เยี่ยนเจาเจาจำได้ว่า ประโยคแรกที่เจินเจินกล่าวหลังจากพบนางคือ“น้องหญิงจะเล่นชิงช้าด้วยหรือ”
นางคิดว่าคนที่นางให้ค่าไม่มีทางพูดจาเหลวไหล นางจึงเดินเข้าไปพลางพึมพำว่า“ข้าจะนั่งชิงช้านี้ ใครก็ห้ามข้าไม่ได้”
หนานหมิงเหอมองเห็นภาพรวมทั้งหมด แต่กลับไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงเดินตามเยี่ยนเจาเจาไปอุ้มนางขึ้นชิงช้า
พึ่งจะนั่งลงบนชิงช้า เยี่ยนเจาเจาก็สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ต้นขาด้านนอกที่มีกระโปรงขวางกั้นอยู่ของนาง ดูเหมือนจะแสบคันเล็กน้อย
ขี้เลื่อยหรือ?
เป็นไปไม่ได้ ชิงช้าตัวนี้เป็นชิงช้าสำหรับนายน้อยในจวนสกุลหยวนนั่งมีคนคอยดูแลปัดกวาดโดยเฉพาะทุกวัน จะมีขี้เลื่อยโผล่มาดื้อๆ ได้อย่างไร?
ในใจเยี่ยนเจาเจารู้ทันแล้ว นางทาบมือบนแผ่นไม้แขนเสื้อกว้างของเด็กสาวยาวลากพื้น บดบังทุกความเคลื่อนไหวของมือนาง
นางใช้มือคลำบริเวณข้างเรียวขาของตนก็พบรูที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ ขนาดไม่ใหญ่ไม่เล็กน่าจะถูกแมลงกัดแทะตอนมันยังเป็นต้นไม้ ปกติไม่มีใครสนใจมันเพราะเห็นว่าเป็นแค่ของป่า
แต่เวลานี้ในรูมีของบางอย่างอยู่ ลักษณะกลมเล็ก คาดว่าขยำจากเศษกระดาษใบเล็ก
นี่คือสิ่งที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายต้องการมอบให้นาง
เยี่ยนเจาเจาแอบล้วงกระดาษก้อนเล็กออกจากรูอย่างไม่กระโตกกระตากและซ่อนมันในกระเป๋าแขนเสื้อทันที ก่อนบอกใบ้หนานหมิงเหอให้แกว่งชิงช้าให้นางสักพักแกว่งไม่ถึงสิบทีก็ทำสีหน้าเบื่อหน่าย พึมพำเสียงเบา “มันสนุกตรงไหนกัน” แล้วจึงกระโดดลงจากชิงช้ากลับเรือนไปด้วยความโมโห
เวลาเดียวกัน ในห้องโถงหลัก
หยวนอีเฉี่ยวตื่นตระหนกและหวาดกลัวเพราะโดนเยี่ยนเจาเจาราดน้ำใส่ใบหน้ากะทันหันเมื่อคราวก่อน นางหวาดระแวงตลอดว่าตนจะบังเอิญเจอเยี่ยนเจาเจาข้างนอกอีกครั้ง
นางรู้สึกเสมอว่าเยี่ยนเจาเจาไม่ใช่น้องสาวของตนเอง และเอ่ยอย่างมั่นใจว่าหากเป็นน้องสาวที่มีสายเลือดเดียวกันย่อมไม่มีทางราดน้ำร้อนใส่พี่สาวเด็ดขาด
แน่นอนว่านางพูดออกไปเองแล้ว ทว่าทั้งจวนสกุลหยวนไม่มีใครเชื่อสิ่งที่นางพูดสักคนต่างพากันคิดว่านางกลัวเกินเหตุเท่านั้น ทั้งที่น้องชายแท้ๆ ของนางก็หยิ่งผยองและช่างวางอำนาจเอาแต่ทำร้ายคนอื่นอย่างที่นางกล่าวจริง
