หลังจากที่กลับมาถึงบ้านเถาฮวาเหลยจึงเอาถ้วยชามไปล้างเก็บไว้ที่เดิม จากนั้นก็ตรงไปที่สวนหลังบ้าน เพื่อสำรวจผักที่สามีปลูกเอาไว้ซึ่งสามีบอกเอาไว้แล้ว ว่าแปลงผักแปลงนี้เป็ของเขาเนื่องจากว่าเป็คนปลูกและดูแลมันมาั้แ่แรก
เถาฮวาเหลยทำการเก็บไชเท้ามา2 ตะกร้าจากนั้นก็นำไปล้างทำความสะอาดที่ลำธารหลังบ้าน ทำการปอกเปลือก หั่นเป็ชิ้นเล็กๆ เท่าลูกเต๋าซึ่งได้ไชเท้าดองทั้งหมด 2 ขวดโหลใหญ่ คาดว่าอีกประมาณ 2-3วัน ก็น่าจะเอาออกมากินได้แล้ว สงสัยว่าเย็นนี้คงจะต้องถามทางเข้าตัวเมืองกับสามีไม่น่าเชื่อว่าเ้าของร่างนี้จะไม่มีความทรงจำอะไรหลงเหลือให้เธอเลย นอกจากรู้ว่าใครชื่ออะไรเท่านั้นส่วนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นเธอกลับนึกอะไรไม่ออกเลยสักนิด
“น้องสะใภ้สี่นี่กล้าจังเลยนะจ๊ะ” พี่สะใภ้รองเห็นเถาฮวาเหลยเข้าไปในครัวเป็นานสองนานเธอจึงเข้ามาดูแต่แล้วก็ต้องตาโตเมื่อเห็นขวดโหลที่อัดแน่นด้วยหัวไชเท้า
“ทำไมล่ะคะ?” เถาฮวาเหลยว่าจะมองข้ามแต่ก็อดถามไม่ได้
“เธอไม่รู้หรือจ๊ะว่าแปลงผักนั้นคุณแม่หวงมากแค่ไหนน่ะ” พี่สะใภ้รองพูดขึ้นพร้อมทั้งมองเธอด้วยสายตาเหยียดๆ
“ไม่ทราบค่ะ รู้แค่ว่าตอนนี้แปลงผักพวกนั้น คุณแม่ยกให้เซียวจ้านไปแล้ว”เถาฮวาเหลยตอบพาซื่อ
“หึ งั้นหรือจ๊ะ? ถ้าเช่นนั้นเย็นนี้เรามาลองดูกัน ว่าถ้าคุณแม่เห็นว่าผักของท่านหายไปจะเกิดอะไรขึ้นขอให้โชคดีนะจ๊ะ ฮ่าๆ” พี่สะใภ้รองหัวเราะอารมณ์ดี หลังจากที่วันนี้เธออารมณ์เสียมาทั้งวันในที่สุดเย็นนี้เธอก็จะได้เห็นงิ้วฉากใหญ่ ชื่อตอนว่า แม่ผัวกินหัวลูกสะใภ้แค่คิดก็สะใจแล้ว
เถาฮวาเหลยไม่ได้ใส่ใจคำพูดของพี่สะใภ้รองหลังจากที่ทำไชเท้าดองเสร็จ ก็ใกล้ได้เวลาที่คนทำงานที่ทุ่งนากำลังจะเลิกงานเพราะหลานๆที่ไปโรงเรียนนั้นกลับมาถึงบ้านกันหมดแล้ว เธอจึงเริ่มทำมื้อเย็นรอสามีเนื่องจากว่าหากพี่สะใภ้ใหญ่กลับมา คงต้องให้เธอเข้าครัวทำอาหารก่อน
“แม่ครับผมกับน้องต้องไปเก็บผักกันจริงๆ หรือครับ”กู่เจิ้นฝานถามผู้เป็แม่ด้วยน้ำเสียงโอดครวญ
“คุณย่าบอกให้ลูกสองคนทำไปก่อนรอให้คุณปู่อารมณ์ดีกว่านี้ท่านจะช่วยพูดให้” พี่สะใภ้รองพูดปลอบลูกชายผู้ใหญ่ทะเลาะกัน ไม่เห็นจะต้องเอาเด็กเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยรอให้สามีเธอกลับมาก่อนเถอะ เธอก็จะขอแยกบ้านเช่นเดียวกันเื่อะไรที่จะยอมให้ครอบครัวของเธอถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ฝ่ายเดียว
“แล้วต้องนานแค่ไหนล่ะครับ ถ้าให้ผมไปเก็บผัก แล้วผมจะเอาเวลาที่ไหนท่องหนังสือไหนแม่บอกให้ผมตั้งใจเรียน จะได้เป็เ้าคนนายคนยังไงล่ะครับ”ลูกชายทั้งสองยังคงยกเหตุผลต่างๆ เพื่อมาลบร้างไม่ให้พวกเขาทั้งสองต้องไปทำงานแลกแต้มค่าแรง
