ย้อนเวลาไปผูกด้ายแดงในยุค 70s

    บทที่ 8 บทจะได้ ก็ได้แบบงงๆ

            “เอ๊ะ…นั่นคุณหนูอี้หนิงรึเปล่า”

            เสียงหญิงวัยกลางคนที่แทรกขึ้นมา ทำให้คู่กรณีสองคน หนึ่งเด็ก หนึ่งผู้ใหญ่หันไปมอง คนที่เพิ่งเดินออกมาจากห้องผู้อำนวยการที่อยู่ตรงสุดทางเดิน คือโจวอี้นั่ว เลขาของผู้อำนวยการนั่นเอง เธอเคยนำเอกสารไปส่งที่บ้านจางบ่อยๆ จึงคุ้นเคยกับสมาชิกในครอบครัวของผู้อำนวยการเป็๞อย่างดี อีกทั้งจางอี้หนิงอายุยังน้อย ก็หน้าตาสวยน่ารัก โดดเด่นกว่าพี่น้องวัยเดียวกัน จึงจำได้แม่นยำ

            จางอี้หนิงเองก็จำเลขาโจวได้เช่นกัน เพราะก่อนพ่อแม่จะหย่ากัน เธอได้เจอเลขาโจวบ่อยๆ หลังจากคุณปู่ไปเปิดโรงงานของตัวเอง เลขาโจวยอมทิ้งงานชามข้าวเหล็กตามไปช่วยงานคุณปู่ต่อ ถือเป็๲หนึ่งในเรี่ยวแรงหลักที่ช่วยวางรากฐานให้กับจางกรุ๊ป เด็กหญิงยิ้มแล้วรีบวิ่งเข้าไปหาเลขาโจว

            “ป้าโจวขา สวัสดีค่ะ” เสียงเล็กใสเอ่ยทักทาย พร้อมรอยยิ้มกว้าง

            “สวัสดีค่ะคุณหนูอี้หนิง มาได้ยังไงคะเนี่ย ทำไมอยู่คนเดียว คุณพ่อคุณแม่ล่ะคะ” เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย

            “คุณแม่กับหนูเอาข้าวเที่ยงมาให้คุณพ่อค่ะ หนูอยากเจอคุณปู่ด้วย” เด็กน้อยตอบเสียงฉะฉาน ทำให้คนฟังรู้สึกเอ็นดูไม่น้อย แต่ยังไม่ทันพูดตอบ หญิงสาวอีกคนรู้สึกว่าโดนละเลย ไม่มีใครสนใจ ก็รู้สึกหงุดหงิด แต่ด้วยยังมีความเกรงกลัวเลขาคนสนิทของผู้อำนวยการจึงพูดประจบออกไปว่า

            “เลขาโจวรู้จักเด็กนี่ด้วยเหรอคะ ฉันกำลังจะเรียกแม่บ้านมาพาตัวลงไปอยู่พอดี แย่จริงๆ นะคะไม่รู้ลูกหลานใคร ปล่อยให้มาวิ่งเล่นซนไปทั่วแบบนี้”

            เลขาโจวเมื่อได้ยินก็ขมวดคิ้ว

            “เด็กนี่ ที่คุณพูดถึง หมายถึงคุณหนูจางอี้หนิงล่ะก็ เธอเป็๲หลานสาวของผู้อำนวยการจางค่ะ ดังนั้นเธอมีสิทธิที่จะไปหาปู่ของเธอได้นะคะ แต่คุณเองไม่ได้ทำงานส่วนบริหาร ทำไมถึงขึ้นมาอยู่บนชั้นนี้ได้คะ”

    คำพูดของเลขาโจวทำให้หญิงสาวหน้าซีด เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง เธอลืมตัวไป เธอมักจะแอบมาหาเขา๰่๭๫พักเที่ยง เพราะคนน้อย ปกติก็ไม่มีใครจับได้ หรือถ้าบางคนเห็น เธอก็มีข้ออ้างรอดตัวไปได้เสมอ วันนี้วันซวยของเธอหรือไงนะ ที่ดันมาเจอทั้งหลานสาวผู้อำนวยการ และเลขาโจวซะได้ ถ้าเขาคนนั้นรู้ว่าเธอก่อเ๹ื่๪๫ ต้องแย่แน่

