“ครับ แต่น่าเสียดายมาก ก่อนสอบเธอบอกผมว่าจะสมัครภาควิชาการบัญชาการเหมือนกัน แต่ไม่รู้ทำไมสุดท้ายถึงไปเลือกภาควิชาเมคคาแทน...พ่อครับ ลั่วลั่วเก่งขนาดนี้ พอเธอฝึกทหารเสร็จ ก็ให้เธอกลับบ้านเราเถอะครับ พวกเราน่าจะช่วยแนะนำเธอได้เยอะ ผมได้ยินมาว่าแม้แต่คณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทก็ยังสนใจจะดึงตัวเธอไปร่วมทีม พ่อครับ ยังไงเธอก็เป็นคนในครอบครัวเรานะครับ”
จริง ๆ แล้ว ดยุกซูก็ไม่ได้คิดจะตัดขาดกับซูลั่วตั้งแต่แรก ที่ทำไปก่อนหน้านี้ก็เพราะเห็นว่าเด็กคนนี้หัวดื้อเกินไป เลยอยากจะดัดนิสัยสักหน่อย
ตอนนี้พอได้ยินว่าลูกสาวบุญธรรมคนนี้ไม่เพียงแต่จะยอดเยี่ยม แต่ยังไปเข้าตาคนคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทอีก...
ต้องเข้าใจก่อนว่า คนในคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาทนั้น แม้ตอนนี้จะอายุราว ๆ ยี่สิบปี แต่ในอนาคต พวกเขาทุกคนคือคนสนิทระดับหัวกะทิขององค์รัชทายาทเลยทีเดียว!
ใจของดยุกซูเต้นรัว เขายิ้มอย่างอ่อนโยน “หนานจิ่นพูดถูก การที่เรารับลั่วลั่วเข้ามาในตระกูลก็พิสูจน์แล้วว่าเรามีวาสนาต่อกัน ควรจะเป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องก่อนหน้านี้เป็นแค่เรื่องเข้าใจผิด เดี๋ยวให้เสี่ยวซีไปขอโทษซะ ยังไงเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน...เอาแบบนี้แล้วกัน รอให้เธอฝึกทหารเสร็จ หาช่วงสุดสัปดาห์สักวัน ให้ลูกไปรับเธอกลับมากินข้าวที่บ้าน”
“ครับ”
ซูหนานจิ่นอยากให้ครอบครัวของพวกเขากลับไปเป็นเหมือนเดิมจริง ๆ เพราะนับตั้งแต่ซูเสี่ยวซีกลับมา แล้วซูลั่วจากไป บรรยากาศในบ้านก็ไม่ค่อยจะดีนัก
พอเขาออกมาจากห้องทำงานของพ่อ ก็นึกขึ้นได้ว่าซูลั่วเคยบอกว่ามีของอย่างหนึ่งส่งมาที่บ้าน เขาจึงไปเรียกพ่อบ้านมาสอบถามเรื่องนี้
พ่อบ้านมีสีหน้าลำบากใจ “นายน้อยใหญ่ครับ มีพัสดุชิ้นนั้นอยู่จริง ตอนนั้นเห็นชื่อผู้ส่งเป็นคุณหนูซูลั่ว ก็เลยคิดอยู่ว่าจะนำไปส่งให้เธอที่มหาวิทยาลัยดีไหม แต่คุณหนูใหญ่มาเห็นเข้าพอดี เลยเป็นคนหยิบไปแล้วครับ”
“ซูเสี่ยวซีหยิบไปเหรอ?” ซูหนานจิ่นขมวดคิ้วทันที!
แต่พอไปหาซูเสี่ยวซี กลับมีคนบอกว่าเธอไม่อยู่บ้าน ออกไปเที่ยวต่างดาวกับคุณแม่แล้ว!
ซูหนานจิ่นถึงกับพูดไม่ออก เขาหันกลับเข้าไปในห้องของซูเสี่ยวซี แต่หลังจากหาอยู่พักใหญ่ ก็ไม่พบอะไรเลย!
ก็แน่ล่ะ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพัสดุที่ซูลั่วพูดถึงมันคืออะไร
ดูเหมือนว่าพอแกะกล่องแล้ว จะมีแค่ซูเสี่ยวซีคนเดียวที่รู้ว่าข้างในคืออะไร!
ซูหนานจิ่นรีบโทรหาซูเสี่ยวซีทันที หลายนาทีต่อมา อีกฝ่ายก็รับสาย
“พี่คะ คิดถึงหนูเหรอ?”
