วันต่อมาเทียนหลง มาเรียนวิชายุทธ์่เช้าแต่อาจารย์ใหญ่หลี่เฉียงเรียกเทียนหลงออกจากห้อง แล้วนำเขามาที่ลานฝึกลับด้านหลังสถานสึกษาทั่วลานเงียบสงบไร้ผู้คน กำแพงสูงสามเมตรล้อมรอบมีประตูเข้าออกทางเดียวอาจารย์ใหญ่หลี่เฉียงมาส่ง แล้วบอกให้เทียนหลงรออยู่ก่อน ตัวเองเดินออกไปทันที ทันใดก็มีชายกลางคนหน้าตาดุดันท่าทางเหี้ยมหาญ เดินสวนเข้ามาหยุดที่กลางลาน ในมือถือพลองท่อนหนึ่งเขาพูดขึ้น“ข้าตงชิงหาน เป็อาจารย์สอนยุทธ์คนใหม่ของเ้า ข้าจะป้อนกระบวนท่าเพื่อทดสอบวิชาตัวเบาของเ้า จงหลบให้ดี” เขารอจนเทียนหลงเดินมาที่กลางลานพลองยาวเมตรครึ่งในมือขยับวูบ หอบเงาพลองไหววูบเกลื่อนท้องฟ้า แล้วหยุดนิ่งยกพลองทำความเคารพคู่ต่อสู้ เทียนหลงคราวะตอบตามธรรมเนียม ตงชิงหาน ตวาดว่า “รับมือ..”
เขาฟาดพลองลงมาที่หัวเทียนหลง เสียงพลองแหวกอากาศดังสนั่นประหนึ่งสายฟ้าฟาดผ่าลงโขดหิน ด้วยความเคยชินเทียนหลงก้าวท้าวเทวราชหลบได้อย่างง่ายดาย พึ่งหลบพลองแรกได้ พลองที่สองก็กวาดขวางมาราวกับคลื่นั์หมายกวาดทำลายทุกสิ่งเบื้องหน้าให้ราบเป็หน้ากอง เงาพลองที่สองยังไม่จางหาย ปลายพลองที่สามก็แทงสวบราวกับปลายหอก เทียนหลงขยับเท้าตามหลักแปดทิศผสานพลิ้วไปตามพลองที่กระหน่ำ ไม่ว่าพลองจะพลิกแพลง กวาด ฟาด แทง อย่างไรเทียนหลงก็คล้ายปุยนุ่นตามลม ลอยหลบไปตามกระแสลมปลายพลองอย่างแ่เบาพลองฟาดต่อเนื่องควับๆไม่มีเบามือ ความเร็วมีแต่เพิ่มขึ้นเงาพลองละลานตา ในเวลาไม่กี่อึดใจนี้ถึงกับจู่โจมไป เก้าร้อยแปดสิบแปดพลอง มรสุมพลองที่คล้ายลมฝนโหมกระหน่ำอยู่ดีๆ ก็หยุดเงาพายุพลองเกลื่อนฟ้าสลายหายวับกลายเป็ต้นไม้โดดเดี่ยว นิ่งไปชั่วอึดใจหนึ่ง พลองกลับมาอยู่ข้างกายตงชิงหาน
พอพายุพลองสงบลง เทียนหลงประสานมือคารวะตงชิงหาน“ขอบคุณท่านอาจารย์ ที่กรุณาป้อนกระบวนท่า” ยังไม่ทันพูดอะไรต่อก็มีเสียง ปรบมือดังมาจากนอกประตู คน 3คนเดินเข้าประตูมา“แปะๆๆ ยอดเยี่ยม เป็วิชาตัวเบา ที่ยอดเยี่ยมมาก” ชายคนกลางที่เดินนำปรบมือพร้อมกล่าวชม เทียนหลงจำชายคนนี้ได้เขาคือ เ้าเมืองเฟิงซีหมิน เขาเคยเห็นครั้งหนึ่ง บนเหลาสุรา ส่วนอีกสองคนนั้นกลับเป็อาจารย์หานกุยสอนวิชาตัวเบา กับ อาจารย์ถังซีสอนวิชาหมัด ที่แปลกคืออาจารย์ทั้งสองหน้าซีดราวกับไม่สบาย
เฟิงซีหมิน “เ้าคือจางเทียนหลงสินะ ดูเ้าไม่ใเลย อายุแค่นี้อาจหาญยิ่งนัก พบเื่แปลกใจถึงกับนิ่งเฉยอยู่ได้ไม่เลวเลย”
เทียนหลง “ท่านเ้ามืองชมข้าเกินไปที่ไม่ใเพราะอาจารย์ใหญ่หลี่เฉียงมาส่ง และลานฝึกนี่อยู่ในสถานศึกษา”
