หลังจากฉินฟงฟื้นคืนชีพกลับมาอีกครั้งภายในร่างของจู่ต้าเยียน เขาก็ใช้ชีวิตตามปรกติเฉกเช่นลูกศิษย์คนอื่นในพรรคเก้าั หากแต่ครั้งแรกที่ฉินฟงเดินออกมาจากห้องเก็บศพบรรดาศิษย์พี่ศิษย์น้องในฝ่ายโอสถต่างพากันตื่นตระหนกใกันเป็อย่างมาก พวกเขานึกว่าเห็นผีของจู่ต้าเยียนลุกขึ้นมาหลอก ฉินฟงต้องใช้เวลานานอยู่พอสมควรถึงจะทำให้ทุกคนเชื่อว่าจู่ต้าเยียนที่พวกเขาเห็นนั้นยังไม่ตายและรอดตายจากพิษร้ายกลับมาได้ราวกับปาฏิหาริย์
เหล่าลูกศิษย์ในฝ่ายรู้สึกอัศจรรย์ใจกับเหตุการณ์ที่เกิด แต่ก็เพียงไม่นานพวกเขาก็เลิกสนใจ เห็นจะมีเพียงศิษย์พี่ใหญ่ต้าเฉินผู้เดียวที่รู้สึกยินดีปรีดาเมื่อเห็นจู่ต้าเยียนฟื้นจากความตายกลับมา
ฉินฟงในร่างก็รู้สึกว่าจู่ต้าเยียนโชคดีที่ในฝ่ายยังมีคนที่รักและเอ็นดูเขาเช่นนี้ แต่ก็มีบางคนที่ฉินฟงรู้สึกแปลกๆ เมื่อได้พบเจอ ซึ่งก็คือ ิเจียวจู และ อู๋กวนเหลียง สองศิษย์พี่ชายหญิงแห่งฝ่ายโอสถ
เมื่อข่าวการฟื้นคืนชีพของจู่ต้าเยียนแพร่กระจายไปทั่วพรรคราวกับไฟล่ามทุ่งในเวลาอันรวดเร็ว ดูคนคู่นี้จะตื่นเต้นใเป็ที่สุดยิ่งกว่าผู้ใด พวกเขาทั้งสองรีบรุดมาดูจู่ต้าเยียนทันที วินาทีแรกที่พวกเขาเห็นศิษย์น้องร่างอวบอ้วนนั่งอยู่โดยมีศิษย์น้อยใหญ่รายล้อม คนทั้งคู่ดูจะใสุดขีดใบหน้าซีดเผือดราวกับเห็นผี ก่อนที่จะแสร้งฝืนยิ้มและเขามาแสดงความยินดีกลับจู่ต้าเยียนทันที ซึ่งการกระทำเช่นนี้ต่อให้เด็กน้อยอายุ 5 ขวบก็ยังมองออกว่าไร้ซึ่งความจริงใจแม้แต่นิดเดียว ฉินฟงในร่างจู่ต้าเยียนรู้สึกตะขิดตะขวงใจในท่าทีของสองคนนี้แต่ก็แกล้งเออออห่อหมก เล่นละครตามน้ำไปเพื่อไม่ให้เกิดพิรุธจนมีคนสงสัย..