“เช่นนั้นลูกสองคนก็กลับเข้าห้องไปท่องหนังสือเถอะจ้ะแม่จะลองพูดกับคุณปู่ของลูกเอง” พี่สะใภ้รองพ่ายแพ้ต่อเหตุผลใหญ่ของลูกชายด้วยคาดหวังว่าลูกชายทั้งสองของเธอ จะต้องได้ดิบได้ดีไม่ใช่โตขึ้นมาต้องมาทำงานแลกแต้มค่าแรง เหมือนกับพี่น้องคนอื่นๆ
“ใครหน้าไหนมายุ่งวุ่นวายกับแปลงผักของฉัน” ท่านแม่กู่ทำงานที่ทุ่งนากลับมาเหนื่อยๆเนื่องจากว่า่นี้เป็่คาดไถ ทุกคนจึงทำงานหนักกันเป็พิเศษเมื่อกลับถึงบ้านตั้งใจว่าจะมาเดินดูสวนผักที่เขียวขจีให้สบายตากลับพบเพียงร่องรอยของการถอนผักออกไปจำนวนหนึ่ง
“มีเื่อะไรหรือคะคุณแม่ ว้าย…ทำไมแปลงผักถึงเป็แบบนี้ล่ะคะ?"พี่สะใภ้ใหญ่กำลังจะเข้าครัวเพื่อทำมื้อเย็นเมื่อได้ยินเสียงะโก่นด่าของแม่สามี จึงจำต้องเดินเลยห้องครัวไปยังแปลงผักหลังบ้านแทน
“ฉันจะไปรู้ได้ยังไง หล่อนก็เห็นว่าฉันทำงานตากแดดกับหล่อนทั้งวัน” ท่านแม่กู่พูดด้วยน้ำเสียงประชดประชันชีวิตของเธอช่างอาภัพเสียจริง มีลูกสะใภ้ไม่ได้เื่ตั้งสองคนนอนอยู่บ้านเป็คุณนายให้ลูกชายของเธอหาเลี้ยง์…ช่างไม่ยุติธรรมกับลูกหลานตระกูลกู่เสียจริง
“แต่ฉันรู้ค่ะว่าใครทำ” พี่สะใภ้รองยกยิ้มน้อยๆ หลังจากที่พูดประโยคนี้จบ
เพี๊ยะ
“สารเลว กล้ามายุ่งกับแปลงผักของฉันงั้นหรือ”เถาฮวาเหลยกำลังเปิดประตูออกไปจากห้องเนื่องจากว่าได้ยินเสียงเอะอะโวยวายของคนข้างนอก แต่ไม่คาดคิดว่าเื่วุ่นวายที่ว่าจะลงที่เธออีกแล้ว
“หมับ นี่มันเื่อะไรกันครับ?” กู่เซียวจ้านรีบตรงเข้ามาคว้าข้อมือของผู้เป็แม่เอาไว้ก่อนที่ภรรยาของเขาจะถูกตบอีกรอบ
“ถามเมียของแกดูสิว่าทำอะไรลงไปแยกบ้านได้ไม่กี่วันก็ไม่เห็นหัวหงอกหัวดำของฉันแล้ว อกตัญญูยิ่งนัก” ท่านแม่กู่โมโหจนสั่นคิดไม่ถึงเลยว่าลูกสะใภ้ที่ไม่กล้ามีปากมีเสียงมาโดยตลอดหลังจากที่แยกบ้านออกไปแล้วเธอจะกำเริบมากถึงขนาดนี้
“ใครก็ได้ช่วยขยายความทีเถอะครับ” กู่เซียวจ้านพูดขึ้นอย่างอ่อนใจ
“ก็น้องสะใภ้สี่น่ะสิจ๊ะ พี่เตือนแล้วว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับสวนผักของคุณแม่เพราะท่านรักสวนผักนั้นมาก แต่น้องสะใภ้สี่ก็ดูเหมือนจะไม่ฟังที่พี่เตือนเลยบอกแค่ว่าสามีเป็คนดูแลแปลงผักนี้ก็ต้องเป็ของบ้านสี่”สะใภ้รองเป็คนไขข้อข้องใจทั้งหมด
เถาฮวาเหลยได้แต่กำมือแน่นแม้ว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นจะไม่ได้เป็อย่างที่พี่สะใภ้รองพูดแต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากนั้นมากมายเท่าไหร่นักน่าเจ็บใจตรงที่หล่อนสามารถถักร้อยเื่ราว ให้เธอดูเป็ลูกสะใภ้อกตัญญูอย่างที่แม่สามีกล่าวหาเมื่อคิดได้แบบนี้น้ำตาเ้ากรรมก็พลอยจะไหลออกมาเสียดื้อๆ
