ที่บริเวณหน้าบ้านของบ้านเด็กกำพร้า ชาวบ้านทุกคนได้มารวมตัวสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานกับหมูย่างขนาดใหญ่ ั์ หนังหมูที่ดูตึงกรอบจนแทบจะแตกออกมา กลิ่นหอมของถ่านไฟและเนื้อหมูตลบอบอวลไปทั่วทั้งหมู่บ้าน ไขมันของหมูที่หยดลงบนฟืนไฟทำให้เกิดเสียงดัง ฟู่! ฟู่! เป็ระยะ ๆ ทำให้หลาย ๆ คนต่างก็กลืนน้ำลายไปตาม ๆ กัน ทุกคนในหมู่บ้านต่างก็ร้องเล่นเต้นรำกันอย่างสนุกสนาน อังเดร เซ เอลิน่า ซาเรีย และ อีวาน ก็ได้นั่งล้อมวงกินหมูย่างและพูดคุยกันอย่างสนุกสนานเช่นกัน ส่วน คิว เ้าัตัวน้อยก็กำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ในบ้าน
“ซาเรีย แอกเนส อายุ 12 ขวบ จะทานแล้วนะค้าาา!”
เซที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เห็นน้องสาวของตนพูดจาแปลก ๆ ที่คนปกติเค้าไม่พูดกันก็ได้ตักเตือนออกมาด้วยความเป็ห่วง
“นี่ ซาเรีย อย่าพูดชื่อตัวเองซะเต็มยศแบบนั้นสิ...ไปเอานิสัยแบบนั้นมาจากใครกันละเนี่ย...”
อีวานที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ก็ได้หันหน้ามาเล็กน้อยและมองไปที่เซแล้วก็บ่นในใจ‘ในหมู่บ้านนี้ก็มีแค่แกคนเดียวเท่านั่นแหละที่พูดแบบนี้ ถ้าไม่ได้เอามาจากแกแล้วจะเอามาจากใครกันอีกล่ะ’ เซที่รู้สึกได้ถึงสายตาของอีวานที่กำลังจ้องมองมาที่ตนก็ได้หันหน้าไปทางอีวานอย่างรวดเร็วแต่อีวานก็หันหน้ากลับไปแบบทันควันจากนั้นเซก็ได้จ้องเขม่นไปที่อีวานพร้อมกับเริ่มบ่นพึมพำในใจเช่นกัน‘ไอ่เ้าอีวาน มันต้องแอบด่าอะไรเราอยู่ในใจแน่ ๆ...’
ในขณะที่ทุกคนกำลังสังสรรค์กันอย่างสนุกสนานเซก็นึกขึ้นได้เื่ที่จะบอกซาเรียว่าตัวของเขาและอีวานกำลังจะออกไปผจญภัยสู่โลกกว้างในวันพรุ่งนี้
“นี่ซาเรีย...” เซพยามจะเรียกซาเรียแต่ซาเรียไม่สนใจ
“ซาเรียย…” เรียกครั้งที่สองก็ยังไม่สนใจ ซาเรียยังคงเคี้ยวหมูย่างแก้มตุ่ยต่อไปเรื่อย ๆ
“ซาเรีย พี่กับอีวานจะออกเดินทางกันพรุ่งนี้แล้วนะ จะไม่กลับมาบ้านซักพักใหญ่ ๆ เลยน่ะ…”
หลังจากเซพูดจบ เสียงเคี้ยวของซาเรียก็หยุดลงไป เซที่เอะใจว่าเกิดอะไรขึ้นทำไมจู่ ๆ เสียงเคี้ยวถึงได้เงียบลง จึงได้หันหน้ามองไปที่ซาเรียก็ได้เห็นกับซาเรียหันหน้ามาทางตนพร้อมเศษอาหารที่ติดอยู่ขอบปากและน้ำตาที่กำลังคลอเบ้าพร้อมที่จะะเิออกมาได้ตลอดเวลา
“แง๊!!!!!ไม่เอาาา!!!หนูไม่ให้ไปป!!!!”
