ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 42 ไร้ความปรานี

           “ติ๊ง!”

            ทั้งคู่ชนแก้วกันเบาๆ ใบหน้ามีรอยยิ้มผ่อนคลายโดยไม่ต้องมีคำพูดใดๆ

            สวี่หวั่นชิงจิบไวน์แล้ววางแก้วลง จากนั้นเดินไปที่หน้าเปียโนนิ้วเรียวยาวไล่คีย์เปียโน เสียงกังวานใสแผ่วพลิ้ว

            มู่หยิบขวดเจียระไนขนาดนิ้วหัวแม่มือขึ้นมาเขย่าเบาๆน้ำยาสีฟ้าข้างในสีชวนเคลิบเคลิ้ม ส่องประกายสวยงามหากแฝงความชั่วร้าย

            มันคือน้ำยาสูตรใหม่ สามารถกระตุ้นพลังส่วนลึกที่ซ่อนอยู่ของมนุษย์พิเศษออกมายามรีดเค้นพลังทรมานแสนสาหัส หากประสิทธิภาพสูงส่ง

            แววตาเขาอ่อนโยน เหมือนกับกำลังชื่นชมอัญมณีล้ำค่านั่งเล่นพลางรอคอยผลการต่อสู้

            “ทุกอย่างกำหนดไว้แล้ว” เขาเอ่ยเบาๆ

            ในป่า ท่ามกลางมนุษย์พิเศษทั้งสิบสามคน มีสี่คนล้มลงไปแล้ว ตายคาที่ทั้งปากทั้งจมูกเต็มไปด้วยเลือด

            สภาพจิตใจของพวกเขาปั่นป่วนตั้งแต่แรกอยู่แล้วพอโดนโจมตีซ้ำด้วยเสียงโคกัมปนาท ก็ยิ่งปั่นป่วนจนเกินขีดจำกัด ไม่อาจทนทานได้

            “อ๊ากกก...”

            มนุษย์พิเศษคนอื่นๆ ต่างร้องครวญคราง เจ็บปวดสุดพรรณนาใบหน้าบิดเบี้ยวรุนแรง บางคนกุมศีรษะกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้นอย่างสุดจะทานทน

             มนุษย์พิเศษบางคนถึงกับวิ่งเอาศีรษะชนต้นไม้ชนซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนต้นไม้ใหญ่หนาหักสะบั้น ใบไม้ร่วงหล่นเกลื่อนกลาด

            น้ำยาสีฟ้ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง ประสิทธิภาพของมันยอดเยี่ยมให้พละกำลังอันแข็งแกร่งกับพวกเขา ทว่า ผลที่ออกมาในตอนนี้น่าสยดสยองยิ่งกว่า

            มนุษย์พิเศษทั้งสิบสามคนล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือแต่กลับตายไปถึงสี่คนในชั่วพริบตาแค่เพียงการโจมตีจิตใจเพียงครั้งเดียวจากคนที่ไม่ใช่มนุษย์พิเศษก็ก่อให้เกิดความเสียหายรุนแรงถึงเพียงนี้

            “นี่มันหยาดเหงื่อของฉัน ยังปรับปรุงได้อีก ต้องมีทางพัฒนาได้อีกเซ่”ห่างออกไปนักเคมีสูงวัยทรุดลงไปกองกับพื้น ปากเต็มไปด้วยฟองเลือดเอาแต่พึมพำไม่หยุด

            เขาไม่ได้ดื่มน้ำยานั่น สภาพจิตใจปั่นป่วนก็เป็นเรื่องปรกติแต่เพราะเขาเป็นแค่คนธรรมดา เสียงคำรามจากฉู่เฟิงก็ทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส

            “เฮ้.....” ทันใดนั้น มนุษย์พิเศษคนหนึ่งพุ่งตัวมาข้างหน้าร่างกายใหญ่โตสูงถึงสามเมตร มุมปากยังมีเลือดไหลริน แววตาแตกซ่าน

            สภาพจิตใจที่ถูกทำลายยับเยินทำให้การรับรู้ของเขามีปัญหาสมองได้รับการกระทบกระเทือนรุนแรง จนสะเปะสะปะไปทั่ว

            ปึก!

