บันทึกการเดินทางต่างโลกของตัวละคร เลเวล MAXรู้ตัวอีกทีก็มีหนี้ก้อนโตซะงั้น
"อืม... อ่า... ไอทำน่ะทำได้ แต่ข้าก็ไม่แน่ใจว่าฝักดาบที่ข้าสร้างขึ้นมาจะสามารถรับน้ำหนักของดาบเล่มนี้ไหวรึเปล่านะ"
แซนด์คอฟว่าพลางมองใบดาบหนาบนพื้นทั้งสีหน้าเป็นกังวล สิ่งที่เขาพูดมาก็มีเหตุผลอยู่ ขนาดคนที่มีร่างกายแข็งแรงกำยำอย่างลุงแซนด์คอฟยังไม่สามารถทำให้ดาบของผมขยับได้เลย แล้วจะต้องใช้วัสดุอะไรในการสร้างฝักดาบสำหรับแบล็ค เกรทซอร์ดกันแน่?
"ก่อนอื่นข้าคงต้องลองวัดน้ำหนักของดาบเล่มนี้ดูก่อน หยิบดาบของเจ้าแล้วตามข้ามา"
ชายแก่ตัวเตี้ยยกมือขึ้นลูบตัดสินใจกล่าวแล้วเดินไปหลังร้าน พลางโบกมือเรียกให้ตามไป เซเลสทีน และผมหันมาสบตากันคล้ายขอความเห็น แต่เมื่อไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากทำตาม พวกเราจึงเดินอ้อมเคาน์เตอร์ตามหลังของเขาเข้าประตูหลังร้าน
เมื่อเข้าไปแล้ว พวกเราก็พบว่าหลังร้านเป็นห้องโถงค่อนข้างกว้าง มีทั่งตีเหล็กหลายขนาดวางอยู่กลางห้อง ปล่องไฟที่เห็นจากบนหลังคาก็ต่อลงมาถึงห้องนี้ ซึ่งมันจะคอยพ่นควันจากหินหลอมเหลวความร้อนสูงอันเป็นเตาหลอมอยู่ในช่องปล่องไฟ
ตามพื้นระเกะระกะไปด้วยแท่งโลหะหลากหลายสีสันวางสุมกันอยู่ตามจุดต่าง ๆ ภายในห้อง และยังมีชิ้นส่วนรูปร่างคล้ายอาวุธชุดเกราะที่ยังสร้างไม่เสร็จกองสุมอยู่ข้างทั่งตีเหล็ก ตามกำแพงก็จะมีอุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ แขวนเอาไว้
ผมสูดอากาศเอาไอร้อนระอุเหม็นกลิ่นควันเข้าจมูก บรรยากาศหน้าร้านว่าร้อนแล้ว หลังร้านกลับร้อนยิ่งกว่า เซเลสทีนที่เดินตามมาก็เริ่มดึงปกคอเสื้อขึ้นลงเพื่อคลายความร้อน พร้อมกับหยาดเหงื่อเม็ดไสไหลรินจรดปลายคางขาวของนางจากความร้อนภายในห้องนี้
แซนด์คอฟเดินนำพวกเราลึกเข้าไป จนกระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้าเครื่องชั่งน้ำหนักแบบสมัยก่อนที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่ ซึ่งมันเป็นเครื่องชั่งแบบสมดุลโดยมีคานทั้งสองด้าน แต่ละด้านจะมีสลิงหนามัดกับแผ่นเหล็กสำหรับวางสิ่งของลงไป หลักการทำงานก็คือการวางสิ่งของไว้ด้านหนึ่ง แล้วอิงกับน้ำหนักของสิ่งที่ใช้วัดอีกด้านจนกว่าจะถึงจุดที่คานทั้งสองอันอยู่ในระนาบเดียวกัน
"วางดาบของเจ้าลงบนคานด้านนี้สิ"
แซนด์คอฟชี้ไปยังคานด้านซ้าย ผมจึงเอาดาบไปวางไว้บนแผ่นเหล็กของคานด้านซ้ายอย่างเบามือ และด้วยน้ำหนักของแบล็ค เกรทซอร์ดทำให้คานเอียงไปทางด้านซ้ายทันที