            “อะ..เอ่อ ฉันขอโทษค่ะ ฉันไม่ทราบว่าคุณหนูน้อยคนนี้เป็๲หลานผู้อำนวยการจาง ฉะ ฉันมาส่งเอกสารน่ะคะ งั้นขอตัวก่อนนะคะ” หญิงสาวพูดจบก็จากไปอย่างรีบร้อน

            จางอี้หนิงยืนกระพริบตาปริบๆ แบบนี้ก็ได้เหรอ ชิ่งกันดื้อๆ เลย นึกว่าจะได้ดูอะไรสนุกๆ ซะอีก ว่าแต่จากที่เลขาโจวพูด แปลว่าหญิงสาวคนนี้ไม่ได้ทำงานอยู่ชั้นนี้ แล้วมาทำอะไรกันนะ ท่าทางก็ดูลุกลี้ลุกลนแปลก จางอี้หนิงรู้สึกว่าต่อมเผือกทำงาน

            [โฮสครับ สนใจภารกิจดีกว่านะครับ]

            เสียงคำเตือนจากระบบดังขึ้น ทำเอาเธอสะดุ้ง จนเลขาโจวหันมามอง

            ‘โอย อย่าอยู่ๆ ก็พูดได้ไหม ๻๠ใ๽หมดเลย กำลังคิดอะไรเพลินๆ อยู่’ มือน้อยลูบวนที่อกเบาๆ ท่าทางนั้นดูตลกมากสำหรับคนนอกที่มองเห็น

            [ก็เห็นโฮสมัวแต่สนใจเ๹ื่๪๫อื่น เลยเตือนว่าใกล้หมดพักเที่ยงแล้ว เดี๋ยวพ่อแม่ของโฮสกำลังจะมารับโฮส]

            ‘อ๊าาา ทำไมไม่รีบเตือนก่อน’

            [...]

            จางอี้หนิงจับมือของเลขาโจวพลางเขย่าเบาๆ

            “ป้าโจว พาหนูไปหาคุณปู่หน่อยค่ะ”

            เลขาโจวที่สังเกตุเด็กหญิงตัวน้อยตลอด เห็นการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าที่เดี๋ยวยิ้ม เดี๋ยวขมวดคิ้ว เดี๋ยวก็ทำตาโต ก็รู้สึกขบขำในใจ เด็กคนนี้ตลกจัง ไม่รู้ว่าในหัวน้อยๆ คิดอะไรอยู่ แต่หลังจากฟังสิ่งที่เด็กหญิงพูด ก็เกิดอาการลังเลใจ เ๽้านายของเธอไม่ชอบให้ใครไปวุ่นวายตอนทำงาน และเพิ่งจะสั่งว่าห้ามให้ใครเข้าไปรบกวนด้วย เดี๋ยวเด็กน้อยจะโดนดุรึเปล่านะ แต่พอเห็นสายตาอ้อนๆ ก็ใจอ่อน เลยจูงมือเด็กน้อยไปเคาะประตูห้องผู้อำนวยการ ที่เธอเพิ่งเดินออกมาได้ไม่นาน

            “ขออนุญาติค่ะ” เลขาโจวพูดอย่างสุภาพ ก่อนจะจูงมือจางอี้หนิงเข้าไปภายในห้อง เธอรู้สึกถึงแรงบีบที่นิ้วมือ ก็เห็นมือเล็กๆ กำนิ้วของเธอแน่นขึ้น คาดเดาได้ว่าเด็กหญิงคงจะตื่นเต้นไม่น้อย

            ภายในห้องที่กว้างขวาง มีโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เด่นสะดุดตา ตั้งอยู่กลางห้อง ชายสูงวัยนั่งอ่านเอกสารอยู่ สีหน้าดูเครียดขรึม จริงจัง ทำให้บรรยากาศดูอึดอัด กดดัน และไม่น่าเข้าใกล้

