ของเหลวสีน้ำตาลเข้มหกกระจายลงบนพื้นคอนกรีตเย็นเยียบฝาพลาสติกของแก้วกระดาษกระเด็นหลุดออกไปกาแฟที่เพิ่งซื้อมาเมื่อสิบนาทีก่อนไหลซึมลงไปตามรอยแยกของแผ่นหิน ไอน้ำสายเล็กๆลอยกรุ่นขึ้นมาสู่อากาศที่หนาวจัดเพียงชั่วอึดใจก่อนที่ความเ็าของเมืองหลวงจะกลืนกินความอบอุ่นนั้นไปจนหมดสิ้น
กู้เหยียนโจวกะพริบตาถี่ๆสติสัมปชัญญะที่ถูกดึงจมลงไปในภาพหลอนอันปวดร้าวเมื่อครู่ถูกกระชากกลับมาด้วยเสียงหล่นกระแทกพื้นของแก้วกาแฟอาการเข่าอ่อนและอาการหอบหายใจรุนแรงทุเลาลง หิมะสีเืในหัวมลายหายไปเหลือเพียงคราบกาแฟที่กระเซ็นไปโดนบานกระจกใสและกรอบประตูด้านล่างของแกลเลอรีศิลปะตรงหน้า
เขาถอนหายใจยาวยกมือขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ หนึ่งครั้งความเหนื่อยล้าสะสมจากการเป็ศัลยแพทย์อุบัติเหตุกะดึกทำให้ระบบประสาทของเขารวนเรไปหมดชายหนุ่มรู้สึกงี่เง่าและเกรงใจอย่างประหลาดเขาไม่ควรมายืนทำตัวเสียสติอยู่หน้าร้านของคนอื่น และที่สำคัญ เขาเพิ่งทำพื้นทางเข้าของพวกเขาเลอะเทอะ
เขาล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ตตัวหลวมโพรกหวังจะหาทิชชูสักแผ่น แต่พบเพียงความว่างเปล่ากระเป๋ากางเกงก็ไม่มีอะไรนอกจากกุญแจห้องพักและบิลค่าอาหารยับๆชายหนุ่มมองคราบสีน้ำตาลที่กำลังขยายวงกว้างบนพื้นแข่งกับอุณหภูมิที่กำลังจะทำให้มันแข็งตัวเป็คราบฝังแน่น
ชายหนุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจผลักประตูกระจกบานนั้นเข้าไป
เสียงกระดิ่งลมเหนือประตูดังกรุ๊งกริ๊งเบาๆอากาศอบอุ่นจากเครื่องทำความร้อนภายในร้านปะทะเข้ากับใบหน้าที่เย็นเฉียบจนชาของเขากลิ่นของสีน้ำมัน ทินเนอร์ และไม้เก่าลอยมาแตะจมูก มันเป็กลิ่นที่สงบเงียบแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกลิ่นยาฆ่าเชื้อและคาวเืในโรงพยาบาลที่เขาเพิ่งจากมาเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
เคทกำลังยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้เธอกำลังก้มหน้าจัดเรียงสมุดสเก็ตช์ภาพ เมื่อได้ยินเสียงกระดิ่งหญิงสาวเงยหน้าขึ้น ดวงตาของเธอประสานเข้ากับผู้มาเยือน
กู้เหยียนโจวหยุดยืนอยู่ตรงพรมเช็ดเท้าเขามีรอยคล้ำใต้ตาที่ชัดเจน ริมฝีปากแห้งผากและผมที่ยุ่งเหยิงเล็กน้อยจากการเดินตากลม สองมือของเขาซุกอยู่ในกระเป๋าเสื้อโค้ตท่าทางของเขาดูประหม่าและเหนื่อยล้าเกินกว่าจะเป็ลูกค้าที่ตั้งใจมาเสพงานศิลปะ
"ขอโทษครับ" เสียงของเขาแหบพร่าและเบาหวิว เขาชี้มือไปที่ประตูด้านนอก
