ตอนที่ 13
ขาใหญ่แย่งงาน
แสงไฟในห้องถูกปรับให้นุ่มนวล เงาตกกระทบบนใบหน้าที่บอบบางของเหวินอี้หลัว ดวงตาแดงช้ำคล้ายผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก แต่ยังคงพยายามยิ้มจาง ๆ ให้กล้อง
“สวัสดีค่ะทุกคน… ขอโทษที่มาดึกหน่อย วันนี้ฉันมีเื่อยากระบายค่ะ…” เสียงเธอสั่นเครืออยู่ใน่ต้น ก่อนจะหยิบกระดาษทิชชู่ขึ้นมาเช็ดน้ำตาอย่างพอดิบพอดี
“ทุกคนรู้ใช่ไหมคะ ว่านิตยสาร Y เป็นิตยสารชื่อดังที่ฉันรอคอยมาตลอด… ฉันทุ่มเทกับการถ่ายแบบขึ้นปกครั้งนี้มาก สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็ของฉันอีกแล้ว” เธอเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังรวบรวมสติ ดวงตาแดงก่ำจ้องกล้องอย่างน่าสงสาร
“ฉันไม่โทษใครหรอกค่ะ วงการนี้มันก็เป็แบบนี้… แต่แค่รู้สึกว่า คนบางคน... ถ้าเขาบอกก่อน ฉันก็คงไม่ต้องแต่งหน้าแต่งตัวไปถ่าย แต่นี่จู่ๆ เขาก็เดินเข้ามาตอนที่ฉันกำลังถ่ายอยู่ เขาเห็นคอนเซ็ปต์งานแล้วชอบ รู้ว่างานนี้ต้องปัง เขาก็อาศัยอำนาจปลดฉันกลางอากาศแล้วก็ถ่ายแทนเองเลย” เธอยิ้มเศร้า ริมฝีปากสั่นเล็กน้อย ราวกับฝืนความเสียใจไว้
“ฉันไม่ได้อยากสร้างดราม่านะคะ ฉันแค่… เสียใจนิดหน่อยจริง ๆ…” ไม่ทันสิ้นคำ ช่องคอมเมนต์ก็ะเิขึ้นทันที
> ใครวะกล้าแย่งงานหลัวหลัวของชั้น!
> พูดไม่ชัดแต่เจ็บชัดมาก T T ฉันอยากรู้เหลือเกินว่าใหญ่มาจากไหน
> ฉันจำได้ สตูดิโอของนิตยสาร Y ประกาศรายชื่อนางแบบว่าเป็อี้หลัว
> ทำแบบนี้ไม่แฟร์เลย
ยอดผู้ชมพุ่งขึ้นหลักแสนในไม่กี่นาที พร้อมแฮชแท็กที่เริ่มติดเทรนด์ #ปกป้องเหวินอี้หลัว #ใหญ่มาจากไหน #ขาใหญ่แย่งงาน
เหวินอี้หลัวยิ้มจาง ๆ ตบท้ายก่อนกดปิดไลฟ์
“ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจฉันนะคะ… หนูจะพยายามเข้มแข็งค่ะ วงการนี้ยังอีกยาวไกล ฉันจะตั้งใจทำงานพิสูจน์ฝีมือตัวเองให้เห็น จะไม่ท้อแท้แน่นอน”
คลิก
ไลฟ์ดับลง แต่ไฟของดราม่าเพิ่งจะเริ่มลุกลาม
หลังจากไลฟ์ของเหวินอี้หลัวจบลง เสียงสะอื้นของเธอยังหลงเหลือในโซเชียลเหมือนเสียงกรีดมีดกลางใจแฟนคลับ ผู้ติดตามนับแสนเริ่มรวมหัวกันเสาะหาความจริง
ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังไลฟ์ สิ่งที่เรียกตัวเองว่า “กรมสอบสวนแห่งชาวเน็ต” ก็เริ่มทำงาน
หนึ่งในแอคหลุมชื่อว่า @ลมหายใจของหลัวหลัว โพสต์ภาพชุดในสตูดิโอนิตยสาร Y ที่เหวินอี้หลัวเคยเอ่ยถึง
ภาพเบลอ ๆ ที่เหมือนถ่ายจากมุมไกล แต่ยังพอมองเห็นใบหน้าได้ลาง ๆ ภาพนั้นคือเซี่ยหนิงที่ยืนกอดอกมองอยู่ด้านนอกฉากแล้วชาวเน็ตก็ค้นเจอว่าหญิงสาวที่มาถ่ายแทนชื่อว่า ‘เซี่ยหนิง’
เซี่ยหนิงคนนี้เพิ่งจะขึ้นเทรนด์ดราม่าไปเมื่อหลายวันก่อนด้วย #โรงพยาบาลสัตว์สุดห่วย เธอเป็สัตวแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่ทำสัตว์เลี้ยงช็อกตายทั้งหมด อ้อ ตอนนี้อาชีพสัตวแพทย์ของเธอสิ้นสุดลงแล้ว คงจะผันตัวมาทางวงการบันเทิงแล้วสินะ
อื้อหือ~ ดูประวัติแล้วชาวเน็ตต้องสูดปากเลยทีเดียว เธอเป็ถึงลูกสาวของเฉียงซีเอนเตอร์เทนเม้นท์ ไม่ใช่กระจอกเลยล่ะ เหวินอี้หลัวจะเอาอะไรไปสู้กับเธอ อยากตายเหรอ ไม่อยากอยู่ในวงการบันเทิงแล้วเหรอ สมองมีทำไมไม่ใช้ เอาหินไปกระทบไข่ทำไม!
