ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 บทที่ 74 เปิดโปงแผนการเหล่าไท่ไท่

     

             ณ เรือนโฉวงจี๋

             ขอเพียงหลี่หลินคิดตกความหนักใจของหลี่ลั่วก็ถือว่าวางลงได้แล้ว แล้วดูเถิด วันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นทำให้เขาต้องเสียเวลาในการนอนกลางวันช่วงบ่ายไปในที่สุดยามนี้ก็สงบลงแล้ว เขาอยากจะนอนชดเชยสักครู่ ทว่ายามรักษาการณ์หน้าประตูกลับวิ่งเข้ามาด้วยความรีบร้อนและตื่นเต้นพร้อมกับรายงานว่า“ไม่ดีแล้วขอรับเสี่ยวโหวเหฺย” เมื่อหาพ่อบ้านจี้ไม่พบ จึงได้แต่มาเรือนโฉวงจี๋หาเสี่ยวโหวเหฺยแล้ว

             “เรื่องอันใดไม่ดีแล้วเล่า?”

             “คุณชายหยวนข่ายคุกเข่าอยู่หน้าประตูขอรับและยังกำลังตะโกนเสียงดังว่า...” ยามรักษาการณ์พูดออกมาไม่ได้จริงๆ

              “มารดามันเถอะ”หลี่ลั่วด่าออกมาคำหนึ่ง แล้วจึงรีบเอ่ยว่า “ไปที่ประตู” แขนขาของเขานั้นเล็กนักจึงเดินได้ช้าหลี่ฉางเฉิงจึงแบกเขาวิ่งออกไป

             ประตูใหญ่ของจวนจงหย่งโหวมีคนล้อมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวหยวนข่ายสวมอาภรณ์ขาดวิ่นคุกเข่าอยู่หน้าประตู “หลินเจี่ยเอ๋อร์ ข้าผิดไปแล้วข้ารักเจ้าจริงๆ เจ้าโปรดอภัยให้ข้าเถิด ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรบังคับเจ้า จูบเจ้า กอดเจ้าแต่ข้าทนไม่ไหว ข้ารักเจ้ามากเกินไป”

             “นี่มันเรื่องอันใดกัน?”

             “คนผู้นี้คือใครกัน?”

             “ช่างน่าไม่อายนัก”

             “ตบมือข้างเดียวนั้นไม่ดังหรอกหญิงผู้นั้นก็ไม่ได้เป็นคนดิบดีอะไร”

             “หลินเจี่ยเอ๋อร์ที่เขาพูดถึงคือผู้ใดกัน?”

             “คือคุณหนูใหญ่ของจวนจงหย่งโหวบุตรีของเหล่าจงหย่งโหวหลี่ซวี่”

             “ช่างน่าไม่อายนัก”

              “หลินเจี่ยเอ๋อร์ข้าผิดไปแล้ว ข้ารักเจ้าจริงๆ เจ้าโปรดอภัยให้ข้าเถิดข้ารู้ว่าข้าไม่ควรบังคับเจ้า จูบเจ้า กอดเจ้า แต่ข้าอดทนไม่ไหวข้ารักเจ้ามากเกินไป” หยวนข่ายพูดต่อ “ขอให้ทุกท่านได้โปรดช่วยข้าพูดด้วยข้ารักหลินเจี่ยเอ๋อร์มากจริงๆ”

              “ดูแล้วช่างรักเดียวใจเดียวยิ่งนัก”

              “ใช่แล้วถูกโบยจนเป็นเช่นนี้ แต่ยังคงมั่นคงในรักถึงเพียงนี้”

             ประตูของจวนโหวยังคงเปิดอยู่เมื่อเห็นเพียงเด็กน้อยอายุห้าขวบคนหนึ่งเดินออกมา ผู้คนที่ออกมาห้อมล้อมเพื่อสอดรู้สอดเห็นต่างก็เงียบเสียงลงดูจากรูปร่างลักษณะของเด็กน้อยแล้วอายุน่าจะอยู่ราวๆ ห้าขวบ ไฉนเด็กน้อยจึงออกมาได้เล่า?