"ผมทำกาแฟหล่นหลุดมือ... มันกระเด็นเลอะกระจกกับพื้นหน้าร้านคุณนิดหน่อยคุณพอจะมีกระดาษชำระให้ผมยืมไปเช็ดสักหน่อยไหมครับ"
เคทนิ่งงันไปชั่ววินาทีอาการปวดแปลบที่กลางอกซึ่งเกิดจากการสนทนากับชายชราเมื่อครู่ยังคงทิ้งร่องรอยความอึดอัดไว้เบื้องลึกแต่ท่าทางที่ดูเก้ๆ กังๆ และความสุภาพอย่างคนหมดแรงของผู้ชายตรงหน้าดึงเธอออกจากภวังค์ความเศร้าส่วนตัวกลับมาสู่โลกแห่งความเป็จริง
"อ๋อ... ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
เธอไม่ได้ตื่นตระหนกหรือแสดงท่าทีหงุดหงิดหญิงสาวหันไปหยิบม้วนกระดาษอเนกประสงค์สีขาวจากชั้นวางด้านหลังพร้อมกับขวดน้ำยาทำความสะอาด เธอไม่ได้ส่งมันให้เขาข้ามเคาน์เตอร์แต่กลับถือมันเดินอ้อมออกมาหาเขาแทน
"เดี๋ยวฉันช่วยเช็ดค่ะ" เธอบอกเรียบๆ
"ไม่เป็ไรครับ ผมทำเลอะเอง ผมจัดการเองดีกว่า" กู้เหยียนโจวรีบปฏิเสธเขายื่นมือออกไปรอรับม้วนกระดาษ ข้อนิ้วของเขาแดงก่ำจากอุณหภูมิติดลบด้านนอก
เคทมองมือที่แดงช้ำของเขาก่อนจะมองเลยไปที่ใบหน้าซึ่งเต็มไปด้วยความอ่อนล้าอย่างแสนสาหัสเธอเป็คนที่มักจะมีสัญชาตญาณของการเว้นระยะห่างกับคนแปลกหน้าเสมอแต่กับผู้ชายคนนี้ มันมีแรงดึงดูดที่แ่เบาและเงียบสงบเธอไม่ได้ยื่นม้วนกระดาษให้เขา เธอเพียงแค่ผลักประตูกระจกเปิดออกไปด้านนอกอากาศเย็นะเืไหลบ่าเข้ามาในร้านทันที
กู้เหยียนโจวไม่มีทางเลือกเขาเดินตามเธอออกไป
ทั้งสองคนย่อตัวลงนั่งยองๆอยู่หน้าประตูกระจก เคทฉีดน้ำยาลงบนรอยคราบกาแฟสีน้ำตาลกู้เหยียนโจวดึงกระดาษออกมาเช็ดมันอย่างรวดเร็ว ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขึ้นระหว่างการทำความสะอาด มีเพียงเสียงกระดาษเสียดสีกับกระจกและเสียงลมหายใจที่กลายเป็ไอสีขาวขุ่นของคนทั้งสอง
มันเป็ความใกล้ชิดที่แสนจะธรรมดาเป็เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่ได้มีความโรแมนติกใดๆ เจือปนแต่ในความเงียบนั้น กู้เหยียนโจวกลับรู้สึกถึงจังหวะที่สอดคล้องกันอย่างประหลาดตอนที่เขาดึงกระดาษแผ่นใหม่ เธอจะขยับมือหลบให้ ตอนที่เธอฉีดน้ำยาเขาจะเอียงองศาข้อมือเพื่อไม่ให้ละอองกระเด็นโดนเสื้อโค้ตของเธอมันเป็ความลื่นไหลที่เหมือนกับว่าพวกเขาเคยทำอะไรเล็กๆ น้อยๆร่วมกันมานับครั้งไม่ถ้วน
กู้เหยียนโจวรวบกระดาษเปื้อนคราบกาแฟทั้งหมดไว้ในมือเดียวเขาลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าความวิงเวียนจากการเปลี่ยนท่าทางกะทันหันโจมตีศีรษะจนเขาต้องเซไปด้านหลังเล็กน้อย
เคทลุกตามขึ้นมาเธอสังเกตเห็นอาการนั้น
