บทที่ 4 ภารกิจฝึกสอน 2 (1)
แต่หลังจากที่เสียงการเริ่มระบบยุติลง กลับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสิ้น
"อะไรเนี่ย? นึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นซะอีก"
ผมนึกว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นจริง ๆ นะ แต่ว่า...ผมยกมือขยี้ตาตัวเอง หน้าต่างข้อความหายไปแล้ว ผมรีบหันมองรอบตัว
"มีอะไรผิดพลาดหรือเปล่า?"
ผมนำกระดาษทิชชู่มาทำความสะอาดกองอ้วกของตนเองและรอคอยอย่างเยือกเย็น แต่หลังจากนั้น ผ่านไป 10 นาทีก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอยู่ดี
ในขณะที่ผมรอคอย ผมก็สะดุดตากับกระจกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเตียงนอน เงาสะท้อนของชายหนุ่มที่อยู่ในกระจกกำลังแสดงถึงความอึดอัดใจ
"หน้าตาก็หล่อดีนี่...หล่อสุด ๆ ไปเลย"
ปกติ ผมไม่ใช่คนที่ใส่ใจเื่รูปร่างหน้าตาของคนอื่นสักเท่าไหร่ แต่ถ้าเป็พวกนักร้องดารา ผมว่าคนในกระจกก็มีหน้าตาดีไม่แพ้ใครเลยล่ะ แต่ในทันใดนั้น ท้องของผมก็ร้องขึ้นมาว่า้าอาหารแล้ว
"ต้องหาอะไรกินแล้วสินะ?"
ร่างกายของผมร่างนี้มีความแข็งแรงมากกว่าร่างกายเดิมที่อายุ 40 ปีของผมมากนัก ถึงจะอยู่ในสภาพหิวโหย แต่ร่างกายนี้ก็แข็งแรงกว่าร่างเดิมของผมหลายเท่า การเป็คนหนุ่มนี่มันดีจริง ๆ
อย่างแรก ดูเหมือนวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารในตู้เย็นจะยังไม่ทันหมดอายุ ได้การล่ะ ผมเห็นพวกมันในตู้เย็นแล้ว ผมจึงไปเปิดดูตู้เก็บของเพื่อหาว่ามีพวกของแห้งอะไรอีกหรือไม่ ผมเจออาหารกระป๋องจำนวนมาก รวมไปถึงพวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปด้วยเช่นกัน
"ไหนดูหน่อยซิ ใช่ปลาทูน่าหรือเปล่า?"
หลังจากตรวจสอบฉลากข้างกระป๋อง ผมก็เจอปลาทูน่ากระป๋องวางอยู่บนชั้นวางของ
เต้าหู้ พริกไทย กิมจิ และกระเทียม...
มีกระเทียมหรือเปล่านะ?
เมื่อผมกลับไปเปิดตู้เย็นดูอีกครั้ง ผมก็เจอซองใส่กระเทียมหั่นชิ้น ซึ่งน่าจะได้มาจากการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ โชคดีที่มันยังไม่หมดอายุ สามารถรับประทานได้อยู่
"สงสัยซื้อกิมจิของดีมาเลยสินะ สียังสดใหม่อยู่เลย"
ผมน้ำลายสอขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นกิมจิหน้าตาน่ารับประทานในตู้เย็น
คนเกาหลีมักจะอยากอาหารอยู่เสมอ ต่อให้จมูกหัก ร่างกายาเ็อย่างไร ธรรมชาติของมนุษย์ก็้ารับประทานอาหารเสมอ
และไม่มีอะไรจะอร่อยมากไปกว่าข้าวสวยอุ่น ๆ กับซุปกิมจิรสชาติเผ็ดร้อนอีกแล้ว
แล้วถ้ามีรามยอนต้มกินไปด้วย ก็ไม่มีอะไรจะดับความหิวโหยได้มากไปกว่านี้
"ในเมื่อรู้แล้วว่าจะทำอะไรกิน งั้นก็มาเริ่มกันเลยดีกว่า"
