แม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์

    ตอนที่ 31 ข้าอยากหารือกับเจ้า

    โม่หงเชินไม่ลังเลและรีบไล่อาสะใภ้ห้าออกไปทันที จากนั้นก็ให้คนไปตามอาห้ามาอธิบายสถานการณ์


    ที่ผ่านมา เขาดีกับอาสะใภ้ห้าและครอบครัวของนางมาโดยตลอด เพราะนางช่วยดูแลเด็ก ๆ ให้ บ้านอาห้าเขาจึงช่วยเหลืออย่างเต็มที่เท่าที่จะสามารถทำได้ แต่ไม่คิดเลยว่าอาสะใภ้ห้าจะปฏิบัติกับเด็ก ๆ เช่นนี้


    ถ้าไม่ใช่เพราะซ่งจินเหยามา เขาก็ไม่รู้ว่าจะถูกปิดบังความจริงไปอีกนานเพียงใด?


    ดังนั้นเขาจึงไม่เพียงแค่ไล่อาสะใภ้ห้าออกไป แต่ยังตัดสินใจเลิกจ้างอาห้าด้วย เรื่องค่าจ้างของอาสะใภ้ห้าให้แล้วก็ให้ไป แต่เนื้อสัตว์และอาหารที่นางได้ยักยอกไปทั้งหมดนั้น จะต้องตีราคาเป็นเงินแล้วคืนให้เขาภายในสามวัน


    มิฉะนั้นนางจะถูกส่งเข้าคุก


    สิ่งนี้ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านของอาห้าทันที ทุกคนพยายามหลบเลี่ยงความรับผิดชอบและโยนความผิดกันไปมา


    เมื่อคำนวณดูแล้วพบว่าจำนวนเงินที่ต้องจ่ายคืนสูงถึงสิบตำลึง พวกเขาจะไปหาเงินมากมายขนาดนั้นมาได้อย่างไร?


    แม่สามีของอาสะใภ้ห้าซึ่งหมดความอดทนแล้ว แม้จะอยู่ต่อหน้าผู้คนก็ยังคว้าตะกร้าขึ้นมา แล้วฟาดใส่หน้าอาสะใภ้ห้าพร้อมกับแผดเสียงดังลั่น “ข้าบอกแล้วใช่ไหม นางมันคนชั่วช้า ไม่ควรแต่งงานด้วย ตอนนี้นางก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ยังจะให้พวกเราชดใช้เงินให้อีกเรอะ? นางเป็นคนทำผิด ก็ต้องรับผิดเองสิ ทำไมพวกเราจะต้องจ่ายเงินให้นางด้วย?”


    เมื่อเห็นว่าครอบครัวปฏิบัติกับนางเช่นนี้ ทั้งที่ตัวเองก็เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว อาสะใภ้ห้าจึงไม่สนหน้าใครอีกต่อไป นางล้มตัวลงกับพื้นและคร่ำครวญอย่างขมขื่น โดนไม่สนใจว่าจะอยู่ข้างนอกหรือไม่หรือว่ามีใครดูอยู่หรือเปล่า


    “ตอนนี้พวกท่านทุกคนกำลังโทษข้าหรือ? ขอถามหน่อยเถอะ อาหารพวกนั้น พวกท่านไม่ได้กินหรือ? ตอนข้านำกลับมา มีใครคัดค้านสักคำไหม? ท่านแม่ พูดออกมาตรง ๆ สิ ไม่ใช่ท่านหรอกหรือที่บอกให้ข้าเอากลับมาเยอะ ๆ น่ะ”


    “ข้าทำเวรทำกรรมอะไรไว้ถึงได้แต่งเข้ามาในครอบครัวที่ไร้ประโยชน์เช่นนี้? เรื่องในบ้านทุกอย่างข้าก็เป็นคนดูแลจัดการ นี่คือสิ่งที่ข้าได้รับอย่างนั้นหรือ?”


    แม้จะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่โม่หงเชินก็ไม่มีทีท่าว่าจะหันกลับไปมองเลย เขาเม้มริมฝีปากแน่นและหันกลับไป ก่อนจะพบว่าโม่เจิ้งหนานยืนตัวแข็งทื่ออย่างกับโดนผีหลอก จ้องมองเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง


    โม่หงเชินเอื้อมมือออกไปลูบศีรษะของเด็กชายเบา ๆ “เจิ้งหนาน?”