ส่วนชายแก่ตัวเตี้ยก็เดินไปยังกองหินรูปทรงสี่เหลี่ยมที่มีขนาดเท่ากันวางอยู่ตรงริมห้อง เขาทำการยกก้อนหินขึ้นมา แล้วแบกไปวางไว้บนแผ่นเหล็กของคานด้านขวาที่กำลังยกสูง
"หิน 1 ก้อนนี้มีน้ำหนัก 100 กิโลกรัมไม่ขาดไม่เกิน หากวางไปเรื่อย ๆ จนคานด้านซ้ายถูกยกขึ้นมาเท่ากับคานด้านขวาเมื่อไหร่ ข้าก็จะได้รู้น้ำหนักที่แท้จริงของดาบเล่มนี้"
แซนด์คอฟอธิบายด้วยรอยยิ้มกว้าง พลางเดินกลับไปยกหินก้อนต่อไป ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าแบล็ค เกรทซอร์ดเล่มนี้มีน้ำหนักเท่าไหร่กันแน่ จึงอาสาช่วยยกก้อนหินไปวางไว้บนแผ่นเหล็กของคานด้านขวาด้วยอีกแรง
ส่วนเซเลสทีนเอง ก็พยายามจะเข้ามาช่วยด้วยเหมือนกัน แต่ท่อนแขนอันแสนบอบบางของนางกลับยกก้อนหินขึ้นมาได้เพียงเล็กน้อย เธอจึงผันตัวกลายเป็นคนคอยให้กำลังใจอยู่ห่าง ๆ เท่านั้น
แม้ก้อนหินจะมีน้ำหนักมากถึง 100 กิโลกรัมก็ตาม แต่ผมกลับสามารถยกมันขึ้นมาได้อย่างง่ายดายราวกับยกปุยนุ่น กระนั้นผมก็ยังยกมันไปวางไว้บนแผ่นเหล็กของคานด้านขวาทีละก้อนอยู่ดี เพื่อสังเกตปฏิกิริยาของคานด้านซ้ายว่ามีการยกตัวขึ้นหรือไม่
ก้อนที่ 10 ผ่านไปคานด้านซ้ายที่มีแบล็ค เกรทซอร์ดวางเอาไว้ก็ยังคงไม่ขยับเขยื้อน ส่งให้แซนด์คอฟถึงกับต้องเบิกตากว้างด้วยความรู้สึกตกตะลึง
"พระเจ้า! ดาบเล่มนี้มีน้ำหนักมากกว่า 1 ตันเสียอีก! นี่เจ้ามีพละกำลังขนาดไหนถึงได้ยกเจ้าแท่งเหล็กนี่ขึ้นมาได้!?"
ชายแก่ตัวเตี้ยถึงกับร้องเสียงหลงสองตาเบิกกว้างแทบถลนออกจากเบ้า พลางหันมาตะโกนถามใส่ผมทั้งสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ขนาดผมเองก็ยังยืนนิ่งจ้องมองแบล็ค เกรทซอร์ดด้วยความรู้สึกไม่ต่างจากเขามากนัก
จากนั้นก้อนที่ 11 และ 12 ก็ตามมา แต่คานด้านซ้ายก็ยังคงไม่ขยับ จนกระทั่งคานด้านซ้ายเริ่มสั่นจากหินก้อนที่ 24 ก่อนที่จะค่อย ๆ ถูกยกขึ้นทีละน้อย
แม้จะเห็นว่าคานด้านซ้ายที่มีแบล็ค เกรทซอร์ดวางไว้อยู่เริ่มขยับแล้วก็ตาม แต่ผม และแซนด์คอฟก็ยังขนหินไปวางต่อไป จนในที่สุดคานก็อยู่ในระนาบเดียวกันเมื่อวางหินก้อนที่ 32 ลงไป
"พระเจ้า... ดาบหนัก 3.2 ตัน นี่ข้ากำลังฝันไปหรืออย่างไร?"
ชายแก่เหม่อมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาล่องลอย ผมเองก็มีอาการตกตะลึงไม่ต่างกัน ที่ผ่านมาผมแบกของหนักขนาดนี้มาตลอดเลยงั้นเหรอ?
