“ท่านพ่อ ข้าว่าท่านถูกพี่สะใภ้หลอกแล้วเจ้าค่ะ นางไม่ใช่คนดีขนาดนั้นหรอก” หยุนหนิงเอ๋อมองบิดาอย่างเห็นใจ บิดาของนางช่างเป็นคนขี้ขลาดและไม่ทันคนเสียจริง เมื่อก่อนที่ถูกครอบครัวท่านลุงใหญ่ถังหลอกเอาที่ดินคงไม่ใช่เพราะความซื่อเพียงอย่างเดียวแล้วกระมัง
“ข้าถูกหลอก! เจ้าพูดอะไรข้าไม่เห็นจะเข้าใจเลย” พ่อหยุนหันไปถามลูกชาย “เจ้าใหญ่ ที่น้องสาวเจ้าพูดมันหมายความว่ายังไง”
หยุนไป๋มองบิดาอย่างเห็นใจและเริ่มภาวนา‘ขอให้ข้าได้รับความขี้ขลาดมาจากท่านเพียงอย่างเดียวเถิดขอรับ ความโง่นั้น...ข้าไม่รับมันได้ไหม’
“ท่านพ่อ พี่ใหญ่ เรากลับหมู่บ้านกันก่อนเถิดเจ้าค่ะ” หยุนหนิงเอ๋อบอกกับบิดา
หยุนไป๋แอบถอนหายใจโล่ง เมื่อครู่เขาเกือบจะพลั้งปากตอบบิดาไปแล้ว หากบิดารู้ว่าเขาคิดอย่างไร มีหวังเขาต้องโดนไม้ตีกบาลเป็นแน่ “เช่นนั้นเราก็รีบไปกันเถอะ ไปขอรับท่านพ่อ ป่านนี้ทุกคนคงรอแย่แล้ว”
พ่อหยุนเดินตามหลังลูกชายกับลูกสาวก็ได้แต่สงสัย ‘เจ้าลูกสองคนนี้เพี้ยนกันไปหมดแล้วหรือยังไง พูดอะไรมาแต่ละคำข้าไม่เห็นจะเข้าใจ เฮ้อ...กรรมอันใดของข้ากันนะถึงได้มีลูกชายกับลูกสาวที่สติไม่ดีเช่นนี้ ความฉลาดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของข้าเลยสักคน’
“ท่านพ่อ ทำไมถึงมีคนเยอะเช่นนี้ขอรับ แล้วเรามาอยู่ที่นี่ทำไมกัน” มู่หรงเฉิงเยี่ยนถามบิดา
“นั่นสิเจ้าคะ ทำไมเราต้องมาอยู่ที่นี่ด้วย” มู่หรงฝูเยว่มองไปรอบๆ “ท่านอาหนิงเอ๋อก็ไม่อยู่ ที่นี่ไม่มีคนที่เรารู้จักเลยสักคน”
“พวกเขาคงไม่คิดจะไล่เราออกจากหมู่บ้านใช่ไหมเจ้าคะ” มู่หรงเข่อชิงพูดน้ำตาคลอ
“ท่านพ่อพาพวกเรากลับบ้านเถิดนะเจ้าคะ ข้ากลัว” มู่หรงฮุ่ยชิวใกล้จะร้องไห้เต็มทีแล้ว นับตั้งแต่ที่ครอบครัวย้ายมาอยู่ที่หมู่บ้านสกุลหยุน พวกนางก็ไม่เคยออกไปเล่นข้างนอกเลยสักวัน คนในหมู่บ้านนอกจากหยุนหนิงเอ๋อแล้วก็เห็นจะมีแค่หานเสี่ยวตั้นเท่านั้นที่พวกนางรู้จัก แล้วผู้ใหญ่ที่ดูน่ากลัวเหล่านี้เป็นใครกัน ทำไมถึงได้มองพวกนางด้วยสายตาน่ากลัวเช่นนี้
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัว พ่อไม่ปล่อยให้ใครมาทำร้ายพวกเจ้าได้หรอก” มู่หรงเฉินบอก
“คุณชายมู่หรง ขออภัยที่พวกเรารบกวนเจ้าให้มาที่ศาลบรรพชนของเรา ข้ามีนามว่าหยุนถัง เป็นหัวหน้าหมู่บ้านสกุลหยุน” หยุนถังกล่าว
“ข้ามู่หรงเฉินขอคำนับท่านหัวหน้าหมู่บ้านขอรับ ไม่ทราบว่าท่านเชิญครอบครัวของเรามาในวันนี้ด้วยเรื่องใด” แม้น้ำเสียงที่มู่หรงเฉินพูดออกไปจะดูสุภาพมาก แต่วาจาของเขากลับแฝงไปด้วยอำนาจและท่าทางยังดูสูงส่งยิ่ง