             หลี่ลั่วเดินไปยืนอยู่เบื้องหน้าหยวนข่ายในขณะที่ผู้คนยังตั้งตัวไม่ติด เขาก็ตบลงไปหนึ่งฝ่ามือ แม้เรี่ยวแรงจะเป็นเรี่ยวแรงของเด็กแต่ที่เหนือความคาดหมายก็คือ บนใบหน้าของหยวนข่ายกลับปรากฏรอยเลือดขึ้นมา

              “อ๊ากกก...”หยวนข่ายร้องเสียงดัง “เจ้าจะทำอันใด? เจ้ามันเด็กอกตัญญูเจ้าไม่ชอบข้าก็ไม่ควรจะทำกับข้าเช่นนี้ ข้ารักพี่สาวของเจ้าขนาดนี้เจ้ากลับให้คนมาโบยข้าจนเป็นเช่นนี้”

              “เป็นไปได้หรือเด็กคนนี้โบยหรอกหรือ”

              “ช่างเป็นเด็กที่ดุร้ายอะไรเช่นนี้”

              “ในเรือนไม่มีผู้ใหญ่เลยหรือไร?ไฉนจึงให้เด็กคนหนึ่งออกมา”

              “เด็กน้อยผู้นี้เป็นใครกันเล่า?”

              “หากว่าข้าจำไม่ผิดแล้วละก็จวนจงหย่งโหวมิใช่รับเด็กน้อยคนหนึ่งกลับเข้าสู่สกุลหรอกหรือ? เด็กน้อยผู้นี้เป็นโหวเหฺยท่านใหม่สินะ”

              “รับกลับเข้ามารึ?หรือว่าให้กำเนิดโดยห้องข้าง[1] ใช่หรือไม่?”

              “ไม่น่าจะเป็นไปได้นี่เป็นจวนโหวที่มีเกียรติ ไม่มีตี๋จื่อหรือไร?”

              “ตี๋จื่อเป็นคนพิการอย่างไรเล่า”

              “เช่นนั้นก็สามารถรับบุตรชายได้บุตรที่เกิดจากห้องข้างช่างไร้กฎระเบียบเสียจริง ดูแล้วก็รู้ว่าไร้การอบรมสั่งสอน”

              “นี่มันเกิดอันใดกันขึ้น?”เสียงของหลี่เหล่าไท่ไท่ลอยออกมาจากประตู จากนั้นจึงค่อยๆ เดินผ่านฝูงชนมาจนถึงด้านหน้า“นี่...นี่ข่ายเกอเอ๋อร์มาคุกเข่าอยู่บนพื้นทำอันใดเล่า? เจ้าได้รับบาดเจ็บไปหมดแล้วรีบไปรักษาบาดแผลเร็วเข้า”

              “ท่านย่า”หยวนข่ายที่คุกเข่าอยู่รีบโขกหัวทันที “ท่านย่าต้องช่วยข้านะขอรับข้ารักหลินเจี่ยเอ๋อร์จริงๆ ข้ารู้ว่าข้าไม่ควรวู่วามแต่เป็นเพราะข้ารักนางมากเกินไป ขอร้องท่านยอมรับปากเรื่องการแต่งงานของพวกเรา”

              “เจ้า...เจ้า...เด็กคนนี้ข้ารับปาก...ข้ารับปากเจ้าแล้ว”

              “ไม่มีความยินยอมจากข้าผู้ใดกล้าเล่า” หลี่ลั่วขัดขึ้นเสียงเย็น หยุดการเล่นละครของพวกเขา

              “เจ้า...ลั่วเกอเอ๋อร์แม้ว่าเจ้าจะเติบโตอยู่ข้างนอกแต่เจ้าจะมาทำตัวไม่รู้จักผู้อาวุโสผู้เยาว์เช่นนี้มิได้”หลี่เหล่าไท่ไท่กล่าว “เจ้าเป็นน้องชาย ไฉนจึงมาขัดขวางการแต่งงานของพี่สาวเจ้าแม้ข่ายเกอเอ๋อร์จะทำผิด แต่ยามนี้เขารู้ตัวว่าผิดและหยุดแล้ว อีกทั้งเขายังจริงใจต่อพี่สาวของเจ้าจะพูดไปพวกเขาก็...ก็...”

