"เจ้าซอมพอ..." เสียงที่เคยดุดันกลับสั่นเครือ พระองค์ทรุดกายลงกอดขาสาวเจ้าเอาไว้ น้ำตาบุรุษหลั่งรินอาบแก้ม "พี่ผิดไปแล้ว...พี่มันเขลาจนปล่อยให้ผีร้ายงำใจ กระทำการเลวร้ายต่อเจ้า ทั้งหมดเป็นเพราะพี่กลัว...กลัวจะเสียเจ้าไปจนทำเรื่องต่ำช้าเยี่ยงนี้ขึ้น พี่มิได้ตั้งใจหยามน้ำใจเจ้าเลยหนาซอมพอ เจ้าอภัยให้พี่ได้หรือไม่"
เจ้าขุนอินทร์ถวายเงยหน้าที่เปื้อนน้ำตาขึ้นมองนาง แววตาคู่นั้นทั้งอ่อนโยนและเว้าวอนจนซอมพอใจสลาย นางพลิกตัวลงคุกเข่าตรงหน้าเขา สองมือบางโอบกอดศีรษะเจ้าขุนศึกผู้สยบสงครามด้วยการเจรจาไว้แนบอก นางสะอื้นไห้อย่างสุดกลั้นที่ไม่อาจบอกความจริงในใจตนออกมาให้พระองค์ได้รับรู้ ว่าเหตุแห่งพันธะเมืองที่ตนต้องแบกรับนั้นคืออะไร มันก็ไม่ต่างจากบำเหน็จศึกหนานเยว่ ที่พระองค์จำใจรับนางมา
"อย่าไปจากพี่เลยนะ..." พระองค์พึมพำพลางซบหน้าลงกับอกนาง โอบกอดร่างนางไว้ราวคนหมดแรงหาที่เหนี่ยวรั้งใจ “ซอมพอ วันพรุ่งเราต้องแยกจากกันแล้วหนา คืนนี้พี่ขอ…ขออยู่กับเจ้าเช่นนี้ พี่สัญญาจักไม่ล่วงเกินเจ้า ขออยู่กับเจ้าเช่นนี้เท่านั้น”
‘ข้านั้นรักพี่ท่านนัก เพียงแต่…สถานะของข้าเจ้ายามนี้ มิอาจทำตามแต่ใจตนได้…สักวันพี่ท่านจักเข้าใจ’ เจ้าซอมพอได้แต่รำพึงอยู่ในใจ
เจ้าขุนอินทร์ถวายซบหน้าลงนอนหนุนตักแม่ญิงคนงาม ปากก็เอาแต่พูดพร่ำคำรัก หูของนางนั้นได้ยิน หัวใจของนางก็รับรู้ แต่สมองกลับขัดแย้ง หากนางปลงใจปล่อยไปตามแรงปรารถนา แล้วบ้านเกิดเมืองนอนของนางเล่าจะเป็นเช่นไรในวันหน้า ความตั้งใจของผู้เป็นบิดาต้องสูญเปล่า แลต้องกลายเป็นคนตระบัดสัตย์ในสายตาผู้คนทั้งแผ่นดินเช่นนั้นหรือ
บรรยากาศในวงสุราหน้าพลับพลาหลวงยามดึกเริ่มตึงเครียด เมื่อสุราข้าวนึ่งดำดีกรีแรงเริ่มออกฤทธิ์เต็มที่ เจ้าพรหมเสกที่แสร้งเมา กลับใช้ดวงตาคมกริบจับจ้องเจ้าหาญที่บัดนี้กำลังร่ายรำด้วยความเคลิบเคลิ้ม ก่อนจะทรุดตัวลงพิงกองไม้ฟืน ข้างเจ้าแสนเมืองสิงห์ที่เมาจนสิ้นท่าหลับใหลไปก่อนแล้ว
เจ้าโยนยางคำเห็นคนรำหมดแรงล้มลงนั่ง พระองค์ก็เก็บปี่จุมสุดรักลงเหน็บผ้าคาดพุง ยกไหขึ้นเทสุราใส่ปากแล้วก็หลับไป
"เจ้าหาญ...มึงนี่มันยอดบุรุษจริง ๆ" เจ้าพรหมเสกแสร้งทอดถอนใจ พลางรินน้ำจันท์ลงในจอกไม้ยื่นส่งให้ "แต่น่าเสียดายนัก ที่ยอดคนเยี่ยงมึงกลับต้องมานั่งทุกข์ระทมเรื่องของพี่นาง มึงจะห่วงอันใดนักหนา กลับสุวรรณโคมคำครานี้ พี่ท่านอินทร์ถวายคงจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอ ได้มีพิธีกินแขกแต่งงานรับเอานางมาเป็นพระชายาให้สมเกียรติ มึงก็จักได้เป็นถึงน้องเขยเจ้าราชวงศ์เชียวหนา ต่อไปภายหน้า ตำแหน่งเจ้าหลวงอย่างไรแล้วก็ต้องเป็นของอินทร์ถวาย"
เจ้าหาญที่เมาจนสิ้นสติสัมปชัญญะ หัวเราะร่าออกมาอย่างขมขื่น "กินแขกแต่งงานรึ? พระองค์ช่างเขลา โถ่ถัง... สุวรรณโคมคำน่ะรึจะได้รับเพชรเม็ดงามอย่างพี่นางซอมพอของข้าไปครอง"
เจ้าพรหมเสกหูผึ่ง รีบกระเถิบเข้าใกล้ "มึงพูดอันใดของมึง? เวียงสรวงเป็นเมืองขึ้นของสุวรรณโคมคำมาช้านาน มีหรือจะกล้าบิดพริ้วหากเราจะส่งคนไปสู่ขอเอานางมา"
"หึ ๆ ก็แม่ข้าแลพ่อข้าขุนหลวงเวียงสรวง ดันทรงมองว่าสุวรรณโคมคำนั้นมีศึกรอบด้าน" เจ้าหาญกระดกสุราเข้าปากจนหกเลอะเทอะ "ท่านพ่อเลยปลงใจ คิดถวายพี่นางของกูเพื่อไปเจริญไมตรีด้วยเวียงทุ่งหลวง พี่กูเสียใจนักเก็บองค์ร้องไห้อยู่หลายวัน ที่แอบหนีตามกูมาทำศึก ก็เพียงเพื่อหลบหลีกปัญหาที่แก้ไม่ตก มันก็หลบได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราวดอกหนา สิ้นศึกกลับไป อย่างไรก็หนีเรื่องนี้ไม่พ้นอยู่ดี" เจ้าหาญพูดออกมาด้วยความเศร้า แม้นฤทธิ์สุราจะกลืนกินสติไปแล้ว แต่คำพูดจากปากคนเมา นั่นคือความทุกข์ใจที่ปกปิดไม่ได้
"เวียงทุ่งหลวง…" เจ้าพรหมเสกอุทานออกมา "ไอ้เฒ่าตัณหากลับผู้นั้นน่ะรึ? มันแก่จวนจะลงโลงอยู่รอมร่อ แต่กลับกล้ามาขอเพชรเม็ดงามของสุวรรณโคมคำไปประดับฉัตรทอง!"
"ก็เวียงทุ่งหลวงเขามั่งคั่ง...ข้าวกล้าธัญญาหารเต็มยุ้งฉาง ทหารนับแสนแข็งขัน" ขุนหาญเริ่มพูดจาอ้อแอ้ "ท่านพ่อบอกว่า...ส่งพี่นางไปที่นั่น อย่างน้อยนางก็ได้เป็นมเหสีเอก ไม่ต้องมาเป็นรองผู้ใด พี่นางเองก็รู้ความข้อนี้ดี...แต่นางเป็นเพียงสตรียากนักจะแก้ไขหลบหลีกปัญหานี้ได้ นางมักพูดกับข้าเสมอ ว่าเรามิเหมือนชาวบ้านทั่วไป หน้าที่เราใหญ่หลวง แม้นแลกด้วยชีวิตก็ต้องทำ…ข้าสงสารพี่นางนัก…แต่ไม่รู้จักช่วยนางเยี่ยงไร เป็นลูกฝืนคำบิดามารดาก็เท่ากับอกตัญญู"
พูดจบ เจ้าหาญก็คอพับฟุบลงข้างกายของเจ้าแสนเมืองสิงห์
เจ้าพรหมเสกวางจอกสุราลงอย่างแรงจนเหล้ากระฉอก ดวงตาที่เคยเรียบนิ่ง บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ มือหนากำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ไอ้เฒ่าเวียงสรวง! ช่างกล้าเล่นลิ้นปลิ้นปล้อนนัก ถือว่าบ้านเมืองมั่งคั่งด้วยเสบียงแล้วคิดจะเบี่ยงสัตย์สาบานรึ" พระองค์กัดฟันกรอดพลางมองไปทางพลับพลาที่พระเชษฐาของตนเข้าไปอยู่ "พี่ท่านอินทร์ถวายเอ๋ย...ท่านคงยังไม่รู้ตัวว่า ยอดดวงใจที่ท่านกอดนอนอยู่นั้น กำลังจะถูกส่งไปลงนรกยังเวียงทุ่งหลวง ไปเป็นเครื่องมือต่อรองการเมือง"
เจ้าพรหมเสกยกไหสุราขึ้นกรอกปากด้วยความเคียดแค้น
“ทำไมดื่มเช่นนั้น ดูฤาหกเลอะเทอะเสียของหมด” อีเอื้องยิ้มหน้าระรื่นให้เจ้าพรหมเสก ที่ตอนนี้เหลือเพียงพระองค์ที่ไม่เมา นอกนั้นต่างคอพับคอตกหลับกันไปสิ้น
“อีเอื้องอีตัวดี มึงมากับกูบัดเดี๋ยวนี้…” เจ้าพรหมเสกวางไห่สุราลง แล้วจับแขนนางกำนัลคนงามของเจ้านางซอมพอหายลับไปในป่าข้างค่ายพลับพลาหลวง
“ปล่อยนะ แรงเยอะดั่งควายเผือก ข้าเจ้าเป็นเพียงสตรีบอบบาง จะทะนุถนอมข้าบ้างมิได้หรือไร”
เจ้าขุนพรหมเสกเหวี่ยงร่างมันหลุดจากมือที่เกาะกุมดึงกระชากมาตลอดทาง “ว่ามา!…เจ้าพญาเวียงสรวง เหตุใดจึงคิดยกเจ้านางมึงให้ไอ้เฒ่าตัณหากลับนั่น”
คำถามที่หลุดออกมาจากปากแม่ทัพกองทหารช้าง ทำเอาอีเอื้องตัวชา ด้วยรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นความลับ แล้วเพราะเหตุใดถึงรู้ไปถึงหูคนสำคัญของสุวรรณโคมคำได้
“เอ่อ…ใจเย็นก่อนหนาพ่อ…เรื่องนี้ข้า ข้าเจ้าอธิบายอันใดมิได้ดอกหนา ตัวเจ้านางกูเองก็หาขัดพระประสงค์ได้ไม่ หากนางคิดหนีตามเจ้าขุนอินทร์ถวายไปเสียนั่นก็ย่อมได้ แต่บ้านเมืองเล่า พระองค์เองก็เป็นถึงเจ้าราชบุตร เรื่องนี้พระองค์ย่อมเข้าใจนางมากกว่ากู ที่เป็นเพียงขี้ข้ารองบาท”
“อีเอื้องสาย พี่กูรักนายมึงมากหนา หากเรื่องนี้รู้ถึงหูพี่ท่าน ข้าคิดไม่ออกเลยว่าจักเกิดอันใดขึ้น มึงรู้หรือไม่ ว่าเวียงทุ่งหลวงไม่ใช่เมืองใต้ฝ่าตีนสุวรรณโคมคำ แต่กับเวียงสรวงเป็นเมืองอาณัติแห่งสุวรรณโคมคำมานานปี กลับคิดส่งลูกสาวไปดองเวียงใหญ่ นั่นเท่ากับหมายใจเป็นกบฏ ตีตัวเอาใจออกห่างจากสุวรรณโคมคำ”
เรื่องที่เจ้าขุนพรหมเสกเอ่ยออกมา ทำเอาอีเอื้องสายถึงกับเข่าอ่อน ทรุดตัวหวบลงนั่งกองกับพื้นดิน
“ข้าเจ้าไม่รู้ซึ้งถึงเรื่องนี้เลย ข้าเจ้ารู้เพียงว่าเจ้านางของข้านั้นงามนัก แลเก่งกล้าสามารถมีค่าต่อแผ่นดิน ผู้คนมากมายหมายใจมาสู่ขอนาง แต่นางก็หลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงมาเสมอ แต่ครั้งนี้ไม่รู้ด้วยกลอุบาทอันใด นายกูถึงปฏิเสธมิได้ กูกับเจ้าหาญ คิดตรงกันเพียงว่า ต้องหาโอกาสถ่วงเวลา ยิ่งนานเท่าใดก็ยิ่งดี การศึกครานี้ก็เช่นกัน เจ้านางอ้างเรื่องศึกใหญ่นำมาต่อรองเวียงทุ่งหลวง ให้ชะลอการมารับตัวเจ้าสาวออกไป แต่สิ้นศึกแล้ว ข้าเจ้าก็ไม่รู้ว่าเจ้านางซอมพอ จะหาเหตุผลใดมาอ้างรั้งเวลาได้อีก”
“กรรมแท้ ๆ พี่กูทำกรรมใดมากันฤา ถึงต้องมาเจอแต่เรื่องช้ำใจ มิได้การ กูต้องบอกเรื่องนี้ต่อพี่กู”
“มิได้หนา…” อีเอื้องรีบคว้าขาของคนร่างสูงใหญ่เอาไว้ “เจ้าขุนอินทร์ถวายแลเจ้านางซอมพอดับไฟเข้าหอไปแล้ว อย่างไรเสีย หากเจ้านางของข้าเจ้าตกเป็นของเจ้าขุนอินทร์ถวาย เรื่องยุ่งยากทุกอย่างอาจจบลง”
“จบกับผีสิอีนี่ มึงกำลังจักทำให้สุวรรณโคมคำมีศึกมิสิ้นสุด เวียงทุ่งหลวงเป็นพื้นที่ราบกว้างใหญ่ แลยังตั้งอยู่หร่ายฟากน้ำของฝั่งกระโน้น ชัยภูมิได้เปรียบหากตั้งรับ แต่คนรุกรานเช่นพวกกูกลับอยู่ในจุดเสียเปรียบ”
เจ้าพรหมเสกทรุดกายลงนั่งข้างอีเอื้อง ทรงทอดพระเนตรมองมันแล้วได้แต่ถอนหายใจ ปล่อยเวลาให้ใจสงบลง "ไปดื่มกับกู ตอนนี้ทำอะไรมิได้นอกจากเมา"
อีเอื้องหันไปมองหน้าคนพูด “ก็จริง หากเราเมาเราก็จักไม่คิดเรื่องนี้อีก”
แบบอีบุ๊ค 3 เล่มจบ :
เล่ม 1. https://shorturl.asia/e8Lbh
เล่ม 2 https://shorturl.asia/BxnNW
เล่ม 3. https://shorturl.asia/hCcXH