ตอนนี้ผมกระจ่างใจแล้วว่าฟางรู้เื่ผมกับน้องมิ้นได้ยังไง ประติดประต่อได้เป็ฉากๆ เริ่มจากฟางสงสัยว่ารุ่นน้องที่โทรหาผมบ่อยๆ คนนั้นเวลาที่พวกเราอยู่ด้วยกันเป็ใคร แล้วก็ดันมาเจอผมกับน้องมิ้นไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำด้วยกันอีก จึงพยายามสืบหาเื่ราวจากคนในโรงเรียนผม ซึ่งไม่ใช่เื่ยากเลยสำหรับคนอย่างฟาง แล้วที่โรงเรียนผมกับน้องมิ้นออกจะเปิดเผยกันขนาดนั้น...
มันจบแล้ว ผมกับฟางไม่มีทางกลับไปได้อีกแล้ว ผมได้แต่ต้องทำใจและยอมรับในเื่ฟางไป แล้วพยายามหาทางว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เื่นี้บานปลายลุกลามไปหาน้องมิ้น ผมต้องเก็บน้องมิ้นไว้ให้ดีที่สุด อย่าให้ต้องมาเสียน้องไปอีกคน...
เช้าวันรุ่งขึ้น ผมบอกกับที่บ้านว่า อยากจะขอเข้าไปกรุงเทพก่อนกำหนด (กำหนดมอบตัวคือวันที่ 13) ความตั้งใจจริงคืออยากจะหลบไปที่อื่นซักพัก อยู่ตรงนี้มันวนเวียนฟุ้งซ่านมากเกินไป แต่ผมก็ต้องให้เหตุผลครอบครัวไปว่าอยากจะไปดูการประกาศผลมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่จัดขึ้นที่ ม.เกษตร บางเขน ในวันที่ 10 (พรุ่งนี้) เลยจะต้องเดินทางคืนนี้ ให้ไปถึงพรุ่งนี้เช้า
ที่บ้านก็แปลกใจแต่ก็ไม่ได้ถามไถ่อะไรมาก และคงเห็นรอยช้ำที่หน้าของผมด้วย เลยน่าจะปล่อยให้ผมไปก่อน พวกท่านน่าจะรู้ว่าผมกำลังมีปัญหาอะไรบางอย่างหรือคิดว่าผมไปมีเื่กับใครมา จึงไม่อยากให้ผมอยู่ที่บ้านเผื่อจะมีปัญหาตามมา เลยอนุญาตง่ายๆ ผมจัดกระเป๋าเตรียมเอกสารต่างๆ จนครบถ้วน
แล้วจึงโทรไปบอกน้องมิ้น น้องเองก็แปลกใจอยู่บ้าง เพราะผมเคยบอกน้องก่อนหน้านี้ว่าจะเดินทางวันที่ 12 ไฉนถึงเลื่อนมาเร็วขึ้น ผมก็บอกเหตุผลเช่นเดียวกันที่บอกครอบครัวผมไป น้องก็เข้าใจ
จนถึง่หัวค่ำ ผมให้น้องชายของผมขับรถยนต์พาไปซื้อตั๋วรถทัวร์ที่ท่ารถก่อนแล้วค่อยให้ขับมาส่งที่บ้านน้องมิ้น ผมตั้งสติสลัดเื่ของฟางอยู่พักใหญ่ๆ จึงโทรให้น้องมิ้นออกมาเปิดประตูให้ แล้วผมเดินแบกกระเป๋าตามน้องเข้าบ้านไป เจอแม่น้องกำลังนั่งดูข่าวอยู่ในบ้าน ผมสวัสดีแม่น้องมิ้นตามปกติไป (วันนี้พ่อน้องไม่อยู่) แม่เหลือบมาเห็นรอยช้ำบนหน้าผม ถามผมยกใหญ่ว่าไปโดนอะไรมา น้องมิ้นก็พลอยตกอกใไปด้วย เพราะตอนออกไปรับผมข้างนอกน้องยังไม่เห็น ผมก็ได้แต่งเื่อธิบายไปว่าเป็อุบัติเหตุต่างๆ นาๆ พวกท่านก็ดูจะเชื่อ