ข่าวเื่คนตายแล้วฟื้นคืนชีพไม่ได้รู้กันแค่ฝ่ายโอสถแต่ยังมีการเล่าต่อๆกันจนสุดท้ายก็ล่วงรู้กันไปทั่วพรรคในเวลาไม่นาน…แต่มันก็เพียงแค่ไม่กี่วันทุกคนจึงเลิกสนใจไป เพราะมีข่าวใหม่ที่สนใจกว่าเข้ามาแทน ซึ่งก็คือข่าวของการแต่งตั้งเ้าสำนักคนใหม่แทนที่ปรมาจารย์ไท่หยวนอี้ที่จะสละตำแหน่งและละสังขาร ในเวลาอีกประมาณสิบกว่าวันที่จะถึง
จากสภาพของพรรคที่เดิมวุ่นวายอยู่แล้วกลับวุ่นวายหนักขึ้นไปอีก เกิดเื่ถกเถียงกันไปทั่วต่างฝ่ายต่างก็อยากให้รองเ้าสำนักที่ดูแลในแต่ล่ะฝ่ายของตนขึ้นเป็เ้าสำนักแทน ทะเลาะล่ามไปถึงจะใช้กำลังกันก็มี แต่น่าเ็ปยิ่งกว่าคือาุโที่ดูแลกลับละเลยไม่สนใจ พวกรองเ้าสำนักก็เช่นกัน
ตอนนี้ไม่มีความปรองดองสามัคคีเหลืออีกแล้ว มีเพียงคำว่าอำนาจเท่านั้น ที่ทุกคนอยากรู้ว่าใครจะได้ไป..
ไท่หยวนอี้ที่เป็กายละเอียดก็ได้แต่เฝ้ามองทุกอย่างด้วยความเศร้าใจ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเพียรสร้างมาตลอดระยะเวลากว่าแปดสิบปีกำลังจะกลายเป็อดีต ไท่หยวนอี้ตั้งใจสร้างพรรคนี้ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากและผดุงคุณธรรมจากพวกพรรคมาร แต่ดูทุกอย่างในเวลานี้มันแทบจะไม่หลงเหลืออะไรที่เขา้าจะให้เป็อีกต่อไปแล้ว มันคงจะดีไม่น้อยหากผู้สืบทอดพรรครุ่นต่อไปเป็คนดีมีคุณธรรม หากเป็เช่นนั้นเขาคงจากไปได้อย่างสบายใจและหมดห่วง ยิ่งคิดมันก็ยิ่งน่าเสียดายจริงๆ
ครั้นจะโทษว่าเป็วิชาฌานขั้นสูงที่เขาฝึกมาตลอดยี่สิบปีก็คงก็มีส่วนอยู่บ้าง ไท่หยวนอี้เมื่อตอนอายุ 60 ปี ได้พบกับพระรูปหนึ่งและสนทนาธรรมกันอย่างถูกคอก่อนที่พระรูปนั้นจะมอบ คัมภีร์ที่ชื่อว่า
ฌานบรรลุไร้ขอบเขตให้แก่ไท่หยวนอี้ เนื้อหาในคัมภีร์เป็เื่ของการเข้าฌานทำสมาธิอย่างต่อเนื่องเมื่อฝึกสำเร็จจะสามารถถอดจิตละสังขารและก้าวไปยังดินแดนแห่งการหลุดพ้นได้ แต่วิธีนี้จำเป็จะต้องอยู่ห้องลับเก็บตัวเป็เวลาอย่างน้อยๆ ก็ยี่สิบปีขึ้นไปถึงจะสำเร็จมรรคผล
ไท่หยวนอี้มองว่าอายุของตนก็มากแล้ววันหนึ่งก็ต้องจากโลกไปอยู่ดี เขาจึงเลือกที่จะศึกษาคัมภีร์เพื่อหลุดพ้น ก่อนที่ไท่หยวนอี้จะเริ่มเข้าฌานอย่างจริงจังเข้าไม่ได้สละตำแหน่งให้สหายผู้ก่อตั้งพรรคมาด้วยกันทั้งสามคนเนื่องจากมองว่าอายุอานามก็พอๆกับตัวเอง หากขึ้นเป็เ้าสำนักก็คงอยู่ไม่นาน ไท่หยวนอี้จึงมองไปที่ศิษย์เอกรุ่นหลานซึ่งก็คือ หลู่อี้ไป๋ ลูกชายของ หลู่อี้ถัง