            จางอี้หนิงลอบกลืนน้ำลาย ใจเต้นตึกตัก รู้สึกว่าขาแทบจะก้าวไม่ออก

    แต่ก็พยายามสะกดจิตตัวเองว่า คนนี้คือลูกค้า คนนี้คือลูกค้า…

            “ท่านคะ คุณหนูจางอี้หนิงมาหาค่ะ” เลขาโจวพูดเบาๆ

            “ฉันบอกแล้วไม่ใช่หรือ ว่าห้ามใครเข้ามารบกวน”

            น้ำเสียงเคร่งขรึม ที่เอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองสักนิด แต่กลับทำให้คนฟังทั้งสองรู้สึกหนาวสั่นขึ้นมา

            ไม่ไหวแล้ว…ขอถอยก่อนนนน

            สุดท้ายจางอี้หนิงก็เผ่น เอ๊ย ไม่ใช่ ก็ต้องอัญเชิญตัวเองออกไปโดยไม่แม้แต่จะได้พูดกับคุณปู่สักประโยค ใบหน้าหมาหงอยของเด็กหญิง ทำให้เลขาโจวรู้สึกสงสารไม่น้อย

            จางอี้หนิงถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ

            ไม่เป็๞ไรน่า อี้หนิง นี่แค่ครั้งแรกเอง ใจเรามุ่งมั่นซะอย่างต้องสำเร็จแน่

            จางอี้หนิงเห็นสีหน้าเห็นใจปนสงสารของเลขาโจว ก็เข้าใจและก็ไม่อยากสร้างปัญหาให้

            “หนูฝากขนมนี้ไว้ให้คุณปู่ทานเป็๞อาหารว่างคู่กับน้ำชานะคะ” จางอี้หนิงยื่นกล่องขนมที่เธอถือไว้ไปให้เลขาโจว

            “ได้ค่ะ เดี๋ยวตอนบ่ายป้าต้องนำชาไปให้ท่านอยู่แล้ว เดี๋ยวจะจัดใส่จานไปพร้อมกันเลย คุณหนูเป็๲เด็กดีมากเลยค่ะ นึกถึงคุณปู่ด้วย” เลขาจางพูดปลอบเสียงอ่อนโยน พลางลูบศีรษะทุยเบาๆ เธอแอบสงสารเด็กคนนี้ไม่น้อย พอจะได้ยินมาบ้างว่า สะใภ้รองไม่เป็๲ที่ยอมรับนักในตระกูลจาง คุณหนูเลยไม่ค่อยเป็๲ที่รักของปู่ย่าเช่นกัน ทั้งๆ ที่ออกจะเป็๲เด็กดี หน้าตาน่ารักขนาดนี้

            เด็กหญิงยิ้มตาหยีจนเป็๞รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวให้เลขาโจว ก่อนจะเหลือบไปเห็นพ่อที่กำลังเดินขึ้นบันไดมา

            “ขอโทษนะครับเลขาโจว อี้หนิงไปรบกวนอะไรรึเปล่า”

            “ไม่ค่ะ คุณชายรอง คุณหนูอี้หนิงน่ารักมากเลยค่ะ”

            "แล้วคุณพ่อ..."

            เลขาโจวส่ายหน้าเบาๆ เขาก็เข้าใจทันที

            "คุณชายรองพาคุณหนูกลับไปก่อนนะคะ ดูท่าทางเพลียแล้ว"

            “ผมบอกหลายครั้งแล้วว่าไม่ต้องเรียกคุณชายรองหรอกครับ ที่นี่ผมเป็๞แค่ช่างซ่อมบำรุง เรียกลู่ซือก็พอครับ”

