“เพราะจอมราชันย์สะท้านฟ้าพวกเรามีดวงตาที่เหมือนกัน...”
“นี่มัน?”
เมื่อเห็นดวงตาสีม่วงงามพิศวงบนใบหน้าของหลีอู่ซางแล้วฉู่เหินก็เบิกตากว้างหน้าซีดขาวลงทันตา “ท่านเองก็เป็กายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจหรือ?”
หลีอู๋ซางยิ้มน้อยๆ เพ่งสายตาแสงสีม่วงในดวงตาเลือนหายกลับมาเป็สีสันดังเดิม
“ใช่แล้ว! บังเอิญใช่ไหม!”
“เช่นนั้นท่านกับข้า?” ดวงตาฉู่เหินฉายแววเคร่งขรึมจริงจัง
หลีอู๋ซางลังเลมองเล็กน้อยก่อนจะหัวเราะออกมา “เ้าอย่าได้คิดมากไปเลยโลกนี้ช่างกว้างใหญ่ไพศาลนักผู้มีเนตรปีศาจสองคนจะมาประสบพบเจอกันโดยบังเอิญก็มิใช่เื่แปลกอันใดวันนั้นข้าเผอิญผ่านไปที่เมืองหลินเหยียนเข้าพอดีััรู้ถึงพลังสายเืเนตรปีศาจในกายเ้า ถึงได้ลงมือช่วยไว้”
“ที่แท้ก็เป็เช่นนี้!” ใบหน้าฉู่เหินปรากฏแววครุ่นคิดจางๆ
หลีอู๋ซางเผยแววตาซับซ้อนเล็กน้อยก็ลบเลือน เขาว่าต่อ“จะว่าไปก็นับเป็วาสนา ข้าจะสอนเ้าให้ควบคุมพลังเนตรปีศาจก็แล้วกัน”
ฉู่เหินแปลกใจและยินดี “รบกวนผู้าุโชี้แนะแล้ว!”
หลีอู่ซางผงกหัวเล็กน้อยก่อนจะเอื้อนเอ่ย“เหมือนเช่นขีดจำกัดสายเือื่นใดในโลก ต่อให้กายศักดิ์สิทธิ์แกร่งกล้าสักเพียงไหนก็ต้องอาศัยพลังตบะในกายเป็พื้นฐานหาไม่เช่นนั้นแล้ว ขีดจำกัดสายเืแข็งแกร่งปานใดก็หาสำแดงฤทธิ์เดชที่แท้จริงออกมาไม่...”
“ยกตัวอย่างที่พลังเ้าก่อนแล้วกัน กายศักดิ์สิทธิ์กับกายยุทธนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากจนเกินไปนักและพลังกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจยังเป็ฝ่าย ‘วิชาเนตร’ รอจนเ้าควบคุมพลังเนตรปีศาจได้ในภายหน้าพลังกายศักดิ์สิทธิ์จะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเองกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจแบ่งเป็เก้าขั้น แยกเป็หนึ่งดาวถึงเก้าดาว”
“ขั้นต่ำที่สุดคือหนึ่งดาว ขั้นสูงสุดคือเก้าดาวทุกครั้งที่เ้าบรรลุแต่ละขั้น เนตรปีศาจจะมอบพลังใหม่ให้แก่เ้าเนตรปีศาจเก้าดาวพลังอันน่ากลัวที่โลกต้องตกตะลึง”
หลีอู๋ซางหยุดพูดเล็กน้อยแล้วบอกกับฉู่เหินต่อ “สภาวะของเ้าในตอนนี้เพิ่งตื่นรู้พลังสายเืยังไม่ถึงขั้นเนตรปีศาจหนึ่งดาวเสียด้วยซ้ำ เหตุก็เพราะพลังกายศักดิ์สิทธิ์อ่อนแออย่างมากต้องเข้าใจวิชาเนตรพื้นฐานที่สุดให้ได้ก่อน แต่ทว่า วิชาเนตรมาตรนั้น แม้เป็ขั้นพื้นฐานก็ล้วนมีพลังที่น่าอัศจรรย์ใจทั้งสิ้น”
“วิชาเนตรพื้นฐานหรือ?” ฉู่เหินเผยแวววาดหวัง
“เ้าลองเคลื่อนพลังเนตรปีศาจดูสิ” หลีอู๋ซางว่า
ฉู่เหินพยักหน้า หลับตาลงแช่มช้า พลังหยวนแท้ในกายเคลื่อนไหวตามมาด้วยความรู้สึกร้อนที่เปลือกตาเล็กน้อย ฉู่เหินเบิกตาขึ้นมาเมื่อครู่ดวงตายังเป็สีดำสนิทกระจ่างใส หากแต่บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีม่วงอ่อนงามประหลาดไปเสียแล้ว
หลีอู่ซางมีแววยินดีหลายส่วน เขาเสริม “เ้าลองดูซิว่าข้าทำอะไร?”