ตอนนั้นหลู่อี้ไป๋ถือว่าเป็ศิษย์เอกที่มีฝีมือโดดเด่นยิ่งกว่าศิษย์คนอื่น..แต่เสียอย่างเดียว เขาเป็คนหนุ่มที่ใจร้อน อ่อนประสบการณ์ ทะนงตนมีความทะเยอทะยานสูง ซึ่งไม่เหมาะจะเป็เ้าสำนักสักนิดเดียว ส่วนจางเทียนจื้อ ลูกชายของ จางซุนเจี่ย นั้นแม้จะเป็คนดีมีคุณธรรมเหมาะสมที่จะเป็ผู้นำแต่ในด้านฝีมือการต่อสู้เวลานั้นเทียบกับหลู่อี้ไป๋ไม่ได้เลยสักนิดและที่น่าเสียดายก็คือ ฟู่เทียนซาน นั้นกลับเลือกที่จะอยู่เป็โสดเขาจึงไร้ทายาทสืบสกุล
เมื่อเป็เช่นนี้ไท่หยวนอี้จึงยังไม่ได้สละตำแหน่งให้ใคร เขาได้แต่หวังว่าศิษย์รุ่นหลานในอนาคตอาจจะดีพอที่สืบทอดตำแหน่งจากเขาก็เป็ได้ แต่ก็อย่างที่รู้ๆกันว่าหลู่อิงฉานมีนิสัยเป็เช่นไร
เสี้ยวอี้หลานเพียบพร้อมทั้งบุ๋นและบู๊แต่นางเป็สตรีแถมยังไม่ใช่ลูกแท้ๆ ของจางเทียนจื้ออีก หากนางจะขึ้นเป็เ้าสำนักคงมีแต่คนครหาและต่อต้าน เฟยเทียนและต้าเฉินนั้นก็พอจะมีแววแต่ใครจะผลักดันเล่าในเมื่อพวกเขาไม่ใช่ลูกหลานโดยตรงของพรรค
ไท่หยวนอี้ได้แต่คิดถอดถอนใจอยู่เป็เวลานานหลายวัน ก่อนจะตัดสินใจปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติ มีเกิดก็ย่อมมีดับ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ชั่วกาล จากนั้นเขาจึงเรียกสหายทั้งสามเข้ามาหารือก่อนจะบอกเล่าทุกอย่างที่จะทำให้ฟัง ทั้งสามไม่มีใครคัดค้านและสัญญาว่าจะดูและพรรคเก้าัให้เป็อย่างดีสืบไป ไท่หยวนอี้จึงได้เข้าไปเก็บตัวในห้องลับนับั้แ่นั้นเป็ต้นมาและเมื่อใกล้จะถึงกำหนดเข้าจึงได้ถอดจิตมาบอกแก่สหายทั้งสามให้เตรียมตัวเลือกเ้าสำนักคนใหม่ ทุกอย่างจึงเป็ดังเช่นที่เห็นในเวลานี้..
ณ ลานกว้างซึ่งเป็ที่ฝึกวรยุทธ์ของพรรคเก้าั
ยามนี้เป็เวลาค่ำ ราวๆ สี่ทุ่ม คืนเดือนหงาย พระจันทร์ส่องสว่างชัดเจน รอบด้านเงียบสนิท มีเพียงแสงไฟจากคบเพลิงที่ถูกจุดไว้สามสี่อันโดยรอบ คนส่วนใหญ่ในเวลานี้หลับนอนกันหมดแล้ว ยกเว้นชายร่างอวบอ้วนคนหนึ่งในชุดผ้าสีฟ้าครามที่กำลังยืนอยู่ในท่าร่างของการต่อสู้ ก่อนจะปล่อยหมัดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เหงื่อกาฬไหลซึมออกมาทั่วร่าง ฉินฟงในร่างของจู่ต้าเยียนนั้นเอง..
