หลังจากที่จ้อยบรรจงหย่อน"เม็ดอาคม" ส่วนตัวลงไปในถ้วยน้ำชาของท่านเ้ากรม์เขาก็พบปัญหาใหญ่เข้าให้เสียแล้ว เมื่อก้มลงมองในถ้วยหินใบเขื่องของแขกผู้มีเกียรติจ้อยก็เห็นวัตถุสีดำมะเมื่อมขนาดเท่าปลายนิ้วก้อยกำลังลอยตุ๊บป่องล้อมรอบด้วยกลีบดอกกัลปพฤกษ์สีชมพูระเรื่ออย่างเด่นชัด
"ฉิบหายล่ะ... ดันออกแรงเบ่งมากไปหน่อย มากันเป็ลูกโดดแบบนี้ตาเฒ่านั่นต้องสงสัยแน่ๆ" จ้อยพึมพำพลางทำหน้าเบี้ยว เขารีบหันซ้ายหันขวาคว้ากิ่งไม้เล็กๆมาสองกิ่ง พยายามจะคีบเอา "เม็ดยา" เ่าั้ออกอย่างเร่งรีบ
แต่ยังไม่ทันที่อุ้งเท้าสั่นๆจะคีบของเหลวขึ้นมาได้ เสียงฝีเท้าเบาๆ ก็ดังแว่วมาจากทางเข้าถ้ำจ้อยสะดุ้งสุดตัวรีบขว้างกิ่งไม้ทิ้งแล้วเอามือไขว้หลังทำหน้านิ่งเฉยปานพระอิฐพระปูน ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นในอ่างน้ำชานี้ทั้งสิ้น
นายหญิงเดินนวยนาดเข้ามาภายในถ้ำเมื่อเห็นจ้อยยืนลับๆ ล่อๆ อยู่หน้าถาดน้ำชาก็ขมวดคิ้วมุ่น "จ้อย...เ้าทำอะไรอยู่รึ? แขกมาเยือนถึงบ้าน อย่างไรเสียเราก็ควรมีน้ำใจรับรองตามธรรมเนียมนะ"
จ้อยแอบเหลือบมองถ้วยน้ำชาสองใบด้วยสายตาเลิ่กลั่กนายหญิงมองตามสายตานั้นแล้วก็เผยรอยยิ้มงดงามออกมา "โถ... เ้าช่างมีน้ำใจนักข้าเองก็ตั้งใจจะมาเตรียมน้ำชาจากดอกกัลปพฤกษ์ไปต้อนรับท่านเ้ากรมพอดีไม่นึกเลยว่าเ้าจะจัดการให้เรียบร้อยแล้ว เช่นนั้นข้ายกออกไปเองนะ อ้อ...แล้วเ้าดูถ้วยที่ข้าแกะจากหินบนดวงจันทร์พวกนี้สิฝีมือข้าพอจะใช้รับแขกบ้านแขกเมืองได้ไหม?"
จ้อยรีบพยักหน้าหงึกๆ"นายหญิงครับ... สวยจนผมไม่กล้าดื่มเลยล่ะ!" (ในใจคิดว่า‘สวยแต่ไส้ในมันสยองนะนั่น’)
นายหญิงหัวเราะเบาๆอย่างอารมณ์ดี "เ้าก็ช่างประจบไปเรื่อย"
จากนั้นนางก็จัดแจงยกถาดน้ำชาขึ้น แต่เพียงก้าวเดียวที่จะพ้นเขตถ้ำท่าทางที่แสนขี้เล่นและอ่อนโยนของนายหญิงก็พลันเลือนหายไป ร่างกายของนางยืดตรงสง่างามปานนางพญา แววตาแปรเปลี่ยนเป็เย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งจ้อยที่เดินตามหลังมาถึงกับอ้าปากค้าง
....
จ้อยะโขึ้นไปนั่งบนตักของนายหญิงหมอบนิ่งทำตัวเป็สัตว์หูยาวผู้ซื่อสัตย์แต่ดวงตากลมโตกลับจับจ้องไปที่ถ้วยน้ำชาของตาเฒ่าเคราขาวแบบไม่กะพริบ ‘ดื่มเลย...ดื่มเข้าไปเยอะๆ ท่านเ้ากรม ผมอุตส่าห์กลั่นกรองมาอย่างดีเลยนะนั่น!’