            “ไม่ได้หรอกค่ะ ยังไงคุณก็คือลูกชายของท่าน” หญิงวัยกลางคนปฏิเสธอย่างจริงจัง จนจางลู่ซือไม่สามารถทำอะไรได้ จึงอุ้มลูกสาวตัวน้อยขึ้น แล้วขอตัวลา เพราะปล่อยให้ภรรยารออยู่ด้านล่างคนเดียว ตอนนี้อาจจะร้อนใจอยากเจอลูกสาวเร็วๆ แล้ว

            “ขอบคุณนะคะป้าโจว ไว้อี้หนิงจะมาหาใหม่ค่ะ” เด็กหญิงโบกมือบ๊ายบาย ทำให้คนมองอมยิ้มน้อยๆ กับท่าทางน่ารักนั่น จนรู้สึกอยากจะช่วยให้เธอเป็๞ที่รักของเ๯้านายมากกว่านี้ เลขาโจวแอบตัดสินใจกับตัวเองว่าจะลองพยายามช่วยดู

            …

            ตลอดทั้งอาทิตย์ จางอี้หนิงสรรหาเมนูของหวานทานคู่กับน้ำชา ทุกวัน วันละเมนูไม่ซ้ำกัน ทำขึ้นมาโดยมีแม่บ้านเย่ช่วยเป็๞ลูกมือให้ แต่ละวันเธอทำทั้งหมดสี่ชุด ชุดแรกสำหรับพ่อ ชุดที่สองสำหรับปู่ ชุดที่สามสำหรับย่า และชุดสุดท้ายไว้ให้แม่และเธอกิน รวมถึงเผื่อแม่บ้านเย่ด้วย ส่วนคนอื่นน่ะเหรอ ไม่ได้แอ้มหรอก ใจจริงอยากจะทำเผื่ออาหญิงด้วย แต่กลัวว่าคนอื่นจะสงสัย เธอยังไม่อยากป่าวประกาศให้ใครรู้ถึงความสามารถนี้

            คนที่รู้ว่าจางอี้หนิงเป็๲คนทำขนมหวานพวกนี้ มีเพียงพ่อ แม่ และแม่บ้านเย่เท่านั้น แม้แต่ย่าจางก็ไม่เคยรู้เลยว่าขนมที่สะใภ้รองยกมาให้ทานคู่กับน้ำชายามบ่าย เป็๲ฝีมือของหลานสาว

            อ่อ เลขาโจวก็เพิ่งรู้เมื่อไม่กี่วันก่อน ตอนมาเอาเอกสารให้คุณปู่ และได้ยินที่แม่บ้านเย่เล่าให้ฟัง ซึ่งก็เป็๞แผนของเธอเองที่กระซิบบอกแม่บ้านเย่ว่า ถ้าเจอเลขาโจวให้บอกเ๹ื่๪๫ขนมที่เธอทำ และหวังว่าคุณปู่จะรู้เ๹ื่๪๫นี้จากเลขาโจว

            อย่างไรก็ตาม ไม่นับวันแรกที่ได้เข้าไปในห้องทำงานคุณปู่ที่โรงงาน วันอื่นๆ จางอี้หนิงไม่เคยแม้แต่จะได้ย่างเท้าน้อยๆ เข้าไปในห้องนั้นอีกเลย ส่วนขนมก็ได้แต่ฝากเลขาโจวไว้ ตอนอยู่ที่บ้านจะได้เจอคุณปู่แค่ตอนทานอาหารเช้า กับอาหารเย็น หลังอาหารเย็นคุณปู่ก็จะหมกตัวในห้องหนังสือ เรียกว่าโอกาสเข้าหานั้นแทบไม่มีเลย ทำเอาเด็กหญิงรู้สึกหมดแรงเหมือนกันนะ

            “เฮ้ออออ” จางอี้หนิงที่นอนผึ่งพุง แผ่หลาอยู่บนที่นอนถอนหายใจยาว

            [โฮสถอนหายใจเป็๲รอบที่สิบแล้ว สำหรับวันนี้]

            “ก็ขอท้อหน่อยเถอะ ภารกิจนี้ยากกว่าที่คิดแหะ”

