ตอนที่ 19 โรคความดันโลหิตสูง (1)
หลังจากที่ตรวจสอบทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว กู้เชียนเสวี่ยแยกเอาปัจจัยต่างๆ ที่เป็นอาการของโรคหัวใจออก เบื้องต้นสงสัยว่าเจิ้งซื่ออาจเป็นโรคที่คนไข้ส่วนใหญ่เป็นอย่างโรคความดันโลหิตสูง
เจิ้งซื่ออายุราวห้าสิบกว่าปี สมัยโบราณก็ถือว่าเป็นคนสูงอายุแล้ว กอปรกับรสอาหารที่หนักไปทางหวานมันเลี่ยน ทำให้มีรูปร่างที่อ้วนเล็กน้อย แต่ละวันก็คิดแต่แผนการต่างๆ อยู่ในใจ มีความเป็นไปได้ที่จะป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง แต่ชีพจรในตอนนี้เต้นแรงผิดปกติ อาจเพราะตัวนางกำลังตื่นตกใจ ทำให้กู้เชียนเสวี่ยสงสัยว่านางเป็นโรคนี้
แต่ในเมื่อมีข้อจำกัดเรื่องที่ไม่มีเครื่องวัดความดันโลหิตแบบนี้ ก็คงต้องพึ่งการตรวจวินิจฉัยทางด้านจิตวิทยาอย่างเดียวแล้ว
“พูดสิ ทำข้าร้อนใจไปหมดแล้ว!” เจิ้งซื่อร้อนใจขึ้นมาและมองกู้เชียนเสวี่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
กู้เชียนเสวี่ยตอบกลับ “ตอบไท่ไท่ผู้เฒ่า โรคนี้จะว่าร้ายแรงก็ร้ายแรง จะว่าไม่ร้ายแรงก็ได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
“เหตุใดเดี๋ยวก็ร้ายแรง เดี๋ยวก็ไม่ร้ายแรง เจ้าเด็กนี่อย่าได้แกล้งแหย่อยู่เลย รีบพูดออกมาเร็วเข้า” เจิ้งซื่อโน้มตัวมาข้างหน้า เสื้อคลุมไหล่หล่นไปตอนไหนก็ไม่รู้ตัว
“โรคความดันโลหิตสูงในระยะแรกนั้นอาจไม่มีอาการหรืออาจแสดงอาการไม่ชัดเจน มักพบเห็นกันอย่างที่ท่านกำลังเป็น เช่นเวียนหัว ปวดศีรษะ ปวดตึงบริเวณลำคอ อ่อนเพลีย หัวใจเต้นเร็ว vรวมถึงเวลาที่มีอาการเมื่อยล้า มีความเครียด อารมณ์ขึ้นลงไม่มั่นคง หากได้พักสักหน่อยก็จะดีขึ้นเป็นปกติ แต่หากอาการป่วยร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้กลายเป็นโรคอื่นแทน เช่น อาการปวดศีรษะ เวียนหัว ไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้ ความจำถดถอย แขนขารู้สึกชา ปัสสาวะกลางดึกบ่อยขึ้น หัวใจเต้นเร็ว แน่นหน้าอก และมีอาการอ่อนเพลีย
“เมื่อเป็นหนักขึ้น จะทำให้หมดสติ ชักเกร็ง อีกทั้งยังสามารถทำลายและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ สมอง ไต จนไปถึงอวัยวะภายในอย่างรุนแรงภายในระยะเวลาสั้นๆ อีกด้วย เช่น เป็นลม กล้ามเนื้อหัวใจตาย ไตวายเป็นต้น” กู้เชียนเสวี่ยอธิบายอย่างใจเย็น
“เหตุใดอะไรต่อมิอะไรเล่านี้ในคำพูดของเจ้า ข้าฟังไม่เข้าใจอยู่บ้าง” เจิ้งซื่อถามด้วยใบหน้าซีดเผือด
