โชคดีฉันได้สามีสามคน

    บทที่ 98 การตัดสินใจที่เด็ดขาด

            เขานึกย้อนไปถึงเสียงหัวเราะของมารตีในห้องอาหารเช้า...เสียงกระซิบกระซาบอย่างอ่อนโยนใต้ต้นไม้ในสวนและทุกจังหวะที่เธอสวมกอดเขาแน่นในวันที่เขารู้สึกอ่อนแอต่างก็ยังอยู่ในความทรงจำของเขาไม่มีวันลืมเลือนจำได้แม้กระทั่งยามที่เขาขออยู่ในตัวเธอตลอดทั้งคืน เธอก็เพียงแต่ยิ้มและพยักหน้ายอมนอนนิ่งในท่าเดิมไม่ขยับเพื่อเขา

            พอนึกถึงสิ่งต่างๆ ที่ผ่านมา คำพูดของเธอที่ว่า “พี่รักพวกเขาสองคน...และพี่ก็รักเธอด้วยเหมือนกัน”เริ่มไม่ได้ทำให้หัวใจของเขารู้สึกเจ็บปวดมากแบบวันนั้นอีกต่อไปแล้วแต่กลับตอกย้ำว่า ความรักที่เขามีให้เธอ ทำให้เขาก้าวข้ามความกลัวและความสับสนที่เคยบั่นทอนหัวใจไปได้ระดับหนึ่งแล้ว

            “ถ้าเรายังรักพี่รตีขนาดนี้ ความกลัวหรือความเจ็บปวดที่ผ่านมา มันก็ไม่มีความหมายใดๆอีกแล้ว...เราต้องกลับไป...กลับไปหาพี่รตี เรายอมได้...ขอเพียงได้รักเธอ”

            เสียงในหัวกระซิบราวกับเรียกสติของเขาให้กลับคืนมา ทั้งๆ ที่นัทพงษ์เองก็หวาดระแวงอยู่ลึกๆว่า เขาจะได้หัวใจเธอกลับคืนมาหรือไม่ และจะมีโอกาสได้พูดความในใจต่อหน้าเธอหรือเปล่า

     

            เช้าวันถัดมา นัทพงษ์ตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เขาตื่นก่อนฟ้าสางด้วยความตื่นเต้นเขาล้างหน้าอย่างกระฉับกระเฉงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน และชโลมครีมให้ผิว เพื่อกระตุ้นความกระปรี้กระเปร่า ระหว่างจัดเน็คไท เขาหยุดสังเกตตัวเองในกระจก“เรายังดูเหมือนเดิมมั้ยนะ?” เสียงหนึ่ง ถามตัวเอง แต่ดวงตาที่จ้องมองมา กลับเต้นแรงแตกต่างจากทุกเช้ามันสั่นระริกด้วยความคาดหวังและความหวาดกลัวที่คละเคล้ากัน

            เขาเดินไปที่ชั้นวางหนังสือ หยิบสมุดโน้ตเล่มเล็กที่บันทึกทุกข้อความสนทนาจากมารตีในช่วงแรกของความสัมพันธ์เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการพูดคุย

            “คืนนี้ให้พี่ดูแลเธอเองนะ”

            “พี่จะไม่โกหกเธออีกแล้ว”

            “พี่รักเธอ เหนือกว่าทุกอย่าง”

            แต่ละข้อความเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ช่วยจุดประกายให้เขากล้าก้าวเดินต่อไปและย้ำว่าความรักของเขาไม่ใช่ชั่วคราวหรือเป็นแค่เพียงความหลงใหลเท่านั้น

            ชายหนุ่มเก็บสมุดโน้ตใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ทสัญลักษณ์ของความตั้งใจอันมั่นคงที่จะต้องเผชิญหน้ากับความจริงเมื่อเขาก้าวเข้าสู่ออฟฟิศอีกครั้ง

            เมื่อเปิดประตูออกไปสู่อากาศยามเช้าที่เย็นสดชื่นภายนอก มีหมอกจางๆปกคลุมถนน เขาหายใจเข้าลึกๆ และระบายลมที่ไอน้ำลอยจางออกมาเป็นระยะ รู้สึกได้ถึงแรงกระเพื่อมของหัวใจที่พร้อมจะเดินหน้าต่อไปความเจ็บปวดจากอดีตไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไปแล้ว แต่จะเป็นเพียงบทเรียนที่สอนให้รู้จักคุณค่าของความรักมากขึ้นบนทางเท้า ฝีเท้าของเขาดูหนักแน่นมั่นคง ในความรู้สึกของนัทพงษ์เสียงมันดังก้องไปทั้งท้องถนนราวกับได้รับการขยายออกไปนับร้อยเท่า..