“เฮ้ออ...กะไว้แล้วเชียว…”
อังเดรและเอลิน่าที่เห็นซาเรียร้องไห้งอแงจึงรีบเข้ามาโอ๋เธอทันที แต่ซาเรียก็ไม่มีทีท่าที่จะหยุดร้องไห้เลย อังเดรและเอลิน่าจึงไม่สามารถใช้วิธีการโอ๋แบบทุกครั้งได้ แต่ด้วยไหวพริบของความเป็แม่บ้านแม่เรือนของเอลิน่าจึงคิดหาทางออกที่ดีที่สุดได้ด้วยเวลาอันรวดเร็ว
“ซาเรียจ๊ะ หยุดร้องไห้ก่อนนะ เดี๋ยวพี่จะไปเอาเอแคลร์ที่หลังบ้านมาให้ พี่อบทิ้งไว้คิดว่าน่าจะสุกได้ที่แล้วล่ะ ครั้งนี้พี่ทำลูกใหญ่พิเศษกว่าทุกครั้งเลยนะ จะเอามาให้ซาเรียได้กินคนแรกเลย แต่ว่าซาเรียต้องหยุดร้องไห้ก่อนนะ เอาล่ะ หนึ่ง สอง ซั่ม ฮึบ...”
หลังจากเอลิน่าพูดจบซาเรียก็ได้หยุดร้องไห้ทันทีราวกับโดนมนต์สะกด เอลีน่าจึงลุกไปเอาเอแคลร์หลังบ้านให้ซาเรียตามคำพูดของเธอ เซและอีวานทั้งคู่ต่างก็อึ้งในความสมารถพี่เลี้ยงเด็กของเอลิน่าที่เห็นกี่ครั้ง ๆ ก็ยังน่าทึ่งเหมือนเดิม อังเดรที่เห็นอย่างงั้นก็ยิ้มภูมิใจหน้าตาเบิกบานและปลื้มปริ่มในใจ ‘…นี่แหละลูกฉันล่ะ…’ เซและอีวานที่เห็นอังเดรยิ้มแป้นออกหน้าออกตาขนาดนี้ทั้งคู่ต่างก็คิดในใจเป็เสียงเดียวกัน‘ตาแก่นี่คงต้องกำลังคิดในใจว่า ‘…นี่แหละลูกชั้น…’ อยู่แหง’
เวลาเริ่มค่ำขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนในหมู่บ้านที่มางานเลี้ยงสังสรรค์ก็ค่อย ๆ ทยอยกันกลับบ้านหมดแล้วจึงเหลือแค่เด็ก ๆ ในบ้านเด็กกำพร้าเท่านั้นที่ยังวิ่งเล่นอยู่แถวนั้น
เซที่เห็นซาเรียหยุดร้องไห้แล้วแต่ก็ยังไม่ยอมคุยกับเขาจึงพยายามจะง้อซาเรีย
“ซาเรีย...หายงอนพี่ได้แล้วน่า…”
“หึ้!” ซาเรียแสดงท่าทางอารมณ์เสียใส่พร้อมกับหันหน้าหนี
“งั้น…ถ้าพี่เจอดอกไม้สวย ๆ พี่จะเก็บกลับมาให้ซาเรียเยอะ ๆ เลยนะ” เซพยายามเกลี้ยกล่อมซาเรียและดูเหมือนว่ามันจะได้ผล
“สัญญานะ?” ซาเรียได้หันหน้ามาทางเซแต่ก็ยังคงไม่หายงอน
“สัญญาคร้าบ~”
“ถะ...ถ้าอย่างงั้น จะอภัยให้ก็ได้”
อีวานที่เห็นเอลิน่าไปเอาเอแคลร์หลังบ้านนานผิดปกติก็ได้ทักขึ้นมา
“เอลิน่าไปนานจังเลยแฮะ ปกติเธอเธอควรจะกลับมาได้แล้วนี่นา แถมคืนนี้ยังดูเงียบผิดปกติกว่าทุกคืนด้วย รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีเลยแฮะ หวังว่าคงจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นนะ…”
คืนนี้เป็คืนที่เงียบผิดปกติกว่าทุกคืน แสงดาวระยิบระยับที่เปล่งประกายอยู่เต็มท้องฟ้าที่ควรจะมีให้เห็นกลับไม่มีราวกับถูกความมืดดูดกลืนไป เสียงใบไม้ใบหญ้าที่ถูกลมพัด เสียงของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในป่าที่มีให้ได้ยินทุกคืนกลับเงียบสงัดลง เซที่รู้ดีกว่าใครว่าอีวานเป็คนที่มีลางสังหรณ์แม่นยำ ก็ได้แต่หวังว่าขอให้ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเกิดขึ้นกับครอบครัวที่เขารัก แต่ทว่าบางทีพระเ้าก็ไม่ได้เข้าข้างเราเสมอไป
“นายคิดมากไปเองน่าอีวาน ปกติยัยนั่นก็เป็คนซุ่มซ่ามจะตายไป คงจะทำอะไรซักอย่างหกแล้วกำลังทำความสะอาดอยู่ละมั้ง อีกเดี๋ยวก็คงกลับมะ-”
กรี๊ดดดดด!!!!!!!