‘ทำอะไรเล่า?’
ฉู่เหินชะงักเล็กน้อย มองอีกฝ่ายด้วยความสงสัยมิติในทัศนวิสัยเริ่มบิดเบี้ยวรางเลือน ฉู่เหินเพ่งหรี่สีม่วงคราหนึ่ง ชั่วขณะจิตภาพเส้นปราณใหญ่ทั้งหมดในกายหลีอู๋ซางกลับปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเขา
“ข้าเห็นเส้นปราณใหญ่ทุกเส้นในกายท่าน”
“แล้วมีอะไรอีก?” หลีอู่ซางถามเสียงต่ำ
“แล้วก็ แล้วก็...” ฉู่เหินเพ่งสายตา พลั้งปากเอ่ยออกไปทันที“ท่านกำลังเคลื่อนพลังหยวนแท้ให้ไปรวมกันที่มือซ้าย”
“ดีมาก!”
ครืนคราน!
หลีอู๋ซางเพิ่งพูดจบ ร่างฉู่เหินก็สั่นไหว พลังเนตรปีศาจหดหายลงอย่างรวดเร็วเนตรปีศาจสีม่วงงามล้ำกลับคืนเป็สีดำปกติสำหรับฉู่เหินในยามนี้ก็นับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว
“เมื่อครู่นั่นคืออะไรหรือ?”
หลีอู๋ซางยิ้มน้อยๆ แล้วจึงอธิบาย“เนตรปีศาจมองเห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของพลังหยวนแท้ในกายผู้อื่นได้เพราะเหตุนั้นถึงตัดสินได้ว่าอีกฝ่ายจะโจมตีด้วยกระบวนท่าเช่นไรในวินาทีถัดมาจะได้เตรียมการป้องกัน ทลาย และโต้กลับได้ในที่สุด”
“นอกจากเห็นทิศทางการเคลื่อนไหวของพลังหยวนแท้ในกายอีกฝ่ายแล้วพลังเนตรปีศาจยังช่วยเพิ่มพูนพลังทำลายล้างของกระบวนยุทธ์ที่ใช้ออกมาได้อย่างทบทวียิ่งนานวันเท่าใด เนตรปีศาจเพิ่มระดับขึ้นเท่าไร พลังกระบวนยุทธ์ที่ใช้จะเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น”
ได้ยินคำอธิบายจากหลีอู่ซางแล้วฉู่เหินก็ถอนใจด้วยความตะลึงในใจสารพัด
นี่เป็เพียงแค่วิชาเนตรขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้นสายเืเนตรปีศาจหนึ่งในสิบกายศักดิ์สิทธิ์สุดแกร่งในตำนานสมแล้วที่เป็ที่กล่าวขาน ไม่รู้เลยว่าเนตรปีศาจขั้นต่อๆ ไปในภายภาคหน้าจะพลังเช่นไร?