โชคดีที่บนใบหน้าหยวนอีเฉี่ยวไม่ทิ้งรอยแผลเป็นแต่เรื่องนี้ก็ทำให้นางร้าวฉานกับนายหญิงใหญ่ไปแล้วตอนนายหญิงใหญ่เข้ามาหานางในห้อง นางมักพูดประชดประชันแทงใจนายหญิงใหญ่บ่อยครั้งจนนายหญิงใหญ่เหน็ดเหนื่อยทั้งกายทั้งใจ
วันนี้ก็เช่นเดียวกันเดิมทีนายหญิงใหญ่ได้ยินว่าบุตรสาวเบื่ออาหาร นางจึงสั่งให้ห้องครัวทำน้ำแกงรังนกหิมะเมล็ดบัว[1] แช่เย็นด้วยน้ำแข็งเพื่อขจัดกลิ่นคาวแล้วนำมาส่งด้วยตนเอง หวังให้นางดีขึ้น
คาดไม่ถึงว่านางจะไม่แสดงสีหน้าใดๆ เพียงหยิบถ้วยน้ำแกงรังนกหิมะที่มารดาสั่งให้คนตุ๋นเป็นพิเศษดื่มเข้าไปรวดเดียว แล้วจึงเอ่ยว่านางอยากพักผ่อน ขอเชิญท่านแม่กลับไป
นี่ไม่ใช่ครั้งแรก และนายหญิงใหญ่ก็จนปัญญานางไม่สามารถใช้วิธีที่รับมือคนอื่นมาจัดการบุตรสาวตนเองได้จำใจต้องหันหลังเดินจากไป
ตอนนางกลับมา เรือนหลักว่างเปล่าไร้ผู้คน แต่มีหมัวมัวไม่สะดุดตาคนหนึ่งรอนางอยู่
“มีอะไรหรือ?”
“คุณหนูสามและคุณหนูสี่ไปเล่นชิงช้าในลานเรือนวันนี้บังเอิญพบคุณหนูเจ็ดเจ้าค่ะ”
หมัวมัวเฒ่าตอบกลับ
นายหญิงใหญ่ถอดเสื้อกั๊กของตนเองออกและวางไว้ด้านข้างพลางขมวดคิ้วเอ่ย “พูดต่อสิ”
“คุณหนูสามและคุณหนูสี่ทะเลาะกับคุณหนูเจ็ด ด้วยเหตุนี้คุณหนูสามเลยร้องไห้อย่างหนัก ก่นด่าตลอดทางกลับบ้านรองเจ้าค่ะ”
นายหญิงใหญ่เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ครุ่นคิดครู่หนึ่งค่อยเอ่ยขึ้นว่า“เจ้าเล่าเนื้อหาที่พวกนางทะเลาะกันตอนนั้นมา”
หมัวมัวเฒ่าก้มหน้าเล่าให้นางฟังทีละเรื่องไม่มีตกหล่นแม้แต่คำเดียว
นายหญิงใหญ่คิดทบทวนคำพูดอย่างละเอียดแต่นางมิอาจคาดเดาสิ่งใดจากเรื่องนี้ได้ จึงคลายสีหน้าลง ก่อนหยิบเงินรางวัลมาไล่หมัวมัวเฒ่าคนนั้นออกไป
หมัวมัวเฒ่าได้รางวัลก็หน้าชื่นตาบาน “นายหญิงท่านยังต้องการติดตามคุณหนูสามและคุณหนูสี่อีกหรือไม่เจ้าคะ?”
“ช่างเถอะ ก็แค่เด็กสองคน ต่อไปไม่ต้องตามพวกนางแล้วเจ้าไปเถอะ”
นายหญิงใหญ่โบกมือให้หมัวมัวเฒ่าถอยออกไปจากนั้นไม่นานสาวใช้ข้างกายค่อยเดินเข้ามาคลึงหน้าผากนาง พลางพูดคุยกับนางไปด้วย
“วันนี้คุณหนูสาม คุณหนูสี่มีท่าทีผิดปกติหรือเจ้าคะ?”
สาวใช้คนนี้คือคนสนิทของนาง นางจึงไม่หวาดระแวง เล่าสิ่งที่หมัวมัวเฒ่าเพิ่งบอกตามตรงสาวใช้ครุ่นคิดครู่หนึ่งเหมือนกัน ก่อนเผยรอยยิ้มบนใบหน้านาง “บ่าวคิดว่านายหญิงน่าจะกังวลเกินไปเจ้าค่ะ”
ฝีมือการนวดของนางดีเลิศ นางหญิงใหญ่ผ่อนคลายลงอย่างไม่รู้ตัวแล้วกล่าวต่อ “เจ้าว่าอย่างไร?”