            มนุษย์พิเศษคนนี้ตะกายเข้าหานักเคมี จากนั้นดึงทึ้ง ฉีกกระชากร่างทั้งเป็นท่ามกลางเสียงกรีดร้องโหยหวน ภาพตรงหน้าน่าสยดสยอง เลือดสดๆ ไหลนอง

            ฉู่เฟิงไม่หันไปมองถึงเมื่อกี้เขาจะลงมืออย่างเลือดเย็นหากก็ยังไม่ป่าเถื่อนอย่างนี้มนุษย์พิเศษพวกนี้บ้าคลั่งไปหมดแล้วเป็นความเหี้ยมโหดน่าหวาดหวั่นที่ทำให้ผู้คนขนพองสยองเกล้า

            มนุษย์พิเศษอีกหลายคนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น ตะคอกใส่กันจากนั้นเปิดฉากตะลุมบอน หากไร้ซึ่งหลักเกณฑ์ใดๆ มันคือสัญชาตญาณสัตว์ป่าล้วนๆ

            ฉู่เฟิงก้าวยาวๆ เข้าหาอย่างไม่ลังเล ในมือถือกระบี่ฟาดฟัน เลือดสาดกระจายณ ตรงนั้นหลายชีวิตปลิดปลิว ซากศพเกลื่อนกลาด

            หากมนุษย์พิเศษที่บ้าคลั่งพวกนี้หลุดออกไปจากป่า ย่อมก่อความเดือดร้อนใหญ่หลวงทำร้ายผู้คนในตัวเมืองอย่างแน่นอน

            ในตอนนั้น ฉู่เฟิงเองก็ไม่อยากละเว้นพวกมันด้วยก็ในเมื่อมาดักฆ่าเขาถึงที่ ก็ไม่ต้องพูดอะไรกันแล้ว ทำสิ่งใดลงไปย่อมได้สิ่งนั้นตอบแทน

            นอกจากนี้ ในฐานะที่เป็นมนุษย์พิเศษ พวกเขาน่าจะคิดได้ ว่าการคิดร้ายเอาชีวิตผู้คนย่อมต้องมีสักวันที่มีคนตามมาคิดชีวิตพวกเขาเช่นกัน

            ฉึก ฉึก ฉึก...

            ฉู่เฟิงลงกระบี่อย่างไม่ออมมือ กระบี่สั้นสีดำคมกริบดุจสายฟ้าวาดไปถึงที่ใด ศีรษะก็หลุดร่วงที่นั่น

            ชั่วพริบตา มนุษย์พิเศษหกเจ็ดคนก็กลายเป็นซากศพ

            ถึงแม้โทสะจะคลายลงจากการสังหารมนุษย์พิเศษไปหลายคนแล้วเขายังคงเดินหน้าปาดกระบี่ต่อ ในเมื่อลงมือแล้วก็ต้องขุดรากถอนโคนอย่าได้ทิ้งอะไรไว้ให้เกิดปัญหาในภายหลัง

            “แกมันเหี้ยมโหด!”

            มนุษย์พิเศษคนหนึ่งเบิกตากว้าง ถึงแม้แววตายังเลื่อนลอย หากยังพอมีสติกลับคืนมาอยู่บ้างเขาแตกตื่น หวาดกลัวสุดขีด

            “แล้วโหดเกินหน้าเกินตาแกไหมล่ะ?เรียกคนมาเป็นฝูงเพื่อจะฆ่าฉัน ไหนจะอาวุธปืนพวกนี้อีกหากเป็นคนอื่นคงตายไปนานแล้ว” ฉู่เฟิงตอบอย่างเย็นชา

            “แกตาย!”

            มนุษย์พิเศษคนนั้นกู่ร้อง แม้แววตาจะยังเลื่อนลอย หากเบิกกว้างอารมณ์ระเบิด พุ่งทะยานเข้าหาฉู่เฟิง หมายเอาชีวิตเขา

            ไม่ใช่ว่าเขาไม่รักตัวกลัวตาย หากเขารู้ว่า ถ้าไม่ตอบโต้ ก็ต้องตายอยู่ดีจึงได้แต่เสี่ยงชีวิตเข้าสู้ แลกกับโอกาสอันน้อยนิด

            วินาทีนั้น ร่างทั้งร่างของเขาเปลี่ยนเป็นหิน หากการเคลื่อนไหวกลับไม่เชื่องช้าแม้แต่นิดเดียวเสียงตึงดังขึ้น ทุกย่างก้าวทำให้แผ่นดินสั่นสะเทือน น่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงหมอกสีน้ำตาลทองห่อหุ้มหมัดที่เหวี่ยงทุ่มเข้าใส่

            ทุกแห่งที่เขาเดินผ่าน สรรพสิ่งล้วนกลายเป็นก้อนหิน

            ฉู่เฟิงลอบตกใจ เขาเฝ้าระวังมนุษย์พิเศษผู้นี้อยู่แล้วในตอนแรกร่างกายเขาเปลี่ยนไปแค่ครึ่งกายเนื้อครึ่งก้อนหินแต่ตอนนี้ผิวกายทั่วร่างเปลี่ยนเป็นก้อนหินหมดแล้ว

            ชิ้ง!