“รอจนเนตรปีศาจของเ้าเข้าขั้นหนึ่งดาว มันจะให้ ‘พลังวิปัสสนา’ แก่เ้าหากปล่อยวิชานี้จากสองตา จะเกิดพลังทำลายล้างอย่างสูง”
“สองดาวจะยิ่งเพิ่มอานุภาพพลังวิปัสสนาเนตรปีศาจขึ้นอีกมองทะลุความคิดและจิตใจคนอื่นได้ ทว่าต้องใช้อย่างระมัดระวัง หากต้องต่อกรกับศัตรูที่แกร่งกว่าตนมากจนเกินไป”
“เนตรปีศาจสามดาว...”
...
ไม่ว่าหลีอู๋ซางจะอธิบายสิ่งใด ฉู่เหินก็ฟังอย่างตั้งใจไม่ปล่อยผ่านแม้รายละเอียดเล็กน้อย
ผ่านไปประมาณครึ่งชั่วยามหลีอู๋ซางจึงถ่ายทอดความพิเศษและความสำคัญของกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจรวมทั้งวิธีใช้เนตรปีศาจขั้นเริ่มต้นให้แก่ฉู่เหินจนจบ
อดีตหนึ่งในสี่อัจฉริยะสำนักเส้าจงอย่างฉู่เหิน ย่อมมีพร์และความเข้าใจที่เลิศเลอเป็ทุนเดิมไม่นานก็รับสารที่อีกฝ่าย้าถ่ายทอดได้ทั้งหมด
“ขีดจำกัดสายเืของกายศักดิ์สิทธิ์ช่างลึกล้ำดังคาด!”
ฉู่เหินอุทานออกมาจากใจจริง หลังย่อยประเด็นสำคัญอันอัศจรรย์แปลกใหม่เข้าไปฉู่เหินก็ถามทันทีทันใด “ผู้าุโหลีเช่นนั้นขีดจำกัดสายเืที่แกร่งที่สุดในใต้หล้านี้คือลักษณะกายอันใดหรือ?”
หลีอู๋ซางหัวเราะ ดวงตาฉายแววเร่าร้อนและเลื่อมใสออกมาจางๆ หลายส่วน
“ขีดจำกัดสายเืที่แกร่งที่สุดในโลกคือ ‘กายเทพโกลาหล’!”
‘กายเทพโกลาหล?’
เพียงได้ยินคำว่า ‘โกลาหล’ คำนี้ขึ้นมาสมองของฉู่เหินก็ปรากฏร่างสีดำสูงหมื่นจ้างในสภาวะทำสมาธิเมื่อครู่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
กายั์สีดำทำให้ใจของฉู่เหินสั่นสะท้านอย่างบอกไม่ถูกเขาเกิดรู้สึกขึ้นมารางๆ ว่า ร่างสีดำนั้นเหมือนมิใช่พลังของเนตรปีศาจ
...
แต่พอเห็นท่าทางสงสัยไม่น้อยของฉู่เหินแล้วหลีอู่ซางก็หาได้คิดสิ่งใดมากมาย เขาจึงว่าต่อ “ข้ารู้จักกายเทพโกลาหลน้อยนิดนักใต้หล้านี้ไม่เคยปรากฏกายเทพโกลาหลมานานเกินหมื่นปีแล้วคงกล่าวได้ว่าขีดจำกัดสายเือันแข็งแกร่งเป็ยอดนี้สาบสูญอย่างสิ้นเชิง”
ฉู่เหินอึ้งไป “กายเทพโกลาหลสาบสูญหรือ?”
“ถูกต้อง กาลเวลาเปลี่ยนผัน ใต้หล้าไร้แล้วซึ่งกายเทพ” หลีอู๋ซางกล่าวด้วยน้ำเสียงเสียดายและโหยหาขึ้นมา“ส่วนความพิเศษของกายเทพโกลาหลนั้น ข้าเองก็ไม่เข้าใจ รู้เพียงว่ากายเทพโกลาหลสามารถรับพลังทั้งหมดในโลกนี้ไว้ได้”
“รับพลังทั้งหมดในโลกได้?”