“คุณหนูสามไปหาคุณหนูเจ็ดวันนั้นคงเป็นเพราะมารดานางได้รับบาดเจ็บ จึงอยากไปขอยาจากคุณชายใหญ่กับคุณหนูเจ็ด นายหญิงมีงานมากมายไม่ทราบว่าหมอที่ไปตรวจให้คุณชายใหญ่วันนั้นปรุงยาได้ยอดเยี่ยม แถมยังทำยาขี้ผึ้งที่ไม่ค่อยทิ้งรอยแผลเป็นด้วย
แต่ยาขี้ผึ้งนั้นราคาสูงเกินไปสำหรับบ้านรองบ่าวคิดว่าคุณหนูสามเพียงกังวลกับบาดแผลบนหน้าผากของนายหญิงรองเท่านั้นนางจึงบากหน้าไปที่นั่น แต่คาดไม่ถึง คนดันไม่ยอมพบนางเกรงว่าเด็กน้อยคงโกรธเช่นกัน จึงทะเลาะกันเป็นธรรมดาเมื่อบังเอิญพบกันวันนี้เจ้าค่ะ”
สาวใช้คนนี้พูดจามีชั้นเชิงมาก ทุกประโยคล้วนตรงใจนายหญิงใหญ่โดยเฉพาะประโยค “ยาขี้ผึ้งนั้นราคาสูงเกินไปสำหรับบ้านรอง” ได้ใจนายหญิงใหญ่ยิ่งนัก
ความจริง ในใจนางไม่เหลือความเคลือบแคลงแล้ว
กว่าครึ่งเดือนที่ผ่านมานางให้คนจับตามองหยวนอีเจินและหยวนอีอ้ายตลอดพวกนางไม่ข้องเกี่ยวกับเยี่ยนเจาเจาหรือคนอื่นๆ จริง
นอกจากนี้ หลินซื่อรู้สึกเสมอว่าทุกอย่างอยู่ภายใต้การควบคุมของนางนางบงการจวนสกุลหยวนมานานหลายปี จะมาสะดุดแค่เพราะเด็กเหลือขอสองคนหรือ?
แต่นางก็มองออกว่าหยวนชิงชิวและหยวนชิงจ้าวเหมือนจะเป็นคนเข้าหายากนางจึงกลัวว่าเด็กทั้งสองคนกับเด็กหัวดีบ้านรองจะถูกชะตาและร่วมมือกัน
แม้เด็กไม่กี่คนจะสร้างคลื่นลูกใหญ่ไม่ได้ ทว่าป้องกันไว้ก่อนย่อมดีกว่า
แต่หลังจากวันนี้ นางรู้สึกว่านางคงกังวลมากเกินไป
ไม่ว่าพวกเขาจะฉลาดแค่ไหน ก็ยังเป็นแค่เด็กที่ทะเลาะเพื่อแย่งชิงช้ากันจะมาสู้กับนางได้อย่างไร?
นึกถึงเทศกาลสารทฤดูที่กำลังจะมาถึงใบหน้านายหญิงใหญ่ยิ่งสบายใจขึ้นอีก
หลังเทศกาลสารทฤดู สองตัวปัญหาจะถูกจัดการในคราวเดียวสกุลหยวนมีผู้สืบทอดเพียงคนเดียวตั้งแต่แรก และนั่นคือฮุยเกอเอ๋อร์ของนาง
สีหน้านายหญิงใหญ่คลายกังวลในที่สุด นางลูบหน้าผากตนเองเอ่ยยิ้มๆ “เข้าใจแล้ว เจ้าก็ไปพักผ่อนเถอะ ถึงเวลาตั้งโต๊ะก็ไปเชิญต้าเกอเอ๋อร์มาทานข้าวกับข้าด้วย”
บ่าวไพร่ในบ้านใหญ่ยังคงมองหยวนหยางฮุยเป็นต้าเกอเอ๋อร์ของสกุลหยวนแม้จะเรียกขาน “ฮุยเกอเอ๋อร์” กับ “ชิวเกอเอ๋อร์” ข้างนอกแต่คนสายตาเฉียบแหลมสักหน่อยก็จะเข้าใจว่าตำแหน่งผู้สืบทอดของหยวนหยางฮุยไร้ทางสั่นคลอน ดูสินายท่านผู้เฒ่ายามนี้ก็ยังไม่กลับมาเลยนี่?