             หลี่เหล่าไท่ไท่พูดแล้วก็หยุดชะงักเช่นนี้ยิ่งได้ผลดีทำให้ผู้คนที่ล้อมรอบดูอยู่เข้าใจว่าหลี่หลินและหยวนข่ายมีอะไรกันแล้วจริงๆ

              “ช่างน่าไม่อายจริงๆยังไม่ได้แต่งงานกันก็ขลุกอยู่ด้วยกันเสียแล้ว”

              “จริงด้วย เป็นถึงโหวเหฺยกลับไม่มีแม้แต่มารยาทสักนิด”

              “น้องชายขัดขวางการแต่งงานของพี่สาวนี่มันช่างน่าตลกขบขันสิ้นดี”

              “ธรรมเนียมมารยาทของเด็กคนนี้คงถูกสุนัขกลืนลงท้องไปแล้วใช่หรือไม่?”

             หลี่ลั่วหัวเราะเสียงเย็นมองหลี่เหล่าไท่ไท่ที่พูดเองแสดงเองจากนั้นจึงยื่นมือออกมา “ฉางเฉิง”

             หลี่ฉางเฉิงเปิดกล่องใบหนึ่งนำสิ่งของที่อยู่ในกล่องส่งให้หลี่ลั่ว หลี่ลั่วรับมาจากนั้นจึงเอ่ยขึ้นว่า “นี่คือพระราชโองการ”

             พระราชโองการหรือ?ผู้ที่ล้อมเข้ามาดูความครึกครื้นต่างตกใจจนสะดุ้ง จากนั้นค่อยๆ คุกเข่าลงทีละคนๆที่กำลังแสดงความเห็นกันอย่างสนุกสนานพลันเงียบลงในทันที

             หลี่ลั่วพูด “ราชโองการบุตรชายคนเล็กของจงหย่งโหว หลี่ซวี่ มีเมตตากรุณา ฉลาดเฉลียว กตัญญูกตเวทีพระราชทานนามเป็นกรณีพิเศษ หลี่ลั่ว สืบทอดบรรดาศักดิ์ขั้นหนึ่ง จงหย่งโหว” เมื่อหลี่ลั่วอ่านถึงตรงนี้เขาก็มองไปยังฝูงชนที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วหันไปมองหลี่เหล่าไท่ไท่ “พระราชโองการของฝ่าบาทกล่าวว่าเปิ่นโหวมีเมตตากรุณา เหล่าไท่ไท่กล่าวหาว่าข้าไม่รู้จักผู้อาวุโสผู้เยาว์นี่หมายความว่าพระราชโองการเขียนผิดใช่หรือไม่?”

              “ข้า...” หลี่เหล่าไท่ไท่ถูกอุดปากกลับมาเช่นนี้ความจงเกลียดจงชังต่อหลี่ลั่วในใจของนางยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเด็กคนนี้...เอาไว้ไม่ได้

             หลี่ลั่วยกยิ้มมุมปากรอยยิ้มดูหมิ่นนั้นทำให้เขาดูสูงส่งขึ้นไปอีก “ข้ามีนามว่าหลี่ลั่วเป็นบุตรชายคนที่สองของหลี่ซวี่ บิดาของข้าหลี่ซวี่ตลอดมานั้นปกป้องรักษาชายแดนแม้จะไม่กล้าเอ่ยว่ามีคุณงามความดี แต่ในฐานะขุนนาง เขานั้นมีงานผลงานเป็นที่ประจักษ์ข้าผู้เป็นบุตรชายได้เชิญป้ายวิญญาณของท่านย่าและท่านพ่อจากศาลเจ้าบรรพชนของครอบครัวมาอยู่ที่เรือนของพี่หญิงใหญ่ของข้า ให้พี่หญิงใหญ่ของข้าได้เป็นตัวแทนในการจุดธูปสวดมนต์ท่านพ่อของข้ามีความรักต่อมารดาใหญ่ของข้าแต่พี่ชายของข้าเนื่องจากบาดเจ็บที่ขาจึงไม่สามารถสืบทอดบรรดาศักดิ์โหวได้ดังนั้นจึงได้ให้กำเนิดข้า บิดาของข้าเสียชีวิตลงเมื่อข้าอายุได้เพียงหนึ่งขวบแม้จะไม่ได้อบรมสั่งสอนข้า แต่เขาก็ได้อบรมสั่งสอนให้พี่สาวของข้ารู้กตัญญูกตเวที”