“ว่ายังไงล่ะ ลูกมีอะไรจะแก้ตัวแทนเมียของลูกอีกหรือเปล่า” ท่านแม่กู่หันไปพูดกับลูกชายคนเล็กด้วยน้ำเสียงน้อยใจ
กู่เซียวจ้านไม่ได้พูดอะไรเพียงแค่ประคองภรรยาไปนั่งยังเก้าอี้ จากนั้นเขาก็หายไปที่หลังบ้าน เพื่อดูว่าผักเสียหายมากน้อยแค่ไหนแต่เมื่อไปดูด้วยตาของตัวเองแล้วถึงกับต้องถอนหายใจ ผักถูกถอนออกไปไม่ถึง 1ส่วน 4 ของแปลงด้วยซ้ำแต่แม่เขากลับโวยวายราวกับว่าผักหายไปทั้งแปลง
“ผมเป็คนบอกฮวาเหลยเอง ว่าแปลงผักนั้นสามารถเอามาทำกินได้”กู่เซียวจ้านพูดขึ้นหลังจากที่กลับเข้ามายังลานหน้าบ้าน
ตอนนี้ทุกคนรวมตัวกันที่ลานหน้าบ้านอีกครั้งยกเว้นพี่สะใภ้ใหญ่ที่หล่อนต้องทำมื้อเย็นสำหรับคนในครอบครัวแม้จะรู้สึกขัดใจที่ไม่ได้อยู่ดูฉากสำคัญๆ แต่ปากท้องก็สำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าตอนนี้เธอรู้สึกหิวจนตาลาย
“แม่ก็ไม่ได้บอกว่ากินไม่ได้ แต่สิ่งที่เมียของลูกทำนั้นมันเกินไปหล่อนถอนไชเท้าไปเกิน 1 ใน 4 ส่วนของแปลงผักลูกก็น่าจะรู้ว่าพืชผลมันหายาก อะไรที่ประหยัดได้ เราควรช่วยกันประหยัดสิถึงจะถูก”ท่านแม่กู่พูดขึ้น แม้ว่าตอนนี้ท่านจะเริ่มหายโมโหลงไปบ้างแล้วหลังจากที่ได้ระบายอารมณ์กับลูกสะใภ้คนที่สี่
“ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ทราบจริงๆถ้ารู้ว่าเื่จะออกมาเป็แบบนี้ฉันจะไม่เข้าไปยุ่งกับแปลงผักนั้นเลยค่ะ”เถาฮวาเหลยพูดด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด นึกตำหนิตัวเองในใจ ว่าไม่น่าหาเหาใส่หัวให้แม่สามีเบื่อขี้หน้าไปมากกว่านี้เลยแค่นี้เธอก็เหมือนจะสาปส่งให้ออกไปพ้นๆ บ้านแล้ว
“นี่หล่อน พูดแบบนี้หาว่าฉันใจแคบหรือย๊ะ? เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็งริอาจพูดจาประชดประชันแม่สามีระวังขี้กากจะขึ้นปากเอา” ท่านแม่กู่หันไปชี้หน้าด่าลูกสะใภ้
เื่ความปากไวมีบ้านไหนบ้างจะสู้ท่านแม่กู่ทั่วทั้งหมู่บ้านนี้ไม่มีใครกล้าเถียงกับท่านเลยสักคน ด้วยต่างก็รู้กิตติศัพท์ของท่านคนนี้ดีว่าปากเป็เช่นไรเถาฮวาเหลยถูกแม่สามีชี้หน้าด่าก็รู้สึกกลัวจนตัวสั่น เดือดร้อนถึงกู่เซียวจ้านต้องเข้าไปปลอบภรรยา
“ผมจัดการเองครับ” กู่เซียวจ้านลูบแขนภรรยาขึ้นลงเบาๆ คล้ายกับกำลังปลอบขวัญเธออยู่
“ผมจะชดใช้ให้ครับ ขอโทษแม่ด้วยกับเื่ที่เกิด ผมคงเข้าใจผิดเอง คิดว่าแม่ยกแปลงผักแปลงนั้นให้พวกเราแล้วผมเป็คนบอกฮวาเหลยเอง ว่าแปลงผักนั้นเธอจะทำอะไรกับมันก็ได้เพราะผมเป็คนปลูกและรดน้ำ ดูแลเอาใจใส่พวกมันอย่างดีหวังว่าแม่จะไม่เก็บเื่เล็กน้อยพวกนี้มาทำให้คนในครอบครัวต้องขุ่นข้องหมองใจกันนะครับ”กู่เซียวจ้านขอโทษผู้เป็แม่เพื่อตัดปัญหา เนื่องจากว่าเขาไม่หลักฐาน ที่จะสามารถยืนยันได้ว่าผู้เป็แม่ได้มอบแปลงผักนั้นให้กับเขาแล้วจริงๆอีกทั้งยังไม่มีแม้แต่พยานรู้เห็นในเื่นี้ด้วย
