เืไหลไม่หยุดจากมุมปากของหลี่เฟยหลง ร่างกายที่ถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากท้องพระโรงของตำหนักทิศประจิมกระแทกพื้นหินอ่อนด้านนอกดังสนั่น ศิลาที่ปูพื้นแตกกระจายเป็รอยร้าวเป็เส้นๆ ราวกับใยแมงมุมชั่วร้าย ทุกกระดูกในร่างกายของเขาร้องครวญครางด้วยความเ็ปรุนแรงที่แผ่ซ่านไปทั่ว
เขานอนคว่ำหน้าอยู่กับพื้นครู่หนึ่ง หายใจหอบถี่ ลมหายใจแต่ละครั้งราวกับมีมีดกรีดปอด ไอร้อนจากเพลิง์ขององค์ชายใหญ่ยังคงแผดเผาอยู่ภายในอก กลิ่นเนื้อไหม้คละคลุ้งจางๆ ผสมกับกลิ่นคาวเืที่ติดคอ
ความเ็ปไม่ใช่แค่ภายนอก แต่ลึกเข้าไปในกระดูกและปราณภายใน ร่างกายที่เพิ่งเริ่มพัฒนาปราณนิลกาฬถูกบดขยี้ด้วยพลังัฟ้าที่เหนือชั้นกว่า ราวกับมีูเาลูกั์ทับทับลงมา
“เฟยหลง!!”
หลี่กวงะโเรียกเขาให้ตื่น ใบหน้าขององค์ชายสี่ซีดเผือดด้วยความใและโกรธเคืองจนตัวสั่น
องค์ชายใหญ่หลี่เสียนแง้มประตูมาดูเล็กน้อย มือข้างหนึ่งยังถือกระบี่นิลกาฬของเฟยหลงไว้อย่างสบายๆ พระองค์มองมาด้วยสายตาเ็าแต่แฝงรอยยิ้มบางๆ ที่ดูน่าขนลุก
“ข้าไม่ได้กระทืบใครฟรีๆ หรอก น้องสี่” เสียงขององค์ชายใหญ่ดังกังวานลงมา “เพราะเ้าหนูคนนี้กล้ามาที่นี่เพื่อ ‘สั่งสอน’ ข้าเื่ความยุติธรรม ข้าจะแจกความยุติธรรมให้มันตามที่มันร้องขอ”
องค์ชายใหญ่หันไปสั่งขันทีเฝ้าประตูตำหนักที่ยืนตัวตรงอยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงสั่งการที่หนักแน่น
“ถ่ายทอดคำสั่งข้า… จงไปที่กรมอาญาปล่อยตัวเหวินเทียน ให้มันยอมรับข้อหาเล็กน้อย แล้วเนรเทศออกจากเมืองหลวงภายใน3วัน”
เหล่าขันทีรับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว
องค์ชายใหญ่หันกลับมามองเฟยหลงอีกครั้ง ยิ้มมุมปากบางๆ
“นี่คือ ‘ความยุติธรรม’ ที่เ้า้า ข้าแจกให้แล้ว ั้แ่บัดนี้จงอย่ามายุ่งเื่ของข้าอีก”
เฟยหลงกัดฟันแน่น พยายามพยุงตัวลุกขึ้นจากพื้นด้วยตัวเอง หลี่กวงรีบเข้ามาประคองไว้ทันที ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เืไหลซึมจากมุมปากและจมูกไม่หยุด อาภรณ์ขาดวิ่นเป็ริ้วๆ มีรอยไหม้สีดำเกรอะกรังทั่วตัว ทุกย่างก้าวที่พยายามเดินคือความทรมานที่แผ่ซ่านจากกระดูกซี่โครงที่ร้าว ปอดที่ถูกเผาไหม้ และปราณที่ปั่นป่วนภายใน
เืหยดลงตามทางเดินหินอ่อนสีแดงเป็จุดๆ ทุกหยาดเืที่ตกพื้นราวกับเป็เครื่องเตือนใจถึงราคาของคำพูดที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่
ทั้งสองเดินออกจากตำหนักทิศประจิมอย่างทุลักทุเล
เมื่อเดินมาถึงประตูตำหนัก ขันทีที่เพิ่งได้รับคำสั่งเมื่อครู่ ก้าวออกมาขวางทางเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงดังชัดเจน
“ซื่อจื่อหลี่เฟยหลง… องค์ชายใหญ่มีรับสั่งให้ปล่อยตัวจอหงวนเหวินเทียนแล้ว ขณะนี้กำลังดำเนินการตามพระบัญชา”
ขันทีมองเฟยหลงด้วยสายตาที่ซับซ้อนเล็กน้อย ก่อนจะก้มศีรษะ
“ท่าน… ได้สิ่งที่้าแล้ว”
เฟยหลงหยุดยืนครู่หนึ่ง มองขันทีเฝ้าประตูด้วยสายตาที่เหนื่อยล้าแต่ยังคงสงบนิ่ง เขาไม่พูดอะไร เพียงพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินต่อไปโดยมีหลี่กวงคอยพยุง
ระหว่างทางกลับเรือนองครักษ์ ท่ามกลางทางเดินยาวเหยียดที่เต็มไปด้วยกำแพงสีแดงและต้นไม้ประดับอันโอ่อ่า
เสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยอำนาจดังขึ้นจากด้านข้าง
“หยุดก่อน”