"คุณดู... ไม่ค่อยสบายนะคะ" เธอเอ่ยขึ้นน้ำเสียงไม่ได้แสดงความห่วงใยจนเกินพอดี แต่ก็ไม่ได้เพิกเฉย
"ในร้านมีน้ำอุ่น ถังขยะอยู่ตรงมุมเคาน์เตอร์ เข้ามาทิ้งก่อนสิคะ"
ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำเชิญเขาเดินกลับเข้ามาในแกลเลอรี ทิ้งขยะลงในถังพลาสติก เคทเดินไปที่เครื่องกดน้ำร้อนเทน้ำอุ่นลงในแก้วกระดาษใบเล็กแล้วยื่นส่งให้เขา
กู้เหยียนโจวรับมันมาถือไว้ความร้อนจากแก้วกระดาษค่อยๆ ซึมผ่านิัที่เย็นเฉียบของเขามันเป็ความอบอุ่นเล็กๆ ที่ต้านทานความเหน็บหนาวทั้งจากภายนอกและจากภายในจิตใจทำให้ความตึงเครียดในแนวบ่าของเขาผ่อนคลายลงอย่างช้าๆ
"ขอบคุณครับ" เขากล่าว มองลงไปในน้ำใสๆ ในแก้ว
"ผมเพิ่งเลิกงานกะดึกมา คงเบลอไปหน่อย"
"เป็หมอหรือคะ" เคทถามเธอสังเกตเห็นขอบเสื้อกาวน์สีขาวที่โผล่พ้นชายเสื้อโค้ตของเขาออกมาเล็กน้อย
"ศัลยแพทย์อุบัติเหตุน่ะครับ" เขาตอบ พลางยกแก้วขึ้นจิบน้ำอุ่น
สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าของเธอกลับไปมองที่ภาพวาดขนาดใหญ่กลางห้องอีกครั้งภาพชายหนุ่มและหญิงสาวใต้ต้นท้อกลางพายุหิมะ ครั้งนี้เมื่อมองมันจากภายในห้องที่อบอุ่นและสว่างไสวอาการตื่นตระหนกจนหายใจไม่ออกแบบเมื่อครู่ไม่เกิดขึ้นอีกแล้วมันถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อยที่ลึกซึ้งและเงียบงันความรู้สึกผิดที่มักจะกัดกินหัวใจเขาสงบลงชั่วคราวคล้ายกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งแล้วถอยร่นกลับคืนสู่ทะเล
"ภาพนี้... ดูหนาวมากนะครับ" กู้เหยียนโจวเอ่ยขึ้นช้าๆสายตายังคงจับจ้องไปที่ผืนผ้าใบ
เคทมองตามสายตาของเขาไปเธอนึกถึงคำวิจารณ์ของชายชราก่อนหน้านี้ แต่คราวนี้เธอไม่ได้รู้สึกอึดอัดหรือปวดร้าวที่จะตอบ
"แต่ก็มีดอกไม้นะคะ" เธอบอกเรียบๆ
ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ
"ครับ... มีดอกไม้" เขาหันกลับมามองเธอ
"มันไม่ได้มีไว้ขายใช่ไหมครับ"
"ไม่ค่ะ ชิ้นนั้นไม่ได้ตั้งราคาไว้"
"เข้าใจแล้วครับ" เขาตอบรับอย่างง่ายดาย ไม่มีการเซ้าซี้ไม่มีการตั้งคำถามต่อ กู้เหยียนโจวดื่มน้ำอุ่นจนหมดแก้ว ทิ้งแก้วเปล่าลงในถังขยะ
"ขอโทษที่มารบกวนและทำเลอะเทอะนะครับ ขอบคุณสำหรับน้ำอุ่น"
เขาค้อมศีรษะให้เธอเล็กน้อยก่อนจะหันหลังผลักประตูกระจกเดินออกไปจากแกลเลอรี
เคทยืนมองแผ่นหลังในเสื้อโค้ตสีน้ำตาลตัวหลวมที่ค่อยๆเล็กลงและกลืนหายไปกับความมืดของถนน เธอไม่รู้ว่าเขาเป็ใคร ไม่รู้แม้กระทั่งชื่อแต่เมื่อประตูร้านปิดลงและเสียงกระดิ่งหยุดแกว่งเธอรู้สึกได้ถึงความเงียบที่เปลี่ยนไป
...