“ลูกเลิกเข้าข้างเมียของลูกสักทีเถอะ แม่ไม่หวงถ้าเพียงแค่จะทำกินแต่นี่หล่อนเล่นถอนออกไปมากถึงขนาดนั้น ไหนจะเกลือ พริก นั่นอีกถ้าหากหล่อนจะทำเหมือนเป็บ้านของตัวเอง ก็เอาเงินคืนแม่มาแล้วกลับมารวมบ้านกันเหมือนเดิมเถอะ”
กู่เซียวจ้านหันหน้าไปมองผู้เป็แม่แท้จริงแล้วแม่ของเขาไม่ได้หวงแปลงผักนั้นเลยสักนิดแต่แค่้าให้เขาและภรรยากลับไปรวมบ้านและทำงานที่ทุ่งนาตามเดิมนั่นเอง
“ฉันไม่ได้ใช้เครื่องปรุงของบ้านใหญ่นะคะ” เถาฮวาเหลยพูดขึ้นบ้างเพราะของทุกอย่างเธอเอาออกมาจากในมิติทั้งนั้น
“ถ้าหล่อนไม่ได้ใช้ของบ้านใหญ่ แล้วหล่อนเอาจากไหนล่ะจ๊ะ?” พี่สะใภ้รองเอ่ยถามขึ้น ก็เห็นๆกันอยู่ว่าน้องสะใภ้สี่อยู่แต่บ้าน ไม่ได้ออกไปไหนหากจะอ้างว่าเข้าไปซื้อของในเมืองนั้นเห็นทีคงจะเชื่อยาก
“ฉัน คือฉัน ฉัน”เถาฮวาเหลยไม่สามารถตอบคำถามของทุกคนได้ตอนนี้ทุกสายตากำลังจ้องจะเอาคำตอบจากเธออยู่ หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่ายกับความโง่เขลาของตัวเองเกิดชาติไหนๆ ก็กลายเป็คนโง่ให้คนอื่นเหยียบย่ำอยู่ร่ำไป
“น้องสะใภ้สี่พูดเื่จริงค่ะคุณแม่ เพราะฉันเป็คนทำอาหารทุกวัน จำได้ว่าเครื่องปรุงมีปริมาณเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหน”พี่สะใภ้ใหญ่เหมือนเป็คนช่วยชีวิตเถาฮวาเหลย ที่กำลังจะจมน้ำลายจากคำพูดของตัวเองให้เธอได้กลับขึ้นฝั่งอีกครั้ง
“เอาล่ะ เื่มันแล้วกันแล้ว ก็ให้มันแล้วกันไปเถอะครับเอาอย่างงี้ก็แล้วกัน น้องสะใภ้สี่ก็แบ่งโหลไชเท้าดองให้กับคุณแม่ไป 2 โหล เพราะท่านเป็เ้าของผัก ส่วนน้องสะใภ้สี่เป็คนทำก็เอาไป 1 โหล อย่างนี้ดีหรือเปล่าครับแม่” พี่ชายใหญ่สรุปให้รู้สึกสงสารน้องสะใภ้ไม่น้อย ที่ตามไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของผู้เป็แม่
“…..”เถาฮวาเหลยไม่ได้พูดอะไรเดิมทีตั้งใจจะแบ่งให้กับทางบ้านใหญ่อยู่แล้ว เมื่อมองทางแม่สามีไม่ได้พูดอะไรเธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยกับพี่ชายสามี
“แยกย้ายกันไปพักผ่อนเถอะ น้องสี่พาเมียเข้าห้องไปได้แล้ว”พี่ชายใหญ่รีบบอกน้องชาย ให้พาน้องสะใภ้ของเขากลับเข้าห้องไม่อย่างนั้นผู้เป็แม่คงต้องหาเื่เธออีกเป็แน่
“ขอโทษนะครับที่ทำให้เจ็บตัวอีกแล้ว”กู่เซียวจ้านมีสีหน้าที่บ่งบอกว่าเครียดพอสมควร เหนื่อยกับงานที่ทุ่งนา ยังไม่ทำให้เขาเหนื่อยเท่ากับเื่วุ่นวายในบ้าน
“ฉันไม่เป็ไรหรอกค่ะ คุณหิวหรือยังคะ ฉันทำมื้อเย็นเอาไว้แล้ว”ชายหนุ่มใช้นิ้วหยาบที่ผ่านการทำงานหนักปิดปากภรรยาเบาๆ
