผมใกับสิ่งที่นิกบอก พยายามจะคิดตามมันให้ทันแต่ก็คิดอะไรไม่ออกเลยทั้งที่เื่ก็แสนจะเข้าใจง่าย คนหน้าเหมือนกันก็มีแค่ฝาแฝดนั่นแหละ แล้วผมยังจะมัวงงอะไรอยู่
"รูปผู้หญิงในกระเป๋าตังที่มึงเห็นคือดิว ไม่ใช่ดาร์ฟ" มันบอกเสียงเรียบ ผมหันไปมองหน้ามันอย่างคาดไม่ถึง และตอนนี้ผมเข้าใจทุกอย่างที่มันเคยพูดทั้งหมดแล้ว
“...”
"พอจบมอหกดิวก็ตาย" มันพูดไปตาก็มองรูปดิวไป ผู้ชายที่มักวางตัวนิ่งๆ เวลาจริงจังก็มักจะพูดเสียงเรียบๆ และดูมั่นคงเสมอ แต่ตอนนี้ผมกลับััได้ว่าเสียงของมันดูไม่มีความมั่นคงเอาเสียเลย เสียงของคนที่ยืนอยู่ข้างผมกำลังสั่นเครือจนใจคนฟังอย่างผมสั่นไหวตามไปด้วย
ผมมองหน้านิกอยู่สักพักด้วยความรู้สึกเห็นใจ ถึงผมจะไม่รู้ว่านิกมันรักดิวมากแค่ไหน ถึงจะไม่รู้เลยว่ามันต้องผ่านอะไรมาบ้าง แต่ขึ้นชื่อว่าความสูญเสียย่อมเ็ปเสมอ
"เรากลับกันเถอะ" ผมจับที่แขนของมันเบาๆ
"อืม"
ระหว่างทางกลับบ้านนิกไม่ได้เล่าอะไรให้ผมฟังอีกเลย ส่วนผมที่เพิ่งได้รู้เื่ของดิวก็ได้แต่นั่งเงียบเพราะตอนนี้ผมอยากให้นิกได้อยู่กับตัวเองก่อน ผมพอประมวลผลได้แล้วว่านิกมันต้องทนกับความเสียใจมามากแค่ไหน และคงมากเกินกว่าที่คนอย่างผมจะนึกออกด้วยซ้ำ
"ถ้าเราออกเดินทางคืนนี้เลยยังไงก็เข้าเรียนภาคบ่ายทัน แต่เดินทางไกลแบบนี้มึงจะเรียนไหวเหรอ” นิกถามโดยที่ตายังคงจดจ้องไปยังถนนข้างหน้า
"คนที่เหนื่อยคือมึง ถามตัวมึงเถอะ" ผมย้อนมัน
"ถ้าไม่ไหวก็โดดเพิ่ม"
"มึงนี่นะ" ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อเลยได้แค่กระตุกยิ้มแข็งๆ ใส่มันไป จะยิ้มก็ยิ้มไม่ออก จะทำซึมเป็เพื่อนมันผมก็กลัวว่าจะยิ่งทำให้จมดิ่งกันไปใหญ่
"อยากกินอะไรไหม จะได้แวะ" มันถาม
"ยังอิ่มว่ะ"
"งั้นเข้าบ้านเลยนะจะได้รีบพัก"
"อืม...นิก ทำไมอยู่ๆ มึงถึงอยากบอกเื่ดิววะ แถมเล่นใหญ่พากูมาถึงนี่อีก...”
