อวิ๋นอี้มิรู้แผนการในใจของเขาหลังจากพูดคำนั้นจบพลันเห็นว่าเขาชะงักอยู่กับที่ไม่ขยับคิดว่าได้ผลแล้วจึงไม่คิดกระไรมาก พลันให้เซียงเหอนำไปทานอาหาร
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อนั่งลงที่โต๊ะอาหารเขาก็เดินตามมาติดๆ เมื่อมองเห็นสายตาของนาง ก็เลิกคิ้วแล้วขยิบตาให้นาง
“......”
หรงซิวนั่งลง พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆรีบก้าวเข้าไปรับใช้
“......”
อวิ๋นอี้มุ่ยปาก ตาจ้องที่เขาต่อไปนางอยากจะรู้นักว่าบุรุษผู้นี้จะใช้อุบายกระไรอีก
อาหารถูกนำมาวางอย่างรวดเร็ว หรงซิวเรียกให้เอาถ้วยใบเล็กมาค่อยๆ ตักโจ๊กอย่างระมัดระวัง แล้วส่งไปให้ที่ข้างนาง "ลองชิมสิ"
อวิ๋นอี้ขมวดคิ้ว ดันมือเขาออกไป"ไม่ทานเพคะ"
“โกรธก็โกรธสิทนหิวไปจะไม่ดีกับตนเองเปล่าๆ ข้าปวดใจนะ” เขาพูดไพเราะ น้ำเสียงดูยั่วเย้าเมื่อเขาเข้ามาใกล้ ก็ได้แต่จ้องมอง ทำเอานางทนไม่ไหวจริงๆ
อวิ๋นอี้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากหยิบถ้วยและตะเกียบขึ้นทานอาหารเช้าจนหมดภายใต้การจ้องมองของเขา
พวกสาวใช้เข้ามาเก็บโต๊ะในเวลานั้นเองพ่อบ้านก็เข้ามาจากด้านนอก รายงานว่าลู่จงเฉิงมาถึงแล้ว
หรงซิวสีหน้าไม่ดีทว่าอวิ๋นอี้ด้านข้างกลับลุกขึ้นด้วยรอยยิ้ม ทำท่าทำทางบอกลาเขา “ฝ่าบาทข้าไปก่อนนะเพคะ”
นางเพิ่งจะมาถึงประตูหรงซิวที่อยู่ด้านหลังก็ตามมา
ทั้งสองมาถึงประตูเกือบจะพร้อมกัน
ลู่จงเฉิงมิได้เข้าจวน เขายืนรออยู่ข้างรถม้าพระอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องมาที่เขา ย้อมเสื้อสีขาวนวลจันทร์ให้เป็นสีส้มอบอุ่นความเย็นชาดูลดลง
เขาได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงหันไปหาที่มาของเสียง ดวงตาที่ชัดเจนของเขาเปลี่ยนเป็นสีเข้ม มุมริมฝีปากลดต่ำลงเล็กน้อย
อวิ๋นอี้ทักทายเขาด้วยรอยยิ้ม"ท่านมหาเสนาบดีลู่ มาเร็วนะเจ้าคะ!"
"มิเร็วพ่ะย่ะค่ะ" เขาตอบ"ระยะทางค่อนข้างไกล ไปเร็วจะได้กลับมาเร็ว"
"ถูกเจ้าค่ะ"อวิ๋นอี้เอียงคอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดเห็นด้วย “เช่นนั้นเราออกเดินทางเลยดีหรือไม่เจ้าคะ?”
“พ่ะย่ะค่ะ”ลู่งจงเฉิงกวาดสายตาผ่านหรงซิว แล้วพูดกับอวิ๋นอี้ “นั่งรถข้าไปเถิดเชิญพระชายาพ่ะย่ะค่ะ”
อวิ๋นอี้ไม่คิดกระไรมาก เดินตรงไปตามเขาคนใช้ที่อยู่ข้างๆ รีบย้ายเก้าอี้ และในตอนที่นางกำลังจะขึ้นรถ มิรู้ว่าหรงซิวมายืนตัวตรงอยู่ที่ประตูตั้งแต่เมื่อใด
หรงซิวเอามือไพล่หลังหน้าตาหล่อเหลาของเขาจ้องนางเขม็ง
น่าตกใจจริงๆ!
อวิ๋นอี้กลั้นหายใจ เกือบจะสำลักนางพูดอย่างไร้อารมณ์ "หรงซิว! ฝ่าบาททำกระไร!"