หยุนเปียวมองดูท่าทางนั้นอย่างนึกอิจฉา หากเป็นเขาที่หน้าตาหล่อเหลาและรูปร่างสง่างามเช่นนี้ แม่นางหูซูเจี๋ยย่อมไม่ปฏิเสธความสัมพันธ์ของเขาแน่ “พวกเราไปเชิญเจ้ามาเมื่อไหร่กัน แค่เรียกคนนอกอย่างเจ้าให้มาที่ศาลบรรพชนของเราก็นับว่าให้เกียรติครอบครัวเจ้ามากแล้ว”
“เช่นนั้นพวกท่านเรียกเรามาด้วยเรื่องใดช่วยชี้แจงให้ข้าฟังด้วย หากไม่ใช่ธุระสำคัญข้าก็จะกลับบ้านของข้าแล้ว” มู่หรงเฉินตอบกลับอย่างไม่เกรงใจ เขาก็ไม่ต่างจากหยุนหนิงเอ๋อที่ได้ฟังเรื่องความเลวของหยุนเปียวมามากมาย ทั้งยังได้เห็นกับตาเรื่องที่หยุนเปียวไปข่มขู่หูซูเจี๋ยเพื่อให้ฝ่ายนั้นตอบรับสัมพันธ์ และเหตุผลที่เขาไม่ชอบหยุนเปียวมากที่สุดก็เห็นจะเป็นเรื่องที่หยุนเปียวกับบิดามาใส่ร้ายคนรักของเขาว่าเป็นตัวซวยนี่ล่ะ
“เหอะ...เจ้ามาแล้วคิดจะกลับก็กลับได้เลยหรือ ให้ท่านหมอตรวจอาการให้พวกเจ้าก่อนเถอะ แล้วระหว่างนี้ก็ภาวนาให้ตัวเองสุขภาพแข็งแรงเข้าไว้ หากเจ้าเป็นโรคติดต่อขึ้นมา ป่าลึกท้ายหมู่บ้านคงเป็นที่ฝังศพของพวกเจ้า” หยุนเปียวพูดขึ้นอย่างโมโห เป็นเพราะความอิจฉาเขาจึงไม่อาจแสร้งทำท่าทางใจดีได้เหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว
หยุนถังมองบุตรชายเป็นเชิงห้ามก่อนจะหันไปพูดกับมู่หรงเฉิน “เวลานี้ที่หมู่บ้านของเรามีคนเป็นโรคติดต่อ พวกเราสอบถามมาจนรู้แล้วว่าหานเสี่ยวตั้นมักจะมาคลุกคลีอยู่กับลูกๆ ของเจ้า เพื่อป้องกันไว้ก่อน เราจึงเรียกเจ้ามาให้ท่านหมอตรวจร่างกาย ข้าหวังว่าเจ้าจะให้ความร่วมมือ”
“หานเสี่ยวตั้นเป็นโรคติดต่อหรือขอรับ” มู่หรงเฉินถาม
“ใช่ หานเสี่ยวตั้นกับมารดาของเขาป่วยเป็นโรคติดต่อ”
“พี่เสี่ยวตั้นป่วยหรือขอรับ ก็ไหนว่าเขา...” มู่หรงเฉิงเยี่ยนถูกลี่เจี้ยนจงอุ้มขึ้น “ท่านอาเจี้ยนจงปล่อยข้าลงก่อน ข้าโตแล้วนะขอรับ ท่านจะมาอุ้มข้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ไม่ได้”
ลี่เจี้ยนจงกระซิบที่ข้างหู “ถ้าเจ้าอยากปกป้องหานเสี่ยวตั้น เจ้าก็ห้ามพูดถึงเขาเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเจ้าก็ห้ามพูดห้ามถามถึงเขาเข้าใจไหม”
ลี่จิงจิงก็ก้มลงไปบอกกับเด็กหญิงทั้งสามคนเช่นกัน เด็กๆ ทุกคนจึงพยักหน้ารับ
“พวกเราไม่มีอะไรขัดข้อง เชิญท่านหมอตรวจร่างกายได้เลยขอรับ” มู่หรงเฉินบอกเมื่อเห็นว่าท่านหมอที่นั่งรอตรวจอาการอยู่นั้นคือ ‘ต้าจ้วง’ คนเฝ้าประตูที่หอเฟิ่งอวี้ เขาเคยพบกับต้าจ้วงเมื่อครั้งที่เขาพาหยุนหนิงเอ๋อไปไถ่ตัวหงเอ๋อนั่นเอง