มีดทำครัวกับเขียงอยู่ในสภาพที่ไม่เคยถูกใช้งานเช่นเดียวกับเคาน์เตอร์ครัว ผมล้างอุปกรณ์ทุกอย่างให้สะอาดหมดจดและวางมันเอาไว้บนเคาน์เตอร์
พอผมเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว หัวใจของผมก็กระตุกวูบ
ความสัมพันธ์ในครอบครัวของผมเลวร้ายมาก มันทำให้ผมกับคู่หมั้นต้องเลิกลากัน เพราะครอบครัวของผมเข้ามาแทรกแซง
และที่ผมยังมีชีวิตอยู่ได้ในขณะนี้ ก็เพราะ้าจะทำภารกิจให้สำเร็จเท่านั้น
เมื่อผมเปิดกล่องใส่กิมจิที่เป็กล่องสุญญากาศ กลิ่นของกิมจิสดใหม่ก็ตีขึ้นมาเตะจมูกผมทันที
"กลิ่นหอมมาก"
แค่ได้กลิ่นก็รู้แล้วว่ากิมจิในกล่องนี้ต้องอร่อยแน่นอน โดยเฉพาะถ้ากินคู่กับรามยอน หรือนำไปย่างพร้อมกับเนื้อหมูสามชั้น
ผมกินแค่คนเดียว ดังนั้น เท่านี้ก็น่าจะพอแล้ว
ผมหั่นกิมจิให้มีขนาดพอดีกันและวางมันลงไปในหม้อที่รองก้นด้วยน้ำมันจากปลาทูน่า เพียงผัดกิมจิเล็กน้อย กลิ่นที่หอมหวนชวนน้ำลายไหลก็ตลบไปทั่วครัว
"หืม...นี่เป็ห้องพักแบบสตูดิโอ ต้องหาทางระบายกลิ่นแล้วสิ"
ผมรีบเปิดพัดลมระบายอากาศ แล้วอากาศก็ปลอดโปร่งมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อกิมจิได้ที่แล้ว ผมก็นำด้ามมีดมาทุบกระเทียมโยนใส่ลงไป เติมน้ำตาลเล็กน้อย กิมจิมีรสชาติเปรี้ยวเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว จึงจำเป็ต้องเติมหวานลงไปตัดเปรี้ยวบ้าง
ส่วนเต้าหู้ก็จะคายน้ำออกมา เพราะฉะนั้น ผมไม่จำเป็ต้องใส่น้ำมากเกินไป ผมเติมน้ำในจำนวนที่พอดี รอจนกระทั่งทุกอย่างเดือดก็ใส่ส่วนผสมอื่น ๆ แล้วกลิ่นที่คุ้นเคยก็ลอยขึ้นมาจากหม้อต้มที่กำลังเดือดปุด
สิ่งสำคัญในการทำซุปกิมจิก็คือต้องใส่เต้าหู้ลงไปก่อน ตามด้วยซอสถั่วเหลืองอีกเล็กน้อย แล้วทุกอย่างก็เป็อันเสร็จเรียบร้อย
ซุปกิมจิจะมีรสชาติเป็เอกลักษณ์ของตัวเอง แต่น่าเสียดายที่พวกบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในตู้เก็บของไม่มีเส้นรามยอนเลย
"รามยอน...เดี๋ยวต้องซื้อมาติดตู้เอาไว้บ้างแล้ว รวมถึงเส้นจับแช*[1]ด้วย"
หลังจากนั้น เนื้อทูน่าที่สะเด็ดน้ำมันแล้วก็ถูกวางลงไปประดับที่้าสุด เพียงเท่านี้ น้ำลายในปากผมก็แทบจะไหลออกมา
ระหว่างที่รอให้ซุปเย็นตัวลงสักเล็กน้อย ผมก็นำข้าวกึ่งสำเร็จรูปไปอุ่นในไมโครเวฟ
คนเราต่อให้เข้าไปในถ้ำเสือ ถ้ามีสติดีพอ ก็ยังสามารถรอดชีวิตกลับมาได้เสมอ
ถ้าท้องผมอิ่ม ผมก็จะมีสมาธิ แล้วผมก็จะสามารถคิดหาวิธีทำเื่ราวต่าง ๆ ได้อีกมากมาย
"กินก่อนดีกว่า"
หลังจากนั้น ผมก็เทข้าวลงไปในน้ำซุปรสเผ็ดสีแดง ก่อนจะตักมันเข้าปาก
"นี่! เปิดประตูเดี๋ยวนี้นะ! นายอยากจะทำให้ฉันเป็บ้าจริง ๆ ใช่ไหม!?"