สิ่งที่ไม่น่าเชื่อยิ่งกว่าก็คือ รถม้าที่ใช้ขนมันสามารถรับน้ำหนักของดาบเล่มนี้ได้โดยไม่หักกลางซะก่อน คนที่เป็นนักออกแบบของจักรวรรดิฟาฟไฮน์ก็น่าชื่นชมเหมือนกันแฮะ
"แล้ว? เจ้าสามารถสร้างฝักดาบให้ข้าได้หรือไม่"
ผมหันไปถามแซนด์คอฟด้วยความหวังอันริบหรี่ คำถามของผมส่งให้ชายแก่ตัวเตี้ยต้องหลุดออกจากภวังค์ ก่อนจะก้มหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
แต่แล้วคำพูดไม่คาดคิดก็หลุดออกมาจากปากของเขาอย่างแผ่วเบา
"อาจจะทำได้ก็ได้..."
ความหวังเริ่มฟื้นกลับมาอีกครั้ง เมื่อได้ยินเสียงพึมพำอันแสนเบาหวิวจากปากของช่างตีเหล็กที่น่าจะมีฝีมือดีที่สุดในเมืองนี้
"ท่านทำได้งั้นรึ?"
ผมกล่าวถามด้วยความหวังที่เหลืออยู่ ชายแก่ตัวเตี้ยถึงกับสะดุ้งตัวโหยง ก่อนจะทำท่ากระแอมเล็กน้อยพลางหรี่ตามองมาทางนี้
"อะแฮ่ม! ข้าก็ไม่แน่ใจหรอก ต่อให้เป็นแร่'ดอว์ฟเวน'จากเผ่าคนแคระ หรือโลหะหายากของเผ่าเอลฟ์อย่างแร่'มิธริล'ก็ตาม หากในระยะยาวก็คงไม่อาจทานทนน้ำหนัก และความคมของดาบเล่มนี้ได้นานนัก แต่ว่ายังมีโลหะอีกชนิดหนึ่งที่มีความทนทานมากกว่านั้น"
แซนด์คอฟกล่าวพลางเดินไปอีกฝั่งหนึ่งของห้องที่มีตู้เซฟตู้หนึ่งวางอยู่ ก่อนจะทำการหมุนรหัสด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง เมื่อประตูตู้เซฟเปิดออกก็เผยให้เห็นก้อนกลมสีดำสนิทขนาดเท่าลูกฟุตบอลอยู่ในนั้น
"นี่คือ?"
ผมชี้นิ้วไปยังลูกบอลสีดำสนิทด้วยความสงสัย แซนด์คอฟยังไม่กล่าวอะไร เขาหยิบมันขึ้นมาอย่างเบามือ ก่อนจะเดินกลับมาชูลูกบอลสีดำให้ผมได้เห็นในระยะใกล้
"สิ่งนี้คือโลหะในตำนานที่หายากที่สุด แร่ควอเทียมนัส ในตำนานเคยกล่าวไว้ว่า เมื่อครั้งอดีตเทพแห่งการสรรสร้าง โฮคีนอส ได้ทำการสร้างดวงดาราบนท้องฟ้า เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่เทพธิดา ราฟาเทียร์ ส่งผลให้สะเก็ดไฟจากการสร้างดวงดาราตกลงมาบนผืนดินแห่งโอเรนเดล ผลจากการตกกระทบของมันรุนแรงมหาศาลมากเสียจนผืนแผ่นดินส่วนใหญ่เป็นอันต้องแตกสลาย และกลายสภาพเป็นท้องทะเลจวบจนมาถึงทุกวันนี้"
แซนด์คอฟเล่าเรื่องราวความเป็นมาของลูกบอลสีดำ พร้อมกับดวงตาของเขาได้จับจ้องลูกบอลสีดำในมือเป็นสายตาเดียวไม่ละไปไหน
ตำนานมักจะถูกเล่าตามความเชื่อของบรรพบุรุษ จึงไม่สามารถหามูลความจริงจากเรื่องเล่าได้ แต่ถ้าอ้างอิงจากตำนานล่ะก็ เจ้าลูกบอลสีดำนี่อาจจะเป็นอุกกาบาตจากนอกโลกก็เป็นได้
"งั้นแสดงว่าเจ้าแร่ชนิดนี้สามารถหาพบได้แต่ในทะเลสินะ?"
