ในเมื่อมาถึงูเาด้านหลังแล้ว ลั่วชิงเสวี่ยจึงขอให้หลินฉางชิงพานางไปไหว้คารวะผู้าุโเหยียนเฉินด้วยกัน
แม้ว่านางกับเหยียนเฉินจะเคยพบกันเพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เคยช่วยเหลือตน อีกทั้งยังเป็อาจารย์อาของนาง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลหรือความรู้สึกย่อมต้องพานางไปเซ่นไหว้ให้ถูกต้อง ดังนั้นหลินฉางชิงจึงพาลั่วชิงเสวี่ยขึ้นเขามายังบริเวณข้างกระท่อมไม้หลังเล็ก
เมื่อมองไปยังเนินดินเล็ก ๆ สองเนินเบื้องหน้า ลั่วชิงเสวี่ยก็โน้มตัวลงคำนับ
"ผู้าุโ ขอให้เดินทางโดยสวัสดิภาพ" นางกล่าวเช่นนั้น
ตลอดเวลา มีหูเยาเยาคอยเดินตามหลังคนทั้งสองอยู่ แม้ว่านางจะไม่ค่อยชอบลั่วชิงเสวี่ยที่อยู่ตรงหน้านัก ถึงขั้นคอยระแวดระวังลั่วชิงเสวี่ยทั้งในที่ลับและที่แจ้ง แต่นั่นก็ไม่ได้ขัดขวางความอยากรู้อยากเห็นของนางต่อสิ่งที่ลั่วชิงเสวี่ยและหลินฉางชิงกำลังทำ
หลินฉางชิงสังเกตเห็นว่าเ้าตัวเล็กคนนี้ยืนอยู่ในพุ่มไม้ข้าง ๆ ตลอดเวลา ดวงตากลมโตคอยชำเลืองมองมาทางนี้ และลอบสังเกตท่าทางของลั่วชิงเสวี่ยด้วยความสงสัย
'บางทีในโลกของเ้าตัวเล็กตอนนี้อาจจะยังยากที่จะเข้าใจเื่แบบนี้ และไม่รู้ว่าผู้ที่ถูกฝังอยู่ที่นี่ก็คือพ่อแม่ของนาง...' หลินฉางชิงอดไม่ได้ที่จะคิดในใจ
เพราะเื่แบบนี้ ต่อให้เขาบอกหูเยาเยาในตอนนี้เกรงว่าอีกฝ่ายก็คงไม่เข้าใจ ทำได้เพียงรอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมในภายหลัง
หลังจากเซ่นไหว้เสร็จ ลั่วชิงเสวี่ยก็เดินตามหลินฉางชิงลงเขากลับไปยังกระท่อมไม้ของหลินฉางชิง
ระหว่างทาง ทั้งสองพูดคุยกันหลายเื่ ทั้งเื่ของเหยียนเฉิน เื่ของเสิ่นอู๋หยา เื่ของสำนักชูซาน และรวมถึงเื่ของหูเยาเยา
"ศิษย์น้องชิงเสวี่ย ดูท่าว่าใน่ปีเศษ ๆ ที่ผ่านมาเ้าคงมีเื่อยากพูดเยอะมาก ก่อนหน้านี้ข้าไม่คิดเลยว่าเ้าจะมีด้านที่ร่าเริงเปิดเผยขนาดนี้ด้วย?" หลินฉางชิงเอ่ยหยอกล้อ
เพราะตอนที่ยังอยู่ที่สำนักชูซาน แม่นางน้อยผู้นี้มักจะอยู่ตัวคนเดียวเสมอ
สำหรับเื่ราวภายนอก นางไม่แก่งแย่งชิงดีและแทบจะไม่สื่อสารกับศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่น ๆ ในสำนักเลย ส่วนใหญ่จะติดตามหลินฉางชิงเพื่อฝึกฝนเท่านั้น จนทำให้หลินฉางชิงคิดว่านิสัยของนางเป็คนเก็บตัวมาก
ทว่าในการพบกันสองครั้งหลังนี้ คำพูดที่ลั่วชิงเสวี่ยพูดกับเขาเกรงว่าจะมากกว่าห้าปีที่ผ่านมารวมกันเสียอีก...
ส่วนลั่วชิงเสวี่ย เมื่อได้ยินคำล้อเลียนของหลินฉางชิง ใบหน้าสวยก็อดไม่ได้ที่จะขึ้นสีระเรื่อ
"ศิษย์พี่ ท่านนิสัยไม่ดี"
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแง่งอน พลางมองหลินฉางชิงด้วยสายตาไม่พอใจเล็กน้อย
"ข้าก็แค่ไม่ได้เจอท่านนานเกินไปก็เลยมีเื่อยากจะบอกท่านเยอะแยะ พูดให้ถูกก็คือเป็เพราะศิษย์พี่ทิ้งสำนักชูซานไปต่างหาก ถึงทำให้ตอนนี้พวกเราไม่สามารถพบปะพูดคุยกันได้บ่อย ๆ "
ลั่วชิงเสวี่ยโยนความรับผิดชอบมาที่หลินฉางชิงอย่างเป็ธรรมชาติ
คำพูดนี้ทำให้หลินฉางชิงหวนนึกถึงความทรงจำก่อนหน้านี้
จริงอยู่ที่ทุกครั้งหลังจากฝึกฝนเสร็จ นางจะดึงเขาให้คุยด้วยอยู่พักใหญ่ แม้ว่าส่วนใหญ่จะเป็หลินฉางชิงที่เป็ฝ่ายพูดและลั่วชิงเสวี่ยเป็เพียงผู้ฟังที่คอยรับฟังเงียบ ๆ อยู่ข้างกาย แต่บนใบหน้าของแม่นางน้อยในตอนนั้นกลับมีรอยยิ้มประดับอยู่เสมอ
ทว่าตอนนี้ตำแหน่งของทั้งสองกลับสลับกัน หลินฉางชิงที่ฝึกฝนอยู่ในูเาด้านหลังตลอดย่อมไม่มีความเห็นต่อเื่ราวภายนอกมากนัก ดังนั้นจึงทำได้เพียงรับฟังคำพูดของลั่วชิงเสวี่ย เพื่อรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในสำนักชูซานเมื่อเร็ว ๆ นี้
"ได้ ๆ ๆ งั้นเป็ความผิดข้าเอง"
เมื่อได้ยินลั่วชิงเสวี่ยพูดเช่นนั้น หลินฉางชิงก็ได้แต่พยักหน้าอย่างจนใจ เขายิ้มออกมา เป็รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความรู้สึกผิดเล็กน้อย
"ข้าไม่ควรทิ้งศิษย์น้องชิงเสวี่ยไว้ที่นั่นเพียงลำพัง ศิษย์พี่ผิดไปแล้ว ศิษย์น้องชิงเสวี่ย เ้าให้อภัยข้าได้หรือไม่?" หลินฉางชิงกล่าวพลางยิ้ม
ลั่วชิงเสวี่ยย่อมไม่มีทางโกรธหลินฉางชิงจริง ๆ หลังจากได้ยินคำนี้ นางกอดอกพลางค้อนมองหลินฉางชิงทีหนึ่ง จากนั้นก็ส่งเสียงหึในลำคอ
"หึ ศิษย์พี่เป็แบบนี้เสมอ ทุกครั้งที่เกิดเื่อะไรขึ้นก็จะยอมข้าตลอด คิดว่าข้ามองไม่ออกจริง ๆ หรือ?" นางถาม
หลินฉางชิงได้ยินดังนั้นก็ยิ้มอย่างเก้อเขิน
ความจริงเป็เช่นนั้นจริง ๆ
เ้าของร่างเดิมก่อนหน้านี้รักและเอ็นดูแม่นางน้อยตรงหน้าอย่างยิ่ง ปฏิบัติต่อนางราวกับเป็ศิษย์น้องที่น่ารักที่สุด แม้ว่าการกระทำของหลินฉางชิงในตอนนี้จะเป็ความคิดของตนเอง แต่รูปแบบการแสดงออกกลับไม่ต่างจากเ้าของร่างเดิมเลย
และลั่วชิงเสวี่ยก็กล่าวต่อไปว่า "เอาเถอะ ใครใช้ให้ท่านเป็ศิษย์พี่ของข้ากันเล่า"
"เื่ครั้งนี้ข้าจะยอมให้อภัยท่านไปก่อนแล้วกัน" นางทำท่าทางแง่งอนเต็มที่ พลางยื่นปากกล่าว
"แต่ว่า... "
เมื่อถึงตรงนี้ สีหน้าของลั่วชิงเสวี่ยก็เปลี่ยนเป็จริงจังขึ้นมาทันที
"ก่อนหน้านั้นศิษย์พี่ต้องรับปากข้าเื่หนึ่ง!" ลั่วชิงเสวี่ยเปลี่ยนน้ำเสียงและกล่าว
"เื่อะไรหรือ?" หลินฉางชิงชะงัก ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
เขาไม่คิดว่าครั้งนี้ลั่วชิงเสวี่ยจะพกคำขอติดตัวมาด้วย
ดูเหมือนว่าก่อนหน้านี้เขาจะดูเบาลั่วชิงเสวี่ยเกินไป มักจะมองนางเป็เด็กอยู่เสมอ แต่ในความเป็จริง แม่นางน้อยคนนี้อายุเกือบสิบห้าปีแล้ว ในโลกใบนี้ ถือว่าก้าวเข้าสู่ความเป็ผู้ใหญ่ไปครึ่งหนึ่งแล้วจริง ๆ
ลั่วชิงเสวี่ยเห็นว่าหลินฉางชิงไม่ได้ปฏิเสธในทันที ดวงตาของนางก็เปล่งประกายขึ้นมา ดูตื่นเต้นเป็อย่างมาก นางรีบก้าวเข้าไปหาหลินฉางชิง พร้อมกับยื่นมือข้างหนึ่งไปจับแขนของหลินฉางชิงแล้วเขย่าเบา ๆ
"ศิษย์พี่ ท่านอาจารย์ของพวกเรา แม้ภายนอกจะดูเข้าถึงยากแต่จริง ๆ แล้วท่านใจอ่อนมาก ท่านเคยเป็ศิษย์ที่ท่านอาจารย์รักที่สุด และตอนนี้ท่านก็อยู่ที่นี่มาปีครึ่งแล้ว เช่นนั้นท่านลองกลับไปขอโทษท่านอาจารย์ ให้ท่านอนุญาตให้ท่านกลับเข้าสู่สำนักชูซานอีกครั้งดีหรือไม่? ข้าคิดว่าขอเพียงท่านยอมพูด ท่านอาจารย์ต้องตกลงแน่นอน" ลั่วชิงเสวี่ยกล่าว
เมื่อได้ยินคำพูดนี้แม้แต่หลินฉางชิงก็ยังอดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้ว เขาไม่คาดคิดเลยว่าจุดประสงค์ของลั่วชิงเสวี่ยคือการให้เขากลับไปยังสำนักชูซาน
ทว่าสำหรับปัญหานี้ หลินฉางชิงแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด เขาส่ายหน้าอย่างเด็ดขาดทันที
"เอ๋?"
เมื่อเห็นเช่นนี้ ใบหน้าเล็ก ๆ ของลั่วชิงเสวี่ยก็หงอยลงทันที
"เหตุใดเล่า?" นางถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความเสียใจ
"เพราะนี่คือความผิดที่ข้าก่อขึ้น ข้าจึงต้องเป็ผู้รับผิดชอบต่อผลที่ตามมา หากข้ากลับไปตอนนี้ ท่านอาจารย์อาจจะใจอ่อนชั่วขณะและยอมให้ข้ากลับเข้าสู่สำนักชูซานอีกครั้ง แต่ในสายตาของศิษย์คนอื่น ๆ และเหล่าผู้าุโในสำนัก มันจะไม่เป็เช่นนั้น"
"ในฐานะเ้าสำนักชูซาน แต่กลับเปลี่ยนคำสั่งไปมาและตามใจศิษย์ของตนเอง สิ่งนี้จะทำให้ความน่าเกรงขามของท่านอาจารย์สูญสิ้นไปทันที" หลินฉางชิงกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้คือเหตุผลที่เขาเตรียมไว้ตั้งนานแล้ว
ใน่นี้ ไม่ว่าใครจะมา ต่อให้เป็เสิ่นอู๋หยามาด้วยตัวเอง เขาก็จะใช้คำพูดชุดนี้เช่นกัน