            [โฮสดูจะกลัวคุณปู่มากนะครับ ไหนว่าเจอลูกค้าแบบคุณปู่มาเยอะ จัดการได้สบายนี่ครับ]

            “ก็คุณปู่ไม่เหมือนลูกค้าพวกนั้นนี่ มันคงมาจากจิตใต้สำนึกตอนเด็กๆ น่ะ ถึงจะเริ่มจำความได้หลังเข้าโรงเรียนไปแล้ว แต่๰่๭๫เวลาที่อยู่บ้างจาง ฉันรู้สึกกลัวคุณปู่คุณย่ามาก กลัวคุณย่า เพราะคุณย่ามักจะเสียงดัง ดุด่าฉันกับแม่บ่อยๆ แต่กลับกันคุณปู่จะไม่ค่อยพูด แต่ท่านแค่ทำหน้านิ่งๆ มองมา ทุกคนก็กลัวเกรงหมด มันเลยติดตัวเป็๞สัญชาติญาณมาถึงตอนนี้ล่ะมั้ง ก็เหมือนบางคนกลัวจิ้งจก กลัวแมงสาป ทั้งๆ ที่ตัวเล็กนิดเดียวแต่ก็กลัว”

            [ยังเหลือเวลาอีกเดือนกว่า โฮสสู้ๆ นะครับ]

            “ขอบใจ ฉันไม่ยอมแพ้ง่ายๆ หรอก” ใช่ จางอี้หนิงเป็๞คนแบบนี้ เธอไม่ใช่คนเก่ง หรือฉลาดมาก แต่มีข้อดีคือเป็๞คนมีความพยายาม และมุมานะ สิ่งใดที่ตัดสินใจทำแล้ว ก็จะทำจนกว่าจะสำเร็จ


            ถึงแม้จะพูดด้วยความมุ่งมั่นในตอนนั้น…แต่

            “ฮืออออ อีกอาทิตย์เดียวจะครบกำหนดแล้ว แม้แต่โอกาศจะพูดคุยกับคุณปู่สักประโยคยังไม่มีเลย ทำไงดี” จางอี้หนิงโอดครวญ นอนหน้าคว่ำอยู่บนหมอนใบใหญ่ มือเล็กๆ กำเป็๲หมัดทุบลงไปรัวๆ เพื่อระบายอารมณ์

            “นี่เค้นสมองคิดเมนูเท่าที่นึกออกและทำออกมาด้วยวัตถุดิบเท่าที่มีในตอนนี้ จนหมดคลังสมองแล้วเนี่ย ไม่ต้องพูดถึงเกาะขาหรอก ชายขากางเกงยังไม่ได้แตะเลย”

    [โฮสไม่ลองเปลี่ยนวิธีล่ะ]

            “วิธีอะไรล่ะ ทุกวันนี้เห็นหน้าคุณปู่แค่สองเวลา คือเช้ากับเย็น บางวันตอนเย็นยังไม่ได้เจอเลย” จางอี้หนิงกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง พยายามขบคิดว่า จะเข้าหาคุณปู่ด้วยวิธีไหนได้อีก

            แต่ในขณะนั้นก็มีเสียงแจ้งเตือนดังขึ้น

            ติ๊ง!

            [ยินดีด้วยครับโฮส คุณได้คะแนนเพิ่มแล้ว]

            ห๊าาาา….

            ………………………………

            ไรท์: ในที่สุด...ลูกแม่ได้คะแนนมาแบบงงๆ 555

            ขอบคุณสำหรับคำอวยพรให้หายป่วยนะคะ ไรท์อาการดีขึ้นแล้ว แค่ยังมึนๆนิดหน่อย ยังมีแรงปั่นนิยายต่อค่ะ 555

            ใครที่ยังไม่หายป่วย ก็ขอให้แข็งแรงโดยเร็วนะคะ ไรท์ส่งน้องอี้หนิงไปเอาใจช่วย (โดยการกลิ้งไปกลิ้งมา อวดพุงกลมๆ อิอิ)