องค์หญิงสี่ “หลี่เหวินฉวี” ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไผ่ประดับทางเดิน ชุดสีฟ้าครามปักลายเกลียวคลื่นพลิ้วไหวไปตามสายลมที่พระหัตถ์ถือกระเช้าผลไม้ใบหน้างดงามสง่าแต่ดวงตาเผยความใชัดเจนเมื่อเห็นสภาพของเฟยหลง
นางก้าวเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว
“ท่านชายเฟยหลง… นี่มันอะไรกัน?” นางมองาแเต็มตัวและเืที่ไหลไม่หยุด “ข้ามาเยี่ยมเสด็จพ่อ… แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นสภาพที่น่าอับอายเช่นนี้ระหว่างทาง”
เฟยหลงหยุดเดิน หอบหายใจถี่ ใบหน้าซีดเผือดแต่ยังคงพยายามยืนตรง
“ข้า… ไปพูดเื่เหวินเทียนกับองค์ชายใหญ่” เขาตอบเสียงแหบพร่า “และนี่คือราคาที่ต้องจ่าย”
องค์หญิงหลี่เหวินฉวีขมวดคิ้วลึก สายตาที่เคยมีเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองบัดนี้เผยความห่วงใยออกมาเล็กน้อย
“ทำไมเ้า…เ้าน่ะซื่อตรงเกินไปหรือจะเรียกว่าโง่เขลาดีล่ะ ทำไมไม่รู้จักประมาณตัวเอง”
นางยื่นมือเรียวบางมาแตะที่ไหล่ของเฟยหลง กระแสปราณวารีที่นุ่มนวลและเย็นสบายไหลเข้าไปช่วยบรรเทาความเ็ปภายในชั่วคราว
“แต่ข้าก็ชื่นชมความกล้านั้น… แม้จะโง่เขลาก็ตาม” นางพูดเสียงเบา “เหวินเทียน… เขารอดหรือไม่?”
“รอด” เฟยหลงตอบสั้นๆ “องค์ชายใหญ่สั่งปล่อยเขาแล้ว”
องค์หญิงหลี่เหวินฉวียิ้มบางๆ
“อย่างน้อย… เ้าก็ไม่ได้เสียแรงเปล่า”
นางมองเฟยหลงด้วยสายตาที่ซับซ้อน
“วังหลวงแห่งนี้ กลืนกินคนที่เก่งกว่าเ้าไปมากมาย หลี่เฟยหลง… ครั้งหน้าถ้าเ้ายังอยากเล่นเกมนี้ จงระวังตัวให้มาก”
องค์หญิงหันหลังเดินจากไป2-3ก้าว แล้วหันกลับมาพูดอีกครั้ง
“รักษาตัวให้ดี… ถ้า้าความช่วยเหลือจากข้า… ส่งข่าวมาที่ตำหนักข้าได้ แล้วเ้าสี่ ดูแลเขาให้ดีๆล่ะ ”
เมื่อองค์หญิงจากไป หลี่กวงหันมามองเฟยหลงด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสับสน
“นาง… ยังพยายามดึงเ้าเข้าฝ่ายเหมือนเดิมใช่ไหม?”
เฟยหลงพยักหน้าเบาๆ แล้วเดินต่อไปอย่างช้าๆ
“ใช่… ข้าพยายามปฏิเสธนางไปแล้วหรือว่าบางที เราจำเป็ต้องมีพวกบ้าง”
เขากุมมือที่ว่างเปล่าไว้แน่นซึ่งครั้งนึงเคยมีกระบี่นิลกาฬอยู่
“เราเดินกันอย่างโดดเดี่ยวมานานเกินไปแล้วหลี่กวง เราจำเป็ต้องมีพรรคพวกบ้าง”
เฟยหลงพูดชัดถ้อยชัดคำ
หลี่กวงชะงัก มองเฟยหลงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจปนกังวล เขาไม่เคยได้ยินคำพูดแบบนี้จากปากเพื่อนที่มักจะนิ่งเงียบและเก็บตัวมาก่อน
“เ้า… พูดอะไรแบบนี้?” หลี่กวงลดเสียงลง “เมื่อครู่เ้ายังถูกพี่ใหญ่ทุบยับขนาดนั้น… แล้วตอนนี้เ้ากลับคิดจะหาพรรคพวก?”
เฟยหลงเดินช้าๆ ทุกย่างก้าวยังเ็ปราวกับมีไฟลวกในอก เืยังซึมจากมุมปากเป็ระยะ เขาเช็ดเืออกด้วยหลังมือที่สั่นเทาเล็กน้อย ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่หนักแน่น
“ข้าไม่ได้โง่ถึงขนาดนั้น… ข้าแค่เรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง วันนี้ข้าพูดตรงเกินไป ถูกองค์ชายใหญ่ลงโทษ… แต่ข้าก็ทำให้เหวินเทียนรอดชีวิตมาได้”
เขาหยุดเดินครู่หนึ่ง หันไปมองหลี่กวงด้วยดวงตาที่ลึกซึ้งขึ้น
“ในวังหลวงนี้… คนเดียวไม่รอด เราเดินคนเดียวมานานเกินไปแล้ว หลี่กวง ข้า้าคนที่ไว้ใจได้… ไม่ใช่เพื่ออำนาจ แต่เพื่อให้เรายืนหยัดได้นานขึ้น”
หลี่กวงเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
“ถ้าเ้าตัดสินใจแล้ว… ข้าจะอยู่ข้างเ้าเสมอ”
ทั้งสองเดินต่อไปอย่างช้าๆ ทางเดินในวังหลวงยาวไกลและเงียบสงัด มีเพียงเสียงฝีเท้าที่ดังก้องและเืที่หยดเปาะๆ ลงพื้นหิน