เขาแอบมาฝึกฝนอยู่ที่นี้ได้ราวๆ สามคืนแล้ว เพื่อให้ตนชินกับร่างกายใหม่ที่ได้รับมา แต่เนื่องจากจู่ต้าเยียนเป็คนอ้วนอีกทั้งยังไม่เคยฝึกวรยุทธ์ใดๆ จึงทำให้เป็การยากลำบากมากที่ฉินฟงจะปรับตัวได้
เขาใช้เวลาฝึกอยู่ไม่ถึง 5 นาทีก็รู้สึกเหนื่อยจนเหมือนจะขาดใจตาย หัวใจก็เต้นเร็วจนน่ากลัว นี่มันไม่ใช่เื่ดีเลย แต่เขาจะโทษจู่ต้าเยียนก็ไม่ได้เพราะเดิมต้าเยียนเป็คนของฝ่ายโอสถกับอาวุธเื่ฝึกวิชานั้นลืมไปได้เลยไม่ว่าจะเพลงกระบี่หรือลมปราณใดๆ
แต่ก็ใช่ว่าคนในฝ่ายจะไม่มีฝีมือต่อสู้หรือวรยุทธ์ป้องกันตัวเลย ลูกศิษย์ทุกคนในพรรคจำเป็จะต้องมีเพลงกระบี่พื้นฐานกับพลังลมปราณขั้นต้นอยู่แล้ว แต่สำหรับจู่ต้าเยียนดูเหมือนว่าจะเป็ข้อยกเว้นเขานั้นไม่มีอะไรติดตัวเลยสักอย่าง นอกจากความรู้นิดๆ หน่อยๆ เื่สมุนไพร แต่ที่มีเยอะสุดในหัวน่าจะเป็เื่ตำราอาหารกับของอร่อยๆ ฉินฟงพบความทรงจำและรสชาติมากมายในหัวซึ่งเคยเป็ของจู่ต้าเยียน
ฉินฟงหอบแฮ่กๆ แต่ก็ยังคงไม่หยุดฝึกแม้ว่าเขาจะเหนื่อยแค่ไหนก็ตาม ตัวของเขานั้นยังจดจำเพลงกระบี่พื้นฐานของพรรคมารเมื่อตอนยังมีชีวิตอยู่ได้ดี แต่จะให้เอาออกมาใช้มีหวังได้ตายรอบสองเป็แน่ พลังลมปราณและพลังวัตรยังคงอยู่แต่มันก็เป็เพียงแค่พลังชั้นปลายแถว
โดยส่วนใหญ่สวะต่ำต้อยหรือเบี้ยที่ใช้แล้วทิ้งเช่นตัวเขา พรรคมารจะไม่ถ่ายทอดวรยุทธ์ขั้นกลางใดๆให้อยู่แล้ว เพราะหนึ่งเสียเวลาเกินไปและสองหากวันหนึ่งคนเหล่านี้คิดทรยศอาจไม่เป็ผลดีกับพวกมันก็ได้..