“มีพัสดุของลั่วลั่วชิ้นหนึ่ง เธอเป็นคนเก็บไปใช่ไหม?”
ซูเสี่ยวซีชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบพูดทันที “อุ๊ย สัญญาณไม่ค่อยดีเลยค่ะพี่ หนูอยู่บนยานอวกาศกับคุณแม่ สัญญาณไม่ค่อยเสถียรเลย เดี๋ยวพอถึงที่แล้วหนูจะโทรกลับไปหานะคะ”
พูดจบ เธอก็กดตัดสายทันที!
คุณนายซูที่นั่งอยู่ข้าง ๆ มองมาอย่างสงสัย “เสี่ยวซี พี่ชายลูกโทรมาเหรอ?”
“ค่ะ เขาได้ยินว่าเราสองคนออกมาเที่ยวกัน ก็เลยโทรมาบอกให้ระวังตัวน่ะค่ะ”
“ยังจะบอกอีกว่าพี่ชายไม่สนใจลูก ดูสิ ก็แค่พวกพี่น้องไม่ค่อยมีเวลาอยู่ด้วยกันเท่านั้นเอง พี่ชายของลูกน่ะทั้งเก่งทั้งมีความรับผิดชอบสูง ไม่รู้เลยว่าในอนาคตเขาจะแต่งงานกับผู้หญิงแบบไหน”
ซูเสี่ยวซีฟังที่แม่พูด แต่ในใจกลับคิดเรื่องอื่นอยู่
เธอเอาพัสดุของซูลั่วไปจริง ๆ
ในเมื่อตำแหน่งคุณหนูใหญ่ตระกูลซูคือเธอ ของทุกอย่างก็ควรจะเป็นของเธอ ไม่ใช่ของซูลั่ว พัสดุชิ้นนี้ก็อาจจะเป็นของที่คนอื่นส่งมาให้ ‘คุณหนูใหญ่ตระกูลซู’ ก็ได้ ดังนั้น การที่เธอจะเอามันมา ก็ไม่เห็นจะผิดตรงไหนเลย
แต่ของข้างในกลับดูแปลก ๆ เหมือนจะเป็นนาฬิกาที่คล้าย ๆ กับคอมพิวเตอร์ข้อมือ แต่พอสวมเข้าไป ซูเสี่ยวซีกลับไม่รู้วิธีเปิดใช้งานมัน
เธอพยายามอยู่พักใหญ่ก็ยังทำไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงโยนมันทิ้งไว้ข้าง ๆ
แต่...ทำไมซูหนานจิ่นถึงได้โทรมาทวงของชิ้นนี้กับเธอกะทันหัน? หรือว่า...ของข้างในจะเป็นของมีค่า?
ถ้าอย่างนั้น เธอก็ยิ่งไม่มีทางคืนให้ซูลั่วเด็ดขาด!
.
.
ณ ดาวสำหรับฝึกทหาร
การฝึกทหารใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว นักศึกษาที่ถูกเคี่ยวมาหนึ่งเดือนเต็มต่างก็มีผิวคล้ำลงอย่างน้อยหนึ่งเฉดสี
จินแอนนี่มองหน้าตัวเองในกระจกเล็ก ๆ อย่างหงุดหงิด “ทำไมฉันดำขนาดนี้เนี่ย! ทั้งที่ฉันก็ไม่ใช่แมวดำสักหน่อย! นี่ ซูลั่ว เธอนี่มันพันธุกรรมหมาป่าชัด ๆ ทำไมถึงไม่ดำลงเลยสักนิด?”
ซูลั่วที่นอนเอนหลังหลับตาพักอยู่ ไม่ได้สนใจจินแอนนี่เลย
จินแอนนี่หงุดหงิด แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ถึงซูลั่วจะค่อนข้างเย็นชากับเธอ แต่เธอกลับชอบที่จะอยู่ใกล้ ๆ ซูลั่ว!
“จริงสิซูลั่ว ใกล้จะแข่งรายการสุดท้ายแล้วนะ ประเภททีมน่ะ เธอหาคนเข้ากลุ่มได้รึยัง?”