แฟนคลับของเหวินอี้หลัวเดิมทีตั้งใจจะด่าเซี่ยหนิงให้ลืมบรรพบุรุษไปเลย แต่พอเห็นบารมีคุณพ่อของเ้าหล่อนแล้วตอนนี้ทำได้แค่แกล้งตายเท่านั้น
ถ้าทำให้คุณหนูท่านไม่พอใจแล้วสั่งแบนเหวินอี้หลัว ถึงตอนนั้นอยากร้องไห้ก็ไม่มีที่ให้ร้องแล้ว!
แฟนคลับเหวินอี้หลัวกับคนที่เกรงกลัวอำนาจของตระกูลเซี่ยต่างพากันแกล้งตาย ไม่กล้าปริปากด่าเซี่ยหนิงสักคำ แต่ว่าโอกาสที่ดีเลิศขนาดนี้แอนตี้แฟนของเหวินอี้หลัวจะแกล้งหูหนวกตาบอดไปด้วยได้อย่างไร พวกเขารวมพลกันรุมด่าเซี่ยหนิงอย่างหนัก!
เสียงแจ้งเตือนจากเวยป๋อดังไม่หยุด ภาพโปรไฟล์แปลกหน้าพุ่งเข้ามาในทุกโพสต์ของเธอ คอมเมนต์ด่าเสีย ๆ หาย ๆ พุ่งเป็พายุ ใบหน้าของเธอถูกดึงไปตัดต่อเป็มีมด่า โพสต์ที่เพิ่งลงรูปอาหารก็ยังไม่รอด
“อะไรล่ะเนี่ย?” หญิงสาวมองหน้าจอด้วยความงุนงง เธอไม่เข้าใจสักนิดว่าทำไมอยู่ดีๆ ตัวเองก็โดนด่า
>นังสารเลว กล้าดีอย่างไรแย่งงานคนอื่น
>นังงูพิษ คืนงานเหวินอี้หลัวเดี๋ยวนี้
>เซี่ยหนิง คนฆ่าหมา ไม่ต้องมาถ่ายแบบ ไปทำงานโรงฆ่าสัตว์ไป
“คนพวกนี้…” เสียงเธอเบา แต่อากาศรอบตัวกลับเหมือนแผ่ไอสังหาร
ติ้ง
[คุณได้รับแต้มชื่อเสียง 47800 จากการถูกพูดถึงในไลฟ์ของเหวินอี้หลัวและได้ขึ้นเทรนด์อีกครั้งด้วย #ขาใหญ่แย่งงาน]
ตอนแรกไป๋เซี่ยหนิงยอมรับว่าตนเองโมโห แต่พอได้รับค่าอาหารให้เ้าหนูน้อยความโกรธก็สลายไป ช่างเขาเถอะ จ่ายค่าอาหารมาให้แล้ว อยากด่าก็ด่าไปแล้วกัน
เธอกดมือถือปิดเสียงแจ้งเตือน พริบตาเดียวเท่านั้น
หน้าเวยป๋อของเธอก็ยังเต็มไปด้วยดราม่า แต่เธอกลับจิบชาร้อนเบา ๆ พลางเลื่อนดูร้านค้าในระบบ
“ของลดราคาหลังโดนด่าเหรอ…ตอนแรกก็แอบรู้สึกผิดนิดๆ ที่ไปแย่งงานคนเขานะ แต่รังแกคนอื่นแล้วของลดราคาแบบนี้ ต่อไปฉันทำบ่อยๆ ดีกว่า” เธอหัวเราะเสียงดัง ตั้งมั่นแล้วว่าตนเองจะเป็ตัวร้ายอันดับหนึ่งของวงการ
แม้ดราม่าจะลุกลามไปถึงสื่อข่าวบันเทิง
แม้มีคนเรียกร้องให้กองถ่ายปลดเธอ