“ไม่ดีเหรอวะ”
“แค่พูดกูก็เชื่อมึงแล้วปะ”
"กูไม่อยากให้มึงคาใจเื่ดาร์ฟ...กูอยากให้มึงเชื่อจริงๆ ว่าคนที่กูรัก….ไม่ใช่ดาร์ฟ" คำพูดของมันทำเอาผมสะอึก นี่มันปักใจเชื่อแล้วจริงๆ ใช่ไหมว่าผมชอบดาร์ฟ
นิกมันเงียบไปเลยจนผมอดหันไปมองไม่ได้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ สองมือที่กำพวงมาลัยไว้แน่นจนเส้นเืปูด แววตาที่แม้จะมองจากทางด้านข้างผมก็รู้ว่ามันกำลังเศร้า การที่ได้มาหาดิวมันทำให้แผลในใจของมึงถูกสะกิดให้เ็ปใช่ไหมนิก
"ดิวเค้าไม่อยู่แล้วนะ" ผมกดเสียงให้ต่ำกว่าปกติเพราะผมไม่แน่ใจว่าต้องแสดงอารมณ์แบบไหนที่จะเป็การพูดเตือนสติมันได้โดยไม่ทำให้มันรู้สึกแย่ไปมากกว่าเดิม ผมปลอบคนไม่เก่งเลย
"ใช่...เค้าไม่อยู่ในชีวิตกูแล้ว..."
"นิก..." ผมทำได้แค่เรียกชื่อมันค้างไว้เพราะผมกำลังใกับเสียงที่สั่นเครือนั่น
"แต่เค้ายังอยู่ในความคิดและมันทำให้กูเจ็บว่ะ...ตายไปแบบนี้ อยากเจอแค่ไหนก็ไม่ได้เจอ”
"..."
"ให้เค้าไปรักคนอื่น...มันยังดีกว่าตายจากกูไปแบบนี้ไม่รู้ตั้งกี่เท่า" จบประโยคนี้น้ำตาลูกผู้ชายของนิกที่ผมไม่เคยเห็นก็เริ่มไหลออกมา ผมต้องช่วยเหลือมันอย่างไร คนอย่างผมจะต้องปลอบมันอย่างไร ผมทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากยื่นมือไปจับที่ไหล่ของมันเพื่อบอกว่ามันมีผมอยู่ตรงนี้
ความรู้สึกโหยหาคนรักที่จากไปแบบไม่มีวันกลับของนิกถูกถ่ายทอดออกมาเป็คำพูดที่ทำให้คนฟังอย่างผมรู้สึกเศร้าไปกับมันด้วย ความอัดอั้นที่นิกมันสะสมไว้ทำให้น้ำตาของมันเอ่อล้นออกมาไม่ขาดสาย ผมไม่อยากคิดเลยว่าที่ผ่านมามันต้องใช้ความอดทนมากมายแค่ไหนที่ต้องคอยต่อสู้กับความรู้สึกทรมานพวกนี้อยู่คนเดียว ทั้งที่มันมีผมอยู่ด้วยแทบตลอดเวลาแต่ผมกลับไม่เคยช่วยอะไรมันได้เลย
"ต่อไปถ้าเค้าเข้ามาในหัวมึงอีกมึงบอกกูนะ...กูจะอยู่กับมึงเอง"
"ที่ผ่านมา...มึงก็อยู่กับกูในเวลาแบบนั้นตลอดนะ"
"หืม..."
"ตอนที่กูรู้สึกไม่ดี กูมีมึงอยู่กับกูทุกครั้งเลย” พอได้ยินแบบนั้น สมองของผมมันก็พาผมนึกย้อนกลับไปถึง่เวลาที่ผ่านมาว่ามีครั้งไหนบ้างที่เป็อย่างที่มันพูด
ที่มันบอกว่าผมได้อยู่กับมันในเวลาที่มันเศร้าเสียใจตลอดนั่น จะใช่เวลาที่มันทำตัวเงียบผิดปกติไหม เป็ตอนที่มันเอาแต่หาอะไรทำไม่หยุดหรือเปล่า หรือจะเป็ตอนที่มันเหม่อๆ และเอาแต่ถอนหายใจบ่อยๆ อาการพวกนั้นทำผมสงสัยมาตลอดว่ามันมีปัญหาอะไร และวันนี้ผมได้รู้เหตุผลแล้ว และผมสงสารมันเหลือเกิน