ตงชิงหาน มองเทียนหลงขึ้นลง ทำท่าขมวดคิ้ว“เมื่อวันก่อนเ้ายังไม่บรรลุแม้แต่พลังปราณธรรมชาติขั้นที่ 1 ผ่านไปแค่สองวันกลับทะลุขั้นเป็ปราณธรรมชาติขั้นที่ 2 แล้ว นี่ไม่ธรรมดาเลยนะ”
อาจารย์หานกุย “เทียนหลง ข้าขอโทษที่ดูแคลนเ้า ข้าไม่เคยคิดเลยว่าเ้าจะฝึกท่าเท้าเทวราชได้ถึงขั้นนี้ แต่เดิมข้าภูมิใจในระดับการฝึกท่าเท้าเทวราชข้ามลำธารยิ่งนักวันนี้เห็นเ้าประมือกับแม่ทัพตงแล้ว ข้าพึ่งรู้ว่า ข้ายังฝึกไม่ถึงไหนเลยข้าละอายใจจริงๆ เ้าคงไม่ว่าอะไรหากข้าจะขอคำชี้แนะจากเ้าบ้าง”
“ท่านอาจารย์ กล่าวเกินไป” เทียนหลงพูดขึ้น เขาหมายความอย่างนั้นจริงๆ ถ้าไม่มีประสพการณ์ไล่ตามลุงฟานโหวเมื่อวานวิชาตัวเบาของเขาคงไม่ก้าวหน้าถึงขั้นนี้
อาจารย์ถังซี “เทียนหลงนอกจากวิชาตัวเบาแล้ว เ้าฝึกวิชาอื่นใดอีกหรือไม่”
เทียนหลง “นอกจากวิชาตัวเบาแล้วข้าฝึกวิชาปราณที่ใช้หลอมโอสถเท่านั้น” ทุกคนในที่นี้ล้วนเป็จอมยุทธ์ระดับสูงในเมืองสุ่ยสำหรับปราณหลอมโอสถนั้น ไม่อยู่ในความสนใจของทุกคน คิดว่าไม่น่าจะมีอะไรพิสดารเลยไม่มีใครเอ๋ยปากถามเื่นี้ต่อ
เฟิงซีหมิน “ั้แ่ข้าเห็นฝีมือเ้าที่เหลาสุรา ก็คิดแล้วว่าเ้าไม่ธรรมดามาโดยตลอดพวกข้าและบรรดาอาจารย์ทุกท่าน ยินดีที่เมืองสุ่ยมีอัจฉริยะเช่นเ้าพวกข้าจะสนับสนุนเื่การศึกษาของเ้าอย่างเต็มที่ ในตอนนี้เ้าคงยังไม่เข้าใจว่าพวกข้าทำเช่นนี้เพื่ออะไร แต่เมื่อผ่านไปอีกหลายปีคิดว่าเ้าคงเข้าใจ อนาคตเป็สิ่งไม่แน่นอนข้าไม่ควรกล่าวสิ่งใดที่ทำให้เ้าสับสนและอึดอัดในตอนนี้ ..เอาเถอะในวันเรียนวิชายุทธ์เช้า..เ้ามาเรียนวิชาหมัดกับ อาจารย์ถังซี ่บ่าย..เรียนกับแม่ทัพตง ส่วนเ้าอยากเรียนอะไรนั้นคงต้องคุยกับแม่ทัพตงเองเช้านี้เ้าคุยกับอาจารย์ถังซีไปก่อน พวกข้ามีเื่ต้องทำ”
เช้านั้นเขาเริ่มเรียนรู้หมัดัหลับ ส่วนบ่ายเขาขอเรียนเพลงพลองกับ แม่ทัพตงชิงหาน สาเหตุที่เขาเลือกเรียนพลองนั้นเพราะพลองเป็อาวุธที่หาง่าย ไม่มีคมจึง อันตรายน้อยกว่า ดาบ หรือ อาวุธอื่นๆและพลองเป็พื้นฐานของอาวุธยาวเกือบทุกชนิด เช่น ทวน หอก ง้าว ยื่งได้เห็นการจู่โจมที่ตงชิงหานแสดงในวันนี้เขายิ่งรู้สึกประทับใจ พอตงชิงหาน ได้ฟังเหตุผลของเขาก็งงไปวูปหนึ่งแต่ก็ไม่ได้ค้านอะไร เริ่มสอนในทันทีวันนี้เขาอธิบายเคล็ดวิชาการจับถือพลอง อันเป็พื้นฐานที่สำคัญยิ่งของวิชาพลอง
