บทที่ 30 ตัดสินใจเข้าป่า
เฉิงโจวซื่ออายุมากแล้ว อีกทั้งเพิ่งจะหนีภัยกลับมา เดิมทีร่างกายก็ทรุดโทรมอย่างหนัก จะไปเป็คู่ต่อสู้ของหลี่ซื่อได้อย่างไร เพียงไม่นานก็ถูกหลี่ซื่อกดลงกับพื้นแล้วทุบตี
หลี่ซื่อคิดว่าอย่างไรเสียตนเองก็คงมีชีวิตอยู่ไม่ได้แล้ว มิสู้ฉวยโอกาสก่อนตายระบายโทสะในใจให้เต็มที่ ยามที่ทุบตีเฉิงโจวซื่อจึงลงแรงสุดกำลัง
เฉิงเหลียนเซียงมีความสัมพันธ์กับเฉิงโจวซื่อผู้เป็มารดาดีมาก เมื่อเห็นเฉิงโจวซื่อเสียเปรียบ มีหรือจะทนดูมารดาถูกตีอยู่เฉย ๆ ได้ จึงพุ่งเข้าไปช่วย
ผลปรากฏว่า ทันทีที่พุ่งเข้าไปก็ถูกหลี่ซื่อผลักจนกระเด็น หัวโขกเข้ากับตู้ชามอย่างจัง ที่ท้ายทอยของเฉิงเหลียนเซียงนูนเป็ลูกมะนาวลูกใหญ่ นางจึงคว้าชามกระเบื้องเนื้อหยาบใบใหญ่ที่วางอยู่ในตู้ชาม พุ่งเข้าไปฟาดเข้าที่ท้ายทอยของหลี่ซื่ออย่างแรง
หลี่ซื่อถูกฟาดจนหัวแตก หลังจากนิ่งไปไม่นาน ร่างกายก็อ่อนปวกเปียกแล้วล้มลงกับพื้น
เฉิงเหลียนเซียงกล่าวอย่างลำพองใจว่า "นังแพศยา กล้าดียังไงมาตีท่านแม่ข้า!"
ทันใดนั้น ใบหน้าของซูชิ่นก็ปรากฏขึ้นที่หน้าต่างห้องครัวพร้อมกล่าวว่า "์ เ้าฆ่าคนแล้ว!"
เฉิงเหลียนเซียงใในตอนแรก จากนั้นจึงก้มลงมองหลี่ซื่อที่นอนคว่ำหน้าอยู่ ก่อนจะพบว่าอีกฝ่ายเืไหลออกมามาก จึงใจนใบหน้าซีดเผือด และถอยร่นไปจนถึงมุมห้องครัว
"ไม่ใช่ ข้าไม่ได้ฆ่าคน ไม่ใช่ข้า"
ซูชิ่นไม่สนใจว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร นางหันหลังวิ่งออกไปข้างนอก เมื่อถึงนอกลานบ้านก็ะโสุดเสียงทันที
"ช่วยด้วย ใครก็ได้ เฉิงเหลียนเซียงฆ่าคนแล้ว!"
เพื่อนบ้านในละแวกนั้นเพิ่งจะตื่นจากการนอนชดเชย เมื่อได้ยินข่าวนี้ แต่ละคนก็เหมือนแมลงวันที่ได้กลิ่นเนื้อ ถึงกับไม่สนใจทำอาหารเช้า ต่างพากันวิ่งกรูไปยังบ้านตระกูลเฉิงอย่างรวดเร็ว
ในห้องครัวบ้านตระกูลเฉิง เฉิงโจวซื่อและเฉิงเหลียนเซียงต่างก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าควรจะจัดการอย่างไรดี
เหล่าเพื่อนบ้านพุ่งเข้ามาในบ้านตระกูลเฉิง ล้อมรอบหน้าต่างห้องครัวแล้วมองเข้าไปข้างใน ก็เห็นหลี่ซื่อนอนคว่ำหน้าอยู่ข้างโอ่งน้ำ เืไหลนองเต็มพื้น
ส่วนเฉิงเหลียนเซียงกำลังแอบร้องไห้อยู่ที่มุมห้อง
โจวต้าฮวาซึ่งไม่ลงรอยกับเฉิงโจวซื่อมาตลอดกล่าวอย่างสะใจว่า "โอ๊ย นึกไม่ถึงเลยจริง ๆ ว่านังลูกสาวคนโตตระกูลเฉิงจะใจคอโเี้ขนาดนี้ แม้แต่พี่สะใภ้ตัวเองก็ยังกล้าฆ่า การฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต พวกเรารีบจัดคนไปแจ้งเ้าหน้าที่ทางการในตัวอำเภอกันเถอะ!"
เฉิงเหลียนเซียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้องไห้หนักขึ้น
"จางโจวซื่อ หยุดพูดจาเหลวไหล! หลี่ซื่อล้มลงหัวโขกเอง อีกทั้งยังเป็เพราะนางดวงกุด ไม่เกี่ยวข้องกับเหลียนเซียงลูกข้า หากเ้ายังกล้าพูดจามั่วซั่ว ระวังข้าจะฉีกปากเ้า!" เฉิงโจวซื่อคว้าฟืนหน้าเตาขว้างใส่หน้าต่าง
"โจวกุ้ยเซียง เ้าเห็นคนอื่นเป็คนโง่หรือไง? ดูปราดเดียวก็รู้ว่าเป็ฝีมือลูกสาวเ้า อย่าคิดจะปฏิเสธ ข้าจะไปแจ้งเ้าหน้าที่ทางการในตัวอำเภอเดี๋ยวนี้แหละ รอจนเ้าหน้าที่ทางการมาถึง เ้าจะได้รู้สำนึก" จางโจวซื่อแค่นหัวเราะ
พูดจบ จางโจวซื่อก็หันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่กลับถูกเฒ่าเฉิงและเฉิงเยี่ยนผิงขวางไว้
"ท่านแม่ เปิดประตูให้ข้าเข้าไปดูหน่อย" เฉิงเยี่ยนผิงพุ่งไปที่ประตูห้องครัวแล้วเคาะประตู
เฉิงโจวซื่อเปิดประตูให้เขาเข้าไป จากนั้นจึงรีบปิดประตูลงอย่างรวดเร็ว
เฉิงเยี่ยนผิงเข้าไปในห้อง เห็นเืที่ไหลนองเต็มพื้นของหลี่ซื่อก็ใเช่นกัน เขาเข้าไปพลิกตัวหลี่ซื่อขึ้นมา ใช้มือที่สั่นเทาแตะดูลมหายใจ จากนั้นก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกแล้วทรุดตัวลงนั่งกับพื้น
"ไม่เป็ไร ยังมีลมหายใจอยู่"
เฉิงเหลียนเซียงเองก็ขาอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นเช่นกัน
พอเฉิงโจวซื่อได้ยินว่าหลี่ซื่อยังไม่ตายก็มีกำลังขึ้นมาทันที นางเปิดประตูห้องครัว คว้าไม้กวาดไล่ตีคนที่มามุงดู
"พวกเ้าแต่ละคนไม่มีจิตใจเมตตา รีบไสหัวไปให้หมด ไสหัวไปให้หมด!"
เมื่อคนที่มามุงดูได้ยินว่าหลี่ซื่อยังไม่ตาย ก็รู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจ จึงเยาะเย้ยเฉิงโจวซื่อสองสามคำแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน
พอคนเ่าั้จากไปกันหมด เฉิงโจวซื่อก็สะบัดไม้กวาดทิ้ง ก่อนจะกลับเข้าห้องครัวแล้วตบหน้าหลี่ซื่อฉาดใหญ่
"นังแพศยา! กล้าดียังไงมาตีข้า มันจะมากเกินไปแล้ว!"
"ท่านแม่ ท่านทำอะไร? คนเป็แบบนี้แล้ว ท่านกลัวว่านางจะไม่ตายหรืออย่างไร?!" เฉิงเยี่ยนผิงตะคอกใส่นางอย่างรำคาญ
เฉิงโจวซื่อชะงักไป จากนั้นก็นั่งลงกับพื้น มือหนึ่งกุมหน้าอก อีกมือหนึ่งทุบพื้นไม่หยุด ปากก็ร้องโวยวายราวกับโลกจะถล่ม
"โอ๊ย ข้าก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้ ถึงได้มีลูกอกตัญญูเช่นนี้ เพื่อหญิงนางเดียวถึงกับกล้าตะคอกใส่ข้า ข้าไม่อยากอยู่แล้ว..."
เฒ่าเฉิงมองดูบ้านที่วุ่นวายโกลาหลและเละเทะด้วยความรู้สึกปวดหัว
ในขณะเดียวกัน ซูชิ่นผู้ที่ทำให้บ้านตระกูลเฉิงตกอยู่ในสภาพอนาถ ก็กำลังพาลูกทั้งสองคนนั่งกินข้าวโพดปิ้งอย่างสบายอารมณ์อยู่ในป่า
โจวโจวเก็บเมล็ดข้าวโพดที่ตกบนเสื้อขึ้นมากินจนหมด จมูกและใบหน้าส่วนล่างเปรอะเปื้อนไปด้วยสีดำ หลังจากกินข้าวโพดเสร็จ เด็กน้อยที่มีใบหน้าเป็ลายดอกไม้ก็ถามซูชิ่นว่า "ท่านแม่ ต่อไปพวกเราต้องทำอย่างไรขอรับ?"