    โม่เจิ้งหนานสะดุ้งเล็กน้อย เขารีบยืดตัวตรงและตอบรับเสียงเบา "ท่านพ่อ..."


    โม่หงเชินปรับน้ำเสียงของเขาให้นุ่มนวลขึ้น “จากนี้ไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าต้องบอกข้านะ ตกลงไหม?”


    นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพูดจาอ่อนโยนกับใครสักคนแบบนี้ เขาเองก็ไม่คุ้นชิน โม่เจิ้งหนานเองก็ไม่คุ้นชินเช่นกัน


    “ท่านพ่อ…” โม่เจิ้งหนานก้มหน้าต่ำอยู่นาน กว่าจะเอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ข้าหิว…”


    โม่หงเชินชะงักไป “เจ้ากินข้าวเย็นไม่อิ่มหรือ?”


    โม่เจิ้งหนานส่ายศีรษะแล้วก็พยักหน้าในเวลาเดียวกัน “ข้าอยากกินให้อิ่ม ๆ แต่ท่านน้าบอกว่ากินเยอะเกินไปจะทำให้ย่อยยาก ทว่าข้าไม่อยากทนหิว…ตอนอยู่บ้านท่านป้ากุ้ยเซียง ข้าไม่กล้ากินมาก”


    หัวใจของโม่หงเชินรู้สึกเจ็บปวดมากขึ้น เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ "ไปกันเถอะ ไปดูว่าในครัวมีอะไรเหลืออยู่บ้าง”


    …


    ในห้องครัว โม่เจิ้งตงดื่มยาเรียบร้อยแล้ว และซ่งจินเหยากำลังนวดแป้งเพื่อทำบะหมี่


    พวกเขาเร่งรีบออกเดินทางตลอดช่วงบ่าย จึงกินข้าวไปเพียงแค่เล็กน้อยระหว่างทาง ดังนั้นตอนนี้พวกเขาทุกคนจึงเริ่มหิวแล้ว โดยเฉพาะโม่ซีซีที่คอยชี้ไปที่หม้อเป็นระยะ ๆ ทำท่าทางว่าอยากกิน ซ่งจินเหยาเดาว่าเด็กน้อยคงกินไม่อิ่ม จึงตัดสินใจทำอาหารให้ทุกคนด้วยเลย


    เมื่อได้กลิ่นหอม ๆ ลอยมา โม่เจิ้งหนานก็ไม่อาจต้านทานไหว เขาวิ่งตรงเข้าไปในห้องครัวโดยไม่สนใจโม่หงเชินอีกต่อไป


    “ท่านน้า เย็นนี้มีอะไรกินหรือขอรับ?”


    ซ่งจินเหยาคลี่ยิ้มละมุน “เจ้าก็หิวเหมือนกันหรือ? คืนนี้พวกเราจะกินบะหมี่เกี๊ยวกับเนื้อสับ”


    โม่เจิ้งหนานกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เมื่อเห็นโม่ซีซีกำลังเดินไปเดินมาอยู่ข้าง ๆ เขาก็รีบเข้าไปจูงมือนาง “ซีซี ออกไปข้างนอกกันก่อนเถอะ อย่ากวนท่านน้าทำอาหารเลย เดี๋ยวพวกเราค่อยกลับมาตอนกินข้าว”


    ทว่าเด็กน้อยไม่อยากไป นางแก้คำพูดของเขาด้วยท่าทีจริงจัง โดยชี้ไปที่ซ่งจินเหยาและเอ่ยเสียงใส “ท่านแม่…”


    โม่เจิ้งหนานเกาศีรษะแกรก ๆ ด้วยความอึดอัดใจ เขายังไม่กล้าเรียกนางเช่นนั้น จึงได้แต่เร่งเร้าน้องสาว “ถ้าเจ้าอยู่ที่นี่ ท่านน้าและท่านพี่จะต้องคอยเป็นห่วง มาเถอะ ออกไปเล่นข้างนอกกับพี่รองนะ”