หลังจากกลับจาก สถานศึกษาประจำเมืองเทียนหลงแวะไปเยี่ยมลุงฟางโหวกับป้าฟางจื่อจากนั้นกลับมาเริ่มฝึกพลังวัตรต่อที่บ้าน ระดับพลังของเทียนหลงเข้าสู่ปราณธรรมชาติขั้นที่ 2 แล้ว เขาคิดว่าสมควรเริ่มฝึก ปราณัพสุธา ได้แล้วเมื่อเพ่งจิตค้นหารายละเอียดของปราณัพสุธา พบว่าเนื้อหาภายในแบ่งเคล็ดวิชาเป็ภาคส่วนต่างๆ ได้แก่
ภาคที่ 1 การเข้าถึงคุณสมบัติของธาตุดิน อธิบายเื่คุณสมบัติของธาตุดินในธรรมชาติ
ภาคที่ 2 การโคจรพลังวิถีัพสุธา เป็เคล็ดวิชาโคจรกำลังภายในแนววิชามีพื้นฐานมากจาก วิถีัขนด
ภาคที่ 3 การนำพลังจากธาตุดินมาใช้งาน เป็การหยิบยืมใช้พลังจากธาตุดิน
ภาคที่ 4 การผสานกับแผ่นดิน คือเตล็ดวิชาหลบซ่อนภัยหากสำเร็จเขาจะสามารถผสานร่างกับทุกสถานที่ที่มีธาตุดิน
ภาคที่5 การควบคุมแรงโน้มถ่วงของแผ่นดิน เป็วิชาสร้างอาณาเขตุสนามแรงโน้มถ่วงสามารถสร้างสนามแรงโน้มถ่วงระดับแรงดึงดูด และขนาดขึ้นอยู่กับระดับพลังปราณของผู้ใช้ออก
เทียนหลงทำความเข้าใจเพียงครู่เดียวก็ผ่านภาคที่1 อย่างง่ายดาย เริ่มฝึกภาคที่ 2 การฝึกพลังัพสุธามีแนวทางแตกต่างจากัขนดเล็กน้อยเรียกว่าโคจรพลังเพิ่มในวิธีพสุธาจะง่ายกว่า กล่าวคือ ใน 1 รอบพลังัขนด เพิ่มการโคจร 1รอบย่อยของพลังัพสุธาเข้าไป หากมองเป็ระยะ ระยะวิถีัพสุธายาวกว่า วิถีัขนาดถึงหนึ่งในสามส่วนหมายความว่า หากใช้เวลา 100 วินาที ในการโคจรวิถีัขนด 1 รอบ จะต้องใช้เวลา 133 วินาทีในการโคจรวิถีัพสุธา1 รอบ เมื่อเริ่มฝึกเทียนหลงไม่กล้าลงไปฝึกใต้น้ำ เขาไม่แน่ใจว่าหากโคจรพลังผิดพลาดจะเกิดอะไรขึ้นหากเขาอยู่ใต้น้ำเขาย้ายข้าวของในห้องโถงกลางบ้านออก แล้วนั่งฝึกบนพื้นที่ว่าง
ค่ำนี้เทียนหลง จุดเตาหลอมโสถ นำสมุนไพรตามตำหรับโอสถคืนหวน49 ชนิดออกมาวางเรียงกัน เขากลั่นเย็นโอสถธาตุเย็นและธาตุดินทั้งหมด 47ชนิดใส่ไว้ในถ้วยเคลือบ 47 ใบก่อน การกลั่นโอสถธาตุเย็นด้วยวิธีกลั่นเย็นในตอนนี้ง่ายกว่าตอนทดลองมากเนื่องจากเขามีพลังปราณธรรมชาติระดับ 2 แล้วนั้นเอง ใช้เวลา 2 ชัวโมงก็สำเร็จเขาเริ่มกลั่นโอสถธาตุร้อนที่เหลืออีก 2 ชนิด ถึงกับใช้เวลาถึงครึ่งชั่วโมงเขาเดาสาเหตุที่ใช้เวลานานว่าน่าจะเกิดจากความบริสุทธิของธาตุไฟที่ใช้หลอมไม่พอ อยากให้บรรลุผลเร็วคงต้องรอให้เขาฝึกปราณัอัคนีพิโรธสำเร็จเสียก่อน ได้ธาตุโอสถครบ เขาคำนวนสัดส่วนของธาตุโอสถทั้งหมดประมาณได้ว่า สามารถหลอมโอสถคืนหวนได้ถึง 5 เม็ด พักเพียงเล็กน้อยลงมือหลอมรวมโอสถทันที ขณะหลอมโอสถ ภายในเตาหลอม เกิดแสงสีเขียวสว่างจ้ากลิ่นหอมของแก่นสมุนไพร เปลี่ยนไปตลอดเวลาที่ทำการหลอม ผ่านไป 3 ชั่วโมงได้โอสถสีเขียวมรกตลายวงสีขาว เนื่องจากหลอมยามค่ำคืน ถึงกับเห็นรัศมีสีเขียวส่องประกายจากเม็ดโอสถสาดออกไปในระยะหลายเมตรเม็ดโอสถโตขนาดลูกลำไย กลิ่นหอมสดชื่นกระจายฟุ้งไปรอบบ้าน เขารีบเก็บลงขวดหยกที่ใช้เก็บยา
