ท้องฟ้ายามเช้าปลอดโปร่ง ลานฝึกขนาดใหญ่ทอดตัวอยู่ท่ามกลางแนวต้นหลิวและดอกเหมยที่โอบล้อมอยู่รอบด้าน
ใต้ร่มไม้ ศิษย์บางคนนั่งพักอยู่ตามโต๊ะหินอ่อนที่วางเป็ระยะ บางคนกำลังโคจรลมปราณอย่างเคร่งขรึม ขณะที่อีกหลายคนกำลังประลองฝีมือกันกลางลาน
เหนือสุดของลานฝึกคือประตูสู่ลานปฐมกาล สถานที่สำหรับพิธีสำคัญของจวินเหิงหย่วน
ด้านหน้าหอพักศิษย์ มีศาลาหลังเล็กตั้งอยู่สองฝั่ง ใช้เป็ที่พักชั่วคราวของอาจารย์ผู้ดูแลลานฝึก
ภายในศาลาฝั่งตะวันออก
“อีกไม่นาน พวกเขาก็จะกลายเป็กำลังสำคัญของสามภพ”
ชายชราสะบัดปลายแส้ลงข้างกาย สายตาทอดไปยังกลางลาน
ผู้าุโอีกคนลูบเคราสีขาวยาว สีหน้าเคร่งเครียดเล็กน้อย
“แม้ากับนิกายกลืนสามภพจะยุติลงแล้ว แต่พวกเรายังประมาทไม่ได้”
สายตาหยุดอยู่ที่เฟิงอวี้
“หนึ่งเดือนผ่านมาแล้ว ผู้ถือครองศาสตราเทพเป็เช่นไรบ้าง”
เฟิงอวี้เลิกคิ้วหันมา
“พวกท่านเองก็เคยสอนนาง ท่านลู่ก็เป็ถึงผุ้นำภพมนุษย์ เหตุใดยังต้องถามข้าอีก”
ผู้าุโลู่กำลังเช็ดขลุ่ยในมือเงยหน้าขึ้น
“เพราะท่านเป็ผู้คุมกฎ”
“พวกข้าย่อมอยากฟังความเห็นของท่านก่อน”
เฟิงอวี้ทอดสายตาออกไปกลางลาน
เยว่เสวี่ยหลิงกำลังร่ายรำกระบี่เพียงลำพัง
เสี้ยวจันทราหมุนวนอยู่รอบกายตามการควบคุมของนาง ขณะที่ศิษย์จำนวนไม่น้อยแอบจับตามองจากมุมต่าง ๆ ของลานฝึก
“นางพัฒนาไปมาก...แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากศิษย์รุ่นเดียวกัน”
ชายชราผู้ถือขลุ่ยเป่าทดสอบเสียงก่อนเงยหน้าขึ้น
“หากเทียบกับศิษย์ที่ผ่านด่านคัดเลือกอันดับต้น ๆ หลายคน”
“นางยังตามหลังอยู่ไม่น้อย”
เฟิงอวี้เคลื่อนสายตาไปยังผู้าุโทั้งสาม
“อย่างน้อยตอนนี้...าุโในสภาหลายคนก็เลิกล้มความคิดสังหารนางไปชั่วคราวแล้ว”
สตรีในอาภรณ์สีขาวร่อนตัวลงจากฟ้า ปีกสีดำกระพือเบาๆ ก่อนปลายเท้าจะแตะพื้นลานฝึก
“เ้าอยากเข้าร่วมการประลองคัดเลือกอาจารย์หรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมองปลายกระบี่ที่ชี้ตรงมายังตน นางเพียงยกมืออีกข้างไปด้านหลังโดยไม่แม้แต่จะหันกลับ เสี้ยวจันทราซึ่งพุ่งเข้ามาด้วยความเร็วสูงค่อย ๆ ชะลอลง ก่อนลอยวนกลับมารอบกายดังเดิม
“เข้ามาแบบนี้อันตรายนะ โยวหง”
โยวหงยิ้ม พลางชักสามง่ามคู่ที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมา พุ่งเข้าประชิดในพริบตา คมสามง่ามแทงตรงเข้าหาใบหน้าของเยว่เสวี่ยหลิง
เคร้ง!