ฉินฟงยังคงก้มหน้าก้มตาฝึกต่อไปและในตอนนั้นเองก็ได้มีเสียงใสๆ ของสตรีนางหนึ่งร้องทักขึ้น จนเขาต้องเหลียวไปมอง “นี่เ้า!! กำลังทำอะไรอยู่? ” สตรีผู้นั้นสวมชุดผ้าไหมสีฟ้าในมือถือกระบี่ยาว ใบหน้าอ่อนเยาว์ งดงามราวกับเทพธิดาบน์ รูปร่างอรชร ยิ่งแสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบร่าง ผิวของนางก็ยิ่งเปล่งประกายราวกับหยก ดวงตาราวกับหยาดน้ำค้างในฤดูใบไม้ร่วง จมูกโด่งได้รูปกับคางเรียวงามประหนึ่งประติมากรรมชั้นเอกก็ไม่ปาน ฉินฟงถึงกับยืนนิ่งมองตาค้างพูดอะไรไม่ออกเพราะนางคือ เสี้ยวอี้หลาน หญิงสาวที่เขาหลงใหลมาั้แ่ครั้งยังเป็ผีเร่ร่อนในพรรค
เสี้ยวอี้หลานเอียงคอมองชายร่างอวบอ้วนด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าคนผู้นี้มาทำอะไรที่ลานฝึกยามวิกาล ก่อนที่นางจะสังเกตเห็นท่าทางและหยาดเหงื่อตามร่างกายของเขา นางเผยรอยยิ้มออกมาและกล่าวถามขึ้นด้วยท่าทางใ “อย่าบอกนะว่าเ้า…กำลังฝึกร่างกายอยู่!!” ฉินฟงยิ้มแห้งๆ ด้วยท่าทางเคอะเขินก่อนจะผงกศีรษะตอบกลับ นั้นทำให้เสี้ยวอี้หลานรู้สึกประหลาดใจหนักว่าเดิมนางไม่เคยพบศิษย์ในสำนักคนไหนที่จะออกมาฝึกฝนยามนี้มาก่อน แถมคนผู้นี้ยังมีรูปร่างที่ไม่เหมือนคนฝึกยุทธ์มาก่อนด้วย เสี้ยวอี้หลานเกิดความสนใจในตัวของฉินฟง นางจึงได้เดินเข้ามาหาเขาใกล้ๆ
ฉินฟงรู้สึกตื่นเต้นใและทำตัวไม่ถูกมือไม้เย็นเฉียบด้วยความประหม่า และเมื่อเสี้ยวอี้หลานเข้ามาใกล้ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมบางอย่างลอยแ่เบาออกมาจากผิวกายของนาง มันเป็กลิ่นที่ทำให้ชายใดก็ตามที่ได้อยู่ใกล้ไม่อาจควบคุมความรู้สึกของตัวเองได้ “นี่เ้า..เป็อะไรรึเปล่า ข้ากำลังถามเ้าอยู่นะ”เสี้ยวอี้หลานเอ่ยปากถามขึ้นอีกครั้งจนฉินฟงได้สติคืนกลับมา “ อ่อ..เอ่อ..ข้าขอโทษที พอดีใจนลืมตัวไปหน่อย เ้าถามข้าว่ามาฝึกร่างกายอยู่ใช่หรือไม่ ใช่ข้ากำลังฝึกร่างกายอยู่พอดีเห็นว่ายามนี้มันเงียบสงบดี”ฉินฟงกล่าวตอบเสี้ยวอี้หลานไปอย่างตะกุกตะกักด้วยความตื้นเต้นเพราะนี้เป็ครั้งแรกที่เขาได้สนทนากับนาง
“เช่นนั้นเองหรอกรึ..ข้าเองก็ชอบมาฝึกที่นี่ เวลานี่เหมือนกัน มันเงียบและสงบมีสมาธิดี..จริงสิ ว่าแต่เ้าเป็คนฝ่ายใดกันทำไมข้าถึงไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน” เสี้ยวอี้หลานเอ่ยปากถาม ฉินฟงรู้สึกดีใจมากขึ้นไปอีกเมื่อผู้หญิงที่เขาใฝ่ฝันสนใจอยากจะรู้จัก “ขะ…ข้า มีนามว่า ฉินฟะ...เอ่อ ไม่ใช่ๆ ข้ามีนามว่า จู่ต้าเยียนเป็คนของฝ่ายโอสถ..” ฉินฟงเกือบจะหลุดปากพูดชื่อจริงออกมาแต่ก็ยั้งปากไว้ได้ทัน ก่อนที่จะพูดชื่อจู่ต้าเยียนออกมาแทนพร้อมกับบอกถึงสังกัดในพรรคที่อยู่