            ฉู่เฟิงชักกระบี่สั้นออกมา เป็นเพราะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ดีจึงไม่คิดใช้เงาหมัดด้วยเกรงว่าจะถูกทำให้กลายเป็นมนุษย์หินติดแหงกอยู่ตรงนั้น

            เงากระบี่สีดำตวัดผ่านฝ่ามือของมนุษย์หิน เลือดสดๆ ไหลรินทว่าเกิดหมอกสีเหลืองพุ่งมาทางฉู่เฟิง

            สีหน้าเขาเปลี่ยนไปเล็กน้อย รวมพลังทั้งหมด ใช้หมัดปีศาจวัวร่างกายเปลี่ยนเป็นขาวใสในพริบตา เมื่อปะทะกับหมอกสีเหลือง เขาแค่รู้สึกแขนชาแต่เมื่อเขาออกแรงสะบัด ผิวหนังก็ไม่ได้รับอันตรายแต่อย่างใด

            การทำให้กลายเป็นหิน ถูกเขาป้องกันได้ในที่สุด

            เขารู้สึกได้ว่า ตอนที่สะบัดหมัดปีศาจวัวมีพลังลึกลับสายหนึ่งเคลือบคลุมร่างเขาไว้ กางกั้นหมอกสีเหลืองไม่ให้ทำร้ายเขาได้

            ในใจฉู่เฟิงคิดไว้แต่แรกแล้ว ต่อให้ไม่ได้เคืองแค้นอะไรก็ต้องกำจัดให้สิ้นซาก

            ตึง!

            ฉู่เฟิงปล่อยหมัดอีกชุด กระแทกรัวๆ ใส่กลางอกของมนุษย์พิเศษคนนั้นจนตัวลอยในกลางอากาศเสียงบางอย่างแตกหักพลันดังขึ้น

            กึก!

            มนุษย์หินร่างกายแตกสลาย กระจัดกระจายกลางอากาศแล้วร่วงลงยังพื้นดินบางชิ้นเป็นก้อนหิน บางชิ้นเป็นเลือดเนื้อ

            ช่างแปลกประหลาดอย่างยิ่ง

            กระนั้น มนุษย์หินก็สิ้นชีพไปแล้ว!

            “แม่งเอ๊ย หมัดเดียวก็จบ!” ฉู่เฟิงเอ่ยเรียบๆ

            ยังเหลือคนสุดท้ายอีกคน ซึ่งเป็นคนที่ฉู่เฟิงรู้สึกว่าอันตรายอย่างมากมนุษย์พิเศษที่ยืนอยู่บนลาวา ตอนนี้ เขากุมศีรษะ นั่งพิงต้นไม้ใหญ่อยู่

            คนผู้นี้แข็งแกร่งเป็นพิเศษ ถึงแม้จะถูกเสียงสะท้อนเข้าไปจนสภาพจิตใจแทบพังทลายยับเยิน หากยังคุมสติรับรู้ได้อยู่ ดวงตาแดงฉานจ้องเขม็งที่ฉู่เฟิง

            “ตายหมดแล้ว มือเปื้อนเลือด เหยียบย่ำบนซากศพของเหล่ามนุษย์พิเศษคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าคนธรรมดาที่คิดไว้ ก็คือยอดฝีมือคนนั้นนั่นเอง”

            เขารู้จักฉู่เฟิง ความที่เขาเป็นหัวหน้าของทีมมนุษย์พิเศษจึงเคยเห็นรูปฉู่เฟิงมาก่อน รู้ถึงเงื่อนงำที่ซ่อนเร้นไว้ด้วยซ้ำ

            “เข้ามาเลย” ฉู่เฟิงบอก น้ำเสียงไม่ดังนักหากทรงพลัง

            โครม!