ท้องฟ้าของปักกิ่งเปลี่ยนผ่านจากพลบค่ำเข้าสู่กลางคืนอย่างสมบูรณ์แสงไฟจากหลอดสตรีทไลท์สีส้มสาดส่องลงบนพื้นถนนวงแหวนที่คลาคล่ำไปด้วยรถยนต์ไฟท้ายสีแดงนับหมื่นดวงทอดยาวเป็สายประหนึ่งแม่น้ำที่ไหลเชื่องช้าอุณหภูมิลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง สายลมเหนือพัดกรรโชกผ่านยอดตึกระฟ้าหอบเอาความหนาวเหน็บแทรกซึมเข้าไปในทุกอณูของเมืองหลวงที่ไม่มีวันหลับใหล
ที่ห้องอาหารระดับวีไอพีของภัตตาคารหรูใจกลางย่านธุรกิจ
โคมไฟระย้าคริสตัลส่องแสงสีเหลืองนวลตกกระทบลงบนโต๊ะอาหารไม้จันทน์แดงทรงกลมขนาดใหญ่พนักงานเสิร์ฟในชุดกี่เพ้าระดับพรีเมียมกำลังใช้มีดแล่เป็ดปักกิ่งย่างหนังกรอบอย่างแ่เบาและไร้เสียงรบกวนถ้วยชาพอร์ซเลนลายครามและแก้วเจียระไนสำหรับใส่เหล้าเหมาไถถูกจัดวางไว้อย่างเป็ระเบียบไร้ที่ติ
เสิ่นเยี่ยนฉือนั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธานของโต๊ะเขาสวมสูทสั่งตัดสีน้ำเงินเข้ม ไหล่ตั้งตรงท่วงท่าสง่างามตามแบบฉบับของผู้สืบทอดตระกูลใหญ่การเจรจาธุรกิจกับตัวแทนจากกลุ่มทุนข้ามชาติดำเนินมาถึง่ท้ายแล้วตัวเลขผลกำไรและส่วนแบ่งการตลาดถูกตกลงกันด้วยความราบรื่น
ภายนอกเขาคือผู้ควบคุมสถานการณ์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
แต่ใต้พื้นผิวอันเรียบกริบนั้นกล้ามเนื้อทุกมัดของเขากำลังขมวดเกร็ง
ชายหนุ่มรู้สึกถึงปลอกคอเสื้อเชิ้ตที่รัดแน่นเกินไปอุณหภูมิจากเครื่องทำความร้อนในห้องบวกกับกลิ่นเครื่องเทศที่ลอยอวลอยู่ในอากาศทำให้ลมหายใจของเขาติดขัดเสียงแก้วกระทบกันและเสียงพูดคุยของนักลงทุนกลายเป็คลื่นความถี่ที่เสียดแทงโสตประสาทเขาพยายามรักษาสีหน้าให้ราบเรียบที่สุดขณะยกแก้วน้ำแข็งขึ้นดื่มความเย็นจัดไหลลงคอ แต่มันไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนรุ่มที่ก่อตัวอยู่ในอก
"ท่านประธานเสิ่นครับ"
หนึ่งในนักลงทุนชาวตะวันตกเอ่ยขึ้นผ่านล่ามแปลภาษาชายวัยกลางคนยกแก้วเหมาไถขึ้นเล็กน้อย
"ผมเพิ่งดูข่าวพยากรณ์อากาศแจ้งว่าคืนพรุ่งนี้ปักกิ่งจะมีพายุหิมะตกหนักเที่ยวแรกของปีถือเป็นิมิตหมายอันดีสำหรับความร่วมมือที่ราบรื่นของเรานะครับหิมะแรกมักจะมาพร้อมกับความโชคดีเสมอ"
ปลายนิ้วของเสิ่นเยี่ยนฉือที่วางอยู่บนฐานแก้วชะงักไปเล็กน้อยกล้ามเนื้อกรามของเขาขบเข้าหากันจนนูนขึ้นมาตามแนวสันกราม
เขาวางแก้วน้ำลงบนโต๊ะไม้จันทน์แดง
กริ๊ก
เสียงนั้นเบาแสนเบาแต่มันกลับทำให้เสียงพูดคุยและเสียงหัวเราะในห้องเงียบลงทันทีทุกสายตาหันมามองที่เขาโดยไม่ได้นัดหมายพนักงานเสิร์ฟที่กำลังแล่เนื้อเป็ดหยุดมีดในมืออย่างรู้จังหวะ
เสิ่นเยี่ยนฉือปรับสีหน้าให้กลับมาเ็าและอ่านไม่ออกเขาไม่ปล่อยให้สิ่งใดเล็ดลอดออกมาทางแววตา
"ผมไม่เชื่อเื่โชคชะตาหรือนิมิตหมายหรอกครับ"เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่เด็ดขาด
"ความราบรื่นของธุรกิจเราเกิดจากตัวเลขและการประเมินความเสี่ยงที่ถูกต้องต่างหาก ส่วนเื่หิมะมันก็แค่สภาพอากาศที่ขัดขวางการจราจร"
เขาหันไปพยักหน้าให้เลขาประจำตัวเป็สัญญาณเงียบๆ ว่าการสนทนานอกเื่สิ้นสุดลงแล้วเลขารีบก้าวเข้ามารินชาเพิ่มให้แขกเพื่อผ่อนคลายบรรยากาศที่เกือบจะตึงเครียดให้กลับมาดำเนินต่อไป
เสิ่นเยี่ยนฉือหลุบตาลงมองเงาสะท้อนของตัวเองในน้ำชาสีอำพันั์ตาสีเข้มของเขาเพียงหลุบต่ำลง ซ่อนความสั่นไหวที่ไม่อาจหาคำตอบไว้ใต้เปลือกตา