โดยธรรมชาติแล้ว เด็กทั่วไปจะเริ่มหัดใช้ตะเกียบกันตั้งแต่อายุสี่ห้าขวบ อย่างช้าที่สุดหกขวบก็ควรจะใช้ได้คล่องแล้ว ทว่าหลินหงจวินในวัยเจ็ดขวบกลับยังจับตะเกียบไม่เป็น
สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่เพียงเพราะเจ้าตัวขี้เกียจเรียนรู้ แต่ปัจจัยสำคัญคือการถูกพ่อแม่ตามใจจนเสียคน
ในฐานะลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเพียงคนเดียว หลินหงจวินเปรียบเสมือนไข่ในหินสำหรับจางเสี่ยวเสีย ผู้ยังคงยึดติดกับค่านิยม ‘เห็นลูกชายเป็นมังกร เห็นลูกสาวเป็นหญ้าแพรก’ ปกติ เธอมักจะทุบตีด่าทอหลินหงเหมยสารพัด แต่กับลูกชายคนนี้ เธอกลับประคบประหงมตามใจทุกอย่าง
ภายใต้การเลี้ยงดูแบบพ่อแม่รังแกฉัน หลินหงจวินในวัยเจ็ดขวบจึงไม่เพียงใช้ตะเกียบไม่เป็น แต่ยังดื้อแพ่งไม่ยอมไปโรงเรียน ทั้งที่เด็กรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือแม้แต่เด็กที่อายุน้อยกว่าในหมู่บ้าน ต่างก็เข้าเรียนชั้นเตรียมประถมและเตรียมขึ้นป.1 กันหมดแล้ว
เมื่อลูกชายไม่ยอมไป จางเสี่ยวเสียก็ปล่อยเลยตามเลย ไม่คิดบังคับขู่เข็ญ
เวลากินข้าวที่บ้าน บ่อยครั้งที่หลินหงจวินจะใช้มือหยิบกินมูมมาม หรือหากไปบ้านคนอื่น ก็ต้องเรียกหาช้อน ไม่ก็ต้องให้ผู้ใหญ่คอยป้อนถึงปาก
ทิงเสวี่ยเห็นแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความระอา... โตจนหมาเลียก้นไม่ถึงแล้ว ยังใช้ตะเกียบไม่เป็น ตัวเธอเองใช้คล่องปร๋อมาตั้งแต่อายุสามขวบ
จริงอยู่ที่ทิงเสวี่ยเองก็เติบโตมาท่ามกลางความรักและการตามใจ แต่รูปแบบการเลี้ยงดูที่เธอได้รับนั้นแตกต่างจากหลินหงจวินราวฟ้ากับเหว
ทิงเสวี่ยหัดใส่เสื้อผ้าและใช้ตะเกียบเองตั้งแต่สามขวบ พอสี่ขวบคุณย่าหลินก็เริ่มจับมาสอนคัดอักษรจีนแล้ว
สำหรับคุณย่าหลินและหลินกั๋วผิง การตามใจหมายถึงการเติมเต็มความรักและสิ่งของเครื่องใช้ แต่ในเรื่องทักษะชีวิตและระเบียบวินัย พวกเขากลับเข้มงวดกับทิงเสวี่ยยิ่งกว่าเด็กบ้านอื่นเสียอีก ผลลัพธ์คือทิงเสวี่ยเรียนรู้ที่จะพึ่งพาตัวเองได้ตั้งแต่เล็ก
แม้จะไม่มีความทรงจำจากชาติก่อนติดตัวมา ทิงเสวี่ยก็ยังคงเป็นเด็กที่เฉลียวฉลาดและดูแลตัวเองได้ดีกว่าเด็กวัยเดียวกันอยู่ดี
พ่อแม่หลายคนมักเข้าใจผิด คิดว่าการรักลูกคือการไม่ให้ลูกหยิบจับทำอะไรเลย ประเคนทุกอย่างให้ถึงมือ เด็กที่โตมาแบบนี้มักกลายเป็นคนหยิ่งยโส เอาแต่ใจ และสุดท้ายก็กลายเป็นคนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ดูแลตัวเองไม่ได้
การเลี้ยงลูกที่ถูกต้อง คือการสอนให้พวกเขารู้จักรับผิดชอบตัวเองและใส่ใจผู้อื่น ควบคู่ไปกับการเติมเต็มความรัก
