วันคืนไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว...มันรวดเร็วเหมือนดั่งสายน้ำไหลที่ตกลงมาจากแอ่งน้ำตกบนยอดูเาสูง
และแล้ว... วันครบกำหนดเส้นตายของการย้ายออกจากตำหนักหยางซิ่นตามพระราชโองการก็มาถึง
บรรยากาศหน้าตำหนักหยางซิ่นในยามเช้าช่างเงียบเหงาและหดหู่เกวียนขนสัมภาระสองสามคันจอดรอเรียงรายพร้อมสรรพทว่ากลับไร้ซึ่งเงาของกรงหรือคอกไม้สำหรับใช้เคลื่อนย้ายเหล่าสัตว์ที่เคยอาศัยอยู่ตามลานกว้างของตำหนักหยางซิ่นโดยสิ้นเชิง
บุรุษหนุ่มรูปงามผู้เคยเป็เ้าของสถานที่ยืนทอดอาลัยอยู่กลางลานดิน ั์ตาดำขลับที่มักจะเรียบตึงบัดนี้ทอประกายเศร้าหมองอย่างเห็นได้ชัด
"พวกเ้าคงต้องรั้งอยู่ที่นี่เสียแล้ว..."เขากวาดตามองไปยังฝูงสัตว์รับบาปที่เคยรับเลี้ยงไว้
น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแ่เบารอยยิ้มขื่นขมผุดขึ้นบนมุมปากขององค์ชายห้า ขณะที่เจียงลี่หยูเดินต้วมเตี้ยมเข้ามาสมทบในสภาพห่านเศร้าเช่นกัน
‘เวรแล้วไง ฉันก็คิดแล้ว เกวียนพวกนั้นมันดูแปลกเกินไป’ห่านสาวคอตก ั์ตากลมบล็อกพยายามจ้องมองใบหน้าของชายหนุ่มค้างนิ่งเหมือน้าจดจำใบหน้าหล่อเหลานั้นไว้ในห้วงสมองให้นานที่สุดซึ่งเจียงลี่หยูก็ไม่รู้ว่าสมองของห่านจะจดจำได้นานเพียงใดรู้แค่ว่าห่านอ้วนไม่อยากลืมใบหน้าของผู้มีพระคุณไปแม้แต่วินาทีเดียว
"ตัวข้ายังไม่รู้ว่าจะรอนแรมไปยังที่ใดแห่งใด ตำบลใด มิอาจพาพวกเ้าไปลำบากด้วยได้หรอกหนา อาจจะต้องนอนกลางดินกินกลางทราย ข้าหวังว่าพวกเรานั้น คงจะได้พบกันในอีกสักวันหนึ่งซึ่งก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่"
ฝ่ามือหนาเอื้อมไปลูบหัวม้าแก่และวัวผอมแห้งที่ยืนอยู่ใกล้ๆเป็การบอกลา ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปหาบุรุษในชุดคลุมสีดำผู้เป็คนสนิทพลางพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"ชิงเฉิงข้ามอบหมายหน้าที่นี้ให้เ้าดูแลต่อไปจนจบก็แล้วกัน"
องค์ชายห้าถอนหายใจยาว
"จงเปิดประตูจวนเรียกชาวบ้านละแวกนี้มารับพวกมันไปดูแลต่อที... คัดกรองคนเสียหน่อยล่ะ หวังใจว่าพวกเขาจะนำพวกมันไปชุบเลี้ยงตามอัตภาพไม่ใช่นำไปต้มยำทำแกงเป็เสบียงฉุกเฉินเสียั้แ่มื้อเย็นวันนี้"
ชิงเฉิงค้อมศีรษะรับคำสั่งอย่างแข็งขันองค์ชายห้าโบกมือลาทุกคน ก่อนจะก้าวขึ้นเกี้ยวด้วยท่าทางเหมือนหมดแรง
ครืด... เอี๊ยด...
เสียงล้อเกี้ยวไม้และเกวียนสัมภาระขยับตัวบดทับพื้นดินองค์ชายห้าปิดม่านบนเกี้ยวลง บุรุษหนุ่มเชื้อพระวงศ์ไม่หันกลับมามองภาพเื้ัอีกใบหน้านั้นเรียบเฉยแต่ซ่อนความเ็ปไว้ภายในจนั์ตาแดงก่ำเหมือนคนกลั้นร้องไห้ ขณะที่ขบวนย้ายจวนอันแสนหดหู่ค่อยๆเคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้ฝูงสัตว์อนาถายืนรอคอยชะตากรรมบทใหม่
ไม่ช้าไม่นาน ประตูตำหนักหยางซิ่นก็ถูกเปิดกว้างกลุ่มชาวบ้านในชุดผ้าป่านมอซอกระหืดกระหอบกรูกันเข้ามาในลานดินราวกับฝูงแร้งลงทึ้งซากสัตว์
สายตาของชาวบ้านแต่ละคนที่กวาดมองม้า วัว ไก่และห่านเต็มไปด้วยความหิวโหย เป็ประกายวาววับประหนึ่งแม่บ้านกำลังยืนเลือกซื้อเนื้อหมูสามชั้นในตลาดสด่ลดราคา
เจียงลี่หยูในร่างห่านตัวเมียเบิกตากลมบล็อกกว้างก้าวตีนผังผืดถอยหลังไปซ่อนตัวหลังกองฟางโดยอัตโนมัติ
'์! แววตาของพวกมนุษย์นี่มันไม่ได้กะจะเอาไปเลี้ยงดูปูเสื่อเป็สัตว์เลี้ยงแก้เหงาแน่ๆสภาพแบบนี้มันเตรียมชั่งกิโลลงหม้อพะโล้ชัดๆ!'