แม้ชื่อของเธอกำลังตกอยู่กลางเปลวเพลิง…
แต่ไป๋เซี่ยหนิงกลับยืนนิ่งในเงามืด แล้วแสยะยิ้มอย่างผู้ได้กำไรจากไฟนั้นทุกกอง
ในขณะที่โซเชียลยังลุกเป็ไฟ
กล้องวิดีโอคอลตรงหน้าก็เชื่อมสัญญาณไปยังอีกฟากหนึ่งของกาลเวลา
ภาพเด็กชายในเสื้อกันหนาวเก่า ๆ ปรากฏขึ้นกลางความมืดมัวของที่หลบภัย
แม้พื้นหลังจะได้ยินเสียงซอมบี้ครวญครางห่าง ๆ — แต่เขาก็ยังหันมาทางกล้องทันทีที่เห็นนางงูหน้าหวาน
“พี่เซี่ยหนิง! วันนี้ผมฟันหัวซอมบี้ได้สามตัว แต่เสียขวานไปเล่มหนึ่ง…” น้ำเสียงเขายังสดใสแม้โลกจะพังไปแล้วครึ่งหนึ่ง
เซี่ยหนิงแปลกใจเล็กน้อยที่เ้าหนูกล้าออกไปตีซอมบี้แล้ว เธอยกมือกั้นปากหาว ก่อนจะพูดเสียงเรียบ ๆ
“วันนี้ย่าเพิ่งรังแกมนุษย์คนหนึ่งร้องไห้ ตอนนี้กำลังขึ้นเทรนด์อันดับ 3 ย่าเลยได้แต้มชื่อเสียงมาเยอะมาก ร้านค้าเลยลดราคาทุกอย่างอยู่”
“…???” เด็กชายกะพริบตา คุณพี่เขารังสรรค์การรังแกแบบไหนกัน เด็กน้อยไม่สามารถจินตนาการได้
“ไม่ต้องรู้หรอก เ้าพวกมนุษย์มันอ่อนไหวเอง”
เซี่ยหนิงว่าอย่างไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย ก่อนจะดีดนิ้วเรียกหน้าร้านค้าให้ลอยขึ้นด้านข้างหน้าจอ
[ระบบแจ้งเตือน]
[ร้านค้าระดับ A ลดราคา 20% ในหมวดอาวุธ, ชุดป้องกัน, คอร์สเร่งรัด
ระยะเวลาโปรโมชั่น: 24 ชม. หรือจนกว่ากระแสดราม่าจะตก]
“รีบซื้ออาวุธกับเสื้อกันกัดก่อนราคาจะขึ้น อาหารค่อยซื้อก็ได้”
“…!” อันโหย่วตาโต ตอนนี้พอได้ยินคำว่า ‘ลดราคา’ เขาก็รีบกดเปิดระบบทันที
“พี่หนิง… ผมกดคอร์ส ‘ฝึกใช้มีดในที่แคบ’ กับ ‘วิ่งหนีให้เร็วขึ้น’ ได้ไหม”
“เอาสิ” เซี่ยหนิงยิ้มเยือกเย็น “มนุษย์สมัยนั้นไม่ต่างจากซอมบี้หรอก ต้องหัดฆ่าหรือหนีไว้ก่อน”
ในขณะที่เสียงซุบซิบของโซเชียลโลกปัจจุบันยังดังก้อง
และฝูงซอมบี้ในโลกอนาคตกำลังแงะประตู ทั้งสองคนกำลังเลือกซื้อไอเทมในร้านค้าไปพร้อมกัน ราวกับสิ่งเหล่านี้คือความธรรมดาในชีวิต…ช่างสบายอกสบายใจกันดีเหลือเกิน