“วันนี้ฉันต้องเจอกับอะไรอีกเนี่ย”
“เมื่อวานเ้าเก่งมากเลยนะซาเอ๋อ เ้าเป็ศิษย์คนเดียวที่เริ่มต้นฝึกจากศูนย์เลย”
ใครบอกว่าเริ่มต้นจากศูนย์กันเล่า ฉันเริ่มต้นจากติดลบต่างหาก เมื่อวานฉันต้องยืนเป็กระต่ายขาเดียวอยู่ที่น้ำตกนั่นทั้งวัน ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กิน แต่ดีหน่อยที่ยังกินน้ำจากน้ำตกได้
การฝึกบ้าบออะไรกัน นี่มันเรียกว่าทรมานกันชัดๆ ไม่เห็นจะแตกต่างจากถ้ำที่มีน้ำขึ้นลงตลอดเวลานั่นเลย คิดมาถึงตรงนี้แล้ว...ก็อดนึกถึง่เวลาซึ่งอยู่ที่นั่นไม่ได้จริงๆ ถึงมันจะมีแต่ความทรงจำแสนเ็ป แต่ใบหน้าครึ่งซีกขาวซีดนั่นไม่เคยหายไปจากหัวของฉันได้เลยแม้สักวันเดียว
ตอนนี้เขากำลังทำอะไรอยู่ หรือว่ากำลังตามหาเราอยู่
แล้วทำไมจะต้องคิดถึงผู้ชายคนนั้นด้วย! เขาทั้งนิสัยไม่ดี พูดอะไรไปก็ไม่เคยเชื่อกันเลย ฉันเป็ผู้หญิงตัวคนเดียวแท้ๆ แต่เขาก็ยังทำกันได้ลงคอ ฉันไม่ควรคิดถึงคนแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ ไม่ควรคิดถึงเลยจริงๆ
“ซาเอ๋อ ซาเอ๋อ!”
“อะ อะไร...เรียกกันเบาๆ ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องะโใส่หูกันแบบนี้เลย” หูแทบบอด นั่งใกล้ๆ กันทำไมต้องะโนะยัยเด็กนี่
“ก็ข้าเรียกเ้าตั้งนานแล้ว เ้าก็ไม่ตอบ เห็นมองเหม่อไปไหนทางโน้นน่ะ”
“แล้วที่เรียกมีอะไรไม่ทราบ”
“วันนี้ศิษย์พี่ต้องลงเขาเพิ่มพลังปราณ นางให้ข้าสอนวิชาพื้นฐานเ้าไปก่อน”
“ฝึกพื้นฐานหรอ” ห่าวตู๋พยักหน้า ก่อนจะจูงมือฉันออกมาจากลานฝึกยุทธ์บนเนินผา “แล้วเราไม่ฝึกกันที่เดิมหรือ”
“ถ้าจะฝึกพื้นฐานต้องไปอีกที่หนึ่ง”
“หมายความว่าไง”
“ตามมา”
ฉันเดินตามห่าวตู๋ไปติดๆ เธอเดินมาหยุดยังริมหน้าผาสูงจนมองเห็นปุยเมฆที่กำลังลอยไปมาอยู่กลางอากาศ ห่าวตู๋กางแขนทั้งสองข้างออกพร้อมกันกับดีดตัวลงไปยังเบื้องล่าง วินาทีที่ห่าวตู๋ตีลังกาพุ่งลงไป ใจฉันสั่นไม่หยุดจนต้องรีบวิ่งไปดูว่าอีกฝ่ายเป็ยังไงบ้าง เบื้องล่างเป็สายน้ำขนาดใหญ่ซึ่งไหลไปไกลสุดลูกหูลูกตา บนพื้นด้านล่างหุบเขาใหญ่มีป่าไม้ขึ้นเขียวชอุ่ม ฉันมองลอยน้ำกระเซ็นน้อยๆ ยามร่างของห่าวตู๋พุ่งลงไป
ประมาณเกือบยี่สิบนาที ห่าวตู๋ก็มาปรากฏตัวที่ริมหน้าผาอีกครั้ง ด้วยสภาพเปียกมอมแมม แต่เ้าตัวกลับมีรอยยิ้มประดับอยู่บนใบหน้า เหมือนเวลาคนเรากำลังมีความสุข
“รู้ไหมซาเอ๋อ ข้านะชอบการฝึกพื้นฐานมากที่สุดในชีวิตเลย”
“ะโลงไปแบบนั้น เธอทำได้ยังไง ฉันเห็นรอยน้ำที่กระเซ็นจากตรงนี้เลยนะ”
“เ้าว่าอะไรนะ!”