“ร้องออกมาเถอะครับ เสียใจก็ร้องออกมา เจ็บก็ร้องออกมา ใก็ร้องออกมาได้โปรด…อย่าเก็บเอาไว้คนเดียวอีกต่อไปเลยนะครับ”กู่เซียวจ้านรู้ว่าภรรยากำลังฝืนยิ้ม เพื่อให้เขาสบายใจ
“ฮึก…ฉันขอโทษที่อ่อนแอ ทำให้คุณต้องเหนื่อยใจนะคะ”เถาฮวาเหลยพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว ที่จะกลั้นน้ำตาเอาไว้แต่เมื่อมีคนมาสะกิด เพียงแค่นิดเดียวบ่อน้ำตาก็แตกออกมา อย่างกลั้นไม่อยู่
“คุณอยากไปจากที่นี่หรือไม่ครับ?” กู่เซียวจ้านคว้าภรรยาเข้ามากอดเพื่อปลอบใจตอนนี้เธอกำลังร้องให้อยู่ในอ้อมกอดของเขา
“ไม่ดีแน่ค่ะ แค่เื่แยกครัว คุณแม่ก็ไม่พอใจมากแล้ว” เถาฮวาเหลยพูดเสียงอู้อูี้อยู่ในอ้อมกอดของสามีพร้อมทั้งส่ายหัวไม่เห็นด้วยกับความคิดของสามี
“เฮ้อ…” กู่เซียวจ้านรู้สึกหนักใจไม่่รู้จะแก้ปัญหาเื่แม่ผัวลูกสะใภ้อย่างไรดี
“…..”เถาฮวาเหลยได้แต่สะอื้นเบาๆในอ้อมกอดของสามีไม่มีใครพูดอะไรออกมาอีกหลังจบประโยคนั้น
“คุณไปหาเื่ลูกทำไมครับ” ท่านพ่อกู่เอ่ยถามภรรยาหลังจากทราบเื่ที่เกิดขึ้นเมื่อตอนเย็นจากปากของลูกชายคนโต
“ทำไมคะ มีใครคาบข่าวมาฟ้องคุณอีกล่ะ” ท่านแม่กู่แสร้งใช้เสียงดังเข้าข่มเพื่อบ่งบอกว่าท่านก็ไม่พอใจเื่เมื่อตอนเย็นอยู่ไม่น้อย
“คุณรู้ดีอยู่เต็มอก ว่าแปลงผักนั้นเป็ของลูกสี่ จะทำตัวให้ลูกมันรู้สึกเอือมระอาไปถึงเมื่อไหร่ไม่รู้ตัวเลยหรือยังไงว่าลูกเริ่มจะถอยห่างออกจากครอบครัวเข้าไปทุกที” ท่านพ่อกู่พูดด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่ายใจเพราะภรรยาเอาแต่โทษว่าเป็ความผิดของลูกสะใภ้สี่ ทั้งๆ ที่ความจริงเป็เพราะนิสัยของภรรยาท่านเองมากกว่าอยากจะอยู่เหนือลูกสะใภ้ทุกคน แต่ทำตัวไม่น่าเคารพ แบบนี้จะมีใครยอมก้มหัวให้ด้วยความเต็มใจ
“แต่มันเป็ที่ดินของฉันเพราะฉะนั้นทุกอย่างที่อยู่บริเวณรั้วบ้านก็ต้องเป็ของฉันด้วยเหมือนกัน” ท่านแม่กู่เถียงข้างๆคูๆเพื่อให้ตัวเองมีความผิดน้อยที่สุด
“ผมว่าคุณโมโหกลบเกลื่อน เื่ที่หลานชายตัวดีของคุณไม่ไปเก็บผักตามคำสั่งของผมมากกว่า”ท่านพ่อกู่พูดขึ้นอย่างรู้ทันความคิดของภรรยา
“เื่นี้ก็เหมือนกันค่ะ คุณคิดได้ยังไงถึงจะให้หลานไปเก็บผักทีู่เาทั้งๆที่รู้ว่าพวกเขาต้องท่องหนังสือ ให้อ้ายเยว่กับซูเม่ยไปเก็บน่าจะพอแล้วอีกไม่กี่ปีอ้ายเยว่ก็ต้องแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามีหลานผู้หญิงฉันไม่เลี้ยงให้เสียข้าวสุกนานหรอกค่ะ” ท่านแม่กู่พูดถึงหลานสาวอย่างขอไปที
“ผมคิดว่าคุณน่าจะรู้นะครับ ว่าการที่เป็หลานผู้หญิงมันสุดแสนจะเจ็บช้ำมากแค่ไหนผมไม่ห้ามหากคุณจะเอ็นดูลูกหลานบ้านรองมากกว่่า แต่ลูกหลานบ้านใหญ่ ก็เป็หลานของเราเหมือนกันคุณอย่าลืมตรงส่วนนี้ ถึงยังไงผมยังยืนยันคำเดิม ว่าเจิ้นฝานกับจิ้นหูต้องไปทำงานหลังเลิกเรียนหวังว่าพรุ่งนี้ทุกอย่างภายในบ้านจะเรียบร้อย” ท่านพ่อกู่พูดแค่นั้นก็ล้มตัวลงบนที่นอน