“คุณชายไม่ต้องกังวล ฝีมือการรักษาของข้าดีมาก แค่จับชีพจรก็รู้อาการป่วยของพวกเจ้าแล้ว” ต้าจ้วงสวมบทเป็นท่านหมอได้อย่างแนบเนียน เป็นเพราะการทำงานที่หอเฟิ่งอวี้ทำให้เขาได้พบปะกับผู้คนหลายระดับ การเลียนแบบท่าทางเช่นนี้มันง่ายสำหรับเขามาก
มู่หรงเฉินเดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ที่หน้าโต๊ะของต้าจ้วงก่อนจะยื่นแขนออกไปเพื่อรอรับการตรวจ
ต้าจ้วงก็ยกมือขึ้นกดจุดชีพจรด้วยท่าทางชำนาญก่อนจะพูดกระซิบ “คืนนี้แม่นางหนิงเอ๋อจะพาหานซื่อหนีออกจากหมู่บ้าน ท่านช่วยไปกำชับคนที่จะพาหานซื่อหนีให้เตรียมตัวไว้ด้วย”
มู่หรงเฉินพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร
“ร่างกายของคุณชายแข็งแรงดี เชิญคนต่อไป” ต้าจ้วงพูดเสียงดังให้ทุกคนได้ยิน และท่าทางของเขาก็ไม่ได้ส่อพิรุธใด ทำให้ชาวบ้านที่ได้ยินต่างก็ถอนหายใจโล่ง
ครอบครัวของมู่หรงเฉินตรวจร่างกายจนครบทุกคนและไม่พบผู้ใดมีอาการป่วย คราวนี้ชาวบ้านต่างก็ยิ้มอย่างสบายใจจริงๆ แล้ว
“ท่านหมอยอดเยี่ยมจริงๆ หมอที่เมืองหลวงคงเก่งกาจกันทุกคนเป็นแน่ แค่จับชีพจรก็รู้อาการป่วยแล้ว” เสียงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้น
“พวกท่านจะรีบดีใจไปทำไมกัน อย่าลืมว่าไม่ได้มีแค่ครอบครัวของคุณชายมู่หรงเสียหน่อยที่คลุกคลีกับครอบครัวของพี่สะใภ้หาน น้องสามีข้าก็ยังไม่ได้มาให้ท่านหมอตรวจดูอาการเลยไม่ใช่หรือ” หม่าหลงพูดขึ้น
“ลูกสะใภ้! เจ้าจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม” แม่หยุนกัดฟันพูดกับหม่าหลง “หรือเจ้ากำลังแช่งให้ลูกสาวข้าเป็นโรคติดต่อ”
“ท่านแม่พูดอะไรอย่างนั้นเจ้าคะ ข้าหรือจะอยากให้หนิงเอ๋อเป็นโรคติดต่อ ที่ข้าอยากให้นางมาตรวจก็เพราะตัวนางเองต่างหาก ดูอย่างครอบครัวคุณชายมู่หรงสิเจ้าคะ พอท่านหมอตรวจอาการเสร็จ ทุกคนก็ไม่ได้มองพวกเขาแบบรังเกียจเหมือนเดิมแล้ว”
“น้องสะใภ้ คราวนี้ลูกสะใภ้ของเจ้าพูดถูก ปกติหนิงเอ๋อก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว สามวันดีสี่วันป่วย ด้วยชื่อเสียงแบบนี้ก็ยากที่จะมีครอบครัวไหนอยากรับนางไปเป็นสะใภ้ หากครั้งนี้นางเป็นโรคติดต่อขึ้นมาจริงๆ แม้จะรักษาหาย แต่เราก็ไม่รู้ว่ามันจะทิ้งโรคเรื้อรังอะไรไว้ หากเป็นเช่นนั้นเจ้าก็ใช้โอกาสนี้สอบถามท่านหมอถึงวิธีการรักษาให้ละเอียดจะดีกว่า” หยุนถังสนับสนุนคำพูดของหม่าหลง