เขามองออกว่าท่านแม่กำลังจัดการบ้านตระกูลเฉิง และในฐานะลูก เขาย่อมต้องให้ความร่วมมือกับท่านแม่อย่างเต็มที่
"บ้านที่ตระกูลเฉิงอยู่ตอนนี้ ท่านพ่อของพวกเ้าเป็คนสร้างขึ้นมา ตามหลักแล้วควรเป็ของพวกเ้าสองพี่น้อง ดังนั้นแผนของแม่คือ ชิงบ้านหลังนั้นคืนมา" ซูชิ่นโยนซังข้าวโพดที่แทะจนสะอาดลงในพุ่มหนามอย่างพอใจพลางกล่าว
"ขอรับท่านแม่ ข้าจะช่วยท่านแม่ชิงบ้านคืนมา!" โจวโจวพยักหน้า
เยว่เยว่ไม่ได้พูดอะไร ในปากยังคงอมเมล็ดข้าวโพดไว้จนแก้มป่องเหมือนกระรอก พลางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างน่ารัก
"เมื่อถึงเวลาที่ต้องให้พวกเ้าช่วย แม่จะบอกว่าต้องทำอย่างไร แต่ตอนนี้พวกเรายังมีเื่ที่สำคัญกว่าต้องทำ" ซูชิ่นยิ้มแล้วพยักหน้า
นั่นคือการหาเงิน!
ชาติที่แล้วซูชิ่นไม่เคยขาดแคลนเงิน ค่าใช้จ่ายรายเดือนอย่างน้อยหกหลัก บางครั้งหากซื้อของชิ้นใหญ่ เจ็ดหลักก็อาจจะไม่พอ
จากความฟุ่มเฟือยสู่ความประหยัดนั้นยากยิ่ง
ตอนนี้เงินตำลึงในมือของนางรวมกันได้เพียงสิบเจ็ดตำลึง เงินจำนวนนี้สำหรับนางเท่ากับไม่มี ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือการหาเงิน
นางแทะซังข้าวโพดติดต่อกันมาสองสามวันแล้ว แม้จะหอมหวานแต่เนื้อพญาัหากกินทุกวันย่อมเบื่อ
ตอนนี้นางอยากกินเนื้อ อยากกินของอร่อย ๆ หลากหลายอย่าง
ดังนั้นซูชิ่นจึงตัดสินใจเข้าป่าลึกสักรอบ
เมื่อวานตอนเก็บสมุนไพรในป่า นางได้ยืนบนยอดเขาเพื่อสำรวจสภาพแวดล้อมรอบ ๆ
ทางทิศใต้ของูเาลูกนี้คือหมู่บ้านเสี่ยวเหอ ถัดลงไปทางใต้คืออำเภอชีฝู ส่วนทางทิศเหนือของูเาคือเทือกเขาที่สลับซับซ้อน ตามความทรงจำของเ้าของร่างเดิม จากูเาลูกนี้ไปยังลูกที่สองเป็เขตปลอดภัยที่ชาวบ้านทั่วไปสามารถเข้าไปได้ แต่หากลึกเข้าไปกว่านั้น ป่าเขาเ่าั้นอกจากพรานมืออาชีพแล้ว คนธรรมดาที่เข้าไปจะพบกับอันตรายรอบด้าน
ว่ากันว่าข้างในมีสัตว์ร้ายชุกชุม เงินที่เฉิงเยี่ยนอันใช้สร้างบ้านก็ขุดพบจากในป่าเ่าั้
ูเาที่คนธรรมดาเข้าได้ โดยพื้นฐานแล้วไม่มีมูลค่าอะไร นอกจากสมุนไพรราคาถูกที่พบเห็นได้ทั่วไป หรือไม่ก็ไก่ป่ากระต่ายป่า ซึ่งของเหล่านี้ไม่มีราคาและซูชิ่นก็ล่าไม่เป็
ดังนั้นนางจึงตัดสินใจลองเข้าป่าลึกดู เมื่อมีมิติวิเศษอยู่ นางจึงมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม
ในเมื่อคิดแล้วก็ลงมือทำทันที ซูชิ่นส่งลูกทั้งสองเข้าไปในมิติวิเศษ ก่อนจะปัดเศษหญ้าตามตัวแล้วลุกขึ้นเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่า
ูเาโดยรอบหมู่บ้านเสี่ยวเหอไม่มีชื่อเรียกอย่างเป็ทางการ และชาวบ้านก็ี้เีตั้งชื่อ จึงเรียกแนวูเาที่ใกล้หมู่บ้านเสี่ยวเหอที่สุดว่า 'ูเาอีเต้าจื่อ' แนวที่สองเรียกว่า 'ูเาเอ้อร์เต้าจื่อ' และเรียกไล่ลำดับลงไปเช่นนี้
เรียบง่าย ตรงไปตรงมา แต่จำง่าย