             หลี่ลั่วหยุดพักไปอึดใจหนึ่งแล้วจึงกล่าวขึ้นอีกว่า “เหล่าไท่ไท่พูดว่าข้านั้นเติบโตอยู่ข้างนอกทุกท่านย่อมรู้สึกประหลาดใจ คุณชายของจงหย่งโหว ไฉนข้าจึงไปเติบโตอยู่ข้างนอกได้เล่า?”

              “น่าประหลาดใจจริงๆ”

              “เสี่ยวโหวเหฺยเล่าให้ฟังหน่อยเถิด”

              “ใช่ๆ”

             ดวงตาทั้งคู่ของหลี่ลั่วพลันแดงก่ำ“ผู้ที่ยืนอยู่ที่นี่ในวันนี้ พวกท่านล้วนเป็นผู้ใหญ่กว่าข้า ในครอบครัวย่อมมีพี่ๆน้องๆ ข้าคิดว่าอย่างไรก็ย่อมมีคนในครอบครัวที่เป็นทหารทหารที่ประจำอยู่ชายแดนนั้นลำบากยิ่งนัก พวกท่านย่อมรู้ดี ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงเข้าอกเข้าใจและสงสารพวกเขาเพื่อเป็นการปลอบขวัญพวกเขา จึงปลอมพระองค์เสด็จเยือนค่ายทหารซีเป่ย ระหว่างทางที่บิดาของข้าอารักขาฮ่องเต้กลับสู่เมืองหลวงได้ถูกโจรกบฏลอบสังหารครั้งนั้นคนของอีกฝ่ายมีมากกว่า บิดาของข้าสละชีพด้วยความกล้าหาญ”

             เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เปิดเผยอยู่แล้วดังนั้นจึงมีคนจำนวนไม่น้อยที่รู้เรื่องนี้

              “ด้วยเหตุที่ข้ากำเนิดที่ชายแดนซีเป่ยครั้งนั้นบิดาจึงพาข้ากลับเมืองหลวงมาพร้อมกันด้วย แต่ระหว่างทางกลับมาพบเจอกับเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่ใครก็คาดไม่ถึง เวลานั้นสถานการณ์คับขันยิ่ง ฝ่าบาททรงรักขุนนางเสมือนบุตรหลานครั้นแล้วจึงปวดใจยิ่งนักกับการจากไปของท่านพ่อ ดังนั้นจึงให้ทหารข้างกายของท่านพ่อพาข้าหลบหนีไปก่อนต่อมาเมื่อเรื่องราวสงบลง ฝ่าบาทได้ส่งรองแม่ทัพของท่านพ่อ หลี่จงหมิง ให้ออกตามหาข้าทว่ายามนั้นข้าอายุยังไม่ครบหนึ่งขวบ สุขภาพร่างกายค่อนข้างย่ำแย่ จากนั้นอาจจะเป็นเพราะว่า...ฝ่าบาททนดูไม่ไหวที่จะเห็นมารดาใหญ่พี่ชาย และพี่สาวได้รับความเจ็บปวดครั้งแล้วครั้งเล่าการต้องจากกันของคนในครอบครัวนั้นครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว ฉะนั้นแต่ก่อนที่สุขภาพของข้ายังไม่ได้หายดีนั้นฝ่าบาทจึงให้ข้าถูกเลี้ยงดูไว้ข้างนอก และได้จ้างคนมาคอยดูแลอย่างรอบคอบอบรมสั่งสอนข้า ข้าเรียนปูพื้นฐานเมื่ออายุสามขวบ ห้าขวบท่องบทกวีโคลงกลอน”ต่อมาหลี่ลั่วหันหน้าไปทางวังหลวงแล้วคุกเข่าลง “บุญคุณที่ฝ่าบาทอบรมสั่งสอนหลี่ลั่วจะต้องตอบแทนในวันหน้าแน่นอน”