แล้วหญิงสาวในร่างห่านก็ตาเบิกโพลง พลางนึกขึ้นได้ว่าบนลำคอยาวระหงของตนเองมีปลอกคอทองคำสลักลวดลายัสุดแสนจะเตะตา สวมใส่ห้อยต่องแต่งอยู่
'ขืนปล่อยให้สร้อยทองคำเหลืองอร่ามนี่สะท้อนแสงแดดต่อไปมีหวังฉันได้โดนจับเชือดคอเอาทองสลักัไปขายแลกข้าวสารก่อนเพื่อนแน่ ใช่... ฉันต้องซ่อนมันเดี๋ยวนี้!'
อดีตพนักงานออฟฟิศรีบเปิดหน้าต่างโฮโลแกรมสีฟ้าขึ้นมาอย่างเร่งรีบสั่งการใช้งานระบบที่เคยค่อนขอดว่าไร้ประโยชน์แทบจะทันที
วิ้ง!
ปลอกคอัเรืองแสงวาบ ก่อนจะสลายหายเข้าไปอยู่ในรูปแบบ[สกิล: ช่องเก็บของ เลเวล 1] อย่างไร้ร่องรอย
'โชคดีที่ของมีค่ามีแค่ชิ้นเดียว สล็อตเก็บของอันเดียวนี่มันก็มีประโยชน์ในยามคับขันเหมือนกันแฮะ'
สวบ!
ยังไม่ทันที่ก้อนขนสีขาวจะได้ถอนหายใจโล่งอก เชือกป่านเส้นเขื่องก็ถูกคล้องหมับเข้าที่ลำคอยาวระหงอย่างแรงจนสะดุ้งเฮือก
สตรีชาวบ้านรูปร่างผอมโซจนหนังหุ้มกระดูกสวมเสื้อผ้าปะชุนหลายชั้น กำลังกำปลายเชือกไว้แน่นั์ตาเว้าลึกของนางจ้องมองก้อนไขมันและขนฟูฟ่องของห่านสาวด้วยความรู้สึกหลากหลาย
"ตัวนี้แหละ อวบอ้วนดีนัก"
หญิงชาวบ้านกระชากเชือกในมือเบาๆ เป็การบังคับทิศทางก่อนจะหันหลังเดินลากนกน้ำผู้โชคร้าย มุ่งหน้าออกจากรั้วตำหนักเก่าๆสู่ถนนดินขรุขระเบื้องนอก
ตึก... ตึก...
ตีนผังผืดสีส้มแบนกว้างจำต้องก้าวเดินเตาะแตะตามแรงลากจูงอย่างเสียไม่ได้เจียงลี่หยูเดินคอตก ลำคอยาวระหงลู่ลงขนานกับพื้นดินอย่างหมดอาลัยตายอยาก
'ลาก่อนผักกาดพรีเมียม...ลาก่อนกองฟางนุ่มๆ... ชีวิตห่านคุณหนูของฉันจบสิ้นลงแล้วสินะบทต่อไปคงได้ไปนอนอ้าปากค้างโชว์ความเปื่อยยุ่ยอยู่ในชามกระเบื้องบิ่นๆ แน่นอนเลย'
สองตีนผังผืดสีส้มแบนกว้างก้าวเดินเตาะแตะไปตามถนนดินขรุขระอย่างเลื่อนลอยเชือกป่านเส้นหยาบที่ผูกรั้งลำคอยาวระหงเอาไว้ถูกดึงตึงเป็ระยะ
เจียงลี่หยูหันขวับกลับไปมองเื้ัเป็ครั้งสุดท้าย
ภาพที่ปรากฏในคลองจักษุคือชิงเฉิงในชุดคลุมสีดำที่กำลังยืนต้อนไก่โต้งตัวหนึ่งส่งมอบใส่มือชาวบ้านอีกคนอย่างทุลักทุเล
'ลาก่อนนะเ้าไก่ผู้รอดชีวิตหวังว่าแกจะหลบหลีกคมมีดอีโต้ได้นานกว่าฉันก็แล้วกัน'
อดีตมนุษย์เงินเดือนกล่าวอำลาสหายร่วมจวนในใจก่อนที่ภาพของตำหนักหยางซิ่นจะค่อยๆ เลือนหายลับตาไป
การเดินทางไกลดำเนินต่อไป สองข้างทางเปลี่ยนจากแนวกำแพงอิฐกลายเป็ป่ารกทึบสลับกับต้นไม้ใหญ่ แสงแดดลอดผ่านกิ่งไม้ลงมาเป็หย่อมๆ