พอเสี้ยวอี้หลานได้ยินที่ฉินฟงบอกแบบนั้นนางก็ตะลึงเป็อย่างมาก เพราะนอกจากชายอวบอ้วนผู้นี้มาจากฝ่ายโอสถแล้วเขายังเป็คนที่ใครหลายคนพูดถึงเมื่อหลายวันก่อนเื่ที่ตายและฟื้นกลับขึ้นมาใหม่
นางเบิกตาโพลงเผยรอยยิ้มกว้างที่แสดงอาการตื่นเต้นออกมาจนลืมตัว “เ้า!! เ้า!!นั้นเองที่เจียวจูและศิษย์คนอื่นๆ พูดถึงกันเมื่อหลายวันก่อนศิษย์ที่เสียชีวิตไปและฟื้นคืนชีพกลับมาได้”
อากัปกิริยาท่าทางตื่นเต้นดีใจของเสี้ยวอี้หลานในสายตาของฉินฟงเวลานี้มันช่างดูน่ารักน่าเอ็นดูเสียเหลือเกิน ความสดใส ไร้เดียงสาที่นางแสดงออกมาตรงๆ มันช่างทำหัวใจของฉินฟงรู้สึกกระชุ่มกระชวยมีพลังอย่างบอกไม่ถูก
เสี้ยวอี้หลานกล่าวต่อ “แล้วนี่เ้าฝึกไปถึงไหนแล้วไหนลองแสดงฝีมือให้ข้าดูหน่อย บางทีข้าอาจจะช่วยชี้แนะให้” เมื่อได้ฟังประโยคนี้ฉินฟงก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นดีใจแต่ว่าเขาจะแสดงอะไรให้นางดูกันล่ะ ในเมื่อสิ่งที่เขามีเป็วิชาของพรรคมาร ถ้าแสดงออกไปนางคงสังหารเขาทิ้งเป็แน่ ฉินฟงก็เลยบอกออกไปว่าไม่มีวรยุทธมีก็แค่ท่าฝึกร่างกาย ต่อยๆ เตะๆ พอยืดเส้นยืดสายแก้เมื่อยเท่านั้น เสี้ยวอี้หลานก็เลยถามว่าเขาอยากฝึกอย่างจริงจังไหม ถ้าอยากนางยินดีจะสอนให้ซึ่งคำตอบที่ออกจากปากของฉินฟงคงไม่ต้องเดาว่าตกลงหรือไม่ แต่นางไม่อาจสอนให้เวลานี้ได้ เนื่องจากเกรงว่าหากมีใครมาพบเข้าคงดูไม่เหมาะสม เสี้ยวอี้หลานจึงนัดกับฉินฟงเป็่เย็นของวันพรุ่งนี้เวลานี้ที่เดิม ก่อนที่นางจะหันหลังและเดินจากไป
ยามนั้นฉินฟงรู้เหมือนว่าตนเองโชคดีราวมีคนเอาหีบใส่แก้วแหวนเงินทองใบใหญ่มาวางกองตรงหน้า ใครจะไปคิด ว่าเขาจะได้พานพบกับเสี้ยวอี้หลาน หญิงสาวผู้เพียบพร้อมทั้งรูปร่างและฝีมือและยังเป็ศิษย์เอกอันดับหนึ่งของฝ่ายลมปราณแถมยังมาสอนวรยุทธ์ให้เขาเป็การส่วนตัวอีก ถ้านี้ไม่เรียกว่าโชคดีก็ไม่รู้จะว่าอะไรแล้ว
หลังจากฉินฟงฝึกเสร็จเข้าก็กลับไปที่ห้องพักด้วยความตื้นเต้นกระวนกระวายถึงเื่ของวันพรุ่ง นี้แทบจนนอนไม่หลับ (แต่สุดท้ายก็หลับอยู่ดีเพราะความเหน็ดเหนื่อย)..
จบบทที่ 4
บทที่ 5 การปะทะที่มิอาจหลีกเลี่ยง!!!