ถึงเวลาทดลองยาแล้วั้แ่ฝึกวิถีัขนดสำเร็จ ยามโคจรกำลังรอบตัวจะมีปราณัขนดปกป้องเขาพบโดยบังเอิญว่า หากใช้ของมีคมกรีดเบาๆ ถึงกับกรีดไม่เข้าิั แต่ไม่กล้าลงมีดแรงๆดังนั้นก่อนทดลองฤทธ์โอสถเขาหยุดการขับเคลื่อนพลังวัตรทั้งหมดถึงกับต้องสลายพลังที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ กางฝ่ามือออก เอามีดด้ามน้อยทำความสะอาดแล้วกรีดไปบน ปลายนิ้วก้อยเบาๆ เืไหลพุ่งออกมาทันที
เขารีบกินโอสถ คืนหวนตำหรับใหม่ที่พึ่งหลอมเสร็จลงไปกลิ่นโอสถคละคลุ้งอยู่ในปาก เนิ่นนานกลิ่นยังไม่คลายไป ทันทีที่โอสถตกลงถึงท้องมีกระแสความเย็นฉ่ำพุ่งมาที่ปลายนิ้ว เืหยุดไหลาแสมานตัว ในระดับความเร็วที่เห็นด้วยตาเปล่าได้ชัดเจน ...ไหนๆก็ลองแล้ว ด้วยความเชื่อมั่นในตำหรับยาที่เคยรักษาแผลไฟลวกบนตัวเขาเองทั้งยังหายดีอย่างรวดเร็ว เขานำมีดเล่มน้อยไปเผาไฟในเตาโอสถ รอจนใบมีดร้อนแดง “เอา...ลองดู!”
เขานาบมีด ที่กำลังเป็เหล็กร้อนแดงลงบนท้องแขน ผิวปะทุพองตุ่มน้ำใสะเิในทันที เกิดแผลไฟไหม้พุพองตามรอยมีด ความเ็ปที่เกิดจากแผลไฟไหม้เข้าจู่โจมร่างกายทันทียังไม่ถึงหนึ่งในสามอึดใจ กระแสความเย็นที่จุดศูนย์ ก็พุ่งตรงมาที่รอยไฟไหม้ รักษาาแผุพองที่เกิดขึ้นเกิดเนื้อใหม่งอกขึ้นมา ตัวแผลเดิมลอกออกมากลายเป็คราบแห้งๆหลุดร่อนไป แผลไฟไหม้หายไปกลายเป็เนื้อราบเรียบทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึง 10 วินาที ความเ็ปกลายเป็ความรู้สึกสบายผิวเย็นฉ่ำ
เื่ที่เกิดเหมือนมายากลแต่เทียนหลงรู้ว่าไม่ใช่ จาการทดลองใช้โอสถ เล่นจริง เจ็บจริง และก็หายจริง เขาดีใจเป็อย่างมากรู้ว่าโอสถมีฤทธิ์ยาเพิ่มขึ้นหลายเท่า จากการเปลี่ยนวิธีกลั่นเย็น และใช้ตัวสมุนไพรหลักที่มีอายุเป็100 ปี แต่ไม่มั่นใจว่าดีขึ้นกว่าเดิมมากน้อยเพียงไร คงต้องรอปู่จางกลับมาเทียบสรรพคุณดู ยังมีอีกจุดหนึ่งที่เขายัง ไม่สามารถคำนวนได้คือระยะเวลาการคงอยู่ของฤทธ์ยา เขายังรู้สึกถึงฤทธ์ยาที่กินลงไปมันยังค้างอยู่ที่จุดศูนย์ของเขาในปริมาณมาก คำนวนไม่ได้ก็ไม่เป็ไร เขาวางเื่คำนวนไว้ก่อน เทียนหลง หันมาพิจาณาปรับปรุงกรรมวิธีกลั่นและหลอมโอสถ