หลังจากคุยสาระทุกข์กับแม่น้องเสร็จ ผมก็ขอตัวออกมานั่งคุยกับน้องที่ม้านั่งข้างนอกบ้าน ในสายตาของพ่อและแม่น้องมิ้น ผมดูเป็คนดีมากๆ เข้าตามตรอกออกตามประตูตลอด พวกท่านเลยไม่ค่อยกังวลที่ผมจะคบกับลูกสาวพวกท่าน (แต่ถ้าพวกท่านรู้ความจริงเกี่ยวกับผมและน้องมิ้นว่าพวกเราไปถึงไหนกันแล้ว พวกท่านอาจจะไล่ตะเพิดผมและจับผมเข้าคุกในข้อหาพรากผู้เยาว์เลยก็ได้)
พวกเรานั่งคุยกันจนถึงสองทุ่มครึ่ง ผมก็เกรงว่าพอน้องมิ้นไปส่งผมแล้วจะกลับบ้านดึก เลยตั้งใจว่าจะขอให้น้องไปส่งผมก่อน แล้วเดี๋ยวผมนั่งรอคนเดียวที่ท่ารถก็ได้ (เวลาออกเดินทางสามทุ่มครึ่ง) แต่น้องก็ไม่ยอมบอกว่าสามทุ่มค่อยไป อยากอยู่กับผมนานๆ ผมก็ตามใจ
จนแม่น้องเดินเอาอาหารว่างมาให้ แล้วก็มาถามผมว่าจะขึ้นรถเมื่อไหร่ เดินทางกี่โมง (เข้าใจว่าท่านก็ห่วงลูกสาว ไม่อยากให้ออกไปส่งผมดึกมากเกินไป) ผมก็บอกเวลาไปตามจริง และได้บอกแม่ไปอีกว่าเดี๋ยวผมจะไปแล้ว จะไปนั่งเล่นรอที่ท่ารถเอา น้องจะได้กลับมาไม่ดึก แม่ก็เห็นด้วยและอวยพรให้ผมเดินทางปลอดภัย น้องมิ้นก็จนใจจำต้องไปส่งผมก่อนเวลาที่น้องอยากให้เป็
ผมเป็คนขี่และให้น้องมิ้นซ้อนท้าย แล้วเอากระเป๋าเป้ของผมวางไว้ตรงคอนโซลกลาง หลังจากขับพ้นหน้าบ้านไปซักพัก น้องก็กอดผมแน่นเลย แล้วบอกให้ผมขับเลยท่ารถไปก่อน ยังไม่ต้องลงตอนนี้ ขอให้ผมขับเข้าโรงเรียนไปเลย แล้วหาที่เงียบๆ คุยกัน ผมก็เชื่อฟังน้องแต่โดนดี (ถึงใจจะกังวลกลัวแม่น้องว่าเอาก็เถอะ)
พวกเราจอดรถตรงม้านั่งข้างสนามฟุตบอล แสงจันทร์ยามนี้ดูสว่างมากกว่า่ที่เราดูฝนดาวตกวันก่อนมาก ไม่ต้องใช้แสงไฟช่วยก็พอจะมองเห็นสภาพพื้นที่รอบๆ ได้ น้องชวนผมให้ลงมานั่งด้วยกัน ผมก็นั่งลงข้างๆ แล้วถามไปว่า
“ไม่รีบกลับแบบนี้ ไม่กลัวแม่จะว่าเอาเหรอ...”