เสียงกรีดร้องของเอลิน่าดังออกมาจากทางหลังบ้าน เซและอีวานได้หยุดการกระทำทุกอย่างที่ทำอยู่ในขณะนั้นลงและรีบวิ่งพุ่งตรงไปหาเอลิน่าทันที แต่ทั้งสองคนก็ได้ไปสะดุดตากับอังเดรที่พุ่งนำหน้าพวกเขาไปไกลแล้ว เซและอีวานสามารถััได้ถึงรังสีความโกรธที่แผ่ออกมาจากอังเดรอย่างชัดเจน อังเดรฝืนสังขารที่แก่ชราของตนเองพุ่งมาด้วยความรวดเร็วที่ผิดมนุษย์จนเขาได้ไปถึงที่สนามหญ้าหลังบ้าน และทันใดนั้นเองดวงตาของอังเดรก็ได้เบิกกว้างด้วยความใขึ้นมาทันทีกับสิ่งที่ปรากฏให้เห็นอยู่เบื้องหน้าของเขา
สัตว์ประหลาดที่มีพลังงานสีดำปกคลุมอยู่ทั่วร่างกาย มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ สูงโปร่งชวนน่าขนลุก ไม่มีตา ไม่มีจมูก มีแต่รอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่น่าสยดสยองกำลังบีบแขนของเอลิน่าที่กำลังาเ็อยู่ มานาสีดำของมันแผ่ความชั่วร้ายออกมาราวกับความมืดที่พร้อมจะดูดกลืนแสงสว่างให้หายไปได้ในทันที คิวที่พยายามจะช่วยเอลิน่าก็ได้นอนาเ็อาการสาหัสอยู่ข้าง ๆ อังเดรไม่รอช้าพุ่งเข้าโจมตีใส่เ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นด้วยความโกรธสุดขีดโดยไม่สนใจใยดีร่างกายที่แก่ชราของตัวเอง อังเดรตัดสินใจคิดจะจัดการเ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นด้วยการใช้ไม้เท้าของเขาสะบั้นไปที่หัวของมันให้ขาดกระเด็นเพื่อหวังจะให้มันจบลงภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
อังเดรโจมตีไปด้วยความรุนแรงและรวดเร็วเกินกว่าที่สายตาของมนุษย์ธรรมดาจะมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่หลังจากโจมตีไปที่หัวของมันอังเดรก็ต้องใขึ้นมาอีกครั้งและไม่อยากที่จะเชื่อสายตาตนเอง สัตว์ประหลาดตัวนั้นสามารถเอี้ยวตัวหลบการโจมตีของอังเดรได้อย่างทันท่วงที หลังจากที่อังเดรโจมตีพลาด ผลข้างเคียงของการที่เขาฝืนสังขารตัวเองมากเกินไปทำให้อังเดรเสียหลักและล้มลงไปและกำลังจะถูกสัตว์ประหลาดตัวนั้นปลิดชีพลง แต่ทว่าทันใดนั้นเอง
ย้ากกกก!!!!!