                “ผมจะกลับไปบอกพี่รตีให้รู้ว่า ผมยังรักพี่…รักมากกว่าเดิม” แม้จะเป็นเพียงคำพูดในใจสั้นๆ แต่หนักแน่นเกินกว่าจะสั่นคลอนความมั่นใจของเขาลงไปได้

            ขณะที่เดินไปถึงยังป้ายรถเมล์ มีรถคันหนึ่งจอดรอผู้โดยสารอยู่พอดี นัทพงษ์ก้าวขึ้นไปโดยไม่ลังเลชายวัยกลางคนที่ขับรถเมล์มองเขาเพียงครู่เดียวก่อนจะยิ้มทักทาย “เช้านี้อากาศดีนะครับ”นัทพงษ์เพียงยิ้มให้และพยักหน้าเบาๆ

            ในใจของเขารู้สึกว่าทุกอย่างกำลังเคลื่อนตัวไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหม่ครั้งสำคัญที่สุดในชีวิตที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการตัดสินความเป็นความตายของเขาเลยก็ได้ รถเมล์แล่นออกจากป้ายสายลมพัดสาดผ่านกระจก เหมือนเป็นการเปิดทางให้ความกล้าและความหวังปะทะเข้ากับความไม่แน่นอนของหัวใจ

            ชายหนุ่มหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา “อีกแค่ไม่กี่ชั่วโมง ผมจะได้พบพี่แล้ว”เขาอมยิ้มเล็กน้อย ให้ตัวเอง ก่อนรับตาลงเอนหลังพิงเบาะอย่างมีความหวัง แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยคำถามและความท้าทายแต่นัทพงษ์เชื่อว่า “ความรักที่แท้จริงจะพาเขากลับไปหาเธอ...แล้วต่อไปจะเป็นอย่างไรก็ช่างเถอะ”และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางครั้งใหม่ที่เขาตั้งใจและจะไม่หลีกเลี่ยงอีกต่อไป

            ฝนโปรยปรายเบาๆ เม็ดฝนกระทบกระจกขอบหน้าต่างออฟฟิศมารตี เมื่อนัทพงษ์ปรากฏตัวที่หน้าประตูห้องทำงานของเธอเสียงฝีเท้าของเขา เบาและหนักแน่นในเวลาเดียวกัน ทำให้มารตีสะดุ้งเงยหน้ามองดวงตาของเธอปรากฏแววประหลาดใจ

            “นัทพงษ์…” เธอเอ่ยเรียกเสียงแผ่ว แต่ในสำเนียงนั้นกลับแฝงความระแวงเบาๆ

            เขายืนอยู่ตรงนั้น เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นเปียกชื้นด้วยหยาดฝนแต่สายตาของเขายังคงแน่วแน่มั่นคง ร่างนั้นก้าวเข้ามาอย่างระมัดระวังลมเย็นจากประตูเปิดกระทบไหล่เขาเบาๆก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

            “พี่รตี ผม…ผมอยากคุยกับพี่ครับ”

            มารตีพยักหน้า มือสั่นเล็กน้อยขณะชี้ไปที่โซฟาใกล้ๆ “เข้ามานั่งก่อนสิคะ”

            เมื่อทั้งสองนั่งลงข้างกัน นัทพงษ์สูดหายใจเข้าลึกๆ ปล่อยให้ความเงียบปกคลุมอยู่สักครู่ก่อนจะเอ่ยขึ้น

            “ผม…ไม่ได้มาที่นี่เพื่อถามหาคำตอบว่าใครสำคัญกว่ากัน ผมหรือว่าพวกเขาผมแค่อยากเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น…และอยากให้โอกาสตัวเอง กับโอกาสของเรา”

            คำพูดนั้นตรงกับความรู้สึกของมารตี เธอหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะพูดตอบเสียงอ่อน “นัทพงษ์...พี่…ขอบคุณที่กลับมา พี่รู้ว่ามันไม่ง่ายเลยที่เอ่อ...จะทำใจยอมรับได้สำหรับผู้ชายทั่วๆ ไป”

            นัทพงษ์เอื้อมมือไปจับมือสาวสวยตรงหน้าเบาๆไออุ่นจากฝ่ามือดังเชื้อไฟในอกเขา “ผมกลัว…กลัวว่า…ผมอาจเป็นแค่ความหลงชั่วข้ามคืนสำหรับพี่”เสียงเขาสั่นเครือ เหมือนมีก้อนสะอื้นขนาดเล็กซ่อนอยู่

            มารตีเม้มริมฝีปากจนเป็นเส้นตรง พลางวางมืออีกข้างประคองมือเขาไว้  “พี่ไม่เคยคิดแบบนั้นเลยนะ นัทพงษ์...พี่รักปพนต์และรักวรเมธในแบบของเขาแต่รักเธอในแบบของเธอเท่านั้น” มารตีตั้งใจใช้คำว่า “รักเธอ” อย่างชัดเจนริมฝีปากสั่นระริกระหว่างพูด