ชาวบ้านที่ได้ฟังต่างก็หันไปซุบซิบกันแล้ว ถึงแม้คราวนี้ท่านหมอจะตรวจว่าหยุนหนิงเอ๋อไม่ได้ป่วย แต่เรื่องที่นางร่างกายไม่แข็งแรงนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องดี จะมีบ้านไหนที่อยากแต่งลูกสะใภ้ที่ใช้งานไม่ได้เข้าไปให้สิ้นเปลืองกันล่ะ
หยุนเปียวมองบิดาอย่างเลื่อมใสและไม่ลืมที่จะใส่ไฟต่อ “ข้าเคยได้ยินมาว่าอาการป่วยเรื้อรังจากโรคติดต่อแต่ละโรคไม่เหมือนกัน บางคนต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงไปตลอดชีวิต หรือสตรีบางคนถึงขั้นเลือดลมไม่ดีทั้งยังส่งผลต่อการมีบุตรด้วยนะขอรับ”
“นอกจากร่างกายไม่แข็งแรงแล้วยังจะมีบุตรไม่ได้อีกหรือ ชาตินี้หยุนหนิงเอ๋อคงไม่มีโอกาสออกเรือนแล้ว” ชาวบ้านคนหนึ่งพูดและหันไปมองแม่หยุน “คงเป็นผลกรรมที่พวกเจ้าเคยรังแกพวกเราไว้ มีลูกสาวทั้งคนก็เรียกสินสอดไม่ได้ สมน้ำหน้าพวกเจ้าแล้ว”
“ท่านหมอยังไม่ได้ตรวจดูอาการของหนิงเอ๋อเลยนะ แล้วพวกเจ้าจะมาด่วนสรุปทำไม” แม่หยุนตะโกนกลับ
“แต่งไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ข้าเลี้ยงดูนางมาตั้งแต่เล็ก จะเลี้ยงดูนางต่อไปก็ไม่ใช่ปัญหา พวกเจ้าอย่าได้ทะเลาะกัน” หยุนถังพูดห้ามทั้งไม่ลืมเตือนชาวบ้านให้นึกถึงความหลังที่เขาทำดีกับหยุนหนิงเอ๋อ
“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านก็ยังใจดีเหมือนเดิม นับว่าชาตินี้แม่หนูหนิงเอ๋อยังมีบุญอยู่มาก หากไม่นับถึงบิดามารดาที่ไม่ได้เรื่องของนาง แต่นางยังมีครอบครัวของท่านคอยช่วยเหลือนางอยู่” ชาวบ้านคนเดิมหันไปพูดกับหยุนถังอย่างชื่นชม
“หากแม่หนูหนิงเอ๋อออกเรือนกับใครไม่ได้ข้าก็จะใจดีไปสู่ขอนางมาแต่งเป็นภรรยาก็แล้วกัน ตาแก่อย่างข้าไม่เคยสนใจเรื่องทายาทอยู่แล้ว” ตาเฒ่าหม่าพูดขึ้น
หยุนถังกับหยุนเปียวหันไปมองตาเฒ่าหม่าพร้อมกัน ทีแรกมีคนไปบอกพวกเขาว่าหานซื่อเป็นลมอยู่ในไร่ ยังดีที่มีท่านหมอเดินทางผ่านมาแถวนี้จึงช่วยตรวจร่างกายให้หานซื่อ และพบว่านางเป็นโรคติดต่อจึงบอกให้นางรีบกลับไปพักอยู่ที่บ้านห้ามออกไปไหน
เดิมต้าจ้วงเมื่อปฏิบัติภารกิจนี้เสร็จเขาก็จะทำทีขึ้นไปเก็บสมุนไพรบนเขาก่อนที่จะหาทางกลับเข้าเมือง แต่ไม่นึกว่าจะมีคนบอกให้ต้าจ้วงอยู่ตรวจร่างกายให้กับหยุนหนิงเอ๋อและครอบครัวของมู่หรงเฉินด้วย เพราะโรคติดต่อมักจะแพร่ไปยังคนใกล้ชิด
หยุนถังกับหยุนเปียวจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ทำลายชื่อเสียงหยุนหนิงเอ๋อ เพื่อไม่ให้บ้านไหนอยากแต่งนางเข้าไป แต่ไม่คิดว่าตาเฒ่าหม่ากลับยังอยากแต่งนางเข้าไปเป็นภรรยาให้ได้ หยุนถังโมโหจนอยากจะจัดการกับตาเฒ่าหม่าที่มาทำลายแผนของเขาจริงๆ