เซและอีวานที่วิ่งตามมาข้างหลังก็ได้ต่อยไปที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นอย่างเต็มแรง จนทำให้มันต้องปล่อยเอลิน่าลงและยกแขนทั้งสองข้างขึ้นมาป้องกันตัวเอง มันสามารถป้องกันการโจมตีของเซและอีวานได้แบบไร้รอยขีดข่วน แต่ด้วยแรงกระแทกทำให้มันต้องล่นถอยออกไป เซและอีวานจึงรีบเข้าคุ้มกันเอลิน่าในทันที สัตว์ปละหลาดตัวนั้นได้เงยหน้าขึ้นมามองที่เซและอีวานและมันก็ได้หัวเราะเสียงดังออกมา เสียงหัวเราะที่น่าสยดสยองและมานาชั่วร้ายที่แผ่ออกมาของมันทำให้เซกับอีวานขนลุกซู่ขึ้นมาและตัวแข็งทื่อไม่สามารถขยับไปไหนได้ และมันก็ค่อยๆ เดินเข้ามาใหล้พวกเขาพลางหัวเราะไปด้วย
“เซ!!!! อีวาน!!!!” อังเดรพยายามะโเรียกสติของทั้ง 2 คนอย่างสุดเสียงและพยายามกัดฟันลุกขึ้นในขณะที่ต้องต่อสู้กับความเ็ปที่สั่นสะท้านไปทั่วร่างกายไปด้วย
เซและอีวานยืนตัวแข็งทื่อไม่สามารถก้าวขาออกไปไหนได้แม้แต่ก้าวเดียวตอนนี้ทั้งคู่เริ่มรู้สึกหายใจไม่ออก ขนลุกชูชันไปทั่วทั้งร่างกาย สิ้นหวัง หัวใจเต้นรัว ทรมาณ ตาเริ่มพล่ามัว สติเริ่มเลือนลาง สัตว์ประหลาดตัวนั้นก็เริ่มใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ตอนนี้ในหัวของเซและอีวานมีเพียงคำๆเดียวที่จะนึกออกได้ ‘เราต้องตายแน่!! เราต้องตายแน่!! เราต้องตายแน่!! เราต้องตายแน่!! เราต้องตายแน่!!’ มันเดินมาหยุดอยู่กลางระหว่างทั้งคู่และก็ได้หัวเราะเบา ๆ ออกมา จากนั้นมันก็ได้เปลี่ยนร่างของตัวเองกลายเป็กลุ่มควันสีดำพุ่งไปที่เอลิน่าที่กำลังาเ็อยู่ด้านหลังและมันก็ได้หายตัวไป
หลังจากที่สัตว์ประหลาดตัวนั้นหายไปเซและอีวานก็ได้หมดแรงเข่าอ่อนทรุดลงกับพื้นทันที ทั้งคู่หอบหายใจอย่างหนักหน่วงจนเกือบจะหายใจไม่ทัน ผ่านไปไม่กี่วิเซและอีวานก็เริ่มตั้งสติกลับมาได้ เซจึงบอกให้อีวานรีบไปดูอาการของอังเดรอย่างรวดเร็วส่วนตัวของเขานั้นจะดูอาการของเอลิน่ากับคิวเอง อีวานรีบวิ่งไปพยุงร่างของอังเดรที่กำลังตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาแต่สิ่งเดียวที่อังเดรสนใจในตอนนั้นคือเอลิน่าลูกสาวของเขา
“ข้าไม่เป็ไร พาข้าไปหาเอลิน่าที!” อีวานได้พยุงอังเดรขึ้นมาและเดินไปหาเอลิน่า พอทั้งคู่เดินมาถึง อังเดรก็รีบทิ้งตัวลงมาและดูอาการเอลิน่าด้วยความเป็ห่วงจนลืมแม้กระทั่งความเ็ปของตนเอง
“…พ่อคะหนูไม่เป็ไรค่ะแค่าเ็นิดเดียวเอง…” อังเดรที่เห็นลูกของตนปลอดภัยดีก็ได้โอบกอดเอลิน่าแน่นด้วยความโล่งอกโล่งใจสุดขีดราวกับได้ยกูเาขนาดมหึมาออกจากอก
ในขณะนั้นเองเซและอีวานก็ได้ไปสังเกตเห็นรอยสีดำที่แขนของเอลิน่าตรงบริเวณเดียวกันกับที่โดนสัตว์ประหลาดตัวนั้นบีบเข้า อีวานถึงกับใขึ้นมาราวกับเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน เขาจึงรีบหันหน้ามองไปที่เซทันที และก็ได้เห็นภาพที่เซกำลังทำสีหน้าที่กำลังหวาดกลัวสุดขีดจากก้นบึ้งของจิตใจ อีวานที่เห็นท่าไม่ดีจึงตะโดนเรียกสติเซ
“เซ…!!! เซ…!!! เซฟิรัส!!!!” อีวานะโเรียกเซจนเขาสามรถตั้งสติได้อีกครั้งหนึ่ง แต่สถานการณ์ยิ่งแย่ลงไปอีกเนื่องจากอังเดรฝืนสังขารตัวเองมากเกินไปทำให้ร่างกายแบกรับภาระอันหนักหน่วงนี้ไม่ไหวทำให้เขากระอักเืออกมาและเริ่มหายใจแ่ลงเรื่อย ๆ เซจึงได้รีบแบกอังเดรขึ้นหลังและรีบวิ่งไปที่ห้องของอังเดรทันที ส่วนอีวานก็ได้รีบวิ่งไปอุ้มคิวที่นอนาเ็อยู่และวิ่งตามเซและเอลิน่าไป
...