"ใช่แล้ว แร่ควอเทียมนัสสามารถหาได้แต่ในก้นมหาสมุทธเท่านั้น แต่ด้วยท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาลจึงเป็นการยากที่จะทำการค้นหา หนำซ้ำยิ่งดำลงไปลึกมากเท่าไหร่ แรงดันน้ำก็จะยิ่งสูงขึ้นจนสามารถบดขยี้ได้ทุกชีวิต"
แซนด์คอฟพยักหน้ารับคำถามของผมแล้วกล่าวตอบ ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ที่แร่นี้จะหายาก ก็คนบนโลกนี้ยังไม่รู้วิธีสร้างเรือดำน้ำเลยนี่นา
"แล้วท่านไปหาแร่นี้มาจากไหนกัน?"
"มันเป็นของที่ตกทอดมาจากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่น ข้าไม่รู้หรอกว่าบรรพบุรุษของข้าหามันมาได้อย่างไร แต่มีคำสอนหนึ่งที่ยังคงบอกต่อมาจนถึงทุกวันนี้... ว่าจงมอบมันให้แก่ผู้ที่คู่ควร"
ชายแก่ตัวเตี้ยตอบคำถามด้วยสีหน้าล้ำลึก พลางเหลือบมองมาทางผมพร้อมกับแววตาอันเด็ดเดี่ยว
อย่าบอกนะว่า...
"ลุงแซนด์ นี่ท่านคิดว่าเป็นข้างั้นรึ"
"ใช่"
ผมยกคิ้วขึ้นสูงกล่าวถามด้วยความสงสัย แต่แซนด์คอฟก็ตอบกลับมาด้วยคำสั้นเด็ดขาด เล่นทำเอาผมถึงกับผงะไปเลย
"ข้าไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงได้คิดอย่างนั้น แต่เมื่อได้เห็นดาบเล่มนั้น และตัวเจ้า ความรู้สึกบางอย่างของข้าก็ได้กู่ร้องออกมาว่าต้องเป็นเจ้าเท่านั้น"
ผมถึงกับนิ่งอึ้งพูดอะไรไม่ออก ได้แต่มองใบหน้าจริงจังของชายแก่ตัวเตี้ยตรงหน้า
"ข้าไม่รู้หรอกนะว่าดาบของเจ้าสร้างมาจากอะไร หรือใครเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา แต่ไม่มีทางที่ช่างตีเหล็กธรรมดาจะเป็นผู้สร้างมันขึ้นมาแน่นอน"
ลุงครับ... อันที่จริง GM เป็นคนสร้างขึ้นมาครับ
"อีกอย่างนะ ดาบที่ดีย่อมต้องคู่กับฝักดาบที่ดียังไงล่ะ"
ชายแก่ตัวเตี้ยคลี่ยิ้มกว้างขึ้น ก่อนจะกล่าวต่อทั้งสีหน้ายินดี เห็นแบบนั้นผมก็ได้แต่เก็บความคิดไร้สาระลงไป พลางยกมือขึ้นเกาศีรษะด้วยรอยยิ้มบาง
"แต่จะดีงั้นรึ ไม่ใช่ว่ามันเป็นของสำคัญที่ตกทอดมาจากรุ่นสู่รุ่นของเจ้าน่ะ"
"ฮ่า! ฮ่า! ฮ่า! สิ่งที่มีประโยชน์หากไม่นำมาใช้ มันก็เป็นได้แค่ของไร้ประโยชน์เท่านั้น ไม่สู้นำมันมาสร้างชื่อเสียงให้แก่ข้าจะไม่ดีกว่ารึไง? ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของเจ้า รับรองว่าในอนาคตเจ้าจะต้องโด่งดังมากเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้นข้าก็จะสามารถนำเรื่องราวเหล่านี้ไปเล่าสืบต่อให้แก่รุ่นลูกรุ่นหลานได้เลยเชียวนะ"
แซนด์คอฟยืดอกหัวเราะเสียงดังลั่นกล่าวตอบคำถามของผมด้วยรอยยิ้มกว้าง ฟังจากคำพูดของเขาแล้ว ราวกับว่าตอนนี้เขากำลังลงทุนครั้งใหญ่กับผมอย่างไรอย่างนั้น
แต่แล้วสีหน้าอารมณ์ดีของชายแก่ตัวเตี้ยก็พลันมลายหายไป กลับมาเป็นสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ด้วยบรรยากาศที่เปลี่ยนไปกะทันหัน ส่งให้ผม และเซเลสทีนเป็นอันต้องขมวดคิ้วสงสัย
"ถึงแม้ข้าจะบอกไปเช่นนั้น แต่ก็ใช่ว่าข้าจะยกสิ่งนี้ให้เจ้าฟรี ๆ หรอกนะ หากนับความสำคัญเสมือนมรดกตกทอดของแร่ควอเทียมนัส และความหายากที่มีราคาแพงหูฉี่ในตลาดแล้ว ไหนจะวัสดุที่ต้องใช้งานร่วม รวมถึงต้องจ้างช่างตีเหล็กฝีมือดีมาเป็นผู้ช่วยอีก หากปรับเป็นราคากันเองแล้ว... ทั้งหมด 40,000 เหรียญทอง!"