เมื่อหัวใจได้รับความรักความอบอุ่นอย่างเพียงพอ จิตใจย่อมเข้มแข็ง มั่นคง และกล้าหาญ
เมื่อได้รับความพึงพอใจในวัตถุอย่างเหมาะสม ดวงตาย่อมไม่ละโมบโลภมาก และมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งยั่วยุภายนอก ไม่หลงระเริงไปกับเปลือกจอมปลอม
บนโต๊ะอาหาร หลินหงเหมยเอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน ไม่สนใจน้องชายแม้แต่น้อย “เธอก็ไปหยิบช้อนให้หงจวินเองสิ” ว่าแล้วก็รีบยัดเนื้อชิ้นโตเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ
“หลินหงจวิน เดี๋ยวฉันไปหยิบช้อนมาให้ แต่ห้ามใช้มือหยิบกินเด็ดขาดนะ ถ้ากล้าใช้มือ ฉันตีจริงๆ ด้วย!” ทิงเสวี่ยดุเสียงเข้ม ก่อนจะลุกไปหยิบช้อน
“พี่หงจวินทึ่มจัง โตป่านนี้ยังใช้ตะเกียบไม่เป็น” หวังอวิ๋นถึอตะเกียบพลางบ่นพึมพำเบาๆ ในความคิดของเด็กน้อย ขนาดเธอตัวแค่นี้ยังใช้เป็น พี่ชายตัวโตกว่าตั้งเยอะกลับทำไม่ได้ ไม่เรียกว่าทึ่ม จะให้เรียกว่าอะไร
คำว่า ‘ทึ่ม’ ไปสะกิดต่อมโมโหของหลินหงจวินเข้าอย่างจัง เขาใช้ตะเกียบในมือเคาะ ‘โป๊ก’ ลงกลางหัวหวังอวิ๋นอย่างแรง “นังตัวขาดทุน! แกด่าใครว่าโง่หา!”
แรงเคาะนั้นไม่ใช่น้อยๆ หวังอวิ๋นเจ็บจนเบะปากร้องไห้จ้า
น้องสาวถูกรังแก ตามสัญชาตญาณคนเป็นพี่ควรต้องรีบปกป้อง แต่หวังฮุ่ยกลับนั่งนิ่งเฉย เคี้ยวข้าวแก้มตุ่ยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น สำหรับเธอแล้ว การกินเนื้อสำคัญกว่าเสียงร้องไห้ของน้องสาว
แม้แต่หลินชุ่ยหงผู้เป็นแม่ที่นั่งอยู่อีกโต๊ะ ได้ยินเสียงลูกร้องก็ยังทำหูทวนลม คุยกับน้องสาวไปพลางกินไปพลางอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ทิงเสวี่ยทนดูไม่ได้ เธอเห็นเต็มสองตาว่าหลินหงจวินฟาดหัวน้อง “หลินหงจวิน! ขอโทษอวิ๋นอวิ๋นเดี๋ยวนี้! พูดว่าขอโทษ ขอให้น้องยกโทษให้ ไม่อย่างนั้นมื้อนี้ นายอดกินเนื้อ!”
พูดจบ ทิงเสวี่ยก็คว้าช้อนในมือหลินหงจวินยึดเอาไว้
พอได้ยินว่าจะไม่ได้กินเนื้อ หลินหงเหมยก็โวยวายทันที “เธอมีสิทธิ์อะไรมาห้ามจวินจวินกินเนื้อ! เขาตีหวังอวิ๋น ไม่ได้ตีเธอสักหน่อย อีกอย่างนังเด็กนั่นก็ปากดีไปด่าเขาก่อน”
ต้องยอมรับว่าในแง่ความเป็นพี่สาว หลินหงเหมยทำหน้าที่ปกป้องน้องชายตัวเองได้ดีกว่าหวังฮุ่ยมากนัก
ทิงเสวี่ยจ้องหน้าหลินหงเหมยที่เถียงฉอดๆ แต่ปากก็ยังเคี้ยวลูกชิ้นไม่หยุด “ที่นี่บ้านฉัน ฉันมีสิทธิ์! ฉันบอกไม่ให้กินก็คือไม่ให้กิน! อวิ๋นอวิ๋นแค่บ่น ไม่ได้ลงไม้ลงมือ แต่หลินหงจวินทำร้ายคน คนที่เริ่มใช้ความรุนแรงก่อนคือคนผิด! เป็นพี่ชายต้องรู้จักอดทนกับน้องสาวสิ หลินหงเหมย... ถ้าเธอยังเถียงแทนคนผิดอีก เธอก็เตรียมอดกินเนื้อไปอีกคน!”