หากนายท่านผู้เฒ่าไม่กลับมาเด็กสองคนนี้ก็เป็นแค่เด็กที่กลับเข้าผังตระกูลไม่ได้แล้วพวกเขาจะก่อคลื่นลมอะไรได้เล่า?
กลับมาทางฝั่งเยี่ยนเจาเจา
หลังนางกลับมา นางตรงดิ่งไปที่ห้องหนานหมิงเหอปิดประตูซ้ายขวาและหน้าต่างตามปกติ เสร็จแล้วก็คลี่กระดาษในมือนางออก
บนนั้นมีเพียงตัวอักษร “เทศกาลสารทฤดู” และ “โคมไฟ” หวัดๆสองคำ ไม่มีสิ่งอื่นอีก
เยี่ยนเจาเจารู้สาเหตุที่เจินเจินกับอ้ายอ้ายเตือนเช่นนี้เกรงว่านายหญิงใหญ่คงส่งคนมาจับตาดูพวกนางอย่างลับๆ
เยี่ยนเจาเจาเดิมคิดว่านายหญิงใหญ่จะลงมือกับตนในจวนสกุลหยวนคาดไม่ถึงว่าจะเป็นงานเทศกาลสารทฤดูในอีกสามวันให้หลัง
เช่นนั้นก็อยู่นอกจวนแล้ว
นายหญิงใหญ่ผู้นี้ดูท่าจะโลภไม่น้อย ถึงได้อยากกำจัดวัชพืชในคราวเดียว
เมืองซูโจวมีงานโคมไฟมากมายแต่ที่พิเศษยิ่งคือเทศกาลสารทฤดูในคืนพระจันทร์เต็มดวง เมืองซูโจวจะถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสว่างเจิดจ้าหลายรูปแบบเป็นที่ละลานตาไปทั่วทุกหนแห่ง
นี่คืออีกวันที่เหล่าคุณหนูคุณชายแต่ละตระกูล สามารถเดินเที่ยวเล่นบนท้องถนนได้ตามอำเภอใจและหากมีงานมงคลสมรสเกิดขึ้นหลายคู่เพราะงานโคมไฟจะยิ่งเป็นเรื่องเล่าก่อนเวลาน้ำชาและหลังอาหารที่ดี
โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามถนนเลียบแม่น้ำซูโจว น้ำกระเพื่อมขึ้นลงแสงโคมไฟวูบไหว ราวกับทางช้างเผือกบนโลกมนุษย์
เหล่าคุณหนูคุณชายจะลอยกระทงดอกบัวที่ริมตลิ่งเพื่ออธิษฐานขอพรเรื่องมงคลสมรสให้ตนเอง
วันเช่นนี้ย่อมเป็นวันที่ดีในการลงมือ
เยี่ยนเจาเจาเริ่มตั้งตารอเทศกาลสารทฤดูขึ้นมาบ้างแล้ว
สามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ยามอู่ [2] วันที่สิบห้า เดือนแปดครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา
สามบ้านที่ไม่เคยทานข้าวด้วยกันยามนี้กำลังทานด้วยกันในห้องโถง ว่ากันว่าพวกเขาได้รับขนมไหว้พระจันทร์จำนวนหนึ่งจาก“หอเสียฟาง” ที่ทำถวายเชื้อพระวงศ์ในเมืองเซียงเฉิงโดยเฉพาะมาอย่างยากเย็นจึงเชิญเหล่านายหญิงและคุณหนูทั้งจวนมาลิ้มรสร่วมกัน
ในเทศกาลเช่นนี้ นายหญิงใหญ่ยังส่งคนมาเชิญนางตามปกติ
เยี่ยนเจาเจาไม่เคยไปสักครั้ง ความจริงก็แค่เชิญเป็นพิธีเท่านั้นเยี่ยนเจาเจาเพียงถามว่าคุณหนูสามและคุณหนูสี่อยู่หรือไม่คำตอบส่วนใหญ่ก็ยิ่งทำให้นางไม่อยากไปมากกว่าเดิม
ครั้งนี้เยี่ยนเจาเจาจึงไม่ไปเช่นกัน
นางยังมีหลายสิ่งที่ต้องเตรียมการนางจะเสียเวลากับเรื่องนี้ได้อย่างไร?