เยว่เสวี่ยหลิงยกกระบี่ขึ้นรับ ขณะเดียวกันเสี้ยวจันทราก็พุ่งเข้ามาป้องกันอีกด้าน เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน
“ข้าไม่เคยคิดจะเข้าร่วมการคัดเลือกอาจารย์”
โยวหงถอยฉาก สยายปีก ก่อนพุ่งกลับเข้ามารวดเร็วดุจศร สามง่ามทั้งคู่ถาโถมเข้าใส่อย่างต่อเนื่อง
“ถ้าเ้าไม่ตอบโต้ จะาเ็นะ”
เยว่เสวี่ยหลิงเพียงสะบัดกระบี่ ปัดป้องทุกการโจมตีอย่างต่อเนื่องโดยไม่เร่งร้อน
ทันใดนั้น โยวหงวาดอักขระกลางอากาศด้วยสามง่ามในมือซ้าย ร่างของนางพลันเลือนหายไปจากเบื้องหน้า ก่อนปรากฏขึ้นด้านหลังเยว่เสวี่ยหลิงในเสี้ยวพริบตา สามง่ามในมือแทงเข้าใส่ทันที
“เ้าแพ้แล้ว เสวี่ยหลิง”
เยว่เสวี่ยหลิงหลับตาลง นางไม่ได้หันกลับไปมอง
เคร้ง!
เสี้ยวจันทราพุ่งเข้ามาขวางคมสามง่ามจากด้านหลังได้อย่างแม่นยำ ก่อนหมุนกลับเข้าโจมตีต่อเนื่อง จนโยวหงต้องถอยฉากออกไปสองก้าว
เยว่เสวี่ยหลิงจึงลืมตาขึ้น ถอนหายใจเบา ๆ
“ข้าไม่ได้สนใจเื่ที่เ้าพูดจริง ๆ”
โยวหงกวาดสายตาดูผู้คนรอบลานที่กำลังจับจ้องมาทางพวกนาง รอยยิ้มเ้าเล่ห์ค่อย ๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก นางเก็บสามง่ามกลับเข้าข้างเอว พับปีกลง ก่อนะโเสียงดัง
“ถ้าเสวี่ยหลิงเข้าร่วมการคัดเลือกจริง ๆ คงสนุกไม่น้อย!”
แทบจะทันที สายตานับไม่ถ้วนก็หันมาทางเยว่เสวี่ยหลิงพร้อมกัน
“โยวหง!”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบวิ่งเข้ามาปิดปากนางไว้แน่น
“เ้าจะพูดเสียงดังทำไม ข้าบอกแล้วว่าจะไม่เข้าร่วม”
โยวหงหัวเราะในลำคอ ก่อนยกมือทั้งสองขึ้นดึงแก้มอีกฝ่ายเบา ๆ จนเยว่เสวี่ยหลิงร้องอู้อี้ นางจึงปล่อยมือช้า ๆ เอื้อมไปลูบรอยคล้ำใต้ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงอย่างอ่อนโยน
“ข้าอยากให้พวกเขาเห็น”
น้ำเสียงของโยวหงอ่อนลง
“ว่าเ้าพยายามมากเพียงใด... และเก่งเพียงใด”
เยว่เสวี่ยหลิงยกมือลูบแก้มของตน พลางยิ้มเจื่อน
“เมื่อครู่เ้าก็ไม่ได้ตั้งใจโจมตีข้าจริง ๆ เสียหน่อย”
มือของโยวหงยังสั่นชาเล็กน้อยจากการปะทะ นางค่อย ๆ กำมันแน่น ก่อนส่ายหน้า
“ข้าเต็มที่แล้ว”
สายตาของนางทอดมองรอยอ่อนล้าใต้ดวงตาของเยว่เสวี่ยหลิงอยู่ครู่หนึ่ง
“ข้าเห็นความพยายามของเ้า...ในทุกคืน”
เยว่เสวี่ยหลิงสบตานาง ก่อนก้มหน้าลงยิ้มบาง ๆ
“ดูเหมือนข้าต้องให้ฉิงอีเอายามาทาแก้มแล้ว”
เสียงหัวเราะของโยวหงดังขึ้นทันที พลางจูงมือเยว่เสวี่ยหลิงเดินออกจากกลางลาน ทั้งสองมาหยุดที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นหลิว โยวหงดันอีกฝ่ายให้นั่งลง ก่อนโน้มตัวมากระซิบข้างหู
“เห็นหรือไม่... ตอนนี้พวกเขากำลังจับจ้องเ้าอยู่”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง เหลือบตามองลานฝึกผ่านหางตา ก่อนถอนหายใจ
“ก็เพราะเ้านั่นแหละ... ทำให้ข้ากลายเป็จุดสนใจ”
โยวหงนั่งลงตรงข้าม ยิ้มอย่างพอใจ
“ข้าก็แค่ไม่อยากให้ใครนินทาว่าเ้าไม่คู่ควรกับจวินเหิงหย่วน”
ในอีกมุมหนึ่งของลาน
เสียงขลุ่ยแ่เบาลอยมาตามสายลม
ศิษย์จำนวนไม่น้อยนั่งล้อมรอบผู้บรรเลง ดวงตาเคลิบเคลิ้มไปกับท่วงทำนองนั้น
แต่เมื่อการประลองระหว่างเยว่เสวี่ยหลิงและโยวหงเริ่มขึ้น
เสียงขลุ่ยก็ค่อย ๆ เงียบลง
หญิงสาวผู้มีใบหน้างดงามวางขลุ่ยลงบนตัก อาภรณ์สีขาวซีดดูเก่า ทอดสายตาไปยังลานฝึก
“นั่นหรือเยว่เสวี่ยหลิง”
ชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนพิงต้นไม้ มือวางอยู่บนด้ามกระบี่ เงยหน้าไปยังยอดเขาเทียนซานก่อนหันดูการต่อสู้เบื้องหน้า
“ข้าเคยพบนางที่ตระกูลเยว่ในภพเทพ”
ชายร่างใหญ่ที่กอดอกถือดาบอยู่ข้างกันเลิกคิ้วหันมองชายหนุ่มที่กำลังมองไปยังลาน
“หยุนฟง...เ้าคิดว่านางเป็อย่างไร”
ซุนหยุนฟงก้าวออกจากเงาไม้เดินตรงไปนั่งลงตรงข้ามหญิงสาวที่กำลังเช็ดขลุ่ย สายตาของเขามองตามร่างเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังเดินจากลานฝึก
“ข้าเคยได้ยินว่านางถูกดูิ่ว่าไร้ค่าในตระกูลเยว่”
“เสวี่ยอิน...แล้วเ้าหล่ะ”
หยางเสวี่ยอินลูบขลุ่ยหยกในมืออย่างทะนุถนอม พลางเลื่อนสายตาตามสองร่างที่เดินจากไปใต้แนวต้นหลิว
“เวลาจะพิสูจน์นาง”
ศิษย์หลายคนที่อยู่ใกล้ ๆ หันมายังทั้งสามทันที
“นางยังเทียบพวกท่านไม่ได้หรอก”
กัง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังก้องขึ้นอีกครั้ง
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้าขึ้นมองกลุ่มคนที่กำลังมองมาทางตน
“พวกเขาคือใครหรือ โยวหง”
โยวหงหันไปมองตามสายตานั้น
“อ๋อ...สามคนนั้นหรือ”
นางหันไปทางอาจารย์บางคนในศาลารอบลานฝึกที่กำลังยืนควบคุม
“พวกเขาคือคนที่อาจารย์หลายท่านกำลังจับตามองอยู่”
เยว่เสวี่ยหลิงจับมือโยวหงที่วางอยู่บนโต๊ะหินอ่อน
“พวกเขาเก่งมากเลยหรือ”
โยวหงพยักหน้ายิ้มให้กับเยว่เสวี่ยหลิง ใบหน้าที่ไร้เหงื่อดูไร้เดียงสา ลมหายใจนิ่ง
“ตอนที่ข้าประลองกับเ้าเป็ครั้งแรก จำได้หรือไม่”
“ไม่กี่กระบวนท่าเ้าก็แพ้แล้ว”
โยวหงเช็ดเหงื่อตนเองแล้วเชิดคางขึ้นเล็กน้อยอย่างภาคภูมิใจ ก่อนสีหน้าจะงอง้ำลงทันที
“แต่ดูเ้าตอนนี้สิ...ข้าเองก็สู้เ้าไม่ได้แล้ว”
สายลมพัดผ่านลานหิน พาใบไม้ปลิวผ่านระหว่างคนทั้งสอง
“พวกเ้า?”
เสียงหนึ่งดังแทรกขึ้น ฉิงอีก้าวเข้ามานั่งลงข้างเยว่เสวี่ยหลิง พร้อมวางกระบี่ลงบนโต๊ะ มองทั้งสองคนอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดเดือนนี้มีเพียงเ้าสองคนได้อยู่กลุ่มเดียวกัน”
โยวหงโบกมือ แล้วขยับเข้ามาใกล้หยิบเศษหญ้าที่ติดปลายผมฉิงอีออก
“อาจเป็เพราะเ้าสนใจแต่สมุนไพร”
ฉิงอีแค่นหัวเราะ ก่อนโน้มตัวมาข้างหน้า จนทั้งเยว่เสวี่ยหลิงและโยวหงต้องโน้มตัวเข้าหากันตามสัญชาตญาณ
“ข้าได้ยินข่าวมา”
นางลดเสียงลง หันมองซ้ายที ขวาที
“หลี่เซวียนกำลังวางแผนบางอย่าง”
โยวหงเลิกคิ้ว เงยหน้าขึ้นมองไปรอบๆ ก่อนก้มลงมา
“เกี่ยวกับเสวี่ยหลิง?”
ฉิงอีพยักหน้า เม้มริมฝีปากแน่น
เยว่เสวี่ยหลิงมองทั้งสองคนสลับกันไปมา ก่อนถอนหายใจ
“แล้วเหตุใดพวกเราต้องกระซิบกระซาบกันด้วย”
ทั้งสามคนสบตากันไปมา ทำตาปริบๆ หัวเราะออกมาพร้อมกัน แล้วเอนตัวกลับไปนั่งตามเดิม
เยว่เสวี่ยหลิงหันมองฉิงอีที่กำลังจัดผมตนเองอยู่ข้าง ๆ
“เขาจะทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร”
โยวหงทอดสายตามองลานฝึกด้านข้าง
“ใครจะรู้”
นางยักไหล่เบา ๆ มองใบหน้าเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังงุนงง
“บางทีเขาอาจแค่ไม่ชอบเ้า”
ฉิงอีหัวเราะในลำคอ หันมองเยว่เสวี่ยหลิงที่กำลังใช้มือลูบแก้มแดงๆ
“หรือไม่ก็ชอบเอาชนะคนที่ไม่คิดสู้กลับ”
เยว่เสวี่ยหลิงเอนกายซบหน้าลงบนโต๊ะ
ส่วนโยวหงเพียงยิ้มบาง ๆ โดยไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ทั้งสามคนเงียบลงครู่หนึ่ง ถอนหายใจออกมาพร้อมกัน
แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านลานฝึก ขณะเยว่เสวี่ยหลิง โยวหง และฉิงอีช่วยกันเก็บภาชนะอาหารลงในตะกร้าไม้ใบเล็ก
กัง—
เสียงระฆังแห่งจวินเหิงหย่วนดังก้องขึ้นอีกครั้ง ฉิงอีเงยหน้าทันที คว้ากระบี่ประจำกายขึ้นมา
“ข้าต้องไปอารามศาสตราแล้ว”
โยวหงหัวเราะพลางโบกมือให้
“สุ่มกลุ่มเดือนหน้า เ้าอาจได้มาอยู่กับพวกข้าก็ได้”
ฉิงอีส่ายหน้าอย่างระอา ก่อนทะยานขึ้นกลางอากาศ มุ่งหน้าไปยังอารามศาสตรา
เยว่เสวี่ยหลิงมองตามร่างนั้นจนลับสายตา ก่อนหันมายิ้มให้โยวหง
“พวกเราก็ต้องไปอารามซินเกอแล้วเหมือนกัน”
ทั้งสองทะยานขึ้นจากลานฝึก มุ่งหน้าสู่เกาะลอยฟ้าที่แขวนอยู่เหนือทะเลเมฆ เสียงพิน ขลุ่ย และเครื่องดนตรีนานาชนิดลอยมากับสายลมั้แ่ยังไม่ทันถึงตัวอาคาร ศาลาหลายหลังตั้งกระจายอยู่ท่ามกลางหมู่พฤกษา เหล่าศิษย์นั่งบรรเลงดนตรีตามมุมต่าง ๆ ของเกาะ ขณะที่กลางเกาะคือโถงไม้โบราณขนาดใหญ่ ซึ่งอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของเนื้อไม้เก่า
เยว่เสวี่ยหลิงกับโยวหงเลือกนั่งมุมหนึ่งของศาลา ไม่นาน ชายชราในอาภรณ์สีขาวก็อุ้มพินเดินเข้ามา ศิษย์ทั้งศาลาค่อย ๆ สงบนิ่งลง เขาวางพินไว้เบื้องหน้า ก่อนดีดสายเพียงครั้งเดียว
ตึง—
เสียงกังวานแผ่ะเืไปทั่วทั้งศาลา ทุกสายตาหันมองโดยพร้อมเพรียง
ชายชรายิ้มบาง
“พวกเ้าหลายคนคงคิดว่า...วิชาดนตรีไร้ประโยชน์”
ปลายนิ้วดีดสายพินอีกครั้ง
ตึง—
คราวนี้คลื่นเสียงพุ่งออกไปเป็แสงสีขาวดุจคมศาสตรา
เพล้ง!
ดาบในมือศิษย์ผู้หนึ่งกระเด็นหลุด ก่อนพุ่งไปปักต้นไม้ข้างศาลา ความเงียบเข้าปกคลุมทั่วทั้งโถง
“คลื่นเสียง...คือหนึ่งในศาสตร์สังหารที่หายากที่สุดของสามภพ”
สิ้นเสียง เขากดปลายนิ้วลงบนสายพินอีกครั้ง
ติ๊ง—
ทำนองพลันเปลี่ยนไป คลื่นเสียงหนักอึ้งแผ่ปกคลุมทั่วทั้งศาลา ศิษย์หลายคนหน้าซีด บางคนทรุดมือลงกับพื้น ขณะที่บางคนเร่งโคจรลมปราณต้านแรงกดดันจนเส้นเืปูดขึ้นตามขมับ
เยว่เสวี่ยหลิงรู้สึกราวกับคลื่นเสียงกำลังแทรกซึมเข้าสู่จิตสำนึก ภาพตรงหน้าค่อย ๆ พร่าเลือน นางเหลือบมองโยวหงซึ่งกำลังกัดฟันแน่น ปีกสีดำด้านหลังสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนศีรษะของทั้งสองจะเอนชนกันโดยไม่รู้ตัว
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น เสียงขลุ่ยสายหนึ่งกลับลอยขึ้นอย่างแ่เบา
หยางเสวี่ยอินยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ปลายนิ้วเรียวงามประคองขลุ่ยหยกสีขาว ดวงตาสงบนิ่ง ท่วงทำนองจากขลุ่ยไหลเอื่อยดุจสายน้ำ ค่อย ๆ สลายคลื่นเสียงจากพินทีละชั้น
ชายชรามองภาพนั้นอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนมุมปากจะยกขึ้นเล็กน้อย เขาหยุดปลายนิ้วเหนือสายพิน แล้วหันมองหยางเสวี่ยอิน
“แม้คลื่นเสียงจะหักล้างกันได้”
น้ำเสียงราบเรียบดังก้องไปทั่วศาลา
“แต่ผู้ที่มีจิตใจหนักแน่น...คลื่นเสียงก็ยากจะรบกวน”
สิ้นคำ เขาเพียงสะบัดชายแขนเสื้อเบา ๆ คลื่นพลังสายหนึ่งพุ่งออกไป เสียงขลุ่ยของหยางเสวี่ยอินพลันสะดุด นางชะงักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนลดขลุ่ยลงอย่างสงบ
“เปิดคัมภีร์หน้าที่ห้า...คลื่นเสียงแห่งจิต”
เสียงพลิกหน้าคัมภีร์ดังขึ้นพร้อมกันทั่วศาลา เยว่เสวี่ยหลิงก้มมองตัวอักษรเบื้องหน้า พลันนึกถึงคำสอนของพี่หญิง
“คล้ายสิ่งที่พี่หญิงเคยสอนข้า...”
ชายชราเดินผ่านแถวศิษย์อย่างเชื่องช้า
“ศาสตราคือสื่อ”
“ปรานคือพลัง”
“จิตคือผู้ควบคุม”
เหล่าศิษย์เอ่ยทวนพร้อมกัน
“ศาสตราคือสื่อ”
“ปรานคือพลัง”
“จิตคือผู้ควบคุม”
“คลื่นเสียงแห่งจิต...ผสานปรานสู่คลื่นเสียง”
สายลมพัดผ่านศาลา ใบไม้ไหวเอน ตะวันค่อย ๆ คล้อยต่ำ ก่อนเสียงระฆังจากจวินเหิงหย่วนจะดังกังวานแว่วมาจากที่ไกล ใต้ต้นเหมยริมลานฝึก เยว่เสวี่ยหลิงนั่งหลับตาอยู่เพียงลำพัง เสี้ยวจันทราลอยวนอยู่ข้างกาย สะท้อนแสงจันทร์ที่เริ่มส่องลงมา นางค่อย ๆ ลืมตา สะบัดมือไปยังกระบี่ที่ปักอยู่เบื้องหน้า เสี้ยวจันทราสั่นไหว เคลื่อนตัวไปเพียงเล็กน้อย ช้าเสียจนแทบมองไม่เห็น ก่อนจะลอยกลับมาข้างกายดังเดิม ลมหายใจของนางเริ่มถี่ขึ้น
“ฝึกผสานปรานเข้ากับเสี้ยวจันทราอยู่หรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบลุกขึ้นหมุนกาย ย่อกายเล็กน้อยประสานมือคำนับทันที “คารวะท่านโม่หยวนซาง”
โม่หยวนซางเดินมานั่งลงที่โต๊ะหินอ่อนใต้ต้นเหมย พลางยิ้มบาง “ข้าเคยบอกแล้ว หากอยู่กันเพียงสองคน เรียกข้าว่าหยวนซางก็พอ”
เยว่เสวี่ยหลิงเดินเข้ามาหยุดตรงหน้า “ข้ายังไม่ชิน... และเหตุใดท่านจึงต้อง...” นางชะงักไปเล็กน้อย
“เหตุใดข้าถึงใส่ใจเ้าใช่หรือไม่”
นางพยักหน้าเบา ๆ สายตาเหลือบไปอีกทาง
โม่หยวนซางลุกขึ้นก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว “สภาให้ข้าปกป้องเ้า”
เยว่เสวี่ยหลิงก้มหน้าลง พยักหน้ารับช้า ๆ “ข้าเข้าใจแล้ว”
“หลับตา”
แม้มือจะกำชายเสื้อแน่น เยว่เสวี่ยหลิงก็ยอมหลับตาตามคำบอก โม่หยวนซางเดินอ้อมมายืนด้านหลัง จับมือนางไว้ เยว่เสวี่ยหลิงสะดุ้งเล็กน้อย พยายามดึงมือกลับ แต่เขากลับจับไว้มั่น
“อยู่นิ่ง ๆ”
เขาพามือนางไปแตะบริเวณท้องน้อย “รวบรวมปรานไว้ที่นี่”
จากนั้นยกมืออีกข้างขึ้น เสยเส้นผมที่ปรกหน้าผากของนางออกเบา ๆ ก่อนใช้นิ้วแตะลงตรงหว่างคิ้ว
“เคลื่อนปรานหนึ่งสายไว้ตรงนี้... แล้วใช้จิตควบคุม”
เขาค่อย ๆ ถอนมือจากท้องน้อย จับมืออีกข้างของนางกางออก พลางคลี่ฝ่ามือให้หงายขึ้น
“ส่วนปรานอีกสาย... ส่งไปที่ฝ่ามือ”
เยว่เสวี่ยหลิงตัวสั่นเล็กน้อย โม่หยวนซางจึงกระชับมือที่กำอยู่ให้มั่นกว่าเดิม
“ไม่ต้องรีบ”
นางสูดลมหายใจลึก ค่อย ๆ ปรับจังหวะลมหายใจ
“ปล่อยมันออกมา”
เสียงของเขาแ่เบาอยู่ข้างหู
“ใช้หัวใจของเ้ารับรู้... แต่จิตต้องมั่นคงเสมอ”
เสียงใบไม้เสียดสีกันในความมืดดังแ่เบา
วิ้ง—
แสงสีขาวสายหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือทั้งสอง ก่อนสว่างชัดขึ้นทีละน้อย เยว่เสวี่ยหลิงลืมตา มองแสงนั้นอย่างตื่นตะลึง
“นี่คือปรานของข้า...”
โม่หยวนซางค่อย ๆ ประกบมือทั้งสองข้างของนางเข้าหากัน ก่อนปล่อยมือ แสงสีขาวพลันจมหายกลับเข้าสู่ร่าง
“เ้าสามารถใช้มันผสานเข้ากับศาสตราได้”
เยว่เสวี่ยหลิงหันกลับมา ใบหน้าของทั้งสองอยู่ห่างกันเพียงคืบ นางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนรีบถอยหลังหนึ่งก้าว ประสานมือคำนับ
“ขอบคุณท่านโม่หยวนซาง”
โม่หยวนซางขมวดคิ้ว “ข้าบอกแล้ว... อย่าเรียกข้าเช่นนั้น”
เยว่เสวี่ยหลิงหลุบตาลง ก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ขอบคุณ... พี่หยวนซาง”
รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขา แต่เพียงครู่เดียว เขาก็ก้าวเข้ามาใกล้อีกก้าว เยว่เสวี่ยหลิงใจนถอยหลัง ปลายเท้าพลาด ร่างเอนเสียหลัก โม่หยวนซางรีบยื่นมือออกไปโอบเอวบางนั้นไว้ได้ทัน
“เ้ากลัวข้าหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงเงยหน้ามองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรีบหันหน้าไปอีกด้าน
“ข้า... เพียงใ”
โม่หยวนซางมองนางอยู่ชั่วครู่ ก่อนค่อย ๆ ปล่อยมือเมื่อแน่ใจว่านางยืนได้มั่นคงแล้ว เยว่เสวี่ยหลิงถูมือตนเองไปมาเล็กน้อย พลางเอ่ยถาม
“ท่าน... สอนทุกคนแบบนี้หรือ”
โม่หยวนซางมองนางนิ่ง ก่อนย้อนถามด้วยรอยยิ้มบาง
“เ้าคิดว่าอย่างไร”
เขาหันหลัง ไพล่มือไว้ด้านหลัง
“ข้าเพียงอยากกินซาลาเปาที่เ้าทำ ข้าได้ยินมาว่าเ้าไปฝึกทำกับมู่หลานซินมา”
เยว่เสวี่ยหลิงชะงัก “เหตุใดต้องเป็ข้า”
โม่หยวนซางหันกลับมายิ้ม
“ข้าอุตส่าห์ตั้งใจสอนเ้า...เ้าจะไม่คิดตอบแทนบ้างหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงถอยหลังหนึ่งก้าว พลางยกมือยอมแพ้
“ได้ ๆ พรุ่งนี้ข้าจะทำไว้ให้”
โม่หยวนซางยิ้ม ก่อนทะยานขึ้นสู่ยอดไม้
“ข้าจะรอ”
ร่างสูงหายลับเข้าไปในเงาใบไม้ ไม่นานนัก ประตูห้องพักก็เปิดออกเบา ๆ ฉิงอีเดินออกมาพร้อมอาการงัวเงีย มองเยว่เสวี่ยหลิงที่ยังยืนอยู่ใต้ต้นเหมย
“เสวี่ยหลิง เ้ายังไม่นอนอีกหรือ”
เยว่เสวี่ยหลิงรีบวิ่งเข้าไปจูงมือนาง พลางยิ้มขอโทษ ก่อนพากลับเข้าไปด้านใน
“เดี๋ยวข้ากล่อมเ้านอนเอง”