ซูเจียหนิงเห็นท่าไม่ดี รีบเข้ามาไกล่เกลี่ย “เอาล่ะๆ หงจวินทำร้าย น้องก็ผิดจริงๆ นั่นแหละ เป็นลูกผู้ชายรังแกผู้หญิงได้ยังไง หงจวิน... ถ้า นายเป็นลูกผู้ชายตัวจริงก็รีบขอโทษน้องซะ ถ้าไม่กล้าขอโทษ ก็แสดงว่าเป็นตุ๊ด!”
หลินหงจวินหน้าแดงก่ำ จำใจพึมพำกับหวังอวิ๋นอย่างเสียไม่ได้ “เออ... ขอโทษ ผิดไปแล้ว”
หวังอวิ๋นน้ำตาคลอเบ้า สะอึกสะอื้นตอบ “ไม่เป็นไร... หนูไม่เจ็บแล้ว” ภาพเด็กหญิงตัวน้อยที่พยายามกลั้นน้ำตาช่างน่าเวทนาจับใจ
“พี่หวังฮุ่ย เมื่อกี้น้องโดนตี พี่ไม่เห็นเหรอคะ? นั่งกินสบายใจเฉิบแบบนี้ พี่คิดว่าตัวเองเป็นพี่สาวที่ดีแล้วเหรอ?” ทิงเสวี่ยหันไปเล่นงานหวังฮุ่ยต่อด้วยความโมโห
หวังฮุ่ยกลืนข้าวลงคอ เอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ก็แค่เด็กทะเลาะกัน จะอะไรนักหนา เสียวเสวี่ย... ถ้าเธออยากเป็นคนดีนัก ก็เอาอวิ๋นอวิ๋นไปเป็นน้องสาวเธอเลยสิ”
ทิงเสวี่ยถึงกับพูดไม่ออก... “...”
สถานการณ์เริ่มตึงเครียด ซูเจียหนิงต้องรีบห้ามทัพอีกรอบ “พอเถอะๆ เลิกทะเลาะกันได้แล้ว รีบกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวกับข้าวเย็นหมดจะไม่อร่อยนะ” สายตาของซูเจียหนิงส่งสัญญาณขอร้องทิงเสวี่ยว่า อย่าก่อเรื่องเพิ่มเลย
ทิงเสวี่ยอยากจะด่ากราดหวังฮุ่ยให้หายแค้น แต่เมื่อตรองดูแล้วก็จำต้องสงบสติอารมณ์เพื่อรักษามารยาท เธอรู้ดีว่าบ้านนั้นลำเอียงแค่ไหน ถ้าหวังอวิ๋นโดนรังแก ป้าใหญ่คงไม่สน แต่ถ้าเป็นหวังฮุ่ยโดนด่า เรื่องคงไม่จบง่ายๆ แน่
ช่างเป็นความลำเอียงที่น่ารังเกียจจริงๆ
ในที่สุดมื้ออาหารอันแสนอึดอัดก็จบลง ผู้ใหญ่ฝ่ายชายยังคงนั่ง ดื่มสุรากันต่อ ส่วนหลินชุ่ยหงกับหลินชุ่ยอิงอิ่มแล้วจึงออกไปนั่งผึ่งแดดคุยกันที่ลานบ้าน
ทิงเสวี่ยรีบตามออกไปทันที เธอมีเรื่องสำคัญต้องพูด
“ป้าใหญ่คะ ปีนี้อวิ๋นอวิ๋นเจ็ดขวบแล้ว ให้แกไปโรงเรียนเถอะค่ะ”
หลินชุ่ยหงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะร่า “เจ็ดขวบมันก็ควรเรียนแหละ แต่ถ้ามันไปโรงเรียน แล้วใครจะเลี้ยงเจ้าคังคังล่ะ? ป้ากับลุงต้องลงนาไปทำงานเก็บแต้ม อวิ๋นอวิ๋นต้องอยู่บ้านช่วยเลี้ยงน้อง”
“แล้วป้าจะให้น้องไปเรียนตอนอายุเท่าไหร่คะ?” ทิงเสวี่ยถามเสียงเครียด จ้องตาผู้เป็นป้าเขม็ง
“ก็ต้องรอน้องโตก่อนสิ” หลินชุ่ยหงตอบหน้าตาย
หลินชุ่ยอิงที่นั่งข้างๆ รีบผสมโรง “ใช่ๆ ให้อวิ๋นอวิ๋นเลี้ยงน้องไปก่อน เข้าเรียนช้าไปไม่กี่ปีไม่เป็นไรหรอก เป็นเด็กผู้หญิงเรียนสูงไปก็ไม่มีประโยชน์ เอาแค่อ่านออกเขียนได้ก็พอแล้ว”
“ความคิดป้าล้าหลังมากค่ะ!” ทิงเสวี่ยเถียงทันควัน “ท่านผู้นำเหมาเคยกล่าวว่า ‘ผู้หญิงแบกรับภาระครึ่งหนึ่งของฟ้า’ รัฐบาลก็รณรงค์เรื่องความเท่าเทียม ถ้าผู้หญิงเรียนเก่ง สอบติดมหาวิทยาลัย เป็นปัญญาชน ก็เชิดหน้าชูตาให้วงศ์ตระกูลได้เหมือนกันนะคะ!”
ท่าทีจริงจังขึงขังของเด็กตัวกะเปี๊ยก ทำให้สองพี่น้องระเบิดหัวเราะออกมา
“ป้ารู้จ้ะว่าเสียวเสวี่ยฉลาด อนาคตไกล” หลินชุ่ยหงยิ้มเยาะ “แต่ยังไงผู้หญิงแต่งงานไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป เป็นคนนอกอยู่ดี เกียรติภูมิของตระกูลหลินยังไงก็ต้องฝากไว้ที่หงจวิน เขาเป็นหลานชายคนเดียว นี่ถ้าพ่อเราหรืออาสามมีลูกชายเพิ่มอีกสักคนก็คงดี”
หลินชุ่ยอิงแย้งขึ้นบ้าง “พี่ก็พูดเกินไป ถึงแต่งงานออกไป แต่ถ้าได้ดิบได้ดี พ่อแม่ก็พลอยได้หน้าไปด้วยนะ ดูอย่างเสียวเสวี่ยสิ หัวไวขนาดนี้ อนาคตต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัยในปักกิ่งได้แน่ ถึงตอนนั้นอย่าลืมป้าใหญ่กับป้ารองล่ะ” เธอพูดพลางลูบหัวหลานสาวอย่างเอ็นดู
แม้ลึกๆ หลินชุ่ยอิงจะยังเห็นผู้ชายสำคัญกว่า แต่ในเมื่อพี่ชายทั้งสองดูท่าจะไม่มีลูกชายเพิ่ม นางจึงฝากความหวังไว้ที่หลานสาวคนเก่งคนนี้แทน
ทิงเสวี่ยรู้ดีว่าคงเปลี่ยนใจป้าใหญ่ไม่ได้ในวันเดียว แต่อย่างน้อยเธอก็ได้พยายามทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับหวังอวิ๋นแล้ว
ความหมายของป้าใหญ่ชัดเจน... หวังอวิ๋นคือแรงงานฟรีที่ต้องเลี้ยงน้องจนกว่าน้องจะโตพอ ซึ่งถึงตอนนั้น หากทางบ้านขัดสน เรื่องเรียนของหวังอวิ๋นก็คงเป็นได้แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ
สำหรับหลินชุ่ยหง ลูกสาวคนกลางคนนี้มีค่าไม่ต่างจากธาตุอากาศ แค่ไม่เอาไปทิ้งก็นับว่าบุญโขแล้ว
ตะวันคล้อยต่ำ ได้เวลาที่ทั้งสองครอบครัวต้องแยกย้าย
ก่อนกลับ ซูเจียหนิงเอ่ยชวนทิงเสวี่ยไปค้างที่บ้าน แต่เด็กหญิงปฏิเสธ
หลินชุ่ยอิงเดาว่าหลานสาวคงโกรธที่ตนพูดจาดูถูกผู้หญิงเมื่อครู่
“เสียวเสวี่ย... โกรธป้ารองเหรอ?” นางถามเสียงอ่อน
ทิงเสวี่ยกะพริบตาปริบๆ แสร้งทำหน้าไร้เดียงสา “หนูจะโกรธป้ารองทำไมคะ ที่ยังไปไม่ได้เพราะหนูต้องไปเยี่ยมญาติฝั่งคุณย่ากับพ่อก่อนค่ะ เสร็จธุระแล้วหนูจะรีบไปค้างบ้านป้ารอง ไปเล่นกับพี่ชิงชิงพี่ซานซานแน่นอนค่ะ”
หลินชุ่ยอิงยิ้มออก “งั้นก็ดีเลย รีบมานะ เดี๋ยวป้าจะเก็บของอร่อยๆ ไว้รอ”