ตอนที่ 13
ทั้งสามยังคงก้าวเดินไปเรื่อยๆหากเห็นสิ่งใดมีค่าก็เก็บแต่จะบอกว่าทั้งสามก็ไม่ถูกเพราะจะมีแค่เทียนหรงและจิ่นคังเท่านั้นที่เก็บพวกผักป่า ผลไม้ป่าและสมุนไพร ส่วนคนที่บอกจะมาเก็บสมุนไพรกลับเดินมองสำรวจไปเรื่อยไม่เห็นจะคิดสนใจสมุนไพรดังที่นางได้กล่าวไว้เลย แต่มันก็มีบ้างที่ทั้งสองเห็นหลิงหรงเก็บไปแต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดเช่นกันพอถามหลิงหรงก็ตอบว่ามันเป็สมุนไพรธรรมดาๆชนิดหนึ่งเท่านั้น ทั้งสองที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้สนใจสิ่งใดอีก…
“หรงเออร์ นี่ก็เข้ายามอุ้ย(13.00-14.59น.)แล้วพ่อว่าพวกเรากลับกันก่อนเถิด มิเช่นนั้นคงถึงบ้านมืดค่ำกันพอดีไหนพวกเราจะแวะดูกับดักสัตว์ด้วยคงจะถึงบ้านช้าเป็แน่ เ้าได้ของที่้าครบแล้วหรือไม่หากไม่ประเดี๋ยวพ่อจะอยู่เป็เพื่อนเ้าเองพ่อจะให้ลุงของเ้าได้กลับไปก่อน เพราะพ่อคิดว่ายามนี้จิ่นหยางคงน่าจะใกล้มาถึงแล้วและอีกอย่างหากไม่กลับตอนนี้ประเดี๋ยวก็จัดเตรียมงานเลี้ยงไม่ทันการกันพอดี…”
“ไม่เป็ไรเทียนหรง หากหรงเออร์ยังอยากจะอยู่หาของต่อข้าก็จะอยู่ด้วย ข้าจะให้เ้ากับหลานอยู่เพียงแค่สองคนได้เช่นไรยิ่งค่ำมืดสัตว์ในป่าที่ดุร้ายก็ยิ่งเริ่มออกหากินมันอันตรายมากนะ แล้วส่วนงานเลี้ยงก็เพียงการกินข้าวมื้อใหญ่พร้อมหน้ากันเท่านั้นหาได้จัดอันใดให้มันยุ่งยากไม่”จิ่นคังตอบกลับทันทีที่ได้ยินเทียนหรงกล่าวจบ
“อ่าา ข้าขออภัย ข้าลืมไปเลยว่าพวกเราจะมีงานเลี้ยงที่ต้องจัดการ... ส่วนเื่ของที่ข้า้าก็ไม่มีแล้วเ้าค่ะพวกเรากลับกันเถอะ”ทั้งสองที่กำลังพูดคุยกันอยู่นั้น พอได้ยินสิ่งที่หลิงหรงกล่าวพวกเขาก็พยักหน้ารับแล้วเดินกลับเส้นทางลงเขาไปในทันที
ทั้งสามตลอดเส้นทางก็ทำการเก็บกับดักสัตว์ที่พวกตนได้วางทิ้งไว้พวกนั้นแต่ก็ได้เพียงไก่ป่าสี่ตัวและกระต่ายป่าเพียงสองตัวเท่านั้น แต่นี่ก็นับว่าดีมากแล้วเพราะหากเป็ูเาลูกที่อยู่ใกล้บ้านคงไม่ได้มากถึงเพียงนี้ และนี่ก็นับว่ามากเกินพอที่พวกเขาจะกินกันหมดภายในมื้อเดียวแล้วคงจะได้แต่เก็บเอาไว้ขายเพียงเท่านั้นในส่วนที่เหลือ
สิ่งของที่พวกเขาหามาได้หลิงหรงเป็คนเก็บเอาไว้ให้เพราะไม่้าให้ทั้งบิดาและลุงของตนต้องแบกของหนักกลับไปและมันยังทำให้การเดินทางช้าลงด้วย หลิงหรงจึงจัดการจัดเก็บทุกอย่างไว้ในแหวนมิติของตนเองทั้งหมด อีกทั้งหลิงหรงยังนำโอสถฟื้นฟูระดับต่ำให้ทั้งเทียนหรงและจิ่นคังกินอีกด้วยเพราะไม่้าให้พวกเขาเหนื่อยมาก โดยเฉพาะเทียนหรงที่ไม่ใช่ผู้ฝึกตนแล้วในตอนนี้ยิ่งทำให้เหนื่อยมากกว่าใคร ทว่าด้วยร่างกายที่ผ่านการหลอมมาใหม่ก็ไม่ได้ทำให้เทียนหรงเหนื่อยง่ายเหมือนคนธรรมดาทั่วไปนั่นเอง
“อีกไม่ถึงสองเค่อ(30นาที)ก็จะถึงบ้านแล้วเ้าไหวหรือไม่เทียนหรง?”จิ่นคังถามขึ้น
“ไหวสิเหตุใดจะไม่ไหวเล่า หรงเออร์ก็มอบยาฟื้นฟูให้แล้วข้าไม่เหนื่อยเลย”เทียนหรงตอบ
“ว่าแต่หลานเอามาให้พวกลุงกินแบบนี้ไม่เป็การสิ้นเปลืองเกินไปรึ หากเ้านำไปขายเ้าจะได้เงินไว้ใช้หลายตำลึงอยู่นะแม้มันจะเป็เพียงแค่โอสถระดับต่ำก็เถอะ”จิ่นคังหันมาถามหลิงหรงที่เดินตามหลังมาติดๆ
“ข้ามิได้เดือดร้อนเื่เงินเ้าค่ะ…”หลิงหรงตอบไปนิ่งๆโดยไม่รู้เลยว่าคำตอบของตนนั้นทำให้จิ่นคังและเทียนหรงนิ่งไปพักนึงเลยที่เดียว
“พวกท่านเป็อันใด? ข้าไม่ได้เดือดร้อนเื่เงินจริงๆนะหรือถ้าพวกท่าน้าใช้เงินข้าก็ให้พวกท่านได้นะเ้าคะ แต่จริงๆแล้วข้าว่าจะคุยเื่นี้กับพวกท่านเช่นกัน เช่นนั้นเอาเป็ว่าข้าให้ท่านลุงสิบหยกแก้วก็แล้วกันเพราะครอบครัวของท่านลุงก็ดูแลท่านพ่อและหลี่หรงมานานนี่นับว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ ข้าคิดมาได้สักพักแล้วห้ามปฏิเสธเ้าค่ะ”หลิงหรงที่เป็คนคิดสิ่งใดก็ลงมือทำเลย แม้ปากจะบอกว่าคิดมาสักพักแต่จริงๆแล้วนางเองก็พึ่งนึกออกว่าครอบครัวใหม่ของนางนั้นไม่มีเงินมากเท่าใดออกจะค่อนไปทางขัดสนเสียด้วยซ้ำไป
เพราะเงินที่เคยมีและเก็บไว้ร่วมถึงเงินที่จิ่นหยางส่งมาล้วนนำมาซื้อโอสถสำหรับพยุงอาการของเทียนหรงและหลี่หรงจนหมดแล้ว ถึงตอนนี้ไม่จำเป็ต้องซื้อหาแล้วแต่ทั้งครอบครัวก็มีเงินไม่ถึงร้อยตำลึงทองเสียด้วยซ้ำไป เนื่องจากโอสถถนอมกายระดับต่ำนั้นมีราคาถึงห้าตำลึงทองเลยทีเดียวและจิ่นคังจะต้องซื้อให้เทียนหรงกินในเจ็ดวันต้องใช้ถึงสี่ครั้งหรือก็คือในเจ็ดวันพวกเขาจะต้องเสียค่ายาไปถึงสี่ครั้ง แล้วตลอด 5-6 ปีมานี้พวกเขาก็ต้องหาซื้อไม่เคยขาดและไหนจะค่าหมอค่าสมุนไพรอีกนับเป็เงินไม่น้อยเลยที่จะต้องหามาใช้ในส่วนนี้
แต่ที่หนักที่สุดสำหรับพวกเขาคือตอนที่หลี่หรงหมดสตินั่นแหละ ทั้งค่ารักษาค่าสมุนไพรหรือแม้แต่ค่าโอสถก็เพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าตัวเลยทีเดียว แต่ทว่าเงินที่หลิงหรงกำลังยัดใส่มือจิ่นคังนั้นมีค่ามากกว่าที่พวกเขาเสียไปเสียอีก เพราะที่หลิงหรงให้มามีค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นตำลึกทองเลยทีเดียว!
“หรงเออร์เ้ากล่าวเช่นนี้ไม่ได้หรอก พวกเราเป็ครอบครัวเดียวกันหากไม่ดูแลกันจะให้ไปดูแลใครหรือผู้ใดเล่า เงินนี้ลุงรับไว้ไม่ได้หรอกมันมีค่ามากเกินไป และหากคิดเงินกันจริงๆมันก็คงไม่เกินพันสองพันตำลึงทองหรอกนะนี่มันมากเกินไป”จิ่นคังรีบเร่งเอ่ยปฏิเสธทันทีเพราะสิ่งที่เขาทำไปนั้นหาได้หวังผลตอบแทนไม่
“หากท่านไม่รับข้าจะพาท่านพ่อและหลี่หรงไปอยู่ที่อื่น…หากท่านไม่้าให้พวกข้าอยู่ด้วยก็ไม่ต้องรับ ที่ข้าให้ท่านเพราะนี่อาจเป็สิ่งเดียวที่ข้าจะตอบแทนพวกท่านที่ดูแลพวกเขาแทนข้ามาตลอดหลายปี รับไปเถิดเ้าค่ะเพราะอีกไม่กี่ปีิน้อยก็ต้องเข้าพิธีปลุกพลังไหนจะต้องเก็บไว้ให้ิน้อยร่ำเรียนอีก เงินแค่นี้นับว่าน้อยนิดนักหากเทียบกับสิ่งที่พวกท่านทำให้กับครอบครัวของข้า…”ที่หลิงหรงทำเช่นนี้เพราะตอนนี้นางไม่รู้จะให้อะไรตอบแทนพวกจิ่นคังดี และยามนี้นางก็มีแต่เงินเท่านั้นที่ติดตัวและทุกคนจะไม่ได้สงสัย หากจะให้โอสถหรืออย่างอื่นที่ระดับสูงๆนางก็ี้เีหาข้ออ้างอีกจึงคิดที่จะให้เงินแทน
“แต่…ก็ได้ลุงรับไว้ก็ได้”จิ่นคังได้แต่ยอมรับเอาไว้เมื่อเห็นสายตาของหลิงหรง เพราะมันชั่งให้ความรู้สึกกดดันยิ่งนักยามที่นางกำลังจริงจังและหนักแน่นเช่นนี้ จิ่นคังได้แต่คิดในใจ
“ดีแล้วพี่คัง ท่านรับไว้เถอะพวกท่านสมควรได้รับมันแล้ว ว่าแต่หรงเออร์เหตุใดเ้าถึงมีเงินมามายถึงเพียงนี้ พ่อคงทำให้เ้าลำบากแล้วพ่อนี่ช่างเป็คนไม่ได้เื่จริงๆ”เทียนหรงเอ่ยบอกจิ่นคังก่อนที่จะหันมาถามหลิงหรง และแล้วเขาก็เกิดความละอายใจอีกครั้งที่เป็พ่อที่ไม่ได้เื่เลยสักอย่าง
“ท่านอย่าได้คิดมากเลย เงินเหล่านี้เป็เงินมาจากการขายสมุนไพรและซากสัตว์อสูรที่ข้าเก็บเอาไว้ เงินเพียงเท่านี้ไม่ตายก็หาใหม่ได้และอีกอย่างที่ข้าทำได้ก็มีเพียงให้เงินเท่านั้น ท่านพ่อก็อย่ากล่าวโทษตัวเองมากนักเลยเมื่อท่านกลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งยามนั้นท่านก็ค่อยมาคอยปกป้องข้าแทนก็ได้ ข้าจะอยู่ให้ท่านดูแลจนพวกเราตายจากกันไปข้างเลยดีหรือไม่เ้าคะ”
“อือ...”เทียนหรงที่คิดว่ามันไม่มีทางเป็ไปได้ก็ได้แต่ตอบรับในลำคอ
แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้เขาไม่ได้เป็ผู้ฝึกตนเช่นแต่ก่อนแต่เขาก็จะดูแลและปกป้องลูกๆของเขาเอง และตอนนี้เทียนหรงก็ใจชื้นขึ้นมาบ้างแล้วเพราะเพียงแค่ได้ยินคำพูดของหลิงหรงที่ราวกับกำลังให้กำลังใจตนเขาก็ดีใจมากแล้ว
อย่างน้อยๆยามนี้ลูกสาวของเขาก็กำลังเปิดใจให้เขาบ้างแล้ว แม้ภายนอกจะนิ่งๆแต่เทียนหรงก็ััได้ถึงความห่วงใยนี้จากคำพูดของหลิงหรงได้เป็อย่างดี
“เอาล่ะ ไป พวกเรารีบเดินทางต่อกันเถิดจะได้ถึงบ้านเร็วๆ”จิ่นคังที่พอยอมรับได้แล้วเมื่อเห็นว่าทั้งสองพูดคุยเข้าใจกันดีแล้ว เขาก็เอ่ยชวนกันกลับบ้านต่อทันทีเพราะนี่ก็เสียเวลาไปมากพอสมควรแล้ว
.
.
.
“ท่านแม่ท่านพ่อกลับมาแล้วขอรับ ท่านพ่อหมูป่าของข้าเล่าได้กลับมาหรือไม่ขอรับ หว้า ไม่ได้หรือขอรับไม่เห็นมีสิ่งใดเลย”จิ่นิที่เล่นอยู่นอกบ้านเพื่อรอคอยพี่ชายใหญ่ของตนเมื่อเขาเห็นพวกหลิงหรงเขาก็ร้องบอกมารดาของตนในทันที พร้อมทั้งวิ่งไปหาบิดาของตนเพื่อทวงถามสิ่งที่ตนอยากได้แล้วบอกให้พวกจิ่นคังหามาให้
“นี่อาิของเรากลายเป็ตัวตะกละน้อยั้แ่เมื่อใดกันหือ?”จิ่นคังเอ่ยอย่างหยอกล้อจิ่นิพร้อมทั้งนำมือใหญ่ๆของตนไปลูบหัวลูกชายคนเล็กที่น่ารักของตนอย่างนึกเอ็นดูแลรักใคร่
“โธ่... ท่านพ่อขอรับก็ท่านพ่อ ท่านน้าและพี่สามสัญญาแล้วว่าจะหามาให้ข้านิขอรับ แต่ไม่ได้ก็ไม่เป็ไรแค่พวกท่านกลับมาอย่างปลอดภัยข้าก็ดีใจมากแล้วขอรับ นี่พี่ใหญ่ก็ใกล้จะมาถึงแล้ว ข้าว่าพวกท่านไปพักเหนื่อยกันก่อนเถิดขอรับประเดี๋ยวข้าไปเอาน้ำมาให้พวกท่านก่อน”กล่าวจบิน้อยก็หันหลังเตรียมตัววิ่งเข้าไปในบ้านทันที แต่ก็เห็นว่ามารดาของตนออกมากับกาน้ำมาพอดีจึงเข้าไปช่วยมารดาของตนถืออย่างรู้ความ
แม้จิ่นิจะมีอายุแค่เพียง 7 ขวบปีแต่เขาก็รู้จักว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควรทำอยู่บ้าง ด้วยฐานะของทางบ้านทำให้ให้เด็กน้อยต้องรู้จักดูแลและช่วยเหลือตัวเองจึงไม่ใช่เื่แปลกที่จิ่นิจะรู้จักคิดทำสิ่งใดในสิ่งที่ตนควรจะทำได้ แต่ก็มีหลายเื่เช่นกันที่เด็กน้อยจะต้องเรียนรู้ให้มากขึ้นไปอีก
“กลับมากันเหนื่อยๆดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนเถิดเ้าค่ะ ว่าแต่ไม่ได้สิ่งใดติดมือมาเลยหรือเ้าคะ?”มี่อิงเอ่ยถามอย่างนึกสงสัย
เพราะทุกครั้งที่สามีของนางเขาป่าหรือขึ้นเขาก็มักจะมีของติดไม้ติดมือมาเสมอแม้จะไม่มากแต่ก็มีติดมือมาทุกครั้งไป แล้วเหตุใดครั้งนี้ไปถึงสามคนถึงไม่ได้สิ่งใดติดมือกันกลับมาเลยหรือพวกเขาพบเจอสิ่งใดเข้า มี่อิงคิดต่อในใจ
“มิใช่เช่นนั้นหรอกอิงอิง หรงเออร์ลุงขอของหน่อย”จิ่นคังเอ่ยบอกภรรยาตนแล้วหันไปบอกหลิงหรง
เพียงหลิงหรงได้ยินเช่นนั้นนางก็เรียกหมูป่าอสูรออกมาทั้งสามตัว ไก่ป่าสี่ตัว กระต่ายสองตัวและสมุนไพรอีกเล็กน้อยรวมถึงผักป่าที่เก็บมาด้วย
วูบ~~~~
โอ้!!!!
“เย้! หมูป่าละ หมูป่าตัวโตโตอีกทั้งยังมีถึงสามตัว ท่านพ่อ ท่านน้าและท่านพี่สามเก่งกาจยิ่งนัก วันนี้ข้าจะได้กินหมูป่าละ กินหมู หมูตัวโตๆ หมูตัวใหญ่ๆ…”จิ่นิที่ได้เห็นหมูป่าอสูรตัวโตก็ไม่ได้สนใจสิ่งอื่นเลย อีกทั้งยังะโโหยงเหยงดีใจที่ตนจะได้กินหมูสมใจเสียทีส่วนปากก็ร้อง หมูป่าล่ะ ข้าจะได้กินหมูป่า หมูป่าตัวโตๆไม่หยุดและนั่นก็เรียกเสียงหัวเราะจากเหล่าผู้ใหญ่รอบข้างได้เป็อย่างดี
“ฮ่าๆๆๆ เอาล่ะพวกเราเก็บของเหล่านี้เข้าบ้านกันก่อนเถิด ส่วนพี่คังข้าว่าเราเอาหมูป่าอสูรตัวนี้ไปชำแหละกันก่อนเถิดประเดี๋ยวจะได้นำมาทำอาหารกินกัน และอีกสองตัวก็ให้หรงเออร์เก็บไว้ก่อนวันพรุ่งเราค่อยเอาไปขายในเมืองกัน เพราะแค่ตัวเดียวคงพอแล้วกระมัง ว่าแต่พี่สะใภ้จะทำไก่กับกระต่ายหรือไม่หากไม่ก็ให้หรงเออร์เก็บเอาไว้ก่อนนี่ก็เริ่มมืดค่ำแล้วจะได้รีบทำอาหารกัน?”เทียนหรงเอ่ยขึ้น
“อ่า เช่นนั้นก็ให้หรงเออร์เก็บไว้ก่อนเถิด แค่หมูป่าอสูรตัวนี้ตัวเดียวก็เพียงพอแล้วล่ะ”มี่อิงที่หายจากอาการใเพราะเห็นหลิงหรงมีแหวนมิติก็ตอบกลับเทียนหรงไป
ที่มี่อิงใไม่ใช่เพราะไม่เคยเห็นเพียงแต่ที่ใเป็เพราะแหวนมิตินั้นราคาแพงมาก ระดับต่ำราคาอยู่ที่หนึ่งร้อยตำลึงทอง ระดับกลางหนึ่งพันตำลึงทองหรือหนึ่งหยกแก้วและระดับสูงราคาอยู่ที่สิบหยกแก้วเลยทีเดียวซึ่งเป็ราคาที่สูงมาก แต่ละระดับก็มีพื้นที่จัดเก็บจำกัดเช่นกันนั่นก็คือระดับต่ำเก็บได้สิบชิ้น ระดับกลางเก็บได้ห้าสิบชิ้นและระดับสูงเก็บได้หนึ่งร้อยชิ้น และหากสิ่งของที่นำไปใส่ถ้ามีชนิดเดียวกันก็นับเป็หนึ่งชิ้น อย่างเช่นหมูป่าอสูรสามตัวนับเป็หนึ่งชิ้นเป็ต้น
ถึงแม้หนึ่งร้อยตำลึงไม่มากสำหรับใครแต่สำหรับชาวบ้านธรรมดาเช่นมี่อิงย่อมต้องใอยู่แล้ว ต่อให้นางจะเคยอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวยของสามีมาก่อนแต่หลายปีมานี้ตนนั้นยากจนยิ่งนักจึงคิดว่าเงินร้อยตำลึงที่นำไปซื้อแหวนมิติชั่งเป็เงินที่มากโขยิ่งนัก แต่มี่อิงไม่คิดเลยว่าเงินที่ครอบครัวของตนหามาแล้วนำไปรักษาหลานชายและน้อยเขยสามีนั้นมากมายกว่านี้เสียอีก ช่างเป็สตรีที่จิตใจดีนักเมื่อเื่เกี่ยวกับคนในครอบครัว
จากนั้นทุกคนก็ออกแยกย้ายกันไปทำธุระของตน หลิงหรงเองก็เช่นกันเมื่อนางกลับเข้าไปในห้องของตนก็ทำการลงกลอนประตูให้แ่าเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครเข้ามาด้านในได้ จากนั้นตัวของนางก็เข้าไปในมิติของตนทันที
วาร์ป~~~~
“หลิงน้อยออกมาหาข้าหน่อย”เมื่อหลิงหรงเข้ามายังมิติก็เอ่ยปากเรียกหาหลิงทันที
“เ้าค่ะ ข้าอยู่นี่แล้วท่านมีสิ่งใดจะให้ข้าทำหรือเ้าคะ”หลิงน้อยที่ปกติจะอยู่ในรูปลักษณ์ของขลุ่ยหยกเสมอก็จำแลงกายกลายเป็ภูติน้อยดังแต่ก่อนยามที่หลิงหรงได้พบเจอแรกๆ
หลิงน้อยนั้นไม่ได้เป็เพียงขลุ่ยที่มีมิติผูกเข้ากับหลิงหรงเท่านั้น แต่หลิงน้อยนั้นยังเป็อาวุธิญญาชิ้นหนึ่งที่แน่นอนว่าที่นี่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ส่วนความสามารถของหลิงนั้นเป็ได้ทั้งมิติกาลเวลา ผู้คุมมิติและความสามรถจริงๆของนางก็คือการทำให้ฝ่ายตรงข้ามหลับใหล แต่การที่่ศัตรูได้หลับหลิงน้อยก็จะมีหน้าที่สร้างฝันและกลืนกินมันซะ หรือที่เรียกให้เข้าใจง่ายๆคือนางมีหน้าที่สังหารผู้คนในความฝันได้นั่นเอง แต่จะเหตุใดก็แล้วแต่มันก็ขึ้นอยู่กับเ้านายของหลิงหรือก็คือหลิงหรงนั่นเองว่าจะให้ทำสิ่งใด จะอยู่หรือจะตายนั่นเอง…..
“ไม่มีอันใดข้าแค่้าฟังความคิดเห็นจากเ้าก็เท่านั้น เื่นี้ข้าได้ปรึกษาอาเฮยกับอาไป๋แล้วเื่ครอบครัวใหม่นี้นะว่าข้าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี หลิงน้อย ข้ากลัวความผิดหวัง ข้ากลัวความสูญเสีย ข้ากลัวไปหมด กาลก่อนข้าก็อยู่ด้วยตัวคนเดียวมาตลอดไม่มีครอบครัว ไม่มีเพื่อนพ้อง….”
“นายหญิงท่านแค่กลัวการเปลี่ยนแปลง ข้ารู้ ลึกๆแล้วท่านก็อยากจะมีครอบครัวเหมือนคนอื่นใช่หรือไม่?”
“…..”หลิงหรงไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธทำเพียงรับฟังเท่านั้น หลิงน้อยที่เห็นเช่นนั้นก็กล่าวต่อไปอีก
“ข้าขอได้ไหม? ในเมื่อท่านได้เริ่มต้นชีวิตใหม่แล้ว ท่านจงทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนาเถอะนะ ทำตามที่ตนเองคิดว่ามีความสุข ยามนี้ท่านไม่ต้องกลัวสิ่งใดแล้ว ความแข็งแกร่งรึเราก็มี เงิน ทอง อำนาจรึพวกเราก็ไม่มีขาด สิ่งที่ท่านขาดตอนนี้คือความสุขของตนเองเท่านั้นนายหญิง…”
“เช่นนั้นรึ ข้าควรหาความสุขให้ตนเองและละทิ้งความกลัวที่มีสินะ….”หลิงหรงเอ่ยออกมาเสียงเบา
หลิงน้อยที่ได้ยินเช่นนั้นก็ไม่ได้ตอบรับหรือเอ่ยสิ่งใดต่อไปอีกนางเพียงให้เวลาเ้านายของตนเพียงเท่านั้น เพราะการใจเวลาไหลผ่านไปเงียบๆมันอาจจะเป็ทางเลือกที่ดีสำหรับหลิงหรงในตอนนี้ก็เป็ได้ หลิงน้อยจึงเลือกที่จะเงียบมากกว่าจะเอ่ยสิ่งใดต่อไปอีก ไม่นานนักหลิงหรงก็เอ่ยออกมาท่ามกลางความเงียบภายในมิติ
“ข้าคิดว่าข้าจะมอบความแข็งแกร่งให้พวกเขาดังเดิม เ้าว่าข้าควรที่จะทำดีหรือไม่?”
“จากที่ข้ารับรู้พวกเขาไม่มีจิตโลภมากหรืออยากได้อยากมี จะมีสิ่งที่ไม่ดีก็คงจะเป็ความแค้นในใจของพวกเขาเท่านั้นที่มีมากมายนัก แต่นี่ก็นับเป็แรงกระตุ้นที่จะทำให้พวกเขากลับมาแข็งแกร่งได้รวดเร็วขึ้นเช่นกัน แต่อย่างไรแล้วพวกเขาล้วนแล้วแต่จริงใจกลับท่านทั้งสิ้นต่อให้พบเจอกันเพียงไม่นานก็ตาม เหนือเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ทุกอย่างเป็ท่านที่จะตัดสินใจเองเ้าค่ะนายหญิง…”
“…..”สุดท้ายแล้วก็กลับมาเงียบอีกครั้ง
ก่อนที่เวลาภายในมิติจะไหลผ่านไปนานกว่าหนึ่งชั่วยาม(2ชั่วโมง)หลิงหรงที่นั่งนิ่งมาตลอดก็ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พร้อมๆกับนางเดินก้าวเท้าตรงไปยังกระท่อมหลังน้อยของนางทันทีเพื่อจะทำบางอย่างที่นางได้ขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว แต่ครั้งนี้ไม่ได้ใช้สมองคิด แต่หลิงหรงนั้นใช้หัวใจและความรู้สึกที่มีบางอย่างเป็แรงชักจูงเป็เครื่องตัดสินในครั้งนี้
นางอยากมีครอบครัวที่มีความสุข สักครั้ง ขอแค่สักครั้งก็ยังดี……
ในขณะที่หลิงหรงอยู่ภายในมิติของตนเพื่อทำบางสิ่งบางอย่างด้านโลกภายนอกก็กำลังจัดเตรียมของทุกอย่างเพื่อจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆที่เรียบง่ายภายในครอบครัวที่ไม่น้อยนี้อย่างสุขใจและมีความสุขกันมาก หากจะหาสิ่งที่มาวัดว่าพวกเขามีความสุขมากเท่าใดก็คงวัดได้จากสีหน้าและเสียงหัวเราะที่ทุกคนแสดงออกมาทุกๆครั้งที่พูดคุยกัน ทั้งๆที่ห้าหกปีมานี้มันไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนจะมีก็เพียงสีหน้าอมทุกข์ปนเศร้าหมองเท่านั้นที่แสดงออกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้….
กุม กับ กุบ กับ ฮี่ๆๆๆ
##รักทุกคนค่ะและขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ###(人 •͈ᴗ•͈)