หลายวันผ่านไปวันนี้กู่เซียวจ้านจะพาภรรยาเข้าไปในเมือง เพื่อซื้อของเขาเข้าไปยืมเกวียนจากทางกองกลางของหมู่บ้าน ซึ่งประธานกรรมการก็ไม่ได้ว่าอะไรเนื่องจากว่าเอ็นดูเด็กทั้งสองอยู่ไม่น้อยใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงก็เข้ามาถึงในตัวเมืองซึ่งต้องบอกว่าเริ่มมีจักรยานใช้กันบ้างแล้ว แต่ยังนับจำนวนคันได้อยู่ เนื่องจากว่าจักรยานนั้นมีราคาแพงมาก
“เราจะไปที่ไหนกันก่อนดีคะ?” เถาฮวาเหลยตื่นเต้น ที่ได้เข้ามาในเมืองแม้ว่าสิ่งก่อสร้างจะยังมีไม่มาก แต่ก็ถือว่าดีกว่าที่หมู่บ้านของสามีมากทีเดียว
“ไปซื้อข้าวของ เครื่องใช้ในครัวก่อนครับ ผมจะสร้างครัวแยกออกมาต่างหากคุณจะได้ไม่ต้องไปใช้ครัวร่วมกับบ้านใหญ่” กู่เซียวจ้านคิดเื่นี้อยู่หลายวันจึงเข้าไปขออนุญาตท่านพ่อกู่ สำหรับต่อเติมด้านหลังห้องของเขาออกไปซึ่งยังพอมีพื้นที่ให้ขยับขยายได้อยู่
ลักษณะบ้านของตระกูลกู่ก็เหมือนกับบ้านทั่วๆ ไป นั่นคือเป็บ้านชั้นเดียว มีลักษณะเป็สี่เหลี่ยมมีลานหน้าบ้านตรงกลางของบ้าน ส่วนห้องนอนของลูกหลาน ก็แบ่งกั้นและซอยยิบย่อยออกมาอีกกู่เซียวจ้านเป็ลูกชายคนเล็ก โชคดีที่เขาได้ห้องริม เพราะพ่อกับแม่ก่อห้องเพิ่มให้ใหม่เนื่องจากว่าพี่ชายแต่งงานพาเมียเข้ามาอยู่ นอกจากนั้นก็ยังมีหลานๆเพิ่มเข้ามาเขาตั้งใจว่าจะก่อทำครัวเพิ่มเข้ามา เพื่อความสะดวกสบาย
“คุณพ่อกับคุณแม่” เถาฮวาเหลยยังถามไม่ทันจบ สามีก็พูดขึ้นมาก่อน
“ขออนุญาตคุณพ่อแล้วล่ะครับ จะแวะซื้ออิฐแล้วก็พวกอุปกรณ์ไปด้วยเลยวันนี้จะได้เริ่มก่อ คืนนี้ก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย”กู่เซียวจ้านไม่คิดจะจ้างช่างให้สิ้นเปลือง เกิดเป็บุรุษที่หมู่บ้านนี้ ใครบ้างจะก่ออิฐมุงหลังคาไม่เป็เขาจะซื้อกระเบื้องเพื่อซ่อมหลังคาบ้านตรงส่วนที่รั่วด้วย เนื่องจากว่าบ้านมีอายุนานหลายสิบปีแล้ว
เถาฮวาเหลยได้ยินสามีพูดแบบนั้นก็รู้สึกโล่งใจคล้ายกับว่าได้ยกูเาออกจากอก แม้ว่า่หลายวันที่ผ่านมา สถานการณ์ภายในบ้านจะดูเงียบสงบแต่ก็ยังไม่สามารถนิ่งนอนใจได้ ทะเลสงบเค้าบอกว่าคลื่นลูกใหญ่กำลังจะมาหวังว่าคลื่นคงไม่ลงที่บ้านของเธอและสามีอีกเป็อันขาด
สองสามีภรรยาขนของมาเต็มเกวียนซึ่งส่วนมากแล้วจะเป็อิฐและหลังคากระเบื้องเสียเป็ส่วนใหญ่ นอกจากนั้นก็มีหม้อกระทะ ถ้วยชาม สิ่งของจำเป็ต่างๆ อีกด้วย เถาฮวาเหลยจ่ายเงินไปทั้งหมด 50 หยวนเธอรู้สึกปวดใจทุกครั้งที่ต้องควักเงินออกมาจ่ายแต่ทุกอย่างที่ซื้อล้วนแล้วมีแต่ของใช้จำเป็ด้วยกันทั้งสิ้น