"หา!?"
เสียงอุทานนี้ไม่ใช่ของผมหรอกครับ... หากแต่เป็นเสียงของเซเลสทีนต่างหาก เก็บอาการหน่อยสิแม่คุณ ตาจะหลุดออกจากเบ้าอยู่แล้วนั่น
"เจ้ายังไม่ต้องจ่ายราคาเต็มตอนนี้ก็ได้ ค่อย ๆ ทยอยจ่ายจนกว่าจะครบจำนวนก็ได้นะ แล้วแต่เจ้า"
แซนด์คอฟยืนกอดอกด้วยรอยยิ้มกว้าง ส่วนผมยังไม่ตอบรับทันที มือขวาสวมเกราะหนาเอื้อมลงไปค่อย ๆ แง้มเปิดปากถุงเงินดูจำนวนเหรียญที่อยู่ข้างในถุงด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
โอ้ว... สวรรค์ทรงโปรด ตูมีเหรียญทองไม่กี่สิบเหรียญเอง ส่วนใหญ่ก็เป็นแค่เหรียญเงิน กับเหรียญทองแดงซะด้วย
เหงื่อเย็นเยียบพลันไหลลงมาจรดปลายคาง พร้อมกับคิ้วหนาเริ่มกระตุกยิก...
"ท-- ทำไมมันถึงได้แพงนักล่ะคะ!? ลุงแซนด์! แค่ฝักดาบอันเดียวกลับมีราคาแพงเสียยิ่งกว่าแร่มิธริลก้อนใหญ่ถึง 80 เท่าเชียวหรือ!? ร-- ราคาขนาดนี้มันสามารถซื้อปราสาทได้ทั้งหลังเลยนะคะ!"
เซเลสทีนถึงกับปรี๊ดแตกตะโกนถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก ดวงตาสีทับทิบเบิกกว้างสั่นไปมาโดยไม่อาจระงับอาการได้ ท่าทางเช่นนั้นของเธอเล่นทำเอาผมถึงกับผงะไปเลย
"เฮ้อ... เจ้านี่ไม่รู้อะไรเลยนะ เซเลสทีน แร่ควอเทียมนัสน่ะ มันหายากเสียยิ่งกว่าแร่มิธริลเป็นร้อยเป็นพันเท่า นอกจากนี้มันยังมีน้ำหนักเบา และแข็งแรงทนทานกว่าแร่มิธริลนับสิบๆ เท่า ดังนั้นราคาจะสูงกว่าก็มิใช่เรื่องแปลก นี่ยังไม่นับรวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีก แถมด้วยปริมาณของแร่ควอเทียมนัสที่ข้ามีอยู่ในตอนนี้ ก็ไม่อาจสร้างฝักดาบของเจ้าแท่งเหล็กนั่นได้หรอกนะ ดังนั้นข้าจึงจะทำการผสมแร่มิธริล และดอว์ฟเวนเพิ่มเข้าไปด้วย เพื่อให้มันมีปริมาณมากพอที่จะสร้างฝักดาบยักษ์ได้"
แซนด์คอฟถอนหายใจก่อนจะกล่าวอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง พลางชี้นิ้วไปยังกองแร่สีเหลือง และสีขาวที่กองอยู่ตรงมุมห้อง
"แม้ความทนทานอาจจะไม่เทียบเท่ากับการใช้แร่ควอเทียมนัสทั้งหมดในการสร้าง แต่ถ้ามันหลอมรวมเข้ากับแร่มิธริล และแร่ดอว์ฟเวนล่ะก็ ข้ารับรองว่าเมื่อใดที่มันผสมรวมกันในเตาหลอมอย่างลงตัวแล้ว เมื่อมันแข็งตัวก็จะสามารถรับน้ำหนักได้นับร้อยตัน แค่ดาบหนัก 3.2 ตันไม่คณามือหรอก"
เขากล่าวต่อด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจเต็มที่ พลางเลื่อนสายตามาทางผมที่กำลังยืนครุ่นคิดตัดสินใจอยู่ว่าจะเอายังไงต่อ หรือว่าจะไปหาช่างตีเหล็กคนอื่นดี?