ในห้องของอังเดร เอลิน่าได้ทำการใช้เวทย์รักษาอังเดรที่กำลังนอนอยู่ทำให้อังเดรพ้นขีดอันตรายสามารถกลับมาหายใจได้เป็ปกติอีกครั้ง ซาเรีย เซ และอีวาน ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ก็ต่างมองดูด้วยความเป็ห่วง ส่วนคิวก็ค่อย ๆ ฟื้นฟูตัวเองอย่างช้า ๆ เพราะตัวของมันนั้นเป็สัตว์เวทย์ อังเดรที่เริ่มได้สติก็ค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา ทุกคนที่เห็นอังเดรได้สติแล้วก็ต่างโล่งใจตาม ๆ กันไป เซที่เกิดคำถามมากมายในหัวก็ได้เปิดประเด็นถามอังเดรขึ้นมาทันที
“ลุง! ไอ่เ้านั่นมันเป็ตัวอะไรกันแน่ มันหายไปไหน! แล้วจะกลับมาอีกเมื่อไหร่!?”
อังเดรมองไปที่เซแล้วก็ถอนหายใจออกมา
“เฮ้ออ...ให้ฉันได้พักซักเดี๋ยวสิเ้าเบื๊อกนี่...” หลังจากที่อังเดรพูดจบบรรยากาศในห้องก็มีแต่ความเงียบสงัด ผ่านไปสักพักอังเดรที่รู้สึกดีขึ้นมากพอที่จะขยับตัวได้ ก็ได้บอกให้เอลิน่าหยุดรักษาตัวของเขาก่อนและเขาก็ค่อย ๆ เปลี่ยนท่าจากท่านอนลุกขึ้นมานั่งบนเตียงและเริ่มอธิบาย
“ไอ่เ้านั่นน่ะเป็สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘อีนิกม่า’ เป็กลุ่มก้อนมานาชั่วร้ายที่หลงเหลือจากอดีตกาล แรกเริ่มเดิมทีแล้วพวกมันเพียงเป็แค่กลุ่มก้อนพลังงานเล็ก ๆ เท่านั้น พวกมันชอบดูดกลืนมานาเป็อาหารเพื่อการเจริญเติบโต มานาที่บริสุทธิ์อย่างพวกแกน่ะเปรียบเสมือนของโปรดของพวกมันเลยก็ว่าได้ เพราะยิ่งบริสุทธิ์มากเท่าไหร่ก็จะยิ่งเพิ่มความแข็งแกร่งให้พวกมันมากเท่านั้น โชคดีที่ไอ่เ้าตัวที่เราเจอเมื่อกี้นี้น่ะมันยังไม่ใช่ตัวที่โตเต็มวัย ถ้าเป็ตัวที่โตเต็มวัยแล้วล่ะก็ จะแข็งแกร่งมากกว่านี้หลายเท่าล่ะ”
เซ อีวาน ซาเรีย และ เอลิน่า ต่างก็อึ้งไปตาม ๆ กันกับสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าอีนิกม่า เซที่ยังไม่เคลียร์ใจก็ได้ถามคำถามขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง
“ลุงเคยเจอพวกมันมาก่อนงั้นหรอ!?”
“อ่า...เคยสิ ในสมัยที่ฉันยังเป็ทหารอยู่น่ะ…”
“แล้วเ้าตัวเมื่อกี้มันหายไปไหนแล้วล่ะลุง?”
อังเดรทำใจซักพักก่อนที่จะหันหน้าไปที่เอลิน่าด้วยสีหน้าแววตาที่ดูเหนื่อยล้า
“เอลิน่า ยื่นมือมานี่ทีสิ” หลังจากที่เอลิน่ายื่นมือไปให้อังเดร เซ อีวาน และ ซาเรียต่างก็ตกตะลึงกับสิ่งที่ตัวเองเห็นอยู่ตรงหน้า รอยดำตรงข้อมือที่เกิดจากการที่เ้าสัตว์ประหลาดตัวนั้นบีบมันมีสีที่ดำเข้มและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น
“ลุง อย่าบอกนะว่า!?”