ท่านเ้ากรม์ที่แม้ภายนอกจะดูน่าเลื่อมใสแต่ดวงตาคู่นั้นกลับลอบมองความงามของนายหญิงอยู่บ่อยครั้งจนจ้อยหมั่นไส้ท่านหยิบถ้วยหินขึ้นมา จรดริมฝีปากสูดกลิ่นหอมของดอกกัลปพฤกษ์ทิพย์แล้วจิบเข้าไปอึกใหญ่
"อืม..." ท่านเ้ากรมทำเสียงในลำคอ พลางขมวดคิ้วเล็กน้อยรสชาติมันช่างแปลกประหลาด มีทั้งความหอมหวานของดอกไม้์ แต่กลับมีรสััที่เข้มข้นหนักหน่วง และรสชาติที่อธิบายไม่ถูกแทรกซึมเข้ามาในลิ้น
นายหญิงเห็นท่าทางนั้นจึงเอ่ยถาม"รสชาติไม่ถูกปากท่านหรือคะ?บนดวงจันทร์ที่แร้นแค้นนี้มีเพียงน้ำค้างและดอกกัลปพฤกษ์เท่านั้นหากขาดตกบกพร่องสิ่งใดข้าต้องขออภัยด้วย"
ท่านเ้ากรมรีบคลี่ยิ้มแก้เก้อ"หามิได้... รสชาตินี้ช่าง... โดดเด่นและมีเอกลักษณ์ยิ่งนักข้าเป็เทพมานานปี ไม่เคยได้ลิ้มรสอะไรที่ ‘หนักแน่น’ ขนาดนี้มาก่อนเลย"ท่านปาดหยดน้ำชาที่ติดเคราขาวแล้วจิบต่ออีกคำ
ทว่าเมื่อน้ำชาในถ้วยเริ่มงวดลง ท่านเ้ากรมก็ชะงักไป "เอ๊ะ... ท่านเทพธิดา นี่คือสิ่งใดกัน? ดูเหมือนจะมี ‘เม็ดทองคำ’สีเข้มลอยอยู่ในถ้วยของข้าด้วย" ท่านเ้ากรมชี้ไปที่วัตถุกลมๆ ดำๆที่เริ่มโผล่พ้นน้ำออกมา
นายหญิงชะงักไปครู่หนึ่งนางก้มลงมอง... หัวใจของนางกระตุกวูบความทรงจำเมื่อครั้งยังอยู่บนโลกมนุษย์ผุดขึ้นมา นางเคยเห็นมูลของสัตว์ตัวเล็กๆมาไม่น้อย และไอ้เม็ดดำๆ ที่มีเส้นใยดอกไม้ติดอยู่เนี่ย... มันชัดยิ่งกว่าชัด!
นางเหลือบมองจ้อยที่แกล้งทำเป็ก้มหน้าก้มตาเงียบกริบจ้อยแสร้งทำเป็สนใจอุ้งเท้าตัวเองปานว่ามันเป็ของล้ำค่าที่สุดในจักรวาล
ด้วยไหวพริบระดับนางฟ้านายหญิงไม่ยอมให้เสียเื่ นางรีบเอ่ยเสียงเรียบ "อ้อ... นั่นคือ‘ลูกกลอนดอกกัลปพฤกษ์’ ค่ะเป็สูตรพิเศษที่ข้าบรรจงปั้นจากเกสรดอกไม้เข้มข้นเพื่อให้ท่านเ้ากรมได้เพิ่มพูนพละกำลังเป็ของดีที่หาได้ยากยิ่งนัก"
ท่านเ้ากรม์ได้ยินว่าเป็ของดีเพิ่มพูนกำลังก็หูผึ่ง"โอ้! ที่แท้เป็เช่นนี้เอง ข้าก็นึกว่าอะไร รสชาติถึงได้ซาบซ่านปานนี้"ว่าแล้วแกก็คว้าช้อนตักไอ้เม็ด "ลูกกลอน" นั่นเข้าปากแล้วเคี้ยวกร้วม!