สถานศึกษาที่ห้องเรียนวิชาคำนวน วันนี้หลังจากอาจารย์หมงต้าซื่อ สอนนักเรียนในห้องเรียนเสร็จ ก็สั่งงานแล้วจะกลับมาสอนวิชาค่ายกลให้เทียนหลงเป็การส่วนตัว หลีซวนซวน ที่เงียบขรึมตลอดมาพลันถามถึงเทียนหลง อาจารย์หมงต้าซื่อ ตอบไปว่าเทียนหลง ต้องเรียนคำนวนเป็การพิเศษไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถผ่านการทดสอบก่อนปิดภาคเรียน สถานศึกษาของเมืองสุ่ยอาจได้ที่รั้งท้ายในการประเมินผลการสอน“ข้าต้องรักษาชื่อเสียงของสถานศึกษา แต่ก่อนเป็ไรข้าไม่รู้ แต่เมื่อข้ามาสอนวิชาคำนวนจะมีคนตกคำนวนในการทดสอบไม่ได้ เด็ดขาด!” คำตอบนี้เรียกเสียงค่อนแคะจากบรรดาเพื่อนร่วมห้อง โดยเฉพาะลูกหลานคหบดี ทันทีที่อาจารย์หมงต้าซื่อ เดินลับตา
กู้หงซวน ถ่มน้ำลายไหล่หลังเทียนหลง “มันกวนใจข้าจริงๆ อาจารย์หมงต้าซื่อ เป็คนระดับไหน ขนาดท่านอ๋องผู้ปกครองมลฑลเรายังเป็ศิษย์สายตรงของท่านไอ้ขยะนี้ถ่วงความเจริญ ชิงโอกาสข้า ที่จะได้เรียนวิชาคำนวนที่สูงล้ำจากท่านอาจารย์แทนที่ท่านอาจารย์จะมีเวลาสอนพวกเรา กลับต้องไปดูแลไอ้หินโง่ก้อนนั้น ” เด็กน้อยส่วนใหญ่ส่ายหัว อาจารย์หมงต้าซื่อ สอนแค่นี้พวกเขาก็จะตายอยู่แล้วคิดในใจคล้ายๆ กันว่า ‘กู้หงชวน เ้าไม่ได้เก่งไปกว่าพวกข้า วิชาคำนวนที่ท่านอาจารย์สอนธรรมดาเ้ายังเอาตัวไม่รอด ยังจะไปอิจฉาคนที่ด้อยกว่า ความคิดเ้าช่างทุเรศนัก’
เกือบทั้งหมดเชื่อตามที่อาจารย์หมงต้าซื่อบอกยกเว้นคนตั้งคำถาม "หลี่ซวนซวน" โจทย์ที่อาจารย์หมงต้าซื่อถามในวันแรกนั้นสองข้อแรก นางหาคำตอบด้วยตนเอง พบว่าเทียนหลงตอบถูกทั้งสองข้อแต่นางต้องใช้เวลาครึ่งคืนกว่าจะหาคำตอบได้ จึงนำปัญหาข้อที่สามจึงไป ปรึกษาท่านแม่ของนางในอดีตท่านแม่นางได้ชื่อว่า นักคำนวนหญิงแห่งเมืองหลวง ท่านแม่ของนางใช้เวลาประมาณ15 นาทีถึงตอบโจทย์ข้อสามได้ และนางพบว่าที่เทียนหลงตอบมานั้นถูกต้องหากเทียนหลงคิดแล้วตอบ ในทันทีเช่นนั้น ความสามารถในการคำนวน นับว่าเก่งกาจเหนือล้ำจินตนาการท่านแม่ของนางสอบถามว่านางสงสัยอะไร พอได้ยินเื่เทียนหลง นางถึงกับปิดปากอุทานแสดงว่าความสามารถของเทียนหลงด้านคำนวน เป็ที่น่าแตกตื่นสะท้านโลกเพียงไร
วันเวลาผ่านไปนอกจากเทียนหลงจะไปเรียนที่สถานศึกษาแล้ว วันว่างเขายังเอาสมุนไพรที่จางเหว่ยเตรียมไว้ไปขายบางทีก็เข้าป่ากับลุงฟางไปล่าสัตว์ โดยไม่รู้ตัว วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วเทียนหลงเรียนมาได้ 5 เดือนแล้วอีกเพียงเดือนเดียว ก็จะจบการเรียนในปีนี้