    โม่หงเชินไม่ได้เข้าไปในห้องครัว ทว่ายืนอยู่ตรงหน้าประตูและเฝ้ามองภาพที่เกิดขึ้น มันทำให้เขานึกถึงวัยเด็กที่บิดามารดาช่วยกันทำอาหารในห้องครัว ส่วนตัวเขาก็เดินตามติดมารดาไม่ยอมห่าง พี่ชายจึงมักจะมาดึงตัวเขาออกไป พูดปลอบให้เขาไปเล่นข้างนอก


    เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะก้มตัวลงไปอุ้มโม่ซีซีขึ้นมา


    ทว่าโม่ซีซีกลับผลักเขาออกแล้วพูดว่า “ซีซี ไม่ไป!”


    เด็กน้อยวิ่งหนี โม่เจิ้งหนานจึงรีบวิ่งตามน้องสาวออกไป ท่ามกลางแสงจันทร์สลัว โม่หงเชินกังวลว่าเด็ก ๆ อาจจะหกล้ม จึงรีบตามออกไปด้วย


    โม่เจิ้งหนานก้มตัวลง พยายามปกป้องน้องสาวตัวน้อยอย่างระมัดระวัง เขายิ้มตาหยีและพูดกับโม่หงเชินว่า “ท่านน้าบอกว่าซีซีเดินได้แล้ว ตอนแรกข้าก็ไม่เชื่อ ท่านพ่อดูสิ นางเดินได้เร็วและมั่นคงทีเดียว”


    โม่หงเชินจำได้ลาง ๆ ก่อนหน้านี้ตอนอาสะใภ้ห้านำอาหารมาส่ง นางมักจะบ่นอยู่เสมอว่าเด็กชายทั้งสองชอบสร้างปัญหาทั้งที่สำนักศึกษาและในหมู่บ้าน ส่วนโม่ซีซี แม้จะโตขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังไม่ยอมเดินเองหรือกินข้าวเองเลย อีกทั้งยังซุกซนมากด้วย


    ส่วนเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าพัฒนาการของเด็กนั้นควรเป็นอย่างไร เมื่ออาสะใภ้ห้าบอกว่ามันเป็นเรื่องปกติ และนางจะคอยอบรมดูแลพวกเขาเอง ดังนั้นเขาจึงไม่ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก


    แต่ตอนนี้เมื่อนึกย้อนกลับไป โม่ซีซีอายุสองขวบแล้ว เด็กทั่วไปอายุประมาณหนึ่งขวบหรือหนึ่งขวบครึ่งก็เดินได้กันแล้วทั้งนั้น จะมีที่ไหนกันที่ยังเดินไม่ได้เช่นนี้?


    โม่เจิ้งหนานกล่าวต่อ “ท่านน้ายังบอกด้วยว่านางกินอาหารเองได้แล้ว ข้าก็ไม่เชื่อเหมือนกัน แต่ว่าท่านพ่อ...นางกินเองได้แล้วจริง ๆ นะขอรับ"


    ขณะที่พวกเขากำลังคุยกันอยู่ข้างนอก โม่เจิ้งตงก็ตะโกนออกมา "เจิ้งหนาน มาจัดโต๊ะได้แล้ว!"


    โม่เจิ้งหนานรีบวิ่งออกไปอย่างร่าเริง


    ในอดีตแม้ว่าโม่หงเชินจะไม่ค่อยได้กลับบ้านบ่อยนัก แต่เมื่อเขากลับบ้าน เด็ก ๆ ก็มักจะขี้กลัวเหมือนลูกแมวตัวน้อย ๆ แม้แต่โม่เจิ้งหนานที่มีชีวิตชีวาที่สุด ในแววตาก็ยังแฝงไปด้วยความไม่พอใจและดื้อรั้นอยู่เสมอ


    หลังกินข้าวเย็นเสร็จ ซ่งจินเหยาก็เริ่มสั่งการ "เจิ้งตง ล้างจานด้วยนะ โม่หงเชิน ท่านจะกลับไปที่ทุ่งปศุสัตว์ไหม? ถ้าไม่ก็พาเจิ้งหนานไปจุดถ่านไม้ในห้องก่อน”


    นางออกคำสั่งอย่างเป็นธรรมชาติ จากนั้นก็พาโม่ซีซีไปตักน้ำมาอาบ


    โม่หงเชินทำตามคำสั่ง เขาจุดถ่านในห้องทั้งสองห้องจนเรียบร้อย ก่อนจะไปล้างหน้าล้างตัวพร้อมกับเด็กชายทั้งสอง หลังจากที่เด็ก ๆ หลับหมดแล้ว เขาจึงลุกขึ้น สวมเสื้อคลุมและเดินไปที่ห้องของซ่งจินเหยาอย่างเงียบ ๆ 


    เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในวันแรก เขาด็ไม่ได้ผลักประตูเปิดเข้าไปเอง แต่เคาะเบา ๆ สองสามที


    เสียงอ่อนโยนของซ่งจินเหยาดังขึ้น "ใครน่ะ?”


    “ข้าเอง…” โม่หงเชินถูจมูกด้วยความเขินอาย “ข้ามีเรื่องอยากหารือกับเจ้าน่ะ…”


    “เข้ามาสิ” ซ่งจินเหยากล่าว


    โม่หงเชินเข้ามาในห้อง จุดตะเกียงน้ำมันข้างโต๊ะให้สว่าง เมื่อสายตาเหลือบมองไปที่เตียง ก็ต้องรีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่นทันที 


    นาง...นางไม่ค่อยระวังตัวเลยจริง ๆ


    คอเสื้อของนางเปิดกว้างจนเห็นกระดูกไหปลาร้า และนางก็ไม่มีทีท่าว่าจะปิดให้มิดชิดบ้างเลย —จริงอยู่ที่พวกเขาหมั้นกันแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้แต่งงานกันเสียหน่อย…


    ซ่งจินเหยาค่อย ๆ ดึงมือของนางออกจากแขนของโม่ซีซี หยิบเสื้อคลุมมาสวมก่อนจะนั่งลงบนขอบเตียง เนื่องจากในห้องไม่มีโต๊ะ


    “มีอะไรหรือ?” นางเอ่ยถาม


    โม่หงเชินไม่ได้เดินเข้าไปใกล้ เขาเอนกายพิงหีบเสื้อผ้าและเอ่ยขึ้น “ข้าสังเกตว่าถ่านและฟืนในบ้านกำลังจะหมด ข้าจะจัดการให้ในวันพรุ่งนี้ ก่อนหน้านี้ข้าประมาทเกินไปและมัวแต่ยุ่งอยู่กับงาน จึงละเลยเรื่องต่าง ๆ จนปล่อยให้บ้านกลายเป็นแบบนี้…จากนี้ไปคงต้องรบกวนเจ้าอีกมาก”


    “อืม เป็นเรื่องที่ควรทำอยู่แล้ว” ซ่งจินเหยาตอบสั้น ๆ


    โม่หงเชินกล่าวต่อ “หากมีอะไรที่เจ้าต้องการก็บอกมาได้เลย หากเงินไม่พอก็บอกข้า”


    เมื่อได้ยินเช่นนี้ ซ่งจินเหยาจึงเอ่ยขึ้น “ความจริงแล้ว...ข้าก็อยากหารือเรื่องนี้เหมือนกัน ข้าซื้อผ้าห่ม เครื่องนอนและเสื้อผ้าสำหรับตัวเองและเด็ก ๆ เนื่องจากตอนนี้การตัดเย็บเสื้อผ้าสำหรับฤดูหนาวไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าก็เลยซื้อแบบสำเร็จรูปซึ่งมีราคาแพงพอสมควร แล้วยังมีของกินของใช้และสิ่งของจำเป็นอีกเล็กน้อย รวมเป็นเงินราวสองตำลึง 


    วันนี้ข้ายังพาเจิ้งตงไปหาหมอ ท่านหมอบอกว่าร่างกายของเขาอ่อนแอมาก เพราะขาดสารอาหารเป็นเวลานาน ต้องบำรุงให้ดี  ข้าจึงซื้อยาให้เขากินเป็นเวลาสามเดือน ค่ายาก็สามตำลึงเข้าไปแล้ว ตอนนี้ข้าก็เลยเหลือเงินอยู่แค่ไม่กี่เหวินเท่านั้น”


     


    .


    .


    .