             จากนั้นหลี่ลั่วก็ลุกขึ้นยืน“ทุกท่าน ใต้ภูเขาแห่งนี้กระดูกสีขาวโพลนทับถมกันชั้นแล้วชั้นเล่า แต่ทว่า...กระดูกขาวยังไม่ทันได้สลายกลายเป็นเถ้าพวกท่านต่างก็ลืมบิดาของข้าและนักรบที่พิทักษ์รักษาชายแดนของพวกเราไปแล้วใช่หรือไม่?เจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้...”

              “หุบปากลากเขาลงมา รีบลากเขาลงมา” หลี่เหล่าไท่ไท่ร้องตะโกนเสียงดัง

             หลี่ฉางเฉิงเดินมาถึงด้านหลังนางและตรงเข้าไปตีนางจนสลบแต่ในยามนี้ไม่มีใครสนใจหลี่เหล่าไท่ไท่แล้ว ทุกคนต่างกำลังตั้งใจฟังที่หลี่ลั่วพูด

             ส่วนภรรยาหลี่ฮุยและคนอื่นๆเมื่อเห็นว่าหลี่เหล่าไท่ไท่หมดสติไปแล้ว จึงรีบเข้าไปประคองหลี่เหล่าไท่ไท่      

             “ท่านพ่อของข้าเกิดมาไม่นานท่านย่าของข้าก็จากไปแล้วท่านปู่ออกจากการไว้ทุกข์แล้วก็แต่งเหล่าไท่ไท่เข้ามา ซึ่งก็คือกูหน่ายนาย[2]ของจวนชิ่งป๋อ ยามนั้นนางแต่งให้สกุลหยวน หญิงผู้นั้นต่อมาสามีของนางจากไปนางจึงได้กลายมาเป็นแม่ม่าย หกปีก่อน บิดาของข้าได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์โหวจึงแยกเรือนออกมาจากสกุลหลี่ บิดาของข้าต้องการเพียงหมู่บ้านที่เป็นสินเจ้าสาวเดิมของท่านย่าส่วนทรัพย์สมบัติและการค้าอื่นๆ นั้นไม่ได้รับมาด้วย แต่ทว่าเวลาผ่านไปเพียงแค่หกเดือนสุขภาพของเหล่าไท่ไท่ก็ย่ำแย่ลงมารดาใหญ่ของข้านั้นมีใจกตัญญูจึงรับเหล่าไท่ไท่มาอยู่ที่จวนโหว แม้ว่าในยามนั้นจะแยกเรือนออกมาแล้วก็ตามส่วนครอบครัวของท่านลุงใหญ่และครอบครัวของท่านอาสามนั้นยังอยู่ในจวนสกุลหลี่”

             คำพูดของหลี่ลั่วทำให้คนคิดปะติดปะต่อเรื่องราวได้เอง “ต่อมาคงจะเป็นเพราะเพื่อจะได้เป็นการสะดวกในการดูแลเหล่าไท่ไท่ครอบครัวของท่านลุงใหญ่และครอบครัวของท่านอาสามก็ย้ายเข้ามาอีกจวนโหวนั้นกว้างขวาง จะมาอยู่กันหลายครอบครัวก็ไม่เป็นกระไรพูดไปแล้วท่านลุงใหญ่ของข้านั้นก็รั้งเพียงตำแหน่งขั้นสี่คงไม่มีปัญญาซื้อเรือนของตนเองด้วยฐานะค่อนข้างยากจนส่วนท่านอาสามนั้นไม่ได้เป็นขุนนาง ก็น่าจะยากจนยิ่งกว่าอีกดังนั้นมารดาใหญ่ของข้าจึงช่วยเหลือเจือจานพวกเขา”

             คำพูดของหลี่ลั่วที่ว่า‘ไม่มีปัญญาซื้อเรือน’ ‘ค่อนข้างยากจน’ ‘ช่วยเหลือเจือจาน’ ฟังแล้วผู้คนต่างก็หัวเราะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้

             จากนั้นหลี่ลั่วก็ยิ้มอย่างอ่อนหวาน“อาจมีความเป็นไปได้ว่าเรือนในจวนโหวนั้นดีนัก” รอยยิ้มของเขาทั้งบริสุทธิ์และสดใส“อย่างเช่นข้า หลังจากที่ข้าไปเยือนจวนของท่านพี่ฉีอ๋องแล้วก็ไม่อยากกลับจวนโหวอีก ข้าก็ชมชอบที่จะได้อยู่อาศัยในจวนที่ดียิ่งขึ้นไปอีกเช่นกัน”

             คนทั้งหมดหัวเราะขึ้นอีกเพราะประโยคนี้ของหลี่ลั่ว

             เด็กน้อยไม่มีพิษไม่มีภัยและไร้เดียงสาวิธีการที่หลี่ลั่วใช้อย่างเฉียบคมเมื่อสักครู่นั้น ทุกคนต่างก็พากันลืมไปหมดสิ้นแล้ว

             “แต่คนผู้นี้ให้อภัยไม่ได้”หลี่ลั่วชี้ไปที่หยวนข่าย “ที่จริงแล้วข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาเป็นใครพ่อบ้านจี้บอกกับข้าว่า นี่เป็นหลานชายที่เกิดกับสามีคนก่อนของเหล่าไท่ไท่ ชื่อว่าหยวนข่าย คนผู้นั้นคือบิดาของเขา ชื่อว่าหยวนเฉิงไม่รู้ว่าด้วยเหตุใดพวกเขาจึงมาอาศัยอยู่ในจวนโหวเช่นกัน เมื่อยามที่ข้ากลับมาถึงจวนโหวนั้นพวกเขาไม่อยู่ในจวนได้ยินว่ามีผู้อาวุโสในครอบครัวเสียชีวิต วันนี้ข้าไปเที่ยวที่จวนท่านพี่ฉีอ๋องพี่ใหญ่อยู่ในเรือนสวดมนต์ให้ท่านย่าและท่านพ่อ หลังจากข้ากลับมาก็เห็นสาวใช้รุ่นใหญ่ของพี่ใหญ่เสี่ยวฟาง วิ่งออกมาขอความช่วยเหลือ ที่แท้เจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้ข่มเหงที่จวนโหวของข้าไม่มีผู้ชาย...พี่ชายของข้าขาพิการข้าเป็นเด็กน้อย พวกเขาจึงคิดที่จะรังแกพี่สาวของข้า”

             พูดถึงตรงนี้หลี่ลั่วจึงปล่อยเสียงร้องไห้โฮอย่างเด็กๆ ร้องไปด้วยพลางพูดไปด้วย “พวกเขาคิดจะรังแกพี่สาวของข้าแม้ว่าข้าจะยังเล็ก แต่ข้าก็เป็นผู้ชายที่กล้าหาญ บิดาของข้าเป็นวีรบุรุษข้าก็เป็นวีรบุรุษน้อยเช่นกัน เมื่อยามที่ข้าพาท่านอาหลี่และคนอื่นๆ ไปถึงนั้นก็เห็นพี่หญิงใหญ่ใช้กรรไกรชี้ไปที่คอของนางส่วนเจ้าสัตว์เดรัจฉานตัวนี้จ้องเอาแต่จะรังแกพี่สาวของข้าโดยไม่สนใจสิ่งใดยังดีที่พวกเราเข้าไปทัน ข้าจึงให้ท่านอาหลี่โบยเขา”

     

     

    [1] กูหน่ายนาย (姑奶奶) เป็นคำเรียกสตรีในครอบครัวที่ออกเรือนไปแล้วในเชิงให้เกียรติและยังสามารถใช้เรียกน้องสาวของพ่อได้อีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน