…….……….
หลังจากที่โชและเพื่อน ๆ ได้กลับมาจากการเข้าค่าย โชยังคงทำตัวเป็ปรกติเช่นเดิม เขาไปโรงเรียนทุกวัน และพยายามช่วยงานลุงพุธในวันหยุดเสาร์และอาทิตย์มาโดยตลอด จึงทำให้ในเวลานี้ลุงพุธได้มีความรู้สึกรักและเริ่มที่จะเอ็นดูหลานชายของเขาเพิ่มขึ้นมาแล้ว เพราะโชทำหน้าที่เกินที่เด็กทั่ว ๆ ไปจะทำได้ เขาไม่เกเร เขาทำงานเก่งโดยไม่บ่น และเขายังขยันเรียนอีกด้วยตามสายตาของลุงพุธที่เห็นในตอนนี้
และโชยังคงแวะเวียนไปช่วยป้าเพ็ญขายของและยังเฝ้าร้านค้าให้อีกด้วยในบางที เพราะโชไม่เล่นซนเหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน จึงทำให้ตอนนี้โชคือขวัญใจของพวกลุง ๆ ป้า ๆ อย่างแท้จริง
อย่าว่าแต่บรรดาผู้ใหญ่เลย โชของเราก็ยังเป็ขวัญใจมหาชนของพวกเด็ก ๆ ในชั้นเรียนของเขาอีกด้วย โชมักจะเนื้อหอมในบรรดาหมู่เพื่อนของเขา แล้วยังเป็จุดสนใจของบรรดาสาว ๆ ในวัยเดียวกันอย่างเลี่ยงไม่ได้
มีเพื่อนผู้หญิงส่งจดหมายรักให้แก่เขาด้วย ในสมัยนั้นยังคงนิยมเขียนจดหมายกันอยู่ บางทีก็ให้ของขวัญหรือขนมทานเล่นแก่โช โดยที่เขาก็รับไว้อย่างไม่ให้เสียน้ำใจ แต่ความคิดของโชนั้น กลับมองเด็กผู้หญิงที่เข้ามาชอบหรือมาให้ขนมของกินในตอนนี้ว่า
‘ดูสิเด็กพวกนี้ยังดูเป็เด็กกันอยู่เลย…มองยังไงก็ไม่รู้สึกถึงความสวยและน่าพิศวาสอะไรสักอย่าง แต่ก็ดูน่ารักดีนะ อย่างว่าแหละ!! ทุกคนในตอนนี้ยังอยู่ในวัยสดใสและร่าเริงนี่นา ฉันคงมองดูพวกเธอเป็แค่เด็กสาวที่ไม่ใช่ผู้หญิงสาว จะให้รู้สึกว่ารักหรือชอบอะไรคงจะไม่ได้หรอก ในตอนนี้ฉันก็ได้เริ่มเปลี่ยนอดีตของตัวเองไปได้บางส่วนบ้างแล้ว ตอนนี้…ทับทิมของฉันจะเป็อย่างไรบ้างนะ?’
โชเริ่มนึกถึงทับทิมผู้ที่เป็ภรรยาของเขาเองขึ้นมาบ้างแล้ว ซึ่งในเวลานี้มันยังเป็่เวลาที่เขาและเธอยังไม่ได้เคยพบเจอกันมาก่อน แต่ว่าโชกลับไปนึกถึงทับทิมเสียได้
‘ตอนนี้ทับทิมจะอายุเท่าไหร่กันแล้วนะ? คงจะดูเป็เด็กและคงจะน่ารักมาก ๆ เสียด้วยล่ะมั้ง?’
โชแอบยิ้มกับตัวเอง ตอนนี้เขาคงว่างงานมากเกินไปแล้วนั่นเองถึงได้มานั่งคิดถึงทับทิมผู้ที่จะต้องเป็ภรรยาในอนาคตของเขาไปได้
“เฮ้ย!! โช!! นายเป็อะไร? นั่งยิ้มอยู่ได้คนเดียว?” เสียงของดำทำให้เรียกสติของโชกลับมาสู่ความเป็จริง
“อ๋อ…เปล่า!? พอดีฉันได้ขนมมาเยอะเลย มากินด้วยกันสิเพื่อน” โชหยิบขนมมากมายในถุงแล้วยกขึ้นอวดให้ดำดู
พร้อมกับส่งยิ้มหวานให้เพื่อนรักของเขา
“อ๋อออ…ที่นายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นี่ก็คงเพราะมีสาว ๆ เอาขนมมาให้เยอะแยะเลยใช่มั้ย? ฮ่า ๆ ๆ ร้ายจังนะเพื่อนเรา” ดำหัวเราะขำถูกใจที่เพื่อนของเขามีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้าม จนทำให้เขามีผลพลอยได้ไปด้วย
“อือ…นายจะคิดแบบนั้นก็ได้นะ ตามใจของนายเลย แต่ว่า…ช่วยฉันกินขนมนี่ก่อนเถอะ มันเยอะเกินไปจนฉันกินคนเดียวไม่หมดแน่ ๆ”
“ไม่ต้องห่วงไปเดี๋ยวฉันช่วยนายเอง ถ้ายังไงเอาไปเผื่อสองแฝดด้วยดีไหม?”
“แล้วแต่นายเลย ฉันยกให้ เพราะว่าฉันกินมามากพอแล้ว เดี๋ยวท้องแตกตายพอดี ฮ่า ๆ ๆ”
โชยังคงล้อเล่นกับเพื่อนตามเดิม ชีวิตของเขาไม่ต้องเครียดแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว และดูมีความสุขโดยที่เขาไม่ต้องดิ้นรนเหมือนอย่างแต่ก่อน แต่…ในทางกลับกันชีวิตของทุกคนยังคงดำเนินไปเช่นนั้นอย่างเดิม ตามเส้นชีวิตที่คงเดิมอย่างเช่น ทับทิม
…………..
ใกล้ถึงวันสอบปลายภาคเข้าไปแล้ว ทั้งคุณครูและอาจารย์ต่างก็เร่งการเรียนการสอน รวมถึงการสอบเก็บคะแนนย่อยด้วย โดยจะสอบแบบวัดผลทางภาคปฏิบัติให้แก่นักเรียนทุกคน จึงทำให้เด็กนักเรียนใน่นี้ต่างก็ต้องรีบทำงานที่ค้างไว้เพื่อส่งอาจารย์กันแทบทั้งนั้น
“โช!! นายมีงานค้างส่งอาจารย์มั่งรึเปล่า?” ดำถามโชเพื่อหาเพื่อนทำงานร่วมด้วยกันกับเขา
“ของเราน่ะเหรอ? ไม่มีที่ค้างส่งอาจารย์หรอกนะ เพราะว่าฉันส่งอาจารย์ไปหมดแล้วี้เีดองงานเอาไว้น่ะ” โชพูดแบบสบาย ๆ แต่มันทำให้ดำรู้สึกผิดหวังอย่างมาก
“อ่าว…เหรอ? ว้า…นายนี่ดีจัง!! ทำเสร็จส่งอาจารย์ไปหมดแล้ว ส่วนของฉันยังไม่ได้ส่งอาจารย์ตั้งสองวิชาเลยนะเนี่ย…โอ๊ย ๆ ๆ จะปั่นงานส่งเสร็จทันรึเปล่าก็ไม่รู้?”
“ช่วยไม่ได้นี่!! นายอยากดองงานส่งอาจารย์เอง ฮ่า ๆ ๆ” โชขำเพื่อนรักของตัวเอง และอดคิดไม่ได้ว่าถ้าเป็เมื่อก่อนสมัยอดีตนั้น เขาก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากดำเลยสักนิด ซ้ำยังี้เีทำงานส่งอาจารย์อีกด้วย แล้วพอลุงพุธมาบอกให้เขาเลิกเรียนหนังสือ โชก็ยังดีใจและหลงเชื่อลุงพุธอย่างโดยดี จึงตัดสินใจลาออกจากโรงเรียนโดยไม่ได้อะไรขึ้นมาเลย ตัวของโชในตอนนั้นโง่!! ยิ่งกว่าใคร ๆ ทั้งหมด และพอโตขึ้นมาถึงได้รู้สึกเสียดายแล้วก็เสียใจมาโดยตลอดกับการตัดสินใจแบบผิด ๆ ของตัวเองในสมัยนั้น
พอเก็บคะแนนสอบภาคปฏิบัติเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาจารย์ก็ได้กำหนดวันสอบปลายภาคเรียนมาให้ดังนี้
ให้นักเรียนชั้นมัธยมต้นทุกชั้นเรียนมาสอบเพียงสามวันติดกันคือวันจันทร์ วันอังคาร และวันพุธ แต่ทั้งสามวันนี้เลิกเวลาบ่ายสองโมง ส่วนนักเรียนชั้นมัธยมปลายให้มาสอบแค่สองวันติดกันคือวันพฤหัสบดีกับวันศุกร์ แต่ของชั้นมัธยมปลายจะเลิกช้ากว่าเล็กน้อยคือ ให้เลิกสอบตอนบ่ายสามโมงครึ่ง เพราะฉะนั้นเวลาที่มัธยมต้นสอบนักเรียนในชั้นมัธยมปลายจะหยุดมาที่โรงเรียน และพักผ่อนหรือว่าให้อ่านหนังสือเตรียมสอบอยู่ที่บ้าน พอนักเรียนชั้นมัธยมต้นสอบเสร็จก็จะให้หยุดมาโรงเรียนได้เลยและเท่ากับว่าปิดเทอมไปเลย แต่นักเรียนต้องมาฟังผลสอบกันในวันที่อาจารย์ได้นัดไว้ต่อไปนั่นเอง
……………….
หลังสอบเสร็จในวันสุดท้าย ดำได้ชวนโชไปเล่นเกมที่บ้านของดำและแฝดผู้พี่ก็ขอไปด้วยเช่นกัน ทั้งสองคนเลยแวะไปเที่ยวเล่นที่บ้านของดำ
จริง ๆ แล้วโชนั้นไม่ได้อยากเล่นเกมเหมือนอย่างที่ดำกับไก่้าเท่าไหร่หรอก เพราะว่าเขานั้นเคยเล่นพวกมันมาก่อนแล้วนั่นเอง แต่โชอยากจะเพิ่มความสนิทสนมกลมเกลียวในหมู่เพื่อนฝูงเสียมากกว่า ด้วยจิตใจที่นิ่งสุขุมไปแล้วของโชนั้นมันทำให้เขากลายเป็ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก
ที่บ้านของดำ
เมื่อพวกเขาไปถึงที่นั่น โชมองไปรอบ ๆ ตัวบ้านเพื่อตรวจสอบบรรยากาศแบบเก่า ๆ บ้านของดำยังดูเหมือนเดิมแถมสภาพของตัวบ้านในตอนนี้ยังคงดูดีไม่โทรมหรือเก่ามากเหมือนในตอนที่โชได้ไปดื่มเหล้าที่บ้านของดำจนเกิดอุบัติเหตุนี่ อาการของโชในเวลานี้มีสภาพเหมือนกับเดจาวู เพราะเขาเคยมาที่บ้านหลังนี้ บ่อย ๆ และหลายครั้งแล้ว
บ้านของดำเป็บ้านไม้สองชั้นยกพื้นต่ำ ๆ หน้าบ้านมีพื้นที่เล็กน้อยให้วางกระถางต้นไม้และโอ่งน้ำได้ มีบันไดสองขั้นเตี้ย ๆ เพื่อสำหรับใช้เดินขึ้นไปเปิดประตูบานเล็กที่อยู่ตรงระเบียงหน้าบ้าน มีรั้วเตี้ย ๆ ล้อมโดยรอบตรงระเบียงมันเตี้ยขนาดที่ว่าดำสามารถจะข้ามรั้วนั้นไปได้อย่างง่ายโดยไม่ต้องเปิดประตูบานเล็กก็ได้ พอเข้าไปในระเบียงแล้วเดินไปสักเล็กน้อยก็จะเจอประตูหน้าบ้าน พื้นที่ตรงระเบียงนั้นสามารถนั่งหรือนอนเล่นได้อย่างสบายใจเลยล่ะ เพราะมีลมพัดผ่านอย่างเย็นสบาย ข้างในตัวบ้านนั้นดูโล่งแปลกตาสำหรับโชในตอนนี้ เพราะเขาคุ้นเคยและเคยชินกับความรกจนข้าวของที่อัดเสียเต็มบ้าน ด้วยเพราะดำในตอนโตนั้นไม่ค่อยจะเก็บบ้านเก็บช่องสักเท่าไหร่
โชกับไก่นั่งลงที่พื้นกลางบ้าน ดำบอกให้นั่งรอตรงนี้ไปก่อน เดี๋ยวเขาเอากระเป๋านักเรียนไปเก็บก่อนที่ข้างบนบ้านชั้นสองของดำ ทั้งคู่นั่งรอและมองหน้ากันไปมา สักพักดำก็ลงมาพร้อมกับเปลี่ยนเสื้อผ้าในชุดลำลองลงมาเรียบร้อยพอดี
“ดำมีอะไรกินบ้าง? ฉันเริ่มหิวแล้ว” ไก่ถามดำเพื่อจะได้กินอาหาร
“มีนะ ในตู้กับข้าวมีไข่เจียวที่ฉันกินก่อนไปโรงเรียนน่ะเอาไหม?” ดำพูดพร้อมเดินไปเปิดตู้กับข้าวให้เพื่อนดู
“เออ…ก็ยังดี!? กินทั้งนั้นแหละตอนนี้เพราะว่าฉันหิวมาก” ไก่พูดพลางลุกขึ้นเดินไปหยิบจานข้าวและหาหม้อข้าวเพื่อที่จะคดข้าวใส่จาน
“ไหน? ข้าวอยู่ตรงไหนล่ะดำ?”
ดำเดินไปตรงโต๊ะที่วางหม้อหุงข้าวเอาไว้ ที่นั่นมีผ้าคลุมหม้อหุงข้าวไว้อยู่จึงทำให้ดำมองไม่เห็นหม้อหุงข้าวในตอนแรก ครั้นพอดำเปิดผ้าคลุมออกดู ก็รู้ว่าแม่ของเขาเอาหม้อข้าวชั้นในออกไปแล้ว คงเพราะจะกินข้าวจนหมดไปแล้วแน่ ๆ เลยแม่ของดำก็เลยนำหม้อไปล้างคว่ำไว้
“ทำไงดีล่ะ? ข้าวหมด…” ดำพูดกับไก่อย่างสิ้นหวัง
“มีมาม่าไหมล่ะดำ? เดี๋ยวเราต้มให้” โชบอกกับเพื่อนทั้งสองคน
“เออ!! จริงด้วย ฉันก็อยากกิน เอา ๆ ๆ โชต้มเผื่อฉันด้วยนะ” ดำรีบกุลีกุจอหยิบซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปส่งไปให้โช
โชเดินเข้าครัวไป เขาหยิบหม้อตั้งเตาเติมน้ำ จุดแก๊สอย่างคล่องแคล่วประหนึ่งว่าที่บ้านหลังนี้คือบ้านของเขาเอง ดำและไก่ดูทึ่งในความสามารถของโช ทั้งที่โชก็ไม่ได้ทำอะไรที่แปลกใหม่เลยสักหน่อย
“นายนี่เก่งเนอะ ทำเหมือนว่าเคยมาที่บ้านของดำเลยแฮะ!?” ไก่พูดด้วยความทึ่งในความสามารถของโช
“เอ่อ…ฉันก็มาพร้อมกับนายอยู่นี่ไง?” โชแกล้งพูดกับไก่ไปแบบนั้น เพราะจะให้เขาบอกออกไปได้อย่างไรว่าตัวเขาเคยมาที่บ้านของดำบ่อย ๆ ั้แ่เมื่อนานมาแล้วน่ะ
“จริง!! พวกนายทั้งสองคนเพิ่งจะเคยมาบ้านฉันตอนนี้ยังไงล่ะ? ฉันยังไม่เคยชวนใครมาเลยนะ!!” ดำรีบบอกกับไก่
โชต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเสร็จแล้ว ทั้งสามคนก็เลยนั่งกินด้วยกันก่อนด้วยความหิว ดำยกน้ำอัดลมแบบขวดลิตรลงมาตั้งให้เพื่อนของเขาดื่ม ไก่ดูชอบอกชอบใจใหญ่เลย
“แหม!! พอดีเลย ฉันกำลังกระหายน้ำอยู่พอดี” ไก่คงจะชื่นชอบในตัวน้ำอัดลมมากเป็พิเศษ
“มีน้ำแข็งไหมเพื่อน?”
“มีสิ ในถังน่ะ” ดำเดินไปหลังบ้าน เขามีถังใบใหญ่ไว้ใส่น้ำแข็ง ทั้งแบบก้อนและแบบป่น ดำตักน้ำแข็งใส่กระติกมาเพียงเล็กน้อย
“ขอบใจนะเพื่อนดำ” ไก่พูดกับดำดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
หลังจากร่วมรับประทานบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่โชต้มให้กินกันเสร็จแล้วนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ได้นั่งเล่นเกมกันอย่างสนุกสนาน ในสมัยนั้นดำมีเครื่องเกมเพลย์วัน (PlayStation) เครื่องรุ่นแรกอยู่หนึ่งเครื่องมันเป็เครื่องเล่นเกมที่มีรูปร่างใหญ่พอควร พ่อของดำเป็คนซื้อให้เขาเอาไว้เล่นกับพ่อั้แ่นานมาแล้วก่อนที่พ่อของดำจะเสียไป
จึงทำให้ดำไม่ค่อยได้เล่นเกมอีกสักเท่าไหร่ และแม่ของเขาก็ต้องขายของกับทำงานหาเงินแค่คนเดียว จึงทำให้ดำต้องช่วยแม่ของเขาขายของบ้างในวันหยุด แต่ยังดีที่บ้านของดำเป็บ้านเก่าของพ่อ ดำกับแม่จึงไม่ต้องเสียเงินจ่ายค่าเช่าบ้านแต่อย่างใด ดำยังคงช่วยแม่ของเขาประหยัดโดยการเรียนที่โรงเรียนรัฐบาลเพราะค่าเทอมไม่แพงและแม่ของเขาจะได้ไม่ต้องลำบากมากไปกว่าเดิม จากในตอนแรกดำเองก็ยังกังวลไปเลยว่าตัวของเขานั้นอาจจะไม่มีเพื่อนที่โรงเรียนแห่งนี้หรือเปล่า แต่ก็ยังโชคดีที่มีเพื่อนอย่างโชกับไก่อย่างในตอนนี้
ทั้งสามเล่นเกมกันที่บ้านของดำจนเย็นเลย โชกับไก่ก็เลยขอตัวกลับบ้าน กลัวที่บ้านจะเป็ห่วง โชมาถึงที่บ้านของยายในตอนหกโมงเย็น เขามาถึงก็เห็นยายกำลังนั่งรอเขาอยู่ที่หน้าบ้านด้วยความเป็ห่วง
“ไปไหนมาล่ะ? สอบเสร็จั้แ่บ่ายสองโมงไม่ใช่หรือ?” ยายถามหลานชายด้วยความเป็ห่วง
“ผมขอโทษครับยาย พอดีเพื่อนมันชวนผมไปเล่นเกมที่บ้านของมันน่ะครับ” โชรู้ว่ายายเป็ห่วงและในตอนนี้เขาก็เป็เด็กที่อยู่ในความปกครองของยายอีกด้วย จึงเป็ที่แน่นอนว่ายายอาจจะกังวลเื่ที่เขาไปไหนมาไหนโดยไม่บอกก่อนล่วงหน้านั่นเอง
“ทำไมถึงไม่มาบอกยายก่อนล่ะ? รู้ไหมยายเป็ห่วง?” ยายบ่นหลานชาย
“ครับยาย…ต่อไป ถ้าผมจะไปไหนอีก ผมจะขออนุญาตกับยายก่อนนะครับ” โชรับปากผู้เป็ยายอย่างมั่นเหมาะ
โชเลือกที่จะบอกกับยายไปอย่างตรง ๆ และไม่คิดที่จะโกหก เพราะเขารู้ดีว่าการโกหกนั้นจะจะส่งผลต่อการกระทำของเขาอย่างไร? อย่างเช่นในตอนนั้นเมื่อสมัยก่อนครั้งอดีต เขาก็ได้แอบไปเล่นที่บ้านของดำตอนหลังสอบเสร็จแบบในครั้งนี้ แต่ตอนนั้นพวกเขาไปกันแค่สองคนกับดำ พอกลับมาถึงบ้าน ยายก็ถามว่าไปไหน? ทำไมถึงกลับมาเย็นขนาดนี้? ในครั้งนั้นยายไม่ได้มานั่งรอที่ตรงหน้าบ้านหรอกนะ ยายก็รออยู่ในบ้านนั่นแหละ พอเห็นโชก็เลยถาม ซึ่งโชในตอนนั้นไม่อยากให้ยายรู้ว่าตัวเองได้หนีไปเที่ยวเล่นก็เลยโกหกกับยายไปว่าอาจารย์ให้เขาไปช่วยงานที่โรงเรียนกับเพื่อนกว่าจะเสร็จเลยกลับมาถึงที่บ้านเย็น ด้วยความที่เขายังเป็เด็กคำโกหกต่าง ๆ จึงดูมีพิรุธและน่าสงสัย ยายจึงได้ไปถามอาจารย์ฝ่ายปกครองที่ยายสนิทด้วย จึงทำให้ยายรู้ว่าโชโกหกเพื่อให้ตัวเองนั้นพ้นจากความผิด ทำให้ยายรู้สึกโกรธและโมโหที่หลานชายเป็เด็กที่ชอบโกหก โชยังจำคำพูดของยายในครั้งนั้นได้ดี
“ทำไมไม่บอกว่าไปเที่ยวเล่นที่บ้านเพื่อนมา? ทำไมไม่บอกกับยายตรง ๆ แล้วมาโกหกยายว่าช่วยงานอาจารย์ที่โรงเรียน ทำแบบนี้.. มันทำให้ยายโกรธมาก รู้ไหม? ถ้าบอกเื่จริงั้แ่ทีแรก ยายจะไม่โกรธเลยอาจจะบ่นว่าเล็กน้อยเท่านั้น!! แต่นี่มาโกหกกันอย่างนี้!! ยังไงยายต้องทำโทษแก!!” ยายพูดจบก็ไปหยิบไม้เรียวมาฟาดโชไปสองที ในครั้งนั้นเขายังคงตราตรึงกับรสชาติของไม้เรียวของยายไม่หาย…จึงมีผลต่อการที่โชได้พูดความจริงไปในครั้งนี้นั่นเอง
‘ยายฉันนี่เป็คนที่ซื่อตรงกับตัวเองจริง ๆ ถ้าฉันยังคงโกหกอีกครั้ง!? ก็คงจะโดนไม้เรียวของยายอีกเป็แน่!! ไม่อย่างนั้นก็ต้องใช้วิธีการโกหกแบบใหม่และต้องเอาแบบที่เนียนที่สุด แต่เอาจริง ๆ นะฉันก็แค่ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนแค่ครั้งเดียว ครั้งแรกเพราะฉะนั้นยายจึงไม่โกรธแต่เป็ห่วงตัวของฉันต่างหาก แบบนี้ฉันจึงควรบอกความจริงกับแกไปตรง ๆ ถึงจะถูก แค่นี้ยายก็ไม่โกรธแล้ว’
โชเดินยิ้มกรุ้มกริ่มไปอาบน้ำอย่างสบายใจ
……………
โรงเรียนปิดเทอมแล้ว โชรู้สึกว่าตัวเองว่างงานเสียเหลือเกิน แถมลุงพุธของเขาก็ว่างงานไปด้วยอีกคนใน่นี้ คราวนี้ก็ต้องตกหนักที่ป้าเพ็ญของเราอีกแล้ว ซึ่งการเฝ้าร้านค้าขายของชำที่ป้าเพ็ญทำอยู่ในตอนนี้นั้น มันก็ไม่ได้ขายดิบขายดีแบบที่ว่าคนจะมาแย่งกันซื้อและรุมกันซื้อของที่ร้านป้าเพ็ญเสียเมื่อไหร่ แต่ป้าเพ็ญเองจะต้องนั่งเฝ้า ยืนเฝ้า และนอนเฝ้า!? กันก่อนล่ะนะ กว่าที่ลูกค้าในแต่ละท่าน จะมีความจำเป็และคิดที่อยากจะมาซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคของทางที่ร้านป้าเพ็ญ ก็ต้องใช้ความอดทนแบบน่าเบื่อนั่งโง่ ๆ ไปจนกว่าจะฉลาดนั่นแหละ!!
ในระหว่างที่รอลูกค้าไป โชก็ได้หาหนังสือดี ๆ ที่ยายเก็บเอาไว้มาอ่านไปด้วยเพื่อตัดปัญหาและแก้เซ็งให้กับตัวเอง ในร้านของป้าเพ็ญวันนี้ดูเงียบเหงากว่าเดิมเพราะหลังจากที่โรงเรียนได้ปิดเทอมไปแล้ว ลูกค้าเด็ก ๆ อย่างพวกนักเรียนก็หายไปด้วย ป้าเพ็ญจึงได้ขายของไปอย่างเงียบ ๆ แบบนี้
แถมวันนี้ลุงพุธก็ไม่มีงานทำอีกคน คงจะเบื่อแย่เลยถึงได้เดินมาหาป้าเพ็ญเพื่อจะอ้อนอะไรป้าเพ็ญอีกล่ะสิ? โชเห็นลุงพุธเดินมา เขาเลยขอตัวกลับบ้านเพื่อมาหายาย แต่เขายังคงไม่ลืมที่จะถือหนังสือที่อ่านอยู่ติดมือกลับมาด้วย
โชเดินมาได้แค่…พ้นร้านป้าเพ็ญออกมานิดหน่อย เขาก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งกำลังเดินมาทำท่าเหมือนกำลังหาอะไร? หรือหาใครสักคน? แต่พอเห็นใบหน้าของชายคนนั้น โชก็ใและวิ่งกลับไปที่ร้านของป้าเพ็ญทันที!?