"ราคาที่ข้าเสนอมานับว่าถูกมากแล้วนะ เพราะข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าถึงได้เสนอราคาเพียงเท่านี้ หากไปหาช่างตีเหล็กคนอื่นที่อาจจะมีแร่ควอเทียมนัสล่ะก็ พวกมันจะต้องคิดราคาประมาณ 50,000 ถึง 80,000 เหรียญทองเป็นแน่ นี่ไม่นับหากเจ้าต้องการจะสร้างฝักดาบขึ้นมาด้วยแร่ควอเทียมนัสทั้งหมด ข้ารับรองเลยว่าราคาจะต้องทะลุแสนเหรียญทองอย่างแน่นอน"
ราวกับอ่านใจได้ จู่ ๆ แซนด์คอฟก็พูดดักความคิดของผมซะอย่างงั้น เล่นทำเอาผมต้องหันไปมองหน้าเขาด้วยความแปลกใจ เมื่อได้เห็นใบหน้าอันเต็มไปด้วยหนวดเครายาวเฟื้อยกำลังยกยิ้มกว้าง มันก็ทำให้ความรู้สึกบางอย่างของผมกำลังบอกว่าสิ่งที่เขาพูดมามันไม่ใช่เรื่องโกหกแม้แต่น้อย
"ข้าเข้าใจแล้ว ถือว่าข้าตกลงรับข้อเสนอ แต่ข้าไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายให้เจ้าในตอนนี้ได้ ดังนั้นข้าจะค่อย ๆ ทยอยจ่ายละกัน"
สุดท้ายผมก็ตัดสินใจตกลงรับข้อเสนอนั้น ส่งให้ชายแก่ตัวเตี้ยต้องยิ้มกว้างด้วยความอารมณ์ดี ต่อสายตาที่พยายามห้ามปรามของเซเลสทีน
แซนด์คอฟเดินไปหยิบสัญญาหนี้มามอบให้แก่ผมโดยระบุจำนวนเงิน 40,000 เหรียญทองไว้อย่างชัดเจน แม้ตัวอักษรจะเป็นตัวอักษรที่ผมไม่รู้จัก แต่ผมกลับสามารถอ่านเข้าใจได้อย่างง่ายดายราวกับเป็นภาษาบ้านเกิด
เมื่ออ่านสัญญาในมืออย่างถี่ถ้วนแล้ว แซนด์คอฟก็บอกให้หยดเลือดลงไปตรงด้านล่างสุดของกระดาษสัญญา ผมจึงถอดถุงมือแล้วชักดาบแห่งอัศวินคาไลน์นาออกมาเล็กน้อย แล้วใช้นิ้วกรีดกับคมดาบให้เป็นแผล ก่อนจะหยดเลือดลงไปตามที่เขาบอก
ทันใดนั้นสัญญาหนี้ก็พลันเรืองแสงสีม่วงขึ้น ก่อนจะจางหายไปในเวลาต่อมา แซนด์คอฟอธิบายว่าสัญญานี้เป็นสัญญาอาคม หากคิดจะเบี้ยวสัญญาล่ะก็ คน ๆ นั้นก็จะถูกประกาศออกหมายจับไปทั่วอาณาจักรทันที
อันตรายแฮะ... เอาเป็นว่ารีบหาเงินมาปลดหนี้ให้เร็วที่สุดจะดีกว่า แม้ผมจะไม่กลัวก็เถอะ แต่ก็ไม่อยากถูกประกาศจับจนต้องหนีไปกบดานเหมือนโจรหรอกนะ
จากนั้นแซนด์คอฟก็บอกว่าฝักดาบที่เหมาะกับแบล็ค เกรทซอร์ดมากที่สุด เห็นทีจะเป็นฝักดาบแบบดึงออกจากด้านข้าง เนื่องด้วยความยาวของดาบหากจะต้องชักมันออกมาก็คงจะลำบาก และยังต้องสะพายไว้ข้างหลังอีก ฉะนั้นฝักดาบที่สามารถดึงดาบออกจากด้านข้างได้จึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด
แม้ตัวล็อคด้านข้างอาจจะได้รับความเสียหายจากการถูกดาบกระทบใส่เพื่อดึงออกมาก็ตาม แต่ด้วยความที่แซนด์คอฟจะสร้างตัวล็อคด้านข้างด้วยแร่มิธริล มันจึงสามารถซ่อมแซมได้ง่าย
เมื่อผม และเซเลสทีนยืนรอให้แซนด์คอฟวัดขนาดของดาบจนเสร็จแล้ว ผมก็จ่ายค่ามัดจำไปก่อน 50 เหรียญทอง แล้วหยิบดาบเดินออกมาจากร้าน โดยไม่ลืมหยิบถุงสัมภาระกลับมาด้วย โดยที่แซนด์คอฟขอเวลาในการสร้างประมาณ 1 เดือน
สาเหตุที่นานนั่นก็เป็นเพราะว่า แร่ควอเทียมนัสมีจุดหลอมเหลวที่สูงมากเป็นพิเศษ การจะเปลี่ยนให้มันกลายเป็นโลหะเหลวจึงต้องใช้เวลาในการเตรียมการที่นานเป็นพิเศษเช่นกัน แถมแร่มิธริล และดอว์ฟเวนเองก็มีจุดหลอมเหลวค่อนข้างสูง ดังนั้นกว่าจะเตรียมการเสร็จก็ใช้เวลานานหลายวันเลยทีเดียว
"เซเลสทีน เจ้าพอจะบอกได้หรือไม่ ด้วยความสามารถของข้า มันสามารถหางานอะไรทำได้บ้างที่ให้เงินดี ๆ น่ะ"
เดินไปตามทางสักพัก พลางตรวจเช็คเงินในถุงก็พบว่าเหลือเหรียญทองอยู่ไม่กี่เหรียญ ผมจึงตัดสินใจหันไปถามกับเอลฟ์สาวคนงามที่กำลังเดินตีคู่อยู่ด้านข้าง
"อืม... ขอข้าคิดดูก่อนนะคะ หากท่านสมัครเป็นทหารของเมืองนี้เงินเดือนที่จะได้ก็เพียงแค่ 5 เหรียญทองต่อเดือนเท่านั้น ไม่น่าจะพอ หากไปสมัครเป็นครูทหารล่ะก็... ไม่ไหว ๆ ต่อให้ได้เงินเดือน 10 เหรียญทอง กว่าท่านจะใช้หนี้หมดก็กินเวลาไปเป็นปีๆ เลย..."
เซเลสทีนกล่าวกับผมด้วยสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก พร้อมกับพึมพำกับตัวเองเสียงดัง ความรู้สึกหนักใจถูกแสดงออกมาผ่านทางสีหน้าของเอลฟ์สาวอย่างชัดเจน
ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องของตัวเอง แต่เธอกลับมากลุ้มใจแทนผมเสียอย่างงั้น ทั้งที่เราทั้งสองคนยังพึ่งรู้จักกันไม่ถึงวันเลยแท้ ๆ นับได้ว่าเซเลสทีนเป็นคนดีคนหนึ่งเลยทีเดียว
เฮ้อ... หรือว่าผมจะต้องไปเป็นทหารจนกว่าจะใช้หนี้หมดกันนะ?
"อ๊ะ! ข้านึกออกแล้ว!"
ทันใดนั้นเองเซเลสทีนก็ส่งเสียงร้องขึ้น เรียกความสนใจของผมต้องหันไปมอง ในขณะเดียวกันนัยน์ตาสีทับทิมก็หันมาสบกับผมเช่นกัน
"อาชีพนักผจญภัย ยังไงล่ะคะ!"
_______________________________________________
อัพเมื่อวันที่ 13/8/2563