การแข่งขันประเภททีม คือการให้นักศึกษารวมกลุ่มกันห้าคน โดยในทีมต้องประกอบด้วยผู้บัญชาการหนึ่งคน นักบินเมคคาหนึ่งคน และหน่วยรบเดี่ยวอีกสามคน ซึ่งคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาท ก็คือทีมห้าคนที่ลงตัวเป๊ะ
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด พวกเขาทั้งห้าก็น่าจะได้อันดับหนึ่งในการแข่งขันประเภททีมครั้งนี้ และถ้าหากซูลั่วไม่ได้เข้าร่วมกับคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาท อันดับของเธอก็คงจะต้องตามหลังมู่หรงซ่งฉืออย่างแน่นอน แต่นี่ก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้
สมาชิกทั้งห้าของคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาท ถือเป็นสุดยอดของรุ่นปีหนึ่งเลยก็ว่าได้...อ้อ ยกเว้นซูลั่ว
“ยังไม่ได้คิดเลย”
“หา? มะรืนนี้ก็จะเริ่มแข่งแล้วนะ เธอยังไม่ได้คิดอีกเหรอ? ฉันมีคนมาชวนตั้งหลายคนแล้วนะ เธอเก่งขนาดนี้ จะไม่มีใครชวนเธอเลยเหรอ?”
จะว่าไป ก็ไม่มีใครมาหาซูลั่วจริง ๆ น่าแปลกไหมล่ะ? ไม่รู้ว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีใครคอยบงการอยู่รึเปล่า แต่ซูลั่วก็ไม่ได้ใส่ใจ
ซูลั่วพูด “บางทีพวกเขาอาจจะไม่อยากได้นักบินเมคคาที่เก่งขนาดนี้ก็ได้มั้ง”
“ก็จริง เธอน่ะเป็นนักบินเมคคา ฉันนึกว่าเป็นผู้บัญชาการมาตลอดเลย”
“แล้วเธอเลือกลงกลุ่มไหนรึยัง?”
“ยังเลย”
ในหอพัก เพื่อนร่วมห้องที่เป็นหน่วยรบเดี่ยวอีกสองคนได้ทีมแล้ว และกำลังฝึกซ้อมกับทีมของตัวเองอยู่
จู่ ๆ จินแอนนี่ก็ลุกพรวดขึ้น “ซูลั่ว หรือว่าเราสองคนจะตั้งทีมกันเองดี! ดูเธอสิ เป็นได้ทั้งนักบินเมคคา ทั้งผู้บัญชาการ แล้วยังเป็นหน่วยรบเดี่ยวได้อีก...เฮ้อ อยู่ทีมเดียวกับเธอนี่โคตรกำไรเลยนะ!”
ซูลั่วยกมุมปากขึ้น “ก็ได้นะ”
“งั้นเรารีบไปหาคนกันเถอะ! ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนอื่นเขามีทีมกันหมด เราจะหาเพื่อนร่วมทีมไม่ได้!”
แต่พอพวกเธอเพิ่งจะก้าวออกจากประตู ก็เห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินสวนมา
เด็กหนุ่มคนนั้นตัวสูงมาก หน้าตาหล่อเหลาไร้ที่ติ เขาสวมชุดฝึกสีดำที่ขับให้ดูโดดเด่น แม้จะมีออร่าที่ดูแข็งแกร่ง แต่กลับให้ความรู้สึกอบอุ่นและสุภาพในเวลาเดียวกัน
แม้แต่คนโผงผางอย่างจินแอนนี่ พอเจอเขาซึ่ง ๆ หน้าก็ถึงกับต้องเก็บอาการทันที ในแววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
นี่คือมู่หรงซ่งฉือ คนที่ดังที่สุดในหมู่นักศึกษาใหม่ปีนี้
จินแอนนี่ทักทายอย่างตื่นเต้น “มู่...มู่หรง สวัสดี!”
มู่หรงซ่งฉือพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะหันมามองซูลั่ว “คุณซูลั่ว พอจะมีเวลาคุยด้วยหน่อยได้ไหม?”
ซูลั่วสงสัย “เรื่องอะไรเหรอ? เราไม่น่าจะรู้จักกันนะ”
จินแอนนี่ที่อยู่ข้าง ๆ รีบขยิบตาให้เธอ “คุยกันบ่อย ๆ เดี๋ยวก็รู้จักกันเองแหละน่า!”
ซูลั่วถึงกับพูดไม่ออกกับเพื่อนคนนี้ แต่ท่าทีของมู่หรงกลับดูเป็นมิตรมาก ไม่ได้หยิ่งเหมือนสมาชิกคนอื่นในคณะสวรรค์ขององค์รัชทายาท ซูลั่วจึงพยักหน้า “ได้สิ คุณมู่หรงมีอะไรจะพูดเหรอ?”
“ผมมาเพื่อชวนคุณเข้าร่วมทีมของผม”