            มนุษย์พิเศษคนนั้นปลดปล่อยเปลวไฟร้อนแรงทั่วร่าง แสงไฟแดงเดือด พวยพุ่งสูงขึ้นไปสิบกว่าเมตรไม้ใหญ่โดยรอบถูกเผาไหม้เป็นเถ้าถ่าน

            เขาไม่อยากงอมืองอเท้ารอความตาย แหงนหน้ากู่ร้องก้องฟ้ากระตุ้นพลังครั้งสุดท้าย แล้วทะยานเข้าหาฉู่เฟิง หมัดพุ่งออกไปพร้อมลาวาร้อนแรง

            ดินหินบนพื้นถูกเขาหลอมละลายทันทีที่กำปั้นระเบิดออกไปเป็นภาพอันน่าหวาดกลัว

            ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนผู้นี้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง เป็นยอดฝีมือของยอดฝีมือในสถานการณ์ปรกติ ย่อมไม่มีผู้ใดต้านทาน

            ทว่า ตอนนี้เขาอยู่ในสภาพทุลักทุเลอย่างยิ่ง ปวดศีรษะรุนแรง อีกอย่างหลังจากที่พลังเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า กลับลดลงอย่างฮวบฮาบ ไม่ส่งผลอะไรเลยแม้แต่น้อย

            ฉู่เฟิงผ่านการต่อสู้มาหลายครั้ง จึงเริ่มมีประสบการณ์เงาหมัดพุ่งออกไปด้วยพละกำลังมหาศาล วัวยักษ์สีดำปรากฏขึ้นทะยานออกไปพร้อมกับหมัดของเขา

            โครม!

            ป่าถูกทลายจนราบเป็นหน้ากลอง พวกต้นไม้โบราณหักโค่นพื้นที่ตรงนี้เหมือนกับระเบิดลง!

            ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะการปะทะของคนทั้งสอง

            “อั่ก!”

            ในเปลวเพลิง กลางบ่อลาวา มนุษย์พิเศษคนนั้นกระอักเลือด กุมศีรษะเขาปวดหัวสุดประมาณ เสียงร้องคำรามของวัวยักษ์แทรกสะเทือนจนเลือดทะลักออกมาจากทวารทั้งเจ็ด

            หมัดของฉู่เฟิงเมื่อรวมพลังจนสร้างวัวยักษ์ร่างเทพสูงสุดแล้วพละกำลังมหาศาล ทะลุทะลวงผ่านเปลวเพลิงและลาวา พุ่งเข้าซัดใส่กลางอกของมนุษย์พิเศษ

            “เพราะน้ำยาสูตรใหม่นั่นทีเดียว!” มนุษย์พิเศษคร่ำครวญสองตาแดงดั่งเลือด ใบหน้าบิดเบี้ยว ความรู้สึกไม่ยอมแพ้รุนแรงแม้แต่พลังธรรมดาเขายังไม่สามารถดึงออกมาใช้ได้

            ที่จริงเขาแลดูบึกบึนกำยำ หากนั่นเป็นเพียงโครงร่างอันว่างเปล่า!

            ทันใดนั้น ฉู่เฟิงรู้สึกถึงอันตราย พลันแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธบินวนกลับมาแล้ว

            เขาหลบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว

            ก่อนหน้านี้ นักบินเองก็โดนผลกระทบจากการโจมตีของคลื่นเสียงอันน่ากลัวนั้นจึงรีบผละออกห่าง สติสัมปชัญญะกระเจิดกระเจิงจนเครื่องเกือบร่วงตก

            เขาบังคับเครื่องบินออกห่าง เป็นนานจึงวนกลับมาเพียงเพื่อจะโดนโจมตีอีกรอบ

            โครม!

            เสียงระเบิดดังสนั่นป่า กระสุนปืนอาร์พีจีร่วงใส่พื้นที่บริเวณนั้น

            หัวหน้าทีมมนุษย์พิเศษเองก็ถูกแรงระเบิดและเศษหินกระแทกใส่จนตัวลอยตอนนั้นเอง เขารู้สึกลำคอเย็นวาบ จากนั้นเห็นมือคู่หนึ่ง

            ฉู่เฟิงยกกระบี่สั้นขึ้น แล้วฟันลง เงาดำสายหนึ่งวาดผ่านอากาศเสียงฉึกดังขึ้นตรงศีรษะของมนุษย์พิเศษ แล้วลอยหวือไปไกล

            นัยน์ตาหัวหน้าทีมมนุษย์พิเศษฉายแววสิ้นหวังและพรั่นพรึงไปพร้อมกันคู่มือคนนี้น่ากลัวเกินไป กลางแรงระเบิด ยังกล้าแฝงตัวเข้าใกล้เพื่อจะเก็บชีวิตเขา