“คุณไปเอาคูปองพวกนั้นมาจากไหนคะ?” เถาฮวาเหลยอดที่จะถามสามีระหว่างทางที่ทั้งสองกำลังจะกลับบ้านไม่ได้ เนื่องจากว่าใน่ปี 60 นี้ข้าวของทุกอย่าง ต้องใช้คูปองประกอบการซื้อด้วยกันทั้งนั้นเพื่อเป็การควบคุม และจำกัดปริมาณในการใช้จ่ายของแต่ละคน ไม่ให้สิ้นเปลืองทรัพยากรมากจนเกินไป
“พี่รองเคยให้เอาไว้เมื่อหลายปีก่อนน่ะครับ” กู่เซียวจ้านไม่คิดปิดบังภรรยาเพราะพี่ชายเคยให้คูปองพวกนี้แก่เขา เมื่อครั้งที่กลับบ้านครั้งล่าสุดนี่ก็เป็เวลาเกือบจะสองปีแล้ว ที่พี่ชายไม่ได้กลับบ้านแต่ยังคงส่งเงินให้กับทางบ้านทุกเดือนไม่เคยขาดแม้แต่เหมาเดียว
“คุณกับพี่น้องดูรักกันดีนะคะ”เถาฮวาเหลยอยากจะบอกว่าไม่เหมือนเหล่าบรรดาสะใภ้ของบ้านกู่เลยทำไมทุกคนถึงดูชิงดีชิงเด่นกันเป็ที่หนึ่ง
“ครับ พวกพี่ๆรักผมมากอาจจะเพราะผมเป็ลูกที่พ่อกับแม่ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดมา แม่เองก็คาดหวังกับเอาไว้สูงมากเช่นเดียวกันกว่าที่ผมจะพิสูจน์ตัวเอง เพื่อให้ได้เข้าทำงานเป็กรรมการหมู่บ้านไม่ใช่เื่ง่ายเลยล่ะครับ”นี่คงจะเป็ครั้งแรกที่ภรรยาสนใจเื่ส่วนตัวของเขา เพราะที่ผ่านมา เธอแทบจะไม่ถามเขาเลยด้วยซ้ำว่าเป็อย่างไรบ้างในแต่ละวัน
“งั้นหรือคะ แล้วทำไม”เถาฮวาเหลยคิดได้ว่าตัวเองละลาบละล้วงมากจนเกินไปจึงหยุดคำพูดเอาไว้แค่นั้น
“ทำไมพวกพี่สะใภ้ถึงดูไม่รักใคร่ปรองดองกันใช่ไหมครับอาจจะเพราะแม่ของผมเป็คนหัวโบราณ แบบโบราณเอามากๆ เลยน่ะครับ เดิมทีท่านก็ไม่ได้ไม่ชอบคุณหรือพี่สะใภ้ใหญ่หรอกครับแต่เป็เพราะท่านคาดหวังว่าพี่สะใภ้ใหญ่จะมีหลานชายคนแรกของบ้านแต่แล้วลูกคนแรกของพี่ใหญ่กลับเป็อ้ายเยว่ คุณแม่ก็เลยผิดหวังน่ะครับพอคนต่อมาเธอก็ยังคลอดลูกเป็ลูกสาว ก็ยิ่งทำให้คุณแม่ผิดหวังเพิ่มมากขึ้นอีกในขณะเดียวกัน เวลาแค่ไม่กี่เดือน พี่สะใภ้รองกลับคลอดหลานชายคนแรกของบ้านอีกทั้งคนที่สองก็ยังเป็หลานชาย เลยทำให้พี่สะใภ้รองกลายเป็ลูกสะใภ้คนโปรดของคุณแม่แทน”กู่เซียวจ้านเล่าที่มาที่ไปให้กับภรรยาฟัง ซึ่งเื่หลานคนโปรด เถาฮวาเหลยก็พอจะเดาได้ว่าต้องเป็ลูกชายบ้านรองทั้งสองคน
“พี่สะใภ้ใหญ่เธอก็เลยไม่ค่อยชอบหน้าพี่สะใภ้รองเท่าไหร่น่ะครับแต่ก็ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะพี่รองสมัครสอบเข้าไปเป็ทหารได้อีกทั้งยังเป็คนส่งเงินเข้ามาจุนเจือคนในบ้านอีกด้วยแลกกับข้อแม้ที่ว่าต้องให้พี่สะใภ้รองไม่ต้องทำงานที่ทุ่งนา มีหน้าที่เลี้ยงลูกๆของเธอที่บ้านเพียงอย่างเดียว”ที่แท้เื่ทั้งหมดก็เป็แบบนี้นี่เอง