กึก!
จ้อยถึงกับสะดุ้งตัวโยนแอบเบือนหน้าหนีด้วยความสยอง ‘สุดยอด... ท่านคือเทพเ้าขนานแท้ขนาดเม็ดอาคมของผมท่านยังเคี้ยวได้หน้าตาเฉย ยอมใจจริงๆ!’
....
หลังจากดื่มน้ำชา"สูตรลับ" จนเกลี้ยงถ้วยท่านเ้ากรม์ก็ดูจะมีท่าทางกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาท่านเริ่มเปิดบทสนทนาที่จ้อยสงสัยมานาน
"ท่านเ้ากรม... ข้าอยู่บนดวงจันทร์นี้มาเนิ่นนานจนลืมวันคืนไปหมดแล้วเหตุใดจู่ๆ เบื้องบนถึงนึกถึงข้าขึ้นมาได้?" นายหญิงเอ่ยปากถามแทนใจจ้อย
ท่านเ้ากรมทอดถอนใจ"อันที่จริง... เหล่าทวยเทพแทบจะลืมเลือนวิมานจันทราไปเสียสิ้นแล้วทว่าเมื่อไม่นานมานี้ มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นมีนักพรตผู้บำเพ็ญเพียรคนหนึ่งกำลังจะก้าวข้าม ‘สะพานแก้วมณี’เพื่อข้ามเขตแดนระหว่างโลกและ์แต่กลับเกิดอุบัติเหตุลมจักรวาลพัดแรงจนเขาพลัดตกจากสะพานและร่วงลงมาติดอยู่ที่ดวงจันทร์แห่งนี้ใต้ต้นกัลปพฤกษ์ของเ้านี่แหละ"
จ้อยหูผึ่งทันที‘หือ? มีคนตกมาที่นี่ด้วยเหรอ ทำไมผมไม่เห็นล่ะ?’
"เหล่านักรบเฝ้าประตู์ได้มาพาตัวเขาไปส่งคืนยังโลกเบื้องล่าง แต่เื่มันไม่จบแค่นั้นนักพรตผู้นั้นเป็ศิษย์รักของ ‘ท่านมหาเถระ’ผู้มีอิทธิพลกว้างขวางในหมู่คนธรรพ์และวิทยาธร เขาเล่าต่อๆกันไปว่าบนดวงจันทร์นี้มีเทพธิดาผู้เลอโฉมพำนักอยู่ใต้ต้นไม้ทิพย์เื่นี้จึงดังไปถึงหูขององค์จอมเทพ ท่านจึงทรงนึกขึ้นได้และมีบัญชาให้ข้ามาเชิญเ้าไปร่วมงานครั้งนี้นี่แหละ"
จ้อยได้ฟังก็ถึงกับใจแป้ว‘นึกว่าจะได้ลาภลอยจากการเก็บของที่คนตก์ทิ้งไว้เสียอีก ที่ไหนได้ตกมาปุ๊บก็โดนหามกลับปั๊บแถมยังทิ้งความวุ่นวายไว้ให้นายหญิงของผมอีกนะไอ้นักพรตปากสว่างนั่น!’
ท่านเ้ากรม์กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม"แต่เ้าต้องระวังตัวให้ดีนะเทพธิดา การกลับไป์ครั้งนี้อาจจะไม่ใช่แค่การไปร่ายรำธรรมดาเสียแล้ว...เพราะมีใครบางคนใน์กำลังจับตามองเ้าอยู่ด้วยจุดประสงค์ที่ไม่สู้ดีนัก"
จ้อยขบกรามแน่นแววตาซุกซนหายไปแปรเปลี่ยนเป็ความมุ่งมั่น ‘ใครหน้าไหนมันคิดร้ายกับนายหญิงต่อให้ต้องใช้ ‘ลูกกลอนดอกกัลปพฤกษ์’ อีกกี่เม็ดหรือต้องใช้เท้าเตะน้าขามจนน่องฉีก ผมจะปกป้องนายหญิงให้ถึงที่สุด!’