น่าจะเป็เสียงของผู้ชายอายุ 30 ปีเศษ?
เสียงของเขาหยาบกระด้าง ผมไม่เคยได้ยินเสียงนี้มาก่อน เขากำลังเคาะประตูอย่างบ้าคลั่ง
"เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?"
ผมวางช้อนลง ประตูห้องถูกเขย่าอย่างแรง
"ตกลงจะไม่เปิดประตูใช่ไหม? ฉันให้เวลานาย 10 วินาที ไม่งั้นฉันจะเรียกคนมาแล้วนะ!"
โดยไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ผมรีบวิ่งไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว ผมจับลูกบิดประตูเอาไว้ คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามของประตูมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนผมััได้ผ่านทางลูกบิด
"นายอยากจะให้ฉันโดนเล่นงานจริง ๆ เหรอ?"
ถ้าผมเปิดประตูบานนี้ คงเป็ผมมากกว่ามั้งที่โดนเล่นงาน ไม่ใช่คนที่มาเคาะประตูหรอก
ในทันใดนั้น ผมรู้สึกถึงวิกฤตการณ์บางอย่าง และในจังหวะที่ผมกำลังลังเลอยู่นี้ หน้าต่างข้อความก็เด้งขึ้นมาอีกครั้ง
[ภารกิจฝึกสอน 1 ปรับตัวให้เข้ากับชีวิตใหม่ในฐานะชอนอีเซ - กิจกรรม : พบผู้จัดการ]
[้าจะเริ่มภารกิจฝึกสอนเลยหรือไม่?]
[ตกลง]
ในขณะนี้ มีตัวเลือกเดียวเท่านั้นให้ผมกดคือ [ตกลง]
ไม่มีตัวเลือกให้ผมกด [ปฏิเสธ] อีกแล้ว ผมจึงทำได้เพียงกด [ตกลง] อย่างรวดเร็ว
[เพื่อทำการปรับตัวให้มีความเป็ธรรมชาติมากยิ่งขึ้น เราจะมอบตัวช่วยให้คุณเป็กรณีพิเศษโดยไม่มีการคิดแต้ม]
"ว่าไงนะ?"
ผมยังไม่ทันได้ตั้งตัว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายก็กลายเป็ภาพขาวดำ แล้วเวลาก็หยุดเดิน แต่ในจังหวะเดียวกันนี้ ผมก็ได้ยินเสียงบทสนทนาระหว่างชอนอีเซกับผู้จัดการของเขาซึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีตที่หน้าประตู
"นี่ นายแอบกินขนมอีกแล้วเหรอ? วงใกล้จะคัมแบ็คแล้วนะ ไม่คิดจะเตรียมตัวหน่อยหรือไง?"
"ก็เพราะว่าพี่ไม่ให้ผมกินอะไรเลยไงล่ะ ผมไม่ใช่สัตว์นะที่จะได้กินแต่ผักพวกนั้นตลอดเวลา เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปออกกำลังกายเอง!"
"เมื่อวันก่อนฉันก็ได้ยินมาว่านายสั่งต๊อกบ๊กกีมากินไม่ใช่เหรอ!"
"แหม พอได้ยินเสียงของพี่ ผมก็กินอะไรไม่ลงอีกแล้วล่ะ เลิกมายุ่งกับผมสักที อย่าลืมสิว่าพี่อยู่ได้ก็เพราะเงินของพ่อแม่ผมนะ"
[1] วุ้นเส้นสไตล์เกาหลี