“ใช่แล้วล่ะ...มันฝังตัวลงไปเป็ที่เรียบร้อยแล้ว มันเรียกว่าโรคมะเร็งอีนิกม่า สิ่งมีชีวิตทุกสายพันธุ์สามารถโดนฝังได้ แม้แต่ัที่ถือว่าเป็ 1 ในสิ่งมีชีวิตที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกก็แทบไม่มีโอกาสที่จะรอด มันไม่มีทางรักษาได้หรอก มันจะค่อย ๆ ดูดกลืนมานาของผู้ที่โดนฝังไปอย่างช้า ๆ จนกว่าจะหมด และร่างกายของสิ่งมีชีวิตที่ถูกมันฝังก็จะกลายเป็ของมันอย่างสิ้นเชิง หรือในบางกรณี หลังจากที่มันดูดหมดแล้วมันจะออกมาอีกครั้งหนึ่งแต่คราวนี้จะออกมาในรูปแบบของตัวที่โตเต็มวัยและแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัว”
เซที่ได้ยินก็ได้แต่อ้ำอึ่งและทำอะไรไม่ถูก
“งั้นแสดงว่าเราก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องเห็นเอลิน่าค่อย ๆ ตายลงอย่างช้าๆอย่างงั้นหรอลุง!!!” เซะโออกมาด้วยความโมโหจนทำให้บรรยากาศภายในห้องตึงเครียดหนักกว่าเดิม อีวานก็ได้แต่ก้มหน้าและกำหมัดเก็บอาการเจ็บใจอยู่ข้าง ๆ เอลิน่าตัวสั่นกลัวเกินกว่าที่จะพูดอะไรออกมาได้ ซาเรียก็น้ำตาคลอและวิ่งไปกอดเอลีน่าทันที
“นี่เ้าหนู...ใจเย็นลงก่อน ไอ่ที่ฉันบอกว่าไม่มีทางรักษาได้น่ะ นั่นมันในยุคสมัยที่ฉันยังหนุ่ม ๆ โว้ย แต่นี่มันยุคสมัยของพวกแกแล้ว ไม่แน่มันอาจจะมีใครซักคนคิดค้นวิธีรักษาเจอแล้วก็ได้ เพราะอย่างงั้น...อย่าพึ่งถอดใจสิฟะ คนที่จะเป็ลูกศิษย์ของข้าได้น่ะไม่ได้อ่อนแอแบบนี้หรอกนะ ไอ่เ้าเบื๊อก…”
หลังจากที่ทุกคนได้ยินอังเดรพูดอย่างงั้นบรรยากาศในห้องที่ตึงเครียดก็เริ่มผ่อนคลายลง เซและอีวานต่างถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ๆ เฮือกหนึ่ง ส่วนซาเรียและเอลิน่าที่กำลังสั่นกลัวก็มาสามารถยิ้มออกมาได้อีกครั้งหนึ่ง
“ตอนนี้พวกแกทุกคนคงจะเหนื่อยมากแล้วล่ะ แยกย้ายกันไปพักผ่อนซะ ฉันเองก็จะพักผ่อนแล้วเหมือนกัน”
หลังจากพูดจบอังเดรก็ล้มตัวลงนอนม้วนผ้าห่มหันหน้าเข้ากำแพงแล้วก็หลับไป และทุกคนต่างก็แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามห้องของตัวเอง เอลิน่าได้เดินจูงมือซาเรียเดินเข้าห้องนอนของทั้งคู่ ส่วนเซและอีวานนอนห้องเดียวกันแต่เป็เตียง 2 ชั้นและในขณะที่เซกำลังจะปีนบันไดขึ้นไปนอนชั้นบน อีวานเห็นสีหน้าที่ไม่ค่อยดีเซเขาจึงถามออกไป
“นายไม่เป็ไรใช่ไหมเซ…?”
เซนิ่งเงียบไปซักพักก่อนที่จะหันหน้ามาตอบด้วยรอยยิ้มราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
“ฉันไม่เป็ไร...ราตรีสวัสดิ์นะ”
เซที่กำลังจะนอนก็ได้นึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้และนึกถึงรอยสีดำตรงข้อมือของเอลิน่า ทำให้ภาพในอดีตที่ยังคงวนเวียนอยู่หัวของเขาปรากฏออกมาให้เห็นเป็ผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรอยยิ้มที่แสนอ่อนโยนกำลังยิ้มให้เขาและดูเหมือนว่าเธอจะเป็บุคคลสำคัญที่มีความหมายต่อเซเป็อย่างมาก จากนั้นเซก็ได้นอนขดตัวนอนและหลับไป อีวานที่นอนอยู่ชั้นล่างก็รู้อยู่แก่ใจที่เซโกหกว่าตนไม่เป็ไรแต่ก็ทำได้แค่มองขึ้นไปด้วยความเป็ห่วงและผลอยหลับไป