“เรื่องนี้ข้าทราบดี เจ้าบ่าวควรจะเลือกเจ้าสาวที่รู้จักกิริยามารยาทสิ่งสำคัญอันดับแรกคืออุปนิสัย ส่วนเรื่องอื่นๆ พูดคุยกันทีหลังได้”
เมื่อเห็นนางซูไม่ติดใจในสกุลทังแล้วแม่สื่อฟางก็เริ่มพูดจ้อไม่หยุด นางไม่โม้หรอกนะนางเดินทางไปมาระหว่างหลายหมู่บ้าน บ้านไหนมีลูกสาวดีๆ ในใจของนางล้วนมีข้อมูลไม่มีใครรู้เรื่องพวกนี้ดีกว่านางอีกแล้ว...
เย่จื้อเฟิงลุกขึ้นยืนทันทีเสียงเก้าอี้กระแทกดัง ‘กึก’ ขัดจังหวะคำโอ้อวดของนางเขาจ้องนางด้วยสายตาขุ่นเคือง ก่อนจะเม้มปากเดินออกไป
แม่สื่อฟางแทบจะสำลักน้ำลายตัวเองอยู่แล้วกว่าจะเอ่ยปากออกมาได้ก็ใช้เวลานาน “คุณชายเย่คงจะกำลังเศร้าอยู่สินะฮ่าฮ่า...ยังเป็นคนคลั่งรักอยู่เลย เรื่องแต่งงานนี้เอาไว้ค่อยคุยกันทีหลังดีกว่าเอาไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
กล่าวจบก็บิดกายอวบอ้วนหยิบซองอั่งเปาในมือขึ้นมา ก่อนจะรีบร้อนอำลาจากไป
ชั่วขณะนั้นในเรือนก็เหลือเพียงนางซูและบุตรทั้งสอง เย่ชิงชิงมองนางซู“ท่านแม่ตั้งใจจะหาคนใหม่ให้ท่านพี่จริงหรือเจ้าคะ?”
“แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?” นางซูเอ่ยอย่างจนใจ“จื้อเฟิงอายุสิบห้าปีแล้ว ถึงวัยที่ควรจะสร้างครอบครัวได้แล้วเราต้องรีบหาหญิงสาวที่เหมาะสมให้เขา”
“...”นี่ไม่ใช่การจับคู่ให้หมูเสียหน่อย พอถึงเวลาก็ลากไปจับคู่...
หลังจากที่แม่สื่อฟางมาเยือนที่เรือนเรื่องที่นางซูและเย่จื้อเฟิงไปสู่ขอที่หมู่บ้านอวี้หลัวแล้วถูกปฏิเสธก็แพร่กระจายไปในพริบตาเดิมทีในเรือนของพวกเขามีผู้คนเข้าออกมากมาย ทั้งหญิงสาวผู้ช่วยงานและเพื่อนบ้านที่แวะเวียนมาซื้อล่าช่วนเป็นครั้งคราว พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็ย่อมไม่อาจปกปิด
นางซูไม่กลัวที่คนอื่นจะรู้เมื่อบุตรชายเติบโตขึ้น ก็ถึงเวลาที่สมควรพูดเรื่องแต่งงานการถูกปฏิเสธก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายอะไร เพียงแค่ไม่มีวาสนาต่อกัน
บุตรชายกับบุตรสาวแตกต่างกันเมื่อถูกฝ่ายหญิงปฏิเสธก็ไม่ได้หมายความว่าบุรุษนั้นไร้เสน่ห์ ตรงกันข้ามเย่จื้อเฟิงกลับมีชื่อเสียงที่ดีในหมู่บ้าน
ความสามารถของเขานั้นเป็นที่ประจักษ์เขาสามารถบริหารกิจการร้านค้าเพียงลำพังได้ตั้งแต่อายุยังน้อย โชคดีที่มีเขานางซูจึงสามารถสบายใจที่จะทำเนื้อหมูตุ๋นหม้อดินอยู่แต่ในเรือนได้
ยิ่งไปกว่านั้นกิจการของสกุลเย่ก็มีรายได้มหาศาลทุกปี!ไม่เห็นหรือว่าเพียงไม่กี่ปีก็สามารถซื้อที่ดินและสร้างเรือนใหม่ได้แล้ว!
ชาวบ้านในหมู่บ้านไม่ทราบว่าสามารถทำเงินได้เท่าใดแต่ความอิจฉานั้นเป็นของจริง สิ่งที่หาได้ยากที่สุดคือการดำเนินกิจการในระยะยาวทั้งยังมีรายได้เข้ามาตลอดเวลา ไม่ต้องกังวลแม้จะมีลมฝนนางซูและครอบครัวกำลังไปได้ดี อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ก็ไม่รู้ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
หมู่บ้านเถียนซินมีเพียงไม่กี่ครัวเรือนที่มีความสามารถในการสร้างเรือนน้อยกำแพงสีขาวครอบครัวของพวกเขามีรากฐานที่ตื้นเขินที่สุดในหมู่บ้านแต่ก็มีบางคนเริ่มซุบซิบกันลับๆ แม้จะใช้เวลาเพียงไม่นานแต่ครอบครัวของพวกเขาน่าจะเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดในหมู่บ้าน
บางท่านอาจจะกล่าวว่าหมู่บ้านเถียนซินเป็นเพียงสถานที่เล็กๆแม้จะร่ำรวยที่สุดก็ยังไม่ถือว่านับเป็นระดับใดได้ คำกล่าวนี้ก็ถูกต้องพวกเขาไม่สามารถเทียบได้กับคนรวยในเมือง หากบุตรสาวของท่านมีวาสนาเช่นนั้นก็จงไปหาครอบครัวที่ดีกว่านี้ จะต้องมาเลือกในหมู่บ้านเถียนซินทำไมกัน
ด้วยเงื่อนไขของเย่จื้อเฟิงเขายังคงเป็นที่หมายปองในหมู่บ้านเถียนซินเมื่อข่าวการเจรจาเรื่องแต่งงานแพร่กระจายออกไป ก็มีคนมาแอบสอบถามข้อมูลทันที
ข้อเสียในตอนนี้คือการที่ฝ่ายหญิงต้องการสู่ขอนั้นยุ่งยากมาก หากบิดามารดาของนางออกหน้าเองไม่ว่าผลจะเป็นเช่นไรก็ไม่ค่อยดีนักกลัวว่าหากไม่ระวังอาจจะกลายเป็นเรื่องตลกขบขันและส่งผลต่อการสู่ขอในภายภาคหน้า
ดังนั้นไม่ว่าใครก็ตามที่มาสู่ขอให้กับบุตรสาว มักจะฝากญาติสนิทมิตรสหายให้มาสอบถามแทนซึ่งวิธีการสอบถามก็ละเอียดอ่อนและเป็นความลับ ในทางกลับกันหากฝ่ายชายต้องการปฏิเสธ เพื่อไม่ให้เสียชื่อเสียงของอีกฝ่าย ก็ไม่สามารถพูดตรงๆและต้องเก็บเงียบไว้ ราวกับเป็นการติดต่อของสายลับเรียกได้ว่าผู้คนล้วนถูกพันธนาการด้วยชื่อเสียง
เย่ชิงชิงอดไม่ได้ที่จะพึมพำกับตัวเองไม่แปลกใจเลยที่เมื่อไม่กี่ปีที่แล้วเผยรุ่นจือถึงกับหนีไปไกลถึงเพียงนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกฝ่ายหญิงมาสู่ขอและยังใช้นางเป็นข้ออ้างด้วย
“ทีนี้ล่ะเป็นเรื่อง มีคนแห่มาสู่ขอไม่หยุด จื้อเฟิงเลยไม่กลับเรือนเลย”นางซูทั้งยินดีและหนักใจ
บุตรชายของนางกลายเป็นที่ต้องการช่างเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจ! แต่นางเลือกไม่ถูกจริงๆแถมบุตรชายของนางยังมีใจให้แม่นางทังอยู่ ช่วงนี้คงยังไม่สามารถมองใครอื่นได้ทันทีตอนนี้เขากล่าวว่าจะไปพักที่ร้านค้าและไม่กลับมาแล้ว!
“รีบอะไรนักเล่า ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติก็พอเจ้าค่ะ” เย่ชิงชิงก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ ท่านแม่ยังสาวอยู่คงจะยังไม่ต้องการอุ้มหลานหรอก
ยามพลบค่ำเรือนของพวกเขาก็มีแขกหายากมาหา หูหลิ่วหมิงมาเยือนที่นี่กะทันหัน
สองครอบครัวไม่ได้อยู่ใกล้กันการไปมาหาสู่กันในวันธรรมดาก็ไม่บ่อยนักการมาเยือนกะทันหันในครั้งนี้จึงนับว่าเขาเป็นแขกหายาก
เย่ชิงชิงเพิ่งจะทานอาหารเสร็จตอนนี้กำลังนั่งดื่มน้ำชากุหลาบผสมน้ำผึ้งบนโต๊ะหินในเรือน นางโบกมือกล่าวว่า“เชิญนั่งเจ้าค่ะ ท่านว่างมาที่นี่ได้อย่างไร?”
น้ำชากุหลาบผสมน้ำผึ้งของนางไม่ใช่การนำน้ำผึ้งที่ผึ้งรวบรวมจากดอกกุหลาบมาหมักแต่เป็นการนำน้ำผึ้งที่มีอยู่มาแช่กับกลีบกุหลาบ
“มาที่นี่เพราะมีเรื่องน่ะสิ” หูหลิ่วหมิงนั่งลงตรงข้ามกับนางเห็นนางเอนกายบนเก้าอี้หวาย พลางโบกพัดใบตาล ราวกับหญิงชราที่กำลังรับลมยามเย็น...
เย่ชิงชิงรินน้ำชากุหลาบผสมน้ำผึ้งให้เขาโดยไม่รอช้าพลางหัวเราะกล่าวว่า “หวานหอม ลองชิมดูสิเจ้าคะท่านมีเรื่องอะไรจะบอกข้าหรือ?”
หูหลิ่วหมิงเหลือบมองนางก่อนจะยกถ้วยขึ้นมาดมเบาๆ แต่ไม่ได้ดื่ม
“เจ้ากับเกาเฟิงทะเลาะกันหรือ?”
“ข้าหรือ?” เย่ชิงชิงกะพริบตาอย่างงุนงงหลังจากผ่านไปสองสามวินาที นางจึงนึกถึงการแยกทางที่ไม่ราบรื่นในครั้งก่อน
นางแบมืออย่างจนใจ“เห็นกันอยู่ว่าอาเจ้เกาเฟิงต่างหากที่อารมณ์ไม่ดีอยู่คนเดียวท่านเป็นสหายของเขาคงจะรับรู้มากกว่าข้าไม่ใช่หรือ?”
เกาเฟิง...อาเจ้?หูหลิ่วหมิงพยายามไม่หัวเราะ ดวงตาสีดำเป็นประกายจ้องมองนางเลิกคิ้วขึ้นแล้วกล่าวว่า “เขานิสัยอย่างนั้นมาแต่เกิดแล้วคราวนี้เจ้าจะไปหรือไม่ งานวันเกิดครบรอบสิบห้าปีของเขา”