“ไม่เป็ไรค่ะ ขออีกแป๊บนึงนะ หนูอยากอยู่กับพี่นานๆ กว่านี้หน่อย เดี๋ยวพวกเราก็จะเปิดเทอมกันแล้ว หนูก็จะไม่ได้เจอพี่ทุกวันเหมือนแต่ก่อนแล้ว...” น้องตอบกลับมาด้วยเสียอ่อยๆ เหมือนจะร้องไห้
“เอาหน่ะ ไม่เป็ไรหรอก เดี๋ยวพี่จะกลับมาหามิ้นบ่อยๆ นะ พี่สัญญา...” ผมพูดอะไรพร่อยๆ ไปอีกแล้ว ไม่ไตร่ตรองเลยว่าตัวเองจะทำได้จริงไหม เพียงแค่อยากให้น้องสบายใจขึ้นเท่านั้น
“จริงนะ พี่จะมาหาหนูบ่อยๆ จริงๆ นะ...” น้องหันหน้ามามองผม จ้องด้วยตาเป็ประกาย
ผมไม่ตอบ ได้แต่ใช้มือขวาโอบดึงตัวน้องเข้ามาซบที่ไหล่ผมแทน แล้วใช้มือลูบหัวน้องเบาๆ พร้อมพูดว่า
“ขี้แยจังเลยนะเราอะ เพราะมิ้นน่ารักแบบนี้ไง จะให้พี่ทนไม่มาหาเราได้ไง... ใจพี่คงขาดพอดี”
น้องหันหน้ามาจ้องหน้าผมด้วยรอยยิ้ม แสงจันทร์นวลๆ ที่สาดลงมายังไปหน้าน้อง ทำให้เห็นแสงระยิบระยับในดวงตาของน้อง ทำให้ผมแทบอดใจไม่ไหว จึงโน้มตัวลงไปเอาริมฝีปากของผมไปแตะประกบกับริมฝีปากของน้องเบาๆ อย่างทนุถนอม ความรู้สึกตอนนี้มันช่างเหนือคำบรรยายจริงๆ รู้สึกดีและมีความสุขมากๆ ก่อนหน้านี้พวกเราถูกสถานการณ์และบรรยากาศพาไปตลอด เลยกระทำการรวบรัดตัดจบโดยผมเพียงคนเดียว ไม่ได้ดื่มด่ำกับการจุมพิตที่แสนจะวิเศษแบบนี้เลย
ไม่รู้ว่านานกี่วินาทีหรือจะกี่นาที จนตาผมเหลือบไปเห็นแสงไฟรถแยงมาจากไกลๆ พวกเราถึงผละออกจากกัน จนรถมอเตอร์คันนั้นได้ขี่เลยผ่านพวกเราไป ผมจึงดึงสติกลับมาและบอกน้องไปว่าพวกเราควรกลับกันได้แล้ว หากคนมาอื่นเห็นเข้าคงจะไม่ดีแน่ๆ และป่านนี้แม่คงเป็ห่วงแล้ว น้องเลยยอมกลับแต่โดยดี
หลังจากผมขี่มอเตอร์ไซต์มาถึงท่ารถ ผมก็ลงเพื่อให้น้องมาขี่ต่อเพื่อกลับบ้าน ผมอยากจะหอมแก้มน้องซักฟอดใหญ่ๆ อีกครั้ง แต่ใจไม่กล้าพอ เพราะคนอยู่เยอะมาก และพวกเราก็ค่อนข้างเป็ที่รู้จักทั้งจากตัวพวกเราเองที่โรงเรียน หรือจะครอบครัวของพวกเราที่มีคนรู้จักมากมายทั้งคู่ด้วย
ผมจึงได้แต่ห้ามใจ เกิดทำอะไรไปแล้ว ผู้คนอาจจะมองไม่ดี เดี๋ยวจะกลายเป็เื่โพนทะนาไปน้องจะเสียหายเอาได้ เลยทำได้เพียงแค่ร่ำลาด้วยวาจาเท่านั้น แล้วน้องก็ขี่มอเตอร์ไซต์กลับบ้านไป ผมมองตามน้องจนพ้นสายตา จากนั้นก็เดินมาหาที่นั่งรอรถ เหลือเวลากว่ารถจะมาอีกประมาณ 40 นาที