กู้เชียนเสวี่ยโกหกโดยที่สีหน้าไม่เปลี่ยนเลยแม้แต่น้อย “คำเหล่านี้ล้วนเป็นชื่อที่อยู่ในตำราเล่มนั้นเจ้าค่ะ พูดง่ายๆ คือ อาการของท่านยังเป็นแค่ระยะแรกเท่านั้น หากไม่รีบรักษาและปรับร่างกายละก็ อาการของโรคก็จะรุนแรงขึ้น เกรงว่าเครื่องในทั้งหมดคงได้ถูกทำลายสิ้น”
“เครื่องในหรือ!?” เจิ้งซื่อรีบยกมือขึ้นทาบบริเวณหัวใจของตน “เชียนเสวี่ย ย่าเองก็อายุปูนนี้แล้ว เจ้าจะมาทำให้ข้าตกใจกลัวเช่นนี้มิได้นะ”
กู้เชียนเสวี่ยหลุดหัวเราะ “ข้าไม่ได้จะทำให้ท่านตกใจเจ้าค่ะ แต่ไท่ไท่ผู้เฒ่าวางใจเถิด บำรุงรักษาร่างกายอย่างสบายใจก็พอแล้ว เพียงไม่กี่วันข้างหน้า ท่านก็สามารถกลับมาแข็งแรงเหมือนเดิมได้เจ้าค่ะ”
เจิ้งซื่อถอนหายใจออกมา “แล้วจะบำรุงอย่างไรเล่า”
กู้เชียนเสวี่ยเอ่ยด้วยรอยยิ้มบางๆ “อย่างแรกเริ่มจากเรื่องอาหารการกิน หลังจากนี้ต้องลดอาหารที่มีน้ำมันมาก กินอาหารรสอ่อน โดยเฉพาะมื้อค่ำ กินให้พออิ่ม อย่ากินเยอะ รองลงมาคือสภาพจิตใจในแต่ละวัน ไม่ควรแบกรับความคิดหรืออารมณ์ที่หนักมากเกินไป ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ควรแบ่งไว้คิด นี่ถึงจะเรียกว่าการบำเพ็ญร่างกายและจิตใจ”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่ากู้เชียนเสวี่ยเป็นพวกไม่ฝักใฝ่ในความรู้และไร้ซึ่งความสามารถ แต่ในวันนี้เจิ้งซื่อกลับอดที่จะเชื่อนางไม่ได้ รู้สึกเพียงตัวของกู้เชียนเสวี่ยนั้นมีพลังบางอย่างที่ทำให้ต้องนับถือ ทำให้คนเกิดความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง
ถึงขั้นที่...ในใจของเจิ้งซื่ออดไม่ได้ที่จะคิดว่า เหตุใดจู่ๆ กู้เชียนเสวี่ยถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ จากคนที่หยิ่งผยองมีความคิดเหมือนเด็กไม่รู้จักโต ตอนนี้กลับกลายเป็นคนที่สงบนิ่งและเฉียบแหลม
หากให้เจิ้งซื่อเลือก นางก็คงต้องเลือกกู้เชียนเสวี่ยที่ชาญฉลาดคนนี้ให้เป็นหลานของตน มิใช่กู้เชียนเสวี่ยที่เอาแต่ทำให้ขายหน้าคนนั้นแน่ๆ
“ข้าเขียนเทียบยาให้ไท่ไท่ผู้เฒ่าเลยดีกว่าเจ้าค่ะ” เอ่ยจบ กู้เชียนเสวี่ยก็ยื่นมือไปหยิบหมึกและพู่กันออกมาจากกล่องยา
รอยยิ้มของเจิ้งซื่อชัดขึ้นกว่าเดิม “ยายหนูเชียนเสวี่ย เจ้าเองก็เป็นถึงบุตรสาวสายตรงควบหลานสาวคนโตของตระกูลกู้ ข้าเองก็เป็นย่าของเจ้า วันหลังเจ้าไม่ต้องเรียกข้าว่าไท่ไท่ผู้เฒ่า ให้เรียกข้าว่าท่านย่าก็พอแล้ว แบบนี้จะได้ใกล้ชิดขึ้นมาหน่อย”
คิ้วของกู้เชียนเสวี่ยกระตุกเล็กน้อย ความจริงให้นางมองว่าจ้าวซื่อเป็นแม่ก็ยากมากแล้ว อย่างไรเสียคนเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นคนแปลกหน้า แต่เมื่อลองคิดดูแล้ว คนอยู่ใต้ชายคาเดียวกันก็ต้องก้มหัวให้กัน นางจึงเอ่ยเรียกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ท่านย่า”