“แล้วฉันล่ะคะ ทำไมพวกพี่น้องของคุณถึงดูไม่ค่อยชอบฉันสักเท่าไหร่”เถาฮวาเหลยเอ่ยถามสามีออกไปเธอก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเ้าของร่างเดิมไปทำอะไรให้คนพวกนั้นไม่พอใจถึงได้เล่นงานกันเป็เหตุให้ต้องเสียชีวิต
“เพราะคุณเป็คุณแบบนี้ ใครบ้างจะไม่อยากข่มคนที่อ่อนแอกว่าในเมื่อพวกเขาเองก็ถูกกดขี่มาตั้งหลายปีเมื่อมีตัวตายตัวแทนมาใครจะยอมพลาดโอกาสนั้นล่ะครับ”กู่เซียวจ้านนึกถึงเื่นี้ทีไร ก็นึกโมโหตัวเองที่หูหนวกตาบอดมาได้ตั้งนานไม่เคยรับรู้ว่าภรรยาต้องเจอกับเื่น่าอดสูนี้
“ต่อไปนี้จะไม่มีอีกแล้วล่ะค่ะ” เถาฮวาเหลยพูดออกไปครั้งนี้ไม่ใช่แค่รับปากเพื่อให้สามีสบายใจแต่เป็เพราะเธอได้รับรู้เื่ราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ก็พอจะทำให้เข้าใจได้ว่า ทุกคน้าขึ้นมาเป็ลูกรักเพื่อให้แม่สามีพอใจ
สำหรับเถาฮวาเหลยในตอนนี้นั้นเธอไม่จำเป็ต้องให้ใครพึงพอใจเพราะได้แยกบ้านออกมาแล้ว และไม่จำเป็ต้องสนใจใครอีกต่อไปนี้เธออยากจะทำอะไรก็จะทำ อยากจะกินอะไรก็จะกินและจะหาช่องทางในการหาเงินช่วยสามีให้จงได้
“หึ” กู่เซียวจ้านได้ยินภรรยาพูดเื่นี้แล้ว ก็อดที่จะหัวเราะไม่ได้ไม่ใช่ว่าเขาดดูถูกภรรยา แต่เป็เพราะรู้ว่าเนื้อแท้ของเธอ เป็คนจิตใจอ่อนโยนไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของพี่น้อง ก็คงได้แต่หวังว่าสักวันหนึ่ง เธอจะลุกขึ้นสู้ เพื่อตัวของเธอเองได้สักวัน
เวลาบ่ายคล้อยสองสามีภรรยาก็เดินทางมาถึงบ้าน โดยมีพี่ใหญ่และท่านพ่อกู่ช่วยลูกชายขนของลงจากเกวียนจากนั้นพ่อลูกก็ช่วยกันก่อห้องครัวเพิ่มเข้ามา แม้ว่าจะขัดใจท่านแม่กู่อยู่บ้าง เื่ที่ลูกชายเสียเงินโดยใช่เหตุแต่ก็ไม่สามารถพูดอะไรมากได้ เนื่องจากว่าได้แยกบ้านออกไปแล้วอีกครั้งยังถูกสามีดักคอเอาไว้ ว่าห้ามพูดจาไม่ดีให้ลูกสะใภ้คนเล็กของเขาะเืใจ
เวลาเกือบๆเที่ยงคืนกว่าที่จะก่อและฉาบห้องเสร็จ ซึ่งกู่เซียวจ้านถือโอกาสนี้ฉาบปูนในห้องนอน อีกทั้งยังเจาะหน้าต่างเพื่อระบายอากาศตามคำสั่งของภรรยาอีกด้วยทำให้คืนนี้ทั้งสองไม่ต้องทนนอนดมกลิ่นปูนไปทั้งคืน
คงเป็โชคดีของกู่เซียวจ้านที่อย่างน้อยๆ พี่น้องพวกเขาก็รักกันดี ส่วนเื่แม่ผัวลูกสะใภ้เชื่อว่าบ้านไหนๆ ก็คงจะเป็ไม่ต่างกันมากสักเท่าไหร่โชคร้ายก็ตรงที่แม่สามีบ้านกู่ เป็คนปากไวก็เท่านั้น แต่เื่รักลูกชายแล้วนั้น คงต้องบอกว่าหล่อนรักลูกชายเท่าๆกัน ไม่ได้เอนเอียงไปทางฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ครั้งหนึ่งท่านแม่กู่เคยหวังว่าจะพึ่งใบบุญของลูกชายคนเล็ก ให้เขาเลี้ยงดู แต่พอลูกชายมาขอแยกบ้าน ทำให้ความหวังที่มีต่อลูกชายได้พังทลายลงคิดไปเองว่าลูกชายคงจะหลงภรรยาจนลืมพ่อแม่ แต่แท้จริงแล้ว เขาเพียง้าที่จะปกป้องผู้หญิงของเขาก็เพียงเท่านั้น