ผมนั่งจ้องมือถือรอน้องมิ้นโทรมาเพื่อบอกผมว่าถึงบ้านแล้วอยู่เกือบ 2 นาที น้องก็ไม่โทรมา ผมเริ่มคิดร้อนใจ ‘บ้านน้องอยู่แค่นี้เองทำไมนานจัง… น่าจะถึงได้แล้วนา...’ จึงกดเบอร์โทรไป เสียงรอสายดังตั้งนานจนจะครึ่งเพลงแล้วก็ยังไม่รับ ใจผมว่าวุ่นมาก ว่าเกิดอะไรขึ้นกับน้องรึเปล่า จนสัญญาณตัดสายไป
ผมวางมือถือไว้ที่โต๊ะ แล้วรีบฝากคนข้างๆ ช่วยดูกระเป๋าให้ เพราะผมตั้งใจจะวิ่งไปบ้านน้องมิ้น ขณะกำลังจะบอกคนข้างๆ อยู่นั้น น้องมิ้นก็โทรเข้ามา ผมรีบรับอย่างร้อนใจ
“ฮัลโหล มิ้น... มิ้นเป็อะไรรึเปล่า ทำไมหายไปนานจัง... พี่เป็ห่วงจนจะวิ่งไปบ้านมิ้นอยู่แล้ว...” ผมปล่อยเป็ชุด
“หนูขอโทษค่ะพี่แทน... กลับมาถึงบ้ายยังไม่ทันได้โทรบอกพี่ แม่ก็เรียกหนูไปสวดหลายชุดเลยค่ะ หนูเพิ่งได้หลุดออกมา ก็ตอนแม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์จากพี่นี่แหล่ะ...” น้องรีบขอโทษขอโพยอย่างร้อนรน
“โอเคครับ ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว พี่เป็ห่วงเราแทบบ้าเลยเมื่อกี้ 555..” ผมได้แต่พูดไปหัวเราะแก้เขินไปพลางๆ
จากนั้นพวกเราก็พูดคุยกับอีกหน่อยแล้วก็วางสายไป นี่เป็ครั้งแรกเลยที่ผมรู้สึกห่วงและว้าวุ่นใจกับความปลอดภัยของน้องมิ้นได้ขนาดนี้ ผมคิดว่าต่อไปจะไม่ปล่อยให้น้องไปไหนตามลำพังดึกๆ ดื่นๆ แบบนี้อีกแล้ว จนพี่คนข้างๆ ที่ผมจะไปขอฝากกระเป๋าเมื่อครู่ แซวมาว่า
“คนที่มาส่งเมื่อกี้ แฟนเหรอ... รักกันดีนะ ดีจัง...”
“ใช่ครับ แฟนผมเอง เมื่อกี้ขอโทษนะครับ ผมดูวุ่นวายไปหน่อย...” ผมรีบตอบและขอโทษแบบเขินๆ ไป
พี่เขาก็หัวเราะ แล้วก็มีแซวผมอีกหลายดอกว่าห่วงแฟนมาก รักแฟนมาก จนผมเขินม้วนกันไป พวกเราก็คุยถามไถ่ตามประสาคนบ้านเดียวกันไปซักพัก จนได้เวลาที่รถทัวร์มา ผมก็ขอแยกจากพี่คนนั้นเพื่อขึ้นไปหาที่นั่งของตนเอง โชคดีวันนี้รถไม่เต็มและผมได้ที่นั่งติดหน้าต่าง ได้มองดูวิวข้างทางไปด้วยแบบนี้ก็ดี ไม่นานรถก็ออกจากท่ารถมุ่งหน้าสู่กรุงเทพมหานคร...
……….>> เ็ปใจ…