“ใช่แล้ว!”
หลีอู๋ซางพยักหน้า “ความโกลาหลสร้างสรรพสิ่งกายเทพโกลาหลจึงรับพลังจากสรรพสิ่งได้ส่วนกายเทพโกลาหลจะแกร่งได้ถึงขั้นไหนน่ะหรือ? หาใช่สิ่งที่พวกเราจะคาดคะเนอันใดได้ ข้าได้ยินเพียงว่าความแข็งแกร่งของร่างกายกายเทพโกลาหลสามารถคานกับพลังทุกสิ่งได้แม้นฝึกฝนจนเข้าสภาวะขั้นสุดยอด ย่อมชี้นิ้วสั่งตายฟ้า ดีดนิ้วล้างโลกา...”
‘ชี้นิ้วสั่งตายฟ้า ดีดนิ้วล้างโลกา!’
ฉู่เหินเผยแววตกตะลึง กลัวว่าคงเป็ความฝันอันสูงสุดที่ผู้ใฝ่ฝันหาความเป็ยอดยุทธจะหาได้!
หลังคิดกลับไปกลับมาสักพักหนึ่ง ฉู่เหินจึงถามต่อ “ผู้าุโหลีเช่นนั้นบนโลกใบนี้ ไม่มีผู้ใดครองขีดจำกัดสายเืสองอย่างพร้อมกันใช่หรือไม่?”
“มหาภพพันภพ เต็มไปด้วยเื่มหัศจรรย์...” หลีอู่ซางตอบเป็กลาง
ฉู่เหินถอนใจโล่งอกแ่เบา เพ่งสายตาคิดหนัก
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนแล้วกัน! เ้าลองฝึกควบคุมพลังเนตรปีศาจตามวิธีที่ข้าสอนเ้าหากมีสิ่งใดไม่เข้าใจ ก็จงถามข้าได้โดยตรง”
หลีอู๋ซางทิ้งท้ายแสนอ่อนโยน
ฉู่เหินพยักหน้าน้อยๆ รับรู้ “ขอบพระคุณผู้าุโ!”
หลีอู๋ซางยกมือขึ้นเล็กน้อยก็หันหลังเดินจากไป
...
ไม่นานนัก ที่แห่งนั้นก็หลงเหลือแต่ฉู่เหินเพียงผู้เดียวสภาพแวดล้อมแสนสงบผ่องแผ้วกล่อมเกลาอารมณ์รุ่มร้อนในหัวใจ
‘กายยุทธแล้วอย่างไร?’
‘กายศักดิ์สิทธิ์แล้วอย่างไร?’
เป็ดังเช่นที่หลีอู๋ซางว่าไว้ ขีดจำกัดสายเืแกร่งกล้าแค่ไหนก็ต้องอาศัยตบะของตนเป็พื้นฐาน พื้นฐานไม่ได้เื่มีกายศักดิ์สิทธิ์ไปก็ไร้ค่า
หากพลังไม่มากพอ กายยุทธก็สังหารกายศักดิ์สิทธิ์ได้อยู่ดี
ฉับพลัน ฉู่เหินละทิ้งความคิดสัพเพเหระในใจตนเริ่มควบคุมและติดต่อกับพลังเนตรปีศาจตามวิธีที่หลีอู๋ซางสอนตนมา
‘ข้าฉู่เหิน สาบานจะไม่เป็ผู้อ่อนแอ!’
ครานี้ จะไม่ให้ใครหน้าไหนเหยียบย่ำศักดิ์ศรีลูกผู้ชายของเขาได้อีก
ต้องมีสักวันที่เขาจะควบคุมและใช้พลังแห่งสายเืกายศักดิ์สิทธิ์เนตรปีศาจได้อย่างสมบูรณ์แบบ
.............................