“ทำไมเธอถึงกล้าะโลงไปจากหน้าผาที่สูง...”
“ไม่ใช่ๆ อีกประโยคสิคำหลังน่ะ” เธอแสดงอาการเหมือนคนกำลังเจอเื่ประหลาดใจ “พูดอีกรอบสิซาเอ๋อ”
“คือ...ฉันเห็นรอยน้ำกระเซ็นจากบนหน้าผานี่ ประโยคนี้หรือเปล่า?” แล้วทำไมเธอต้องทำสีหน้าเหมือนเห็นผีแบบนั้นด้วย มันก็ไม่เห็นแปลกเลยนิ ฉันก็เป็คนปกติที่มีสายตาดี ไม่สั้น ไม่ยาว เป็อะไรของเขานะ
“เ้าบอกว่า เ้าเห็นรอยน้ำที่กระจายตัว” ห่าวตู๋มีสีหน้าเหมือนไม่เชื่อที่ฉันพูด เธอถามคำถามเดิมย้ำอีกครั้ง “จาก...บนหน้าผานี่”
“ใช่” เธอเดินวนไปมาราวกับคนกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก “มันทำไมหรอ”
“ข้าว่าแล้วเชียว มันเป็แบบที่ข้าคิดเอาไว้ไม่มีผิด” ห่าวตู๋เริ่มเดินวนไปมาอีกครั้ง ปากก็บ่นงึมงำเป็คำพูดที่ฉันไม่เข้าใจเอาเสียเลย “ต้องใช่แน่ๆ”
“นี่ห่าวตู๋ เธอช่วยอธิบายให้ฉันเข้าใจมากกว่าแค่เดินไปมา แล้วบ่นไม่เป็ภาษาจะได้ไหม”
“ตามข้ามา”
“จะไปไหนของเขาอีกนะ” ฉันวิ่งตามหลังไวๆ ของห่าวตู๋ซึ่งกึ่งวิ่ง กึ่งเดิน “รอกันบ้างสิ ช้าลงหน่อย”
“ตามมาเร็ว ใกล้ถึงแล้ว”
ห่าวตู๋และฉันมาหยุดลงตรงหน้าถ้ำแห่งหนึ่งของหุบเขา ซึ่งสถานที่บริเวณนี้ถูกแยกออกมาจากพื้นที่อยู่อาศัย และลานฝึกยุทธ์ มันดูเป็พื้นที่สันโดษห่างไกลจากความวุ่นวาย
“เธอพาฉันมาที่นี่ทำไมกันหรอ”
“ที่นี่เปรียบเสมือนหอหนังสือแยกออกมาจากหอหลักเพื่อเอาไว้เก็บตำราสำคัญๆ เท่านั้น”
“หมายความว่าถ้ำนี่ก็ไม่ได้จะเข้ากันได้ทุกคนนะสิ” สังเกตจากพื้นที่ตั้งซึ่งค่อนข้างลึกลับ และดูเหมือนจะห่างไกลออกมาจากตัวอาคารหลัก ถ้าไม่สังเกตให้ดีๆ ถ้ำนี่ก็จะเป็แค่วิวทิวทัศน์แห่งหนึ่งของเขาลูกนี้เท่านั้น “แล้วแบบนี้ เราจะเข้าไปกันได้หรอ”
“ไม่ได้” ห่าวตู๋ตอบคำตอบที่ฉันก็รู้อยู่แล้วออกมา “เราถึงต้องแอบเข้าไป วันนี้ศิษย์พี่ก็ไม่อยู่ เป็โอกาสเหมาะที่สุดแล้ว”
“ไม่ดีมั้งห่าวตู๋ ถ้าเกิดว่าถูก...นี่เธอฟังกันบ้างไหมเนี่ย” ฉันยังไม่ทันพูดจบ เธอก็เดินเข้าไปยังด้านในถ้ำทันที “ห่าวตู๋ ห่าว...โห้! ที่นี่มันดูสวยสุดยอดไปเลยนะ”
ห่าวตู๋เดินตรงไปหน้าตะเกียงน้ำมันซึ่งถูกแขวนเอาไว้ใช้แทนแสงสว่าง บริเวณนั้นเป็เพียงแค่จุดเดียวเท่านั้นที่มีแสงสว่างส่องอยู่ เธอหยิบเทียนไขที่วางอยู่ด้านข้างขึ้นมาต่อไฟกับตัวตะเกียงก่อนจะส่งมันมาให้ฉันถือ แล้วทำการจุดเทียนอีกเล่มก่อนจะเดินนำหน้าฉันขึ้นบันไดที่ทำจากหินขาว
“เราต้องเข้าไปด้านในอีก”
“ขอถามหน่อยสิ” ฉันมองสำรวจบริเวณโดยรอบซึ่งสองข้างทางเดินภายในตัวถ้ำนี้มีชั้นหนังสือสำหรับวางหนังสือสูงติดผนังถ้ำทั้งสองด้าน ดูเหมือนกับหอสมุดแห่งชาติที่รวมเอาหนังสือมากมายเอาไว้ในที่เดียว “เธอเคยมาที่นี่กี่ครั้งแล้ว”
“ครั้งเดียว”
“งั้นรอบนี้ก็เป็สองครั้งแล้วนะสิ”
“เปล่า...นี่ครั้งแรกต่างหาก”
“เดี๋ยวนะ เธอกำลังจะบอกว่า...”
“ทางนี้ซาเอ๋อ” ห่าวตู๋เดินมาหยุดตรงกำแพงทึบ เบื้องหน้าของเราไม่มีทางไปต่อ มีแต่ผนังถ้ำเท่านั้น
“ทางตันนี่”
“มันต้องไม่ใช่แบบนี้สิ” ห่าวตู๋ใช้มือคลำตามผนังถ้ำไปมาเหมือนกำลังหาวิธีเข้าไป ถ้าหากว่าผนังนี่ไม่ใช่ผนังถ้ำนะน่ะ “ข้าจำได้ว่าเดินมาสุดทางจะมีทางเข้าไปยังที่เก็บตำราของเทพธิดานี่นา”
“เทพธิดาที่เธอพูดถึงคือคนเดียวกันกับที่เคยผนึกปีศาจที่นี่หรือเปล่า”
“ใช่แล้ว” สีหน้าของห่าวตู๋หม่นลง “ก่อนที่นางจะหายไป นางเขียนตำราเกี่ยวกับพลัง และเคล็ดวิชาที่นางใช้กำราบปีศาจตัวนี้เอาไว้ เพื่อให้คนที่มีหน้าที่ดูแลพิทักษ์ที่นี่ต่อจากนาง สามารถทำแทนนางได้ และตำราเล่มนั้นก็ถูกส่งมอบสู่รุ่นต่อรุ่น คนล่าสุดที่ได้รับตำรานั่น คือศิษย์พี่หญิง”
“ถ้าแบบนั้น เราก็ไม่ควรเข้ามาที่นี่สิถึงจะถูก”
“มันก็ใช่ แต่ข้าเห็นบางอย่างในตัวเ้าซึ่งมันมีกลิ่นอายของพลังซึ่งคล้ายกับศิษย์พี่หญิงเอามากๆ” ฉันนี่นะมีพลังเทพเซียนอะไรนั่น บ้ากันไปใหญ่แล้ว
“ถ้าแบบนั้น เราก็ไปถามศิษย์พี่ไม่ดีกว่าหรือไง มาที่นี่ก็ไม่ได้อะไร เผลอๆ เธอกับฉันอาจจะถูกลงโทษก็ได้”
“ทำแบบนั้นไม่ได้”
“เพราะอะไร” ทำไมเล่า มันเป็วิธีที่ง่ายที่สุดที่สามารถไขข้อข้องใจของเธอได้นิ แล้วทำไมจะไม่ได้ ไปถามให้รู้กันไปจะได้จบๆ
“เพราะว่าเ้าจะถูกศิษย์พี่ฆ่าเอานะสิ”
“มันไม่มีเหตุผลเอาสะเลย ฉันว่าไม่ใช่หรอก” ถามเื่แค่นี้จะต้องถูกฆ่ากันเลยหรือไง
“เ้าไม่รู้อะไร จะไปเข้าใจได้ยังไง” ห่าวตู๋ล้มเลิกการหาทางไปต่อลง “ที่นี่มีธิดาเทพได้เพียงคนเดียวเท่านั้น ถ้าศิษย์พี่รู้ว่าเ้ามีพลังเหมือนนาง เ้าจะถูกท้าประลองทันที ไม่เ้าก็ศิษย์พี่ต้องตาย แต่ข้าว่าน่าจะเป็เ้ามากกว่าที่จะต้องตาย”
“ห่าวตู๋ ฉันว่าเธอคิดมากไปแล้วนะ ฉันจะไปมีพลังเซียนสุดเท่อะไรนั่นได้ยังไง ถ้าฉันมีพลังแบบนั้นจริงๆ ป่านนี้ฉันคงไม่ต้องมาแอบจอมมารหน้าขาวอยู่ที่นี่หรอก” ถ้าฉันมีพลังที่สามารถล้มมารสุดแข็งแกร่งแบบนั้นได้จริงๆ ฉันคงต้องกลับไปแก้แค้นตาจอมมารหน้าขาวที่บังอาจแก้ผ้ากันต่อหน้าแบบนั้นให้สาแก่ใจ
แต่...ความจริงก็คือความจริง ฉันก็ยังคงเป็แค่ผู้หญิงหลงมาอยู่ดินแดนพิศวงที่มีคนแปลกๆ ฉันก็ยังเป็แค่นางสาวองศา คนธรรมดาเดินดินคนหนึ่ง
“แต่ข้าััได้ถึงพลังงานบริสุทธิ์ในร่างของเ้าจริงๆ นะ ไหนจะเื่ตาทิพย์อีก เ้าสามารถมองเห็นข้าที่ะโจากหน้าผาลงไปยังข้างล่างได้อย่างชัดเจน”
“ใครๆ เขาก็ต้องเห็นสิมันไม่ได้...” เดี๋ยวนะ หน้าผานั่นมันสูงถึงขนาดที่ฉันต้องเดินขึ้นมาโดยใช้เวลาเกือบๆ หนึ่งวันเต็มนิ แล้วฉันมองเห็นพื้นด้านล่างได้ยังไงกัน “ฉันมองเห็นไกลขนาดนั้นได้ยังไง ฉัน...”
“ใช่ไหมล่ะ เ้าเป็แค่คนธรรมดา เ้าจะสามารถมองลงไปจากูเาที่สูงจนมีเมฆลอยผ่านแบบนี้ได้ยังไงกัน เว้นแต่ว่าเ้ามีพลังเซียนแบบเดียวกันกับศิษย์พี่หญิง”
“ศิษย์พี่เ้าสามารถมองเห็นไกลๆ ได้ด้วยหรอ”
“ใช่แล้ว ทุกวันนางจะมองลงไปยังเบื้องล่างหุบเขา เพื่อสำรวจสิ่งผิดปกติต่างๆ มันเป็ผลมาจากที่นางฝึกปราณพลังเซียนจากตำรา์ นางจะสามารถมองเห็นได้ไกลเท่าที่นางอยากจะมอง ถ้าหากฝึกถึงขั้นสูงสุดก็จะสามารถไปปรากฏตัวยังสถานที่ที่เราอยากไปเพียงแค่ลมหายใจเดียว”
“ห่าวตู๋ ฉันต้องพิสูจน์อีกครั้งว่าเื่ที่เธอพูดมามันจริงไหม พาฉันไปที่หน้าผานั้นอีกทีสิ”
“ได้สิ”
เราสองคนออกมาจากถ้ำนั้นทันที และมุ่งตรงไปยังหน้าผาเดิมอีกครั้ง ตอนนี้ฉันยืนอยู่จุดเดิมเหมือนครั้งก่อน ก้อนเมฆก็ยังคงลอยไปมาเช่นเดิม ห่าวตู๋หันมามองหน้าฉันก่อนที่ฉันจะพยักหน้าส่งสัญญาณ เธอใช้เท้าแตะลงบนพื้นเช่นเดิม ดีดร่างบางให้ลอยขึ้นไปสู่อากาศ แล้วม้วนตัวดิ่งลงไปยังแม่น้ำสายใหญ่เบื้องล่าง
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึก เท้าทั้งสองข้างก้าวไปยังริมขอบผาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาทั้งสองข้างค่อยๆ ปิดลง
หนึ่ง
สอง
สาม
เปลือกตาทั้งสองข้างค่อยๆ เปิดขึ้น วินาทีแรกที่ฉันเห็นคือภาพของห่าวตู๋ซึ่งร่างของเธอค่อยๆ พุ่งลงสู่ผิวน้ำ ความเร็วที่ร่างของเธอกระทบเข้ากับผิวน้ำ ทำให้เกิดคลื่นน้ำละลอกใหญ่เป็วงกลมไปทั่วบริเวณ แมลงปอซึ่งกำลังเกาะดอกบัวอยู่ใกล้ริมฝั่งค่อยๆ บินขึ้น เนื่องจากแรงของคลื่นน้ำที่ซัดเข้าหาฝั่ง ทำให้มันใบินหนีไปอย่างรวดเร็ว
วินาทีต่อมาฉันมองเห็นร่างของห่าวตู๋ว่ายเข้าหาฝั่ง เมื่อเธอขึ้นบนฝั่งได้สำเร็จ เธอรวบรวมพลังไปยังเท้าทั้งสองข้างและดีดกายลอยขึ้นสู่ยอดไม้ จากต้นหนึ่งไปยังอีกต้นหนึ่ง เหมือนกับตอนที่ฉันเห็นนายน้อยอุ้มฉันลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า ไม่นานนักห่าวตู๋ก็มายืนหอบหายใจข้างๆ ฉัน
“เป็อย่างไรบ้าง” เสียงหอบหายใจของห่าวตู๋ดึงสติฉันให้กลับมา “เ้าบอกข้ามา...เ้าเห็นข้าจากตรงนี้ไหม”
“ฉัน...”
“ว่ายังไง เ้า...เ้าเห็นหรือไม่เห็นกันแน่” ห่าวตู๋เริ่มมีท่าทางร้อนใจ
“ทุกอย่าง ทุกๆ รายละเอียด ฉัน...ฉันเห็นทุกอย่างจากบนนี้”
นี่มันอะไรกัน!
ฉันมีพลังซึ่งเหมือนกันกับศิษย์พี่หญิงอย่างนั้นหรอ แล้วฉันมีมันได้ยังไงกัน ฉันควรทำยังไงกับชีวิตต่อไปดี
โปรดติดตามตอนต่อไป