ขนมจากหอเสียฟางคือขนมที่นางทานตั้งแต่เล็กยันโตจนเอียนมิหนำซ้ำยามนี้นางยังมีพี่ชายรองที่เหมือนหีบสมบัติข้างกาย พี่ชายรองหาเงินได้มากมายจากการปรุงยาขี้ผึ้งแต่ฝีมือทำขนมไหว้พระจันทร์ของเขากลับยอดเยี่ยมยิ่งกว่า จนแซงหน้าหอเสียฟางแล้ว
ยามราตรีมาเยือน สาวใช้ข้างกายนายหญิงใหญ่ก็มาแจ้งว่าเหล่าพี่หญิงน้องหญิงไปกันก่อนแล้ว ให้อาจ้าวกับชิวเกอเอ๋อร์ไปด้วยบางทีอาจจะตามทัน
สาวใช้ยังกล่าวถึงยอดโคมในงานเทศกาลโคมไฟมันสวยงามตราตรึงราวกับมีชีวิตจริงๆ โคมไฟอันงดงามประณีต มักเป็นสิ่งที่เด็กๆ ชื่นชอบ
พยายามให้นางออกจากเรือนขนาดนี้เยี่ยนเจาเจาจะทำลายความทุ่มเทของนายหญิงใหญ่ได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้นางเบื่อจะจับเจ่าอยู่ในจวนสกุลหยวนแล้วแต่ยังไม่มีข่าวคราวจากท่านแม่หรือท่านป้าของนางสักนิดนางก็ไม่กล้าบุ่มบ่ามติดต่อหรือตรวจสอบด้วยเกรงว่าเขื่อนยาวนับพันลี้จะทลายลงด้วยกองทัพมด [3] ของนาง
แม้ไม่มีข่าวคราวจะถือเป็นข่าวดีที่สุด แต่เยี่ยนเจาเจาก็ยังอดกังวลและเบื่อหน่ายในทุกๆวันไม่ได้
ทว่าละครฉากหลักของวันนี้กำลังจะมาถึงแล้ว
เยี่ยนเจาเจากระปรี้กระเปร่าขึ้น ตอบรับสาวใช้ลวกๆแล้วรีบร้อนลากหนานหมิงเหอจากไป
นายหญิงใหญ่ได้ข่าวว่าคุณหนูเจ็ดและชิวเกอเอ๋อร์ออกไปแล้วรอยยิ้มบนใบหน้าพลันกว้างขึ้นอย่างกลั้นไม่อยู่
หญิงออกเรือนแล้วจะไปเที่ยวชมงานโคมไฟดูไม่ค่อยเหมาะสมนักดังนั้นสะใภ้สามคนและนายหญิงผู้เฒ่าจึงนั่งล้อมวงเล่นไพ่ใบไม้ [4] อยู่ด้วยกัน
วันนี้นายหญิงใหญ่เหมือนจะมือขึ้นเป็นพิเศษ กินติดกันถึงสามตารอยยิ้มบนดวงหน้าก็ยิ่งสว่างสดใส
-----------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] แกงรังนกหิมะเมล็ดบัว ทำมาจากลูกท้อรังนกนางแอ่นหิมะ เมล็ดบัวหิมะยูนนาน เมล็ดบัวจ้าวเจี่ยว พุทรา และน้ำตาลกรวด
[2] ยามอู่ หมายถึง ช่วงเวลา 11.00–13.00 น.
[3] เขื่อนยาวนับพันลี้จะทลายลงด้วยกองทัพมดหมายถึง ไม่ระวังจนเรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่
[4] ไพ่ใบไม้ หมายถึง ไพ่ที่หน้าตาเหมือนไพ่ในปัจจุบันแต่เป็นกระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะคล้ายใบไม้ วิธีการเล่นเหมือนไพ่โป๊กเกอร์อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของไพ่นกกระจอกและไพ่โป๊กเกอร์ในปัจจุบัน