            นัทพงษ์กระพริบตา เหงื่อเย็นเริ่มซึมตามกรอบหน้า “รักในแบบของผม?” เขาพูดทวนคำพูดของเธอด้วยเสียงอ่อนลง

            มารตีเอียงหน้าเข้าไปใกล้ “ใช่” เธอยิ้มน้อยๆ พลางยืนขึ้นแล้วเขาก็ลุกตาม พวกเขาเดินไปยังโต๊ะทำงาน มารตีดึงเก้าอี้ให้นัทพงษ์นั่งลงแล้วเธอก็นั่งลงตรงข้าม

            “เธออยากให้พี่อธิบายไหม?” เธอถามเสียงนุ่มดวงตาใสซึ้ง

            นัทพงษ์พยักหน้ารัวๆ

            มารตีเริ่มอธิบาย “พี่ปพนต์เป็นคนแรก เป็นความรักที่แนบแน่นราวกับกำแพงที่คอยปกป้อง เป็นคนที่พี่รู้สึกปลอดภัย เราแต่งงานกันมานานแล้ว เขาสอนพี่หลายอย่างทุกคำพูดของเขาอบอุ่น”

            ริมฝีปากเธอเม้ม ก่อนจะเล่าต่อ “วรเมธ...เขาเป็นคนที่ทำให้หัวใจพี่เต้นแรงดุเดือด เราพบกันในงานอดิเรกเดียวกัน เขาพาพี่ออกจากกรอบเดิมๆทุกครั้งที่อยู่กับเขาพี่รู้สึกมีชีวิตชีวามากขึ้น และพี่ปพนต์ก็รู้ดีและยอมรับในแบบนี้”

            นัทพงษ์ฟังอย่างตั้งใจ จดจ้องดวงตาเธอราวกับจะกลืนทุกคำพูดไว้ในอก

            “แล้ว…” มารตีลากเสียงลงจมูก “เธอ นัทพงษ์ คือความรักที่แตกต่างออกไป เธอเป็นคนที่พี่ไม่เคยคาดคิดว่าจะเข้ามาแต่พอได้รู้จัก พี่ก็ลืมเธอไม่ได้...เพราะเธอเป็นทั้งคนที่พี่อยากคุยด้วยทุกวันเป็นคนที่ทำให้พี่รู้สึกว่า ไม่ว่าเหนื่อยแค่ไหน พี่ก็อยากกลับมาหาเธอเสมอ”

            ดวงตาของนัทพงษ์สั่นระริก น้ำตาคลอเบ้า “ผม...ผมกลัวนะครับพี่รตี...กลัวว่าผมจะไม่ดีพอสำหรับพี่และทิ้งผมไปในที่สุด” เขาเผยอริมฝีปากที่สั่นเบาๆ ราวกับกำลังหนาวเหน็บ

            มารตีเอียงหน้าเข้ามาใกล้ ริมฝีปากของเธอแทบจะแตะใบหูเขา “เธอดีพอ...สำหรับพี่มากกว่าคำว่า‘พอ’ เสียอีก” เธอกระซิบ ขณะที่มืออีกข้างลูบต้นคอเขาเบาๆ

            นัทพงษ์หลับตารับสัมผัสนั้นอย่างโหยหา หัวใจกระตุกวูบไหว “พี่แน่ใจเหรอครับ?” เขาถามเสียงแผ่ว

            มารตีจ้องตาเขา ยิ้มมั่นคง ดวงตาเป็นประกาย “แน่ใจสิจ๊ะ...แต่สิ่งนี้ เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการทำความเข้าใจถ้ามีอะไรที่เธอยังไม่สบายใจ บอกพี่ได้ตลอดเวลาเลยนะคะ”

            สายลมเย็นพัดแผ่วผ่านหน้าต่างวูบมา ประหนึ่งจะเป็นพยานให้คำมั่นของทั้งสองชายหนุ่มอ่อนวัย นิ่งไปสักครู่ พูดเสียงเหมือนคนใกล้หมดแรง แต่เต็มไปด้วยความจริงใจ“ขอบคุณที่ให้โอกาสผม...ขอบคุณที่ยังรับผมไว้” เขาก้มหน้าลงขอบตาแดงระเรื่อ

            มารตีขยับเข้าไปจับมือเขาไว้ “นัทพงษ์ พี่อยากให้เราสองคนลองเดินไปพร้อมกันดูไม่ได้แปลว่าต้องเป็นแค่เรา... แค่ให้เราเข้าใจซึ่งกันและกันจนกว่าใจเราจะบอกว่า...พร้อมจะพาใครอีกสองคนมาพบกัน”

            สายตาของนัทพงษ์สว่างวาบ รอยยิ้มสั่นไหวผุดขึ้นบนริมฝีปาก “ครับพี่...ผมพร้อมจะลองดูแล้วครับ...”

    คล้ายกับเรื่องโชคดีฉันได้สามีสามคน ที่คุณอ่าน