            ฉู่เฟิงฉากตัวออกห่างรวดเร็ว หลบเข้าป่าลึก ท่าทางสบายๆ สงบเยือกเย็น

            ไม่นานนัก เขาก็พบฐานบัญชาการ ข้างในมีอยู่ไม่กี่คนล้วนแล้วแต่พกอาวุธปืนทุกรูปแบบ ฉู่เฟิงแฝงตัวเข้าไป เขาลงมืออย่างเลือดเย็นท่ามกลางสายตาหวาดกลัวของคนพวกนั้น

            นาทีต่อมา เขาได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ จึงแบกอาร์พีจีกระบอกหนึ่งเดินออกไปโต้งๆ แล้วยิงขึ้นฟ้า

            ตูม!

            กลางอากาศ แสงไฟพุ่งเข้าหา เฮลิคอปเตอร์ระเบิดรุนแรงไม่มีชิ้นดี

            อำเภอเมือง ในคฤหาสน์

            เสียงเปียโนเรื่อยไหลดั่งสายน้ำ พลิ้วไหวดุจผีเสื้อจังหวะดนตรีเปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณ ตัวโน้ตทุกตัวมีชีวิตชีวาเป็นเสียงที่ออกมาจากนิ้วเรียวขาวที่ดีดพลิ้วบนคีย์

            เสียงนี้แสดงถึงอารมณ์ของสวี่หวั่นชิง เธออารมณ์ดีอย่างถึงที่สุด

            เมื่อเสียงเปียโนหยุดลง เธอลุกขึ้นแล้วหันไปทางมู่ ยิ้มพลางถาม“รู้ผลหรือยัง?”

            “ใกล้แล้ว ไม่น่าจะมีภาคต่อนะ” มู่ยิ้มน้อยๆเขารู้ดีว่าผลลัพธ์มันถูกกำหนดเอาไว้แล้ว

            ตอนนี้เอง เสียงเครื่องมือสื่อสารดังขึ้น คนในห้องทั้งสองคนยิ้มให้กัน

            “ตายแล้วครับ... ทุกคน... ตายเกลี้ยงเลย!”เสียงหอบหายใจหนักๆ ดังมาจากอีกฟากของเครื่องมือสื่อสารน้ำเสียงของคนผู้นั้นกระหืดกระหอบ หวาดกลัวสุดชีวิต

            “แกว่าไงนะ?” มู่กระเด้งตัวลุกขึ้นนั่งทันควัน

            “มนุษย์พิเศษทั้งหมดถูกฆ่าไม่เหลือ มัน...เหมือนกับ...ปีศาจ!” อีกฟากพูดด้วยเสียงกระท่อนกระแท่น เขารอดชีวิตมาได้ แต่ก็ตกใจแทบตาย

            “พูดให้ชัดซิ เรื่องมันยังไง?!” มูหน้าเปลี่ยนสีตะคอกใส่คนผู้นั้น บอกให้เขาเล่าเรื่องโดยละเอียด

            “อย่า...อ๊าก!” นั่นเป็นเสียงสุดท้ายที่ได้ยินแสดงถึงความหวาดกลัว คำพูดตัดจบลงแค่นั้น จากนั้นก็ไม่ได้ยินอะไรอีก

            ในป่า ฉู่เฟิงหยิบเครื่องมือสื่อสารของคนผู้นั้นขึ้นมาฟังทว่าปลายสายก็ไม่มีเสียงอะไร เป็นความเงียบอย่างยิ่งเป็นการเผชิญหน้าอย่างไร้คำพูด

            เขาไม่พูดอะไร ก็ยืนฟังมันอยู่อย่างนี้แหละ

            สุดท้าย อีกฝ่ายก็วางสายไป

            ฉู่เฟิงมุดเข้าป่าลึกอีกครั้ง ขุดคุ้ยไม่หยุดแล้วจัดการเก็บพวกที่ถืออาวุธหนักไปอีกหลายชุดเป็นการจัดการลบร่องรอยของตัวเองที่เกิดขึ้น

            หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมง ป่าก็เงียบสงบลงเสียที

            ฉู่เฟิงเช็ดคราบเลือดบนกระบี่สั้นสีดำ เสียบกลับเข้าไปในรองเท้าบูตเดินย่ำใบไม้ร่วง เดินผ่านป่าเขา เข้าสู่ตัวเมือง!