“ข้าจะไปกับเจ้า” เขาพูดเสร็จก็ปรบมือมีรถม้าที่ค่อนข้างหรูหราเข้ามาใกล้ช้าๆ เขาเชิดคางขึ้นและยื่นมือไปหานาง"มานี่สิ"
"......"
อวิ๋นอี้ขมวดคิ้ว “ฝ่าบาทจะไปทำไมเพคะ? วันนี้มิต้องทำงานหรือ? มิต้องไปหาน้องสาวหว่านฉือหรือเพคะ?”
นางตั้งใจพูดคำว่าน้องสาวเน้นๆทว่าในใจก็ยังรับมิได้
หรงซิวตอบนางทีละคำถามว่า "ไม่ไปชายาข้าสำคัญที่สุด เจ้าลงมา ไปนั่งรถข้า"
"ไม่เอาเพคะ"
จู่ๆ บรรยากาศก็อึดอัดขึ้นมาในระหว่างสถานการณ์ที่ตึงเครียด พลันมีเสียงหัวเราะสั้นๆ ดังมา
เสียงนั้นดังออกมาจากหรงซิว เขาโค้งมุมปากขึ้นปนด้วยสีหน้าชั่วร้าย จากนั้นเขาก็ย่างเข้ามาก้าวใหญ่ๆแล้วขึ้นรถที่ลู่จงเฉิงเตรียมมา
อวิ๋นอี้ : “......”
ลู่จงเฉิง : “???”
หรงซิวมีใบหน้ายิ้มแย้ม พูดสุภาพอย่างจอมปลอม“มหาเสนาบดีลู่ช่างใส่ใจเสียจริง ที่ท่านพิจารณาเพื่อพวกเราสวามีชายาข้าขอบคุณท่านมากนะ”
ในที่สุดคนสองคนที่ตะลึงอยู่ก็เข้าใจความหมายของเขาเสียที
เขาไม่เพียงจะตามไปด้วยทว่ายังครอบครองรถที่เขาเตรียมไว้ด้วย ไล่ลู่จงเฉิงลงจากรถจากนั้นจะแสดงความรักหวานฉ่ำต่อหน้าอีกเป็นอย่างไร?
ชั่วร้ายมาก!
อวิ๋นอี้ตะลึงกับการเปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหันนางผลักหรงซิว "ฝ่าบาทกำลังพูดกระไร! รีบลงไปเลยนะเพคะ อย่าสร้างปัญหาวันนี้เราไปทำงานเพคะ”
"ดีเลยข้าสนใจงานนี้ของพวกเจ้า ข้าอยากจะไปดูด้วย หากข้าอารมณ์ดีอาจจะให้เงินลงทุนก้อนใหญ่ก็ได้นะ"
"องค์ชายคิดมากไปแล้วพ่ะย่ะค่ะตระกูลลู่ของข้า นอกจากร่ำรวยแล้วเราไม่มีดีเรื่องอื่นเรื่องให้ช่วยลงทุนเกรงว่าจะไม่มีทางเป็นไปได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ” ลู่จงเฉิงทำมือเชิญ“เชิญองค์ชายลงจากรถพ่ะย่ะค่ะ”
"ไม่ลง!"หรงซิวตอบไปทันที "ถึงจะไม่ลงทุน แต่ข้าจะติดตามสตรีของข้าไปมิมากเกินไปใช่หรือไม่ เส้นทางนี้ขึ้นเขาลงห้วยลำบากนักหากมิมีข้าคอยดูแล อวิ๋นเออร์คงจะปรับตัวมิได้”
ได้โปรดเถิดนะ!
นางจะปรับตัวมิได้ได้อย่างไร!
หากไม่มีเขา นางคงจะมีความสุขมากจะบอกให้!
อวิ๋นอี้กลอกตาขาวอย่างแรงนางยังคงใช้สมองคิดวิธีเอาหรงซิวออกจากรถ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าลู่จงเฉิงจะพูดว่า"องค์ชายพูดถูกพ่ะย่ะค่ะ เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเถิด"
แม้ว่าหรงซิวจะไม่ค่อยชอบลู่จงเฉิงทว่าเพลานี้ต้องยอมรับเลยว่าเขามีสติพอสมควร
เขากำลังจะบอกให้ไปที่รถม้าอีกคันก็เห็นลู่จงเฉิงก้าวเหยียบเก้าอี้ขึ้นมา พลันเข้ามาในรถด้วย
อวิ๋นอี้: "......"
หรงซิว: " ??”
ลู่จงเฉิงยิ้มเล็กน้อยใบหน้าที่ราวกับภูเขาน้ำแข็งตลอดปีของเขา ยิ้มขึ้นมาทีรอยยิ้มของเขาน่ากลัวกว่าปกติเสียอีก มุมปากของเขาขยับ ดูงุนงง"เป็นกระไรไปพ่ะย่ะค่ะ?”
“มหาเสนาบดีรู้สึกหรือไม่ว่าท่านดูจะเป็นส่วนเกินไปเสียหน่อย?”หรงซิวพูดอย่างไม่เกรงใจ เตือนเขาไปตรงๆ
ลู่จงเฉิงยักไหล่ "ข้ามิรู้สึกนะพ่ะย่ะค่ะข้ากลับคิดว่าคนที่เป็นส่วนเกินคือฝ่าบาท"
"ข้ากับอวิ๋นอี้เป็นสวามีชายาเรานั่งรถคันเดียวกัน ท่านจะเข้ามาด้วยทำไมกัน” หรงซิวโกรธเล็กน้อยเหตุใดเขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าลู่จงเฉิงไร้ยางอายเช่นนี้!
ลู่จงเฉิงโต้กลับว่า“ฝ่าบาทพูดเองนะพ่ะย่ะค่ะว่าท่านมาในฐานะคนในครอบครัวเดิมทีนี่เป็นการเดินทางของข้ากับพระชายา ทว่าท่านดึงดันจะเข้ามาหากท่านมิใช่ส่วนเกินแล้วผู้ใดจะเป็นกัน?”
หรงซิวโดนว่าจนพูดไม่ออก
เขาหัวเราะเสียงเย็นชา เมื่อเห็นสตรีคนข้างๆแทบจะถูกเบียดลงไปที่พื้น จู่ๆ เขาก็อุ้มนางขึ้นมานั่งบนตักของเขาโดยไม่สนใจลู่จงเฉิง
อวิ๋นอี้ที่นั่งอยู่บนตักโดยมิรู้ตัวแอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
บุรุษร่างใหญ่สองคนทะเลาะวิวาทกัน นางอยากจะฟังอีกเพราะมันเป็นการทะเลาะวิวาทของบุรุษหนุ่มรูปงามสองคนที่เกิดขึ้นเพราะนางมันสนองความต้องการของนางจริงๆ เหตุใดไม่ทะเลาะกันอีกเล่า!
นางดิ้น มือของหรงซิวจึงแน่นขึ้นนางมิมีทางเลือกอื่นนอกจากต้องเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
มืดมน เงียบงัน และเปี่ยมไปด้วยพลัง
มือที่เอวของนางขยับเล็กน้อยทำให้เกิดอาการขนลุกและคัน อวิ๋นอี้มุ่ยปากเมื่อหรงซิวเข้ามากัดหูนาง"เป็นเด็กดีหน่อย"
"ห๊ะ ”
“รักษาระยะห่างจากเขา"ลมหายใจอุ่นของบุรุษหนุ่มตกลงมาบนผิวของนาง ทั้งร้อนและชื้นเขาหัวเราะทีทำให้หน้าอกของเขาสั่น ทำให้คนใจวุ่นวาย"มิเช่นนั้นข้าอาจจะอยู่ไม่นิ่งบ้าง"
อวิ๋นอี้โกรธจนแทบจะบินหนี
นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้ข่มขู่ทั้งสง่างามและทำตัวสบายเช่นนี้!
นางทำกระไรเขามิได้!
เห็นได้ชัดว่าคนชั่วผู้นี้พูดจริงจังมากเมื่อนางเงยหัวขึ้นด้วยความโกรธกลับได้เห็นดวงตาที่สุกใสของเขาอีกครั้งราวกับสุนัขหมาป่าที่น่าสงสาร
“เช่นนั้นก็อย่าสร้างปัญหาให้ข้า”นางสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วกระซิบใส่หน้าเขา “อยู่ห่างๆ เขา อย่าหาเรื่องนะเพคะมิฉะนั้น...”
“ได้” นางยังไม่ทันพูดจบเขาก็ตกปากรับคำ "ตราบใดที่เจ้าไม่สนใจเขา ข